จากการพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้ปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายให้กับสังคมและผู้บริโภคที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการจากช่องทางไหน ซึ่งแนวโน้นความต้องการในปัจจุบันเริ่มมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นว่าต้องการที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมแต่ยังได้รับความสะดวกสบายอยู่ หลายสินค้าจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ตอบโจทย์ด้านนี้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการคมนาคมที่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากเมื่อปีก่อนๆ ปี 2565 นี้ประเทศไทยเองก็มีความชัดเจนเพิ่มขึ้นจากมาตรการการส่งเสริมของรัฐ

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ร้อนแรงตลอดช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา รัฐบาลและภาคเอกชนต่างมุ่งวางมาตรการดูแลราคาพลังงานในประเทศ พร้อมเร่งขับเคลื่อนการลงทุนด้วยอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ไทยในอนาคต

“นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT อัพเดตถึงแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 ว่ายังคงเดินหน้าตามแผน 5 ปี (ปี 2573)

การดำเนินงานของ ปตท.ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ คาดว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมา และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง และมีการเปิดประเทศทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น เบื้องต้นพบว่ายอดการใช้น้ำมันในปัจจุบันเริ่มกลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับช่วงปี 2562 ที่เป็นสถานการณ์ปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ลุยธุรกิจใหม่

ช่วงที่เหลือของปี 2565 กลุ่ม ปตท.ยังเดินหน้าขยายการลงทุนด้านพลังงานตามแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2573) หรือพลังงานแห่งอนาคต future energy ไปสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำด้วยเม็ดเงินลงทุน 14,600 ล้านบาท ด้วยวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังแห่งอนาคต” คือการมุ่งไปสู่ธุรกิจสีเขียว อย่างการลงทุนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบทั้งแวลูเชน ทั้งการผลิตประกอบตัวรถ ผลิตชิ้นส่วนชิปอย่าง smart electronics และ semiconductor

ซึ่งปัจจุบันลงนามกับทางฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Foxconn Technology Group) เพื่อผลิตและประกอบรถ EV กำลังการผลิต 50,000 คัน ซึ่งจะใช้เวลา 2 ปี จะมีรถออกมาขายตามแผน ภายใต้งบฯลงทุน 1,000 ล้านเหรียญ ล่าสุดจากการหารือชัดเจนว่าจะจัดตั้งโรงงานในประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมแถบภาคตะวันออก (EEC) เฟส 2 ในปี 2573 อีก 150,000 คันต่อปี ส่วนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการแพลตฟอร์มผลิตรถ EV นั้น เบื้องต้นมีผู้สนใจแล้ว 2-3 ราย

จากนั้นจะต่อยอดขยายการลงทุนไปสู่ชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ปัจจุบันมีปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก และการลงทุนด้านแบตเตอรี่ EV มีโอกาสที่จะมองการลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ในต่างประเทศ ล่าสุดได้หารือกับผู้ประกอบการรถบัส เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV โดย ปตท.จะสนับสนุนเรื่องของแบตเตอรี่ ส่วนสถานีชาร์จปีนี้จะมีครบ 450 แห่งทั่วประเทศ ที่ทาง OR จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จในเดือน ส.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ปตท.ยังมีแผนการลงทุนในพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้าเป้าหมาย 12,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 400 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ทำได้ 2,000 เมกะวัตต์แล้ว

ลดปล่อยคาร์บอน

“เมื่อถึงเป้าหมายสัดส่วน กำไรสุทธิ 30% ของ ปตท.จะเป็นพลังงานสีเขียว จากปัจจุบันที่มี 10% โดยบริษัทในกลุ่มจะดำเนินงานไปตามส่วนที่ตนถนัด เช่น ธุรกิจโรงกลั่นลงทุนเพิ่มพัฒนาตัวน้ำมันให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง EURO 5 ทางด้านธุรกิจปิโตรเคมี การนำเอาพลาสติกมาใช้อีกครั้ง หรือการเป็น Bio พลาสติกโดยใช้วัตถุดิบ (feedstock) จากผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้”

เรื่องคาร์บอนต่ำ ปตท.ได้ประกาศแผนที่ทำได้จริงก่อนรัฐบาล หรือให้ได้ก่อนปี 2065 (ปี 2608) โดยนำวิธีการดักจับคาร์บอนที่ไม่เป็นประโยชน์มากักเก็บไว้ในพื้นที่อ่าวไทย ที่เคยสูบก๊าซออกมาแล้ว ซึ่งมีศักยภาพเก็บได้ถึง 40 ล้านตัน/ปี

ชูแนวคิดแก้วิกฤตพลังงาน

นายอรรถพลระบุว่า การแก้ไขปัญหาราคาพลังงานที่ผันผวนของประเทศไทย วิธีที่ดีที่สุด คือ การประหยัดพลังงาน เพราะเรื่องใหญ่ของพลังงานมันประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1.ความมั่นคงด้านพลังงาน ไทยไม่เคยขาดแคลน 2.ราคาพลังงาน ขึ้นลงตามตลาดโลก 3.สิ่งแวดล้อม ต้องไม่ให้เกิดผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดต้องวางแผนให้เกิดสมดุลในทุกด้าน และต้องไม่ให้ถูกกระทบจากกติกากีดกันทางการค้าของโลก

ในส่วนของ ปตท.ได้เข้าช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนพลังงานให้ “กลุ่มเปราะบาง” นับตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ด้วยการใช้ส่วนลดราคา NGV และ LPG รวมเป็นงบประมาณเกือบ 3,300 ล้านบาท และจะยังยืดอายุมาตรการช่วยเหลือตามนโยบายรัฐต่อไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่าราคาน้ำมันดิบปี 2566 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรล หลังจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเดือนละ 6 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งถึงสิ้นปี 2565 จึงทำให้มีซัพพลายน้ำมันดิบป้อนเข้าสู่ตลาดอีก 3 ล้านบาร์เรล/วัน ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตมากนัก

ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังไม่หวือหวา จึงน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้ แม้ยังมีสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่ก็ตาม ขณะที่ต้นทุนราคาพลังงานอื่น ๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็คาดว่าจะเริ่มทยอยอ่อนตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่ในส่วนของ LNG ราคาจะยังปรับขึ้น-ลงตามซีซั่น

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในช่วงที่เหลือของปี 2565 คาดว่าจะมีราคาเฉลี่ย 103-104 เหรียญ/บาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกพลังงานโดยรวมของไทยทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซ NGV และก๊าซ LPG ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในช่วงที่ราคาแพง คือ แนวทางรับมือที่ดีที่สุด

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ประชาชนคนไทยหัวจะปวด หลังสินค้าหลายประเภทพาเหรดขึ้นราคาแพงทั้งแผ่นดิน ร้องจ๊ากก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขึ้นราคาอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ปรับขึ้นอีก กก.ละ 1 บาท ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. จะอยู่ที่ราคา 378 บาท/ถัง ปตท.ประเมินราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปีนี้แตะ 103-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านกระทรวงพาณิชย์จับเข่าคุยห้าง-ร้านสะดวกซื้อ ทุกรายยันยังไม่ปรับขึ้นราคาขาย ขณะที่กรมการค้าภายในยอมรับน้ำอัดลมเตรียมขึ้นราคา 1 ก.ค. แต่ในข่าวร้ายยังมีข่าวดี สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยืนยันไม่ขึ้นราคาข้าวสารถุงแต่จะจัดจุดจำหน่ายข้าวถุงราคาประหยัดทั่วประเทศร่วมกับกรมการค้าภายใน ขณะที่บุญรอดฯอั้นไม่ไหวแล้วขอปรับราคา “เบียร์ลีโอ” 1 บาท

คนไทยกระอักอีกหลังสินค้าทั้งเครื่องอุปโภค บริโภคแพงทั้งแผ่นดิน ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ก.ค. ราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จะมีการปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัม (กก.) ละ 1 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขนาดถัง 15 กก. จะปรับขึ้นอีก 15 บาทไป อยู่ที่ราคา 378 บาท/ถัง ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน เพื่อลดภาระการจ่ายเงินชดเชยราคาแอลพีจีของกองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลยังช่วยเหลือส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มแก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท/คน/3 เดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.กองทุนน้ำมันมีสถานภาพติดลบ 102,586 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 65,202 ล้านบาท เป็นบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบ 37,384 ล้านบาท มีเงินฝากเป็นสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน 3,310 ล้านบาท ล่าสุด กองทุนน้ำมันจ่ายชดเชยราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ที่ 10.77 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาไว้ที่ 34.94 บาท/ลิตร ไม่ให้เกินเพดานที่ 35 บาท/ลิตร จากราคาจริงจะอยู่ที่ 45.71 บาท/ลิตร

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ประเมินว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้จะทรงตัวในระดับสูงที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลบวกลบ หรือมีราคาเฉลี่ยทั้งปีนี้ อยู่ที่ 103-104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้นทุนราคาขายปลีกพลังงานโดยรวมของประเทศไทยทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เอ็นจีวี และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น แนวทางรับมือกับปัญหาดังกล่าว คือ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันประหยัดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในช่วงที่ราคาแพง ขณะที่ทุกธุรกิจในกลุ่ม ปตท.ทำประกันความเสี่ยงราคา สินค้าเพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไว้รองรับแล้ว

“ส่วนตัวมองว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2566 จะอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากไม่มีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่น ปัญหาสู้รบระหว่างประเทศมหาอำนาจ การคว่ำบาตรรัสเซียที่ไม่รุนแรงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปีหน้า เนื่องจากคาดว่าจะมีซับผลผลิตน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น หลังกลุ่มประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) เตรียมปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเดือนละ 600,000 บาร์เรลต่อวัน ปลายปีนี้จะมีการผลิตน้ำมันดิบป้อนเข้าตลาดโลกอีก 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตมากนัก ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันยังไม่หวือหวา จึงน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงได้” นายอรรถพลกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่าสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของ ปตท.ไตรมาส 2 คาดว่ายอดขายจะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ผ่านมาและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นและโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รวมทั้งมีการเปิดประเทศทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น จึงส่งผลให้รายได้ของกลุ่ม ปตท.ปรับสูงขึ้น 5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ กลุ่ม ปตท.ยังจะเดินหน้าขยายการลงทุนด้านพลังงานตามแผนลงทุน 5 ปี เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ต้องวางแผนการลงทุนระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต แต่การลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่เทรนด์ของอนาคตกลุ่ม ปตท.ก็จะไม่ลงทุนเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เป็นต้น ทั้งนี้ 6 เดือนแรกของปีนี้ ปตท.ได้เข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนราคาพลังงานให้กับกลุ่มเปราะบางทั้งการใช้ส่วนลดราคาเอ็นจีวีและแอลพีจี รวมวงเงิน 3,300 ล้านบาทและจะยังยืดอายุมาตรการช่วยเหลือตามนโยบายรัฐบาลต่อไปอีก 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง

ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. กรมได้ประชุมกับห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ เช่น แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ฟู้ดแลนด์ เซเว่น-อีเลฟเว่น ลอว์สัน ซีเจ เอ็กซ์เพรส แมกซ์ แวลู ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า พบว่าภายหลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 10-20% โดยในแหล่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือมีนักท่องเที่ยวพักอาศัยจะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40-50%

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ทุกห้างยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้และยินดีจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์จัดโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและกรมยังได้ขอความร่วมมือตรึงอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ในช่วงนี้ สำหรับราคาจำหน่ายปลีกจะต้องไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค โดยให้ปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน ส่วนกรณีข้าวสารบรรจุถุงที่มีกระแสข่าวว่าจะปรับขึ้นราคาก่อนหน้านี้ กรมได้ประชุมกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกฝ่ายยืนยันว่าจะไม่ปรับขึ้นราคา ทั้งในส่วนผู้ประกอบการข้าวถุงและโรงสี ในฐานะผู้แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร นอกจากนี้จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหมุนเวียนแต่ละยี่ห้ออย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจะจัดให้มีจุดจำหน่ายข้าวถุงราคาประหยัดทั่วประเทศร่วมกับกรมการค้าภายในอีกด้วย

“กรณีที่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือจำหน่ายแพงเกินสมควร จะมีโทษตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท หากพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าว สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดจะสั่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบผิดจะดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด” นายวัฒนศักย์กล่าว

ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงข่าวที่น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เตรียมปรับขึ้นราคาขายตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ว่า ที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการน้ำอัดลมตรึงราคามาตั้งแต่ต้นปีและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เดือนที่แล้วได้รับแจ้งจากผู้ผลิตบางรายว่ามีภาระต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาก เช่น ค่าบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกระป๋องอะลูมิเนียม ค่าขนส่งและโลจิสติสก์ ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้ายิ่งสูงขึ้นมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายสินค้า จึงได้เชิญผู้ผลิตน้ำอัดลมมาหารือเพื่อติดตามสถานการณ์และขอความร่วมมือชะลอการปรับราคา แต่บางรายได้ชี้แจงความจำเป็นในการปรับราคาด้วยเหตุผลด้านต้นทุนดังกล่าว กรมรับทราบและขอความร่วมมือให้ปรับขึ้นราคาแบบให้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคน้อยที่สุด ขณะที่รายใดที่สามารถบริหารต้นทุนได้ขอความร่วมมือให้ตรึงราคา ต่อไป

“แม้น้ำอัดลม เครื่องดื่มต่างๆ ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม แต่เป็นสินค้าที่ประชาชนส่วนหนึ่งนิยมบริโภค กรมจึงได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะปรับราคา โดยหลักแล้วกรมจะเน้นเข้าไปกำกับดูแลสินค้าที่จำเป็นในการครองชีพของประชาชนมากกว่า ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป มีการแจ้งขอปรับราคามาที่กรมบ้าง แต่ยังไม่มีการอนุญาตให้ปรับขึ้นราคาและขอความร่วมมือให้ตรึงราคาต่อไปก่อน” ร้อยตรีจักรากล่าว

ส่วนนายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เบียร์ลีโอ ถือเป็นเบียร์ยอดนิยมที่มีการปรับราคาช้าที่สุดในตลาดที่ผ่านมาบริษัทบุญรอดฯ มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะยืนยันนโยบายการตรึงราคาสินค้า “เบียร์ลีโอ” โดยไม่มีการปรับขึ้นราคา หรือปรับลดปริมาณสินค้า ทุกขนาดบรรจุ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ขณะที่ต้นทุนการผลิตสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานและวัตถุดิบ โดยการตรึงราคาเพื่อลดผลกระทบของผู้บริโภคในสถานการณ์ดังกล่าว

นายภูริตกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เบียร์ลีโอจะมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกและขายส่งดังนี้ ขวดใหญ่ (620ml) ปรับขึ้น 12 บาทต่อลัง หรือเท่ากับปรับขึ้น 1 บาทต่อขวด ขวดเล็ก (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลัง หรือเฉลี่ยขวดละ 0.75 บาท กระป๋องยาว (490ml) ปรับขึ้น 11 บาทต่อลัง หรือ 0.90 บาทต่อกระป๋อง กระป๋องสั้น (320ml) ปรับขึ้น 18 บาทต่อลัง หรือกระป๋องละ 0.75 บาท บริษัทขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายในการปรับลดปริมาณสินค้าอย่างแน่นอน สำหรับราคาขายปลีกเบียร์ลีโอจะเพิ่มขึ้นลังละ 12 บาท และถาดละ 18 บาท ทำให้ราคาเบียร์ลีโอขวดใหญ่ราคาขายส่งจะอยู่ที่ 616 บาทต่อลัง ขายปลีก 626 บาทต่อลัง และ 59 บาทต่อขวด ส่วนกระป๋องเล็กขายส่งอยู่ที่ 750 บาทต่อถาด ขายปลีก 762 บาทต่อถาด และ 39 บาทต่อกระป๋อง

Source : ไทยรัฐ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.จะมุ่งไปสู่พลังงานแห่งอนาคต ที่สนับสนุนนโยบายภาครัฐให้บรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงสร้างระบบนิเวศและสังคมที่ดีขึ้น โดยจะเน้นลงทุนพลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งได้หารือกับผู้ประกอบการรถบัส เพื่อให้เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่อีวี โดย ปตท.จะสนับสนุนแบตเตอรี่ให้

“ขณะเดียวกัน ปั๊มชาร์จไฟฟ้ารถยนต์อีวีของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ จะเริ่มเก็บค่าบริการชาร์จในเดือน ส.ค.นี้ หลังเปิดให้ประชาชนทดลองชาร์จฟรีแล้ว แต่ค่าบริการยังถูกกว่าราคาน้ำมันมาก นอกจากนี้ โออาร์จะขยายปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้เพิ่มเป็น 450 แห่งสิ้นปีนี้ จากปัจจุบัน 190 แห่ง ส่วนการเช่ารถอีวีของ ปตท. ภายใต้ EVme ปัจจุบันมี 200 คัน จะเพิ่มอีก 500 คัน ในปีนี้เช่นกัน”

สำหรับธุรกิจในปัจจุบัน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน จะลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานยูโร 5 เพื่อยกระดับการลดการปล่อยมลพิษ เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ต้องยกระดับการใช้วัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์การเกษตร เพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้ เป็นต้น.

Source : ไทยรัฐ

“กองทุนน้ำมัน” ติดลบหลักแสนล้าน เพิ่มความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงาน ทำให้การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอาจสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ

ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงครั้งนี้ คือ สถานะ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ติดลบ 102,586 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2565 แบ่งเป็นการติดลบของบัญชีน้ำมัน 65,202 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี 37,384 ล้านบาท

โดยถ้าย้อนไปดูข้อมูลในวันที่ 27 ก.พ.2565 หลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนได้ 3 วัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 21,838 ล้านบาท โดยบัญชีแอลพีจีติดลบ 26,826 ล้านบาท ในขณะที่บัญชีน้ำมันยังเป็นบวก 4,988 ล้านบาท

ประเทศไทยใช้กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานต่อเนื่องมากว่า 40 ปี นับตั้งแต่รัฐบาลจัดตั้งกองทุนรักษาระดับ “ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ในปี 2520 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลเข้าไปดูแลราคาพลังงานหลังจากเกิดวิกฤติน้ำมันปี 2516-2517 และมีการปรับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายที่รองรับกองทุนมาตลอด จนถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ซึ่งทั้งหมดใช้หลักการเดียวกัน คือ การส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อรักษาระดับราคาเชื้อเพลิง

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นช่องที่กองทุนน้ำมันติดลบสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ รองลงมาเป็นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2547-2549 ที่ติดลบ 92,000 ล้านบาท ซึ่งในครั้งนั้นใช้เวลาหลายเดือนที่จะรักษาสถานะกองทุนให้กลับมาเป็นบวก แต่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่า เพราะราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง ในขณะที่ภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติเมื่อใด ดังนั้นจึงเป็นภาระหนักในการดูแลราคาพลังงานนับจากนี้

กระทรวงพลังงาน” ยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการดูแลราคาดีเซลและแอลพีจี โดยข้อเสนอหลายแนวทางที่จะบรรเทาราคาพลังงานไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งการลดเติมไบโอดีเซลลงในดีเซล โดยราคาไบโอดีเซลปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 51.31 บาท สูงกว่าราคาปลีกของดีเซลที่ลิตรละ 34.94 บาท ทำให้ไบโอดีเซลมีราคาสูงกว่าดีเซลมาก รวมถึงการดึงค่าการกลั่นมาช่วยอุดหนุนราคาเบนซินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเจรจามานานและยังไม่ได้ข้อสรุป

การที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาท และการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2564 ยังไม่สามารถกู้ได้ ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีความยากลำบากในการบริหารราคาพลังงานมากขึ้น รวมทั้งเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง แต่การขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยจะสูงกว่าตลาดโลก เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจนกว่าจะพ้นสถานะติดลบ ระเบิดลูกใหม่ของรัฐบาลจึงกำลังก่อตัว

Source : กรุงเทพธุรกิจ