นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานภายใต้กรอบนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) ในวันนี้ มีเป้าหมายที่จะให้พลังงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านพลังงานให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกพ.เปิดรับฟังร่างหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด 5,203 เมกะวัตต์ โหมซื้อไฟจาก Solar+BESS และโซลาร์ฟาร์ม ภายในปี 2573 พร้อมด้วยพลังงานลม ก๊าซชีวภาพ ตั้งเป้าออกประกาศรับซื้อภายในสิ้นปี 2565 นี้ คาดก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท

0นายคมกฤช  ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน-6 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการสำคัญของร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. … เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุดไม่เกิน 90 โครงการต่อโครงการจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่บังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายรับซื้อหรือไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้าหรือ Non-Firm  และจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดรูปแบบการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าหรือ Partial-Firm ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุด มากกว่า 10 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ต่อโครงการ อายุสัญญา 20 – 25 ปี รวมกำลังผลิตทั้งหมด 5,203 เมกะวัตต์

ลุ้น กกพ.คลอดรับซื้อไฟ จ่อสะพัด 2 แสนล้านพลังงานสะอาด

มีการกำหนดปริมาณรับซื้อและวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผน PDP2018 Rev.1 ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยในปี 2567 จะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) ที่มีกำลังผลิตตามสัญญาตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ จะรับซื้อปริมาณ 100 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.8331 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสัญญา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 100 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2568-2570 และรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 200 เมกะวัตต์ ระหว่างปี 2571-2573 รวมปริมาณรับซื้อ 1,000 เมกะวัตต์

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มในปี 2567 ปริมาณ 190 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปีจนครบ 2,368 เมกะวัตต์ ในปี 2573

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยในแต่ละปีจะทยอยรับซื้อในปริมาณ 250 เมกะวัตต์ จนถึงปี 2573 รวมกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ อัตราค่าไฟฟ้า 3.1014 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี  ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย/ของเสีย กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มรับซื้อในปี 2569 เป็นต้นไป ปริมาณ 75 เมกะวัตต์ และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นอีกปีละ 70-40 เมกะวัตต์ จนครบกำลังผลิต 335 เมกะวัตต์ ในปี 2573 ในอัตราค่าไฟฟ้า 2.0724 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี 

ส่วนโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) จะได้รับอัตรา FiT Premium 0.5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุโครงการ

นายคมกฤช  กล่าวอีกว่า  การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญา Partial-Firm นั้น จะมีการกำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าไว้ โดยช่วงเวลา 9.00-16.00 น. จะต้องผลิตไฟฟ้าส่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณ 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ช่วงเวลา 18.01-06.00 น. มีความพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปริมาณพลังงานเท่ากับ 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

โดยที่การไฟฟ้ารับซื้อทั้งหมดและสามารถสั่งจ่ายกำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และช่วงเวลา 06.01-09.00 น. และ 16.01-18.00 น. ผลิตไฟฟ้าสั่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณไม่เกิน 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ทั้งนี้ หลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ทาง กกพ.จะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจจะมีบางประเด็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม และบางเรื่องอาจจะต้องขอมติ กพช.เพิ่มเติม ที่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็มีเป้าหมายที่จะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในสิ้นปี 2565 นี้

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า หากประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าออกมาแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะให้ความสนใจยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนราว 2 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมค่าที่ดิน)โดยประเมินจากเม็ดเงินลงทุนของ Solar+BESS อยู่ที่ 46 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์ม 24 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ พลังงานลม 50-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ 55-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

Source : ฐานเศรษฐกิจ

มีคำถามสำคัญในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่า บรรดาเทคโนโลยีขั้นสูงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิ๊กดาต้า (Big Data) วิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง (Advanced Robotics) บล็อกเชน (Blockchain) ฯลฯ เหล่านี้จะมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการประหยัดพลังงาน หรือทำให้การใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากกว่าเดิม จนกลายเป็นที่ถกเถียงอยู่ไม่น้อย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านพลังงานชั้นนำของประเทศไทย สานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืนของประเทศใน 3 มิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พาท่านสำรวจและตอบคำถามดังกล่าวข้างต้นว่า เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ ช่วยประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่ ถ้าช่วยได้ จะช่วยประหยัดพลังงานอย่างไร

เทคโนโลยีขั้นสูงถูกนำมาใช้กับพลังงานด้านใดบ้าง เครือข่ายไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า กริดไฟฟ้า หรือ Grid Electrical หรือที่มักจะเรียกสั้นๆ ว่า “กริด” เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันสำหรับการจ่ายไฟฟ้าจากผู้ผลิตต่างๆ ไปยังผู้บริโภค ประกอบไปด้วยสถานีผลิตพลังงานไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่นำส่งพลังงานจากแหล่งผลิตที่ห่างไกลให้กับศูนย์ที่ต้องการใช้ และสายกระจายแรงต่ำที่เชื่อมต่อลูกค้าแต่ละราย หรือแต่ละบ้านนั่นเอง

กริดเหล่านี้เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน ฉะนั้น การควบคุมหรือต้องการการตัดสินใจอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จะต้องทำด้วยความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ลองนึกถึงการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ที่มีการแบ่งเป็นเขตย่อยๆ จำนวนมาก ทันทีที่มีเหตุหม้อแปลงระเบิด (สำเพ็งก็เพิ่งเกิดเหตุไปเมื่อไม่นานมานี้) การควบคุมกริดจำนวนมากที่รวมกันเป็นข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า จะต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ชั้นยอดที่ต่อมาพัฒนากลายเป็น AI ที่ใช้เพื่อการควบคุมแทนมนุษย์ AI ที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้จะควบคุมอัลกอริทึมของระบบกริด สามารถตอบสนอง วิเคราะห์ และจัดการกริดได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นประสิทธิภาพในการควบคุม ตัดระบบหรือโซนที่เกิดอุบัติเหตุ หรือควบคุมปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ส่งไปนั้น สามารถทำให้เราใช้พลังงานที่เหมาะสมได้

ในภาคพลังงานหมุนเวียน AI ยังสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์การใช้พลังงาน และช่วยในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ของแหล่งพลังงานหมุนเวียน เราจึงได้เห็นแอปพลิเคชันด้านพลังงานหลายๆ แอปที่สามารถช่วยคาดการณ์ปริมาณพลังงานของกริด กำหนดราคาและดำเนินการซื้อขายได้ตามเวลาโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมอย่าง AI จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว

นอกจาก AI แล้ว วิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง (Advanced Robotics) อาทิ โดรน ยังถูกนำมาใช้ในควบคุมพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท ตัวอย่างที่ชัดเจนมากก็คือ การผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ที่ต้องอาศัยแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก และประสิทธิภาพสูงสุดจะเกิดขึ้นได้เมื่อแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากเหล่านั้นอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม หุ่นยนต์ขั้นสูงจะเข้ามามีบทบาทในการปรับทิศทางอัตโนมัติเพื่อเพิ่มการแปลงพลังงานให้สูงสุด นอกจากนี้การทำงานอัตโนมัติ และการบำรุงรักษา (O&M) ที่ใช้หุ่นยนต์เป็นฐานรองรับการทำงานซ้ำๆ ที่เสี่ยงอันตรายจะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ เราจึงได้พลังงานทดแทนที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่ถูกนำมาใช้ในด้านพลังงานก็คือ การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อพัฒนาธุรกรรมที่เชื่อถือได้ในภาคพลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น สัญญาอัจฉริยะที่ถูกนำมาใช้ในการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านการวางแผนการผลิตพลังงานระยะยาว เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานที่พอเพียงและเหมาะสม

นอกจากนี้ บล็อกเชนยังถูกนำมาใช้ในการควบคุมความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ลองนึกถึงหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่วายร้ายพยายามแฮกระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อป่วนเมืองด้วยการทำให้ระบบไฟฟ้าในเมืองดับเพื่อก่อวินาศภัย) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งใช้เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกริด และมีการตรวจสอบด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อน ทำให้การแฮกระบบทำได้ยากมากถึงมากที่สุด ที่สำคัญ บล็อกเชนยังช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางดิจิทัล โดยผู้ให้บริการพลังงานหมุนเวียนสามารถใช้บล็อกเชนเพื่อติดตามห่วงโซ่การดูแลวัสดุกริดในที่ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลสามารถเข้าถึงข้อมูล และควบคุมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า “เทคโนโลยีขั้นสูง” หลายๆ เทคโนโลยี แม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยในการประหยัดพลังงานโดยตรง แต่เราสามารถนำมาใช้ในการช่วยควบคุมการใช้พลังงานให้เหมาะสม ก่อให้เกิดการเตรียมวางแผนการผลิตพลังงานที่เพียงพอให้เราใช้ได้ตลอดไป

Source : ไทยโพสต์

TPIPP กางแผนลงทุน 5 ปี ตั้งงบกว่า 1 หมื่นล้านบาท เลิกใช้ถ่านหิน ดันกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะ และโซลาร์ฟาร์ม ปี 2569 อยู่ที่ 606 เมกะวัตต์ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนฯได้ 12 ล้านตัน

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีนี้ (2565-2569) บริษัทมีแผนการใช้เงินที่แน่นอนแล้วประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะนำมาใช้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ประกอบด้วย  การปรับปรุงประสิทธิของหม้อต้มนํ้าของโรงไฟฟ้าโรงที่ 7 ขนาดกำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ ที่ยังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยใช้เงินลงทุนราว 800 ล้านบาท ระยะแรกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปีนี้  และระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟ 100%

ภัคพล  เลี่ยวไพรัตน์

ภัคพล เลี่ยวไพรัตน์

อีกทั้ง จะลงทุนเปลี่ยนเชื้อเพลิงถ่านหินของโรงไฟฟ้าที่ 8 กำลังผลิตขนาด 150 เมกะวัตต์ มาเป็นขยะอาร์ดีเอฟ ใช้เงินลงทุนราว 3,000 ล้านบาท จะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการนี้ จะส่งผลให้โรงไฟฟ้าของบริษัทเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงขยะอาร์ดีเอฟทั้งหมด

ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงขยะ ทำให้บริษัทต้องลงทุนในการจัดหาขยะอาร์ดีเอฟเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องสร้างโรงงานขยะอาร์ดีเอฟอีก 5 สายผลิต กำลังผลิต ประมาณ 4,500 ตันต่อวัน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในส่วนนี้อีกราว 1,000 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2566

TPIPP กำหมื่นล้าน ลุยโรงไฟฟ้าขยะ-โซลาร์ฟาร์ม สู่ Net Zero ปี 69

บริษัทยังได้งานประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ จังหวัดสงขลา กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว จะก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2568 ใช้เงินลงราว 1,745 ล้านบาท รวมถึงงานประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จังหวัดนครราชสีมา กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนราว 1,830 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2568 เช่นกัน 

นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์ฟาร์ม) ในจังหวัดสระบุรี ขนาดกำลังผลิต 42 เมกะวัตต์ ที่จะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือTPIPL ใช้ในกิจการในปี 2566 ใช้เงินลงทุนอีกราว 1,400 ล้านบาท

“ปัจจุบันบริษัทยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี จากโรงไฟฟ้ที่ใช้ถ่านหิน กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะอีก 220 เมกะวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 7.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หักลบแล้วกับว่าบริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และเมื่อเปลี่ยนถ่านหินมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟทั้งหมดแล้ว และกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ามา ที่มีเป้าหมายกำลังผลิตรวมทั้งหมดจะเพิ่มเป็น 606 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 12 ล้านตันต่อปี เท่ากับว่าการดำเนินงานของบริษัทบรรลุเป้าหมาย NetZero Carbon  ในปี 2569 แล้ว”

นายภัคพล กล่าวอีกว่า ส่วนการพัฒนาหรือลงทุนโครงการในอนาคตนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568-2569

ภายใต้มตินี้ บริษัท มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลอีก 8 โครงการ เป็นขนาดกำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ 7 โครงการ และเป็นเอสพีพีอีก 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างรอการออกหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงเร็ว ๆ นี้

 อีกทั้ง กพช.เห็นชอบแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยมีกำลังผลิตตามสัญญาจากพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 9,996 เมกะวัตต์ เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม 3,368 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีความสนใจเข้าดำเนินงาน โดยได้มีการหารือกับทางพันธมิตรแล้ว เนื่องจากในกลุ่มของทีพีไอ มีพื้นที่ราว 1.5 หมื่นไร่ อยู่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ระยอง และสระบุรี รองรับการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มได้กว่า 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเร็วๆ คาดว่าจะสรุปแผนการลงทุนได้ว่าจะยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าได้ในปริมาณที่เท่าใด

รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 200 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 1,500 เมกะวัต์ บริษัท ก็มีความสนใจเข้าไปลงทุน โดยอยู่ระหว่างขั้นการศึกษาในรายละเอียด

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนตั้งสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่จะเริ่มต้นจากการติดตั้งให้บริการกับรถบรรทุกในเหมือง ปูนซีเมนต์ของบริษัท TPIPL จำนวน 26 คันที่จะเปลี่ยนเป็นอีวีในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2568 รถที่อยู่ในเหมืองทั้งหมด ต้องเป็นอีวี ที่จะต้องลงทุนตั้งสถานีชาร์จรองรับไว้ 40 สถานี

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สถิติจากรายงาน Global Solar Atlas ที่จัดทำให้กับธนาคารโลก เผยให้เห็นศักยภาพโดยเฉลี่ยของพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก พบว่าทวีป “แอฟริกา” นำหน้าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก เมื่อรวมผลผลิตโดยเฉลี่ยในระยะยาวของการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดสาธารณูปโภคในแต่ละประเทศ

ค่าผลผลิตประจําวัน 4.51 kWh/kWp/วัน ของแอฟริกานั้นแซงหน้า 4.48 kWh/kWp/วัน ของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่ตามมาในอันดับที่ 2 ในขณะที่อเมริกาเหนือตามมาเป็นอันดับที่ 3 ที่ 4.37 kWh/kWp/วัน ส่วนอันดับ 4-6 ได้แก่ เอเชีย (4.33 kWh/kWp/วัน), โอเชียเนีย (4.14 kWh/kWp/วัน) ยุโรปและรัสเซีย (3.44 kWh/kWp/วัน) ตามลำดับ

แผนที่แสดงศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าแอฟริกายืนหนึ่งในด้านนี้

ทั้งนี้ การประเมิน “ไม่รวมพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ/ทางเทคนิค เช่น ภูมิประเทศที่ขรุขระ พื้นที่ในเมือง พื้นที่อุตสาหกรรม ป่าไม้ และพื้นที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของกิจกรรมของมนุษย์” แต่ไม่ถือรวมพื้นที่ที่อาจไม่เหมาะสมเนื่องจากกฎระเบียบที่กำหนดโดยหน่วยงานระดับชาติหรือระดับภูมิภาค เช่น การอนุรักษ์พื้นที่เพาะปลูกหรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

ภายใต้บริบทและเงื่อนไขดังกล่าว พบว่าประมาณ 20% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ใน 70 ประเทศที่มี “สภาวะที่ดีเยี่ยม” สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งหมายถึงมีผลผลิตระยะยาวที่เกิน 4.5 kWh/kWp ต่อวัน เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคหรือทวีปพบว่ามีเพียงประเทศในแอฟริกาโดยเฉลี่ยที่อยู่เหนือเกณฑ์นี้

ทั้งนี้ ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีอยู่อีกมากและยังไม่ถูกนำมาใช้ในประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าประเทศอื่นในทวีปนี้ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการจัดหาบริการไฟฟ้าที่มีราคาไม่แพง เชื่อถือได้ และยั่งยืนแก่มนุษยชาติจำนวนมาก ซึ่งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพของชีวิตประชากรโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในปัจจุบันไม่มีไฟฟ้าใช้ และประชากรที่มีไฟฟ้าใช้ก็แบกรับค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยเกือบสองเท่าของผู้บริโภคไฟฟ้าที่อยู่ในภูมิภาคอื่นของโลก ปัญหาการขาดแคลนพลังงานทำให้ทวีปนี้เสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 2-4ของจีดีพีต่อปี และความต้องการไฟฟ้าจำนวนมากจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากคาดว่าประชากรในอนุภูมิภาคทะเลทรายซาฮาราจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2018 เป็นมากกว่า 2 พันล้านคนในปี 2050 เป็นเหตุให้คาดว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี

แหล่งพลังงานในปัจจุบันของแอฟริกาส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานผสมในแอฟริกาในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และชีวมวลแบบดั้งเดิม (ไม้ ถ่าน และเชื้อเพลิงจากมูลสัตว์แห้ง) แม้ว่าพลังงานเหล่านี้จะค่อนข้างถูก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน และส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแหล่งพลังงานของทวีปนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตั้งเป้าที่จะบรรลุสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพสำหรับพลเมืองของตน และบรรลุขีดจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำหนดโดยความตกลงปารีสปี 2015 และนั่นหมายความว่า “พลังงานแสงอาทิตย์” ทุนพลังงานที่มีอยู่มหาศาลโดยธรรมชาติของทวีปนี้จะต้องได้รับการลงทุนอย่างจริงจังและถูกนำไปใช้ให้ทั่วถึงและครอบคลุมทั่วทั้งแอฟริกามากขึ้น

พลังงานแสงอาทิตย์แอฟริกา

การจัดหาเงินทุนนับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้ การสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นค่อนข้างมีต้นทุนที่ถูกแต่มีค่าการดำเนินการสูง ในทางตรงกันข้าม แหล่งพลังงานหมุนเวียนมีราคาไม่แพงในการดำเนินการ แต่มีต้นทุนการติดตั้งสูง ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินล่วงหน้า การจัดหาพื้นฐานด้านพลังงานคุณภาพสูงสำหรับการพัฒนาในแอฟริกาจึงต้องการแนวทางที่ครอบคลุมในการจัดหาเงินทุน หากแอฟริกาต้องการใช้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาจะต้องระดมเงินทุนจากทั้งภาครัฐ เอกชน เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะโครงการจากพลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกที่หนุนให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในทวีปนี้ก็คือ แอฟริกาได้รับแสงแดดจ้าในช่วงเวลาของปีมากกว่าทวีปอื่นๆ ของโลกเป็นเวลาหลายชั่วโมง สถานที่ที่มีแดดจัดมากที่สุดในโลกอยู่ที่ภูมิภาคนี้ แม้จะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลก และมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนชาวแอฟริกันอย่างแพร่หลาย แต่บทบาทของพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคพลังงานของแอฟริกายังไปได้ไกลกว่านี้

ทั่วทั้งทวีปนี้มีแสงแดดส่องเป็นเวลานาน (ไม่รวมพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่อย่างป่ากินีของแอฟริกาตะวันตกและส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำคองโก) เนื่องจากพื้นที่ทะเลทรายและทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาเป็นพื้นที่ปลอดเมฆที่ใหญ่ที่สุดในโลก แอฟริกามีท้องฟ้าแจ่มใสเหนือทะเลทราย อาทิ ทะเลทรายซาฮารา นามิบ และคาลาฮารี

พลังงานแสงอาทิตย์แอฟริกา

ทะเลทรายซาฮาราตะวันออก/แอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือมีชื่อเสียงในด้านสถิติแสงแดดของโลก โดยเฉพาะ กับการที่พื้นที่นี้ประสบกับแสงแดดจ้าตลอดทั้งปีโดยเฉลี่ยมากที่สุด โดยดวงอาทิตย์ส่องแสงประมาณ 4,300 ชั่วโมงต่อปี จากจำนวนวันที่แสงแดดส่องถึงทำให้สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปสู่แอฟริกาได้มากโดยไม่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านกริดขนาดใหญ่

การที่ภูมิศาสตร์​ของแอฟริกาตั้งอยู่ในเขตเขตร้อน ซึ่งความเข้มและความแรงของแสงแดดจะสูงอยู่เสมอ มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งที่มีแสงแดดส่องถึงจำนวนมากทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก

ทำให้ประมาณ 2 ใน 5 ของทวีปนี้มีภูมิประเทศเป็นทะเลทราย และมีแดดจัดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม คองโก อิเควทอเรียล กินี กาบอง รวันดา ยูกันดา บุรุนดี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอนและเซเนกัล เป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์น้อยที่สุดในทวีปนี้ เนื่องจากมีเมฆปกคลุมเกือบถาวรและ มีเพียงแสงแดดสดใสเป็นพักๆ

ยกเว้น 8 ประเทศนี้ แต่ละประเทศในแอฟริกาได้รับแสงแดดจ้ากว่า 2,700 ชั่วโมงต่อปี (อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่งของอาณาเขตของตน) โดยหลายประเทศในแอฟริกาที่มีแดดตลอดเวลาอย่างอียิปต์ ลิเบีย แอลจีเรีย ไนเจอร์ซูดาน แอฟริกาใต้ และนามิเบีย สามารถพึ่งพาการพัฒนาแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลของตัวเองได้ จากการลงทุนในขนาดที่ใหญ่และราคาที่ลดลง

Source : SALIKA