คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน พ.ศ. 2565 แล้ว  พร้อมเปิดรับซื้อทันทีที่การไฟฟ้าออกประกาศไปจนถึง 29 ธ.ค. 2566  กำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2568-2569 เป็นสัญญา Non-Firm ในรูปแบบ FiT ย้ำต้องเป็นโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว เบื้องต้นมี 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ลงนามในประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2565 เรียบร้อยแล้ว  โดยหลังจากนี้ 3 การไฟฟ้า(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง  หรือ กฟน.) จะออกประกาศรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้าภายในเดือน ก.ค. 2565 นี้ โดยปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายมากกว่า 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ กฟผ. ส่วนปริมาณไฟฟ้าที่ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ PEA และ กฟน.  โดยเปิดให้ยื่นตั้งแต่วันที่การไฟฟ้ามีประกาศถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2566

ทั้งนี้การไฟฟ้าจะประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติและพร้อมในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ภายใน 60 วันนับจากวันที่เอกสารครบถ้วน และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) ภายในปี 2568-2569

สำหรับเงื่อนไขโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนนี้เป็นประเภทสัญญาแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า(Non-Firm) ในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ตามรายชื่อโครงการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบแล้ว และผู้ขอผลิตไฟฟ้าต้องเสนอขายปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงสุดไม่เกินศักยภาพของระบบไฟฟ้าที่การไฟฟ้ารับซื้อได้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป

สำหรับราคารับซื้อไฟฟ้าตาม Fit นั้น เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564  กพช. มีมติเห็นชอบหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.08 บาทต่อหน่วย (FiT Premium 8 ปี 0.70 บาท/หน่วย) ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย และระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี  โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเข้าระบบจำนวน 400 เมกะวัตต์

Source : Energy News Center

คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ได้เห็นชอบหลักการโครงการจัดหาพลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี ขนาดกำลังผลิต 500 เมกะวัตต์

โครงการดังกล่าวเป็นไปตามการเสนอของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่จะผลักดันอีอีซี มุ่งสู่การเป็น Zero Carbon City และพื้นที่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) และบรรลุเป้าหมายสัดส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิล ต่อพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตไฟฟ้าเป็น 70 : 30% จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ราว 4,475 เมกกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยคาดว่าปี 2580 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องผลักดันการไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึงราว 3,000 เมกะวัตต์

หลักการดังกล่าวส่งผลให้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟภ. ร่วมกับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด (SET ENERGY) ขึ้นมาดำเนินการโดยถือหุ้นในสัดส่วน 20% และ 80 % ตามลำดับ เพื่อทยอยก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่

จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ที่ส่งผลต่อการลงทุนในพื้นที่อีอีซีเกิดการชะลอตัว ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ประกอบกับนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงาน ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ว่าโครงการดังกล่าวจะอยู่ในแผนพัฒนาพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีของประเทศหรือไม่ จึงส่งผลให้การดำเนินงานเวลานี้ ยังไม่มีความคืบหน้าด้านการก่อสร้าง

SET ENERGY ลุ้นโซลาร์ฟาร์มอีอีซี 500 MW เดินหน้าต่อ

นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยในฐานะผู้ร่วมทุนว่า โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างนัดหารือกับทางอีอีซี ว่าจะยังอยู่ภายใต้นโยบายของอีอีซีหรือไม่ หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ได้เห็นชอบแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยมีกำลังผลิตตามสัญญาจากพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 9,996 เมกะวัตต์

รวมทั้ง เห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและข้อเสนออัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff สำหรับปี พ.ศ. 2565-2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง กำลังผลิตตามสัญญาไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Ground-mounted) พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) ซึ่งจะดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าด้วยวิธีการใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกที่พิจารณาถึงความพร้อมด้านราคา คุณสมบัติ และเทคนิคร่วมกัน มีระยะเวลาสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าเป็นเวลา 20-25 ปี ในรูปแบบสัญญา Non-Firm

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากโซลาร์ฟาร์ม ยังไม่เกิดขึ้นจากการติดปัญหานักลงทุนยังไม่เข้ามาช่วงโควิด ทำให้ยังไม่มีลูกค้าอยู่ในมือที่จะป้อนไฟฟ้าได้ ประกอบกับยังไม่มีความชัดเจนของกระทรวงพลังงาน ที่จะนำโครงการดังกล่าวเข้าไปบรรจุอยู่ในแผนพีดีพี หรือรับซื้อขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ ส่งผลให้โครงการนี้ต้องชะลอออกไปจากแผนที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2565”

นายเขมรัตน์ กล่วอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีความชัดเจนด้านนโยบายจากอีอีซีแล้ว ว่าโครงการจะยังอยู่ภายใต้นโยบายอีอีซี หรือจะให้เข้าร่วมประมูลขายไฟฟ้าตามนโยบายของ กพช. ทางบริษัท เซท เอนเนอยี ก็พร้อมจะเข้าไปลงทุนหรือยื่นข้อเสนอประมูลขายไฟฟ้าได้ทันที เพราะที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินรวมเนื้อที่ 3,111 ไร่ 2.7 ตารางวา มูลค่าที่ดินรวม 2,093,166,683 บาท เพื่อติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนดินหรือโซลาร์ฟาร์ม จำนวน 23 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตรวมราว 316 เมกะวัตต์

อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา กำลังผลิตรวม 125 เมกะวัตต์ ใน 9 พื้นที่ จำนวน 1,142 ไร่ ใน 4 อำเภอ ได้แก่ สนามชัยเขต พนมสารคาม ราชสาส์น และบางนํ้าเปรี้ยว จังหวัดชลบุรี กำลังผลิตรวม 94 เมกะวัตต์ ใน 7 พื้นที่ จำนวน 1,041 ไร่ ใน 5 อำเภอ ได้แก่ เกาะจันทร์ พนัสนิคม หนองใหญ่ บ้านบึง และบ่อทอง ระยอง กำลังลิตรวม 97 เมกะวัตต์ ใน 7 พื้นที่จำนวน 929 ไร่ ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง วังจันทร์ แกลง และปลวกแดง จากแผนเดิมที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2565 และจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2566

ขณะที่การลงทุนกำลังการผลิตติดตั้งอีก 184 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ในพื้นที่อีอีซี ที่แผนเดิมคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569

แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะหารือผลักดันให้โครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนดีพีดี แต่เมื่อมีมติ กพช.เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2565 ออกมาแล้ว หากจะเดินหน้าโครงการต่อ ก็จะต้องเข้าประมูลแข่งขัน เช่นเดียวกับเอกชนรายอื่น ๆ ในการขายไฟฟ้าเข้าระบบset-energy

Source : ฐานเศรษฐกิจ

รัฐบาลอินเดียเปิดใช้ “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ” ของ NTPC ใหญ่สุดในประเทศ กินพื้นที่ขนาด 1,250 ไร่ กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์

พลังงานเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่ไม่ได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่โลกกำลังจับตามอง และรัฐบาลอินเดียเล็งเห็นถึงความสำคัญและประสิทธิภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้บริษัท เนชันแนล เธอร์มัล พาวเวอร์ คอร์ปอเรชัน (National Thermal Power Corporation: NTPC) ของรัฐบาลอินเดีย เปิดดำเนินงานโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างเต็มรูปแบบในเมืองรามากันดัม (Ramagundam) รัฐเตลังคานา (Telangana) ทางตอนใต้ของอินเดีย

โซลาร์เซลล์ลอยน้ำของ NTPC มีกำลังการผลิตประมาณ 100 เมกะวัตต์ ทำให้กำลังผลิตเชิงพาณิชย์ของระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในภูมิภาคตอนใต้ของประเทศเพิ่มเป็น 217 เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงานอินเดีย เผยว่า โครงการโซลาร์เซลล์ของ NTPC มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการครอบคลุมพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 200 เฮกตาร์ (ราว 1,250 ไร่) แบ่งออกเป็น 40 บล็อก โดยแต่ละบล็อกประกอบด้วยแท่นลอยน้ำ 1 ชิ้น และแผงโซลาร์เซลล์ 11,200 ชิ้น

ส่วนแท่นลอยน้ำข้างต้นประกอบด้วยอินเวอร์เตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า และเบรกเกอร์แรงดันไฟฟ้าสูง อย่างละ 1 ชุด โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งอยู่บนแท่นลอยน้ำที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (High-Density Polyethylene: HDPE)

Source : Spring News

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน ต่อยอดธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน ตอบโจทย์ Carbon Neutral

การขับเคลื่อนสังคมโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) เพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า  จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่รายแรกของประเทศไทยและผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจร ตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมพลังงานสามารถมีบทบาทสำคัญในการยืนเคียงข้างประชาคมโลกและร่วมผลักดันเป้าหมายนี้ให้ประสบสำเร็จไปด้วยกัน

เอ็กโก กรุ๊ป จึงกำหนดเป้าหมายองค์กรในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายใน ปี 2593 และเป้าหมายระยะกลาง ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Carbon Emission Intensity) 10% ภายในปี 2573 ภายใต้ทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ว่า “Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth”

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายและทิศทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว เอ็กโก กรุ๊ป จึงมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชีวมวล “ร้อยเอ็ด กรีน” จ.ร้อยเอ็ด ที่ใช้เชื้อเพลิงแกลบเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2546 สู่การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานลมนอกชายฝั่ง จนปัจจุบันมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 1,364 เมกะวัตต์ คิดเป็น 23% ของกำลังผลิตทั้งหมด ตลอดจนตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573

ล่าสุดเอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนโมเดลใหม่ ผ่านการถือหุ้น 17.46% ใน “เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน “เอเพ็กซ์” มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 61 โครงการ กำลังผลิตรวม 20,439 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 121 โครงการ กำลังผลิต 19,920 เมกะวัตต์

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน

นอกจากการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนแล้ว เอ็กโก กรุ๊ป ได้ร่วมกับกลุ่ม กฟผ. และพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ศึกษาและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนในรูปแบบต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนนับเป็นเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต เนื่องจากจุดเด่นด้านการผลิตไฟฟ้าที่สม่ำเสมอและเชื่อถือได้ รวมทั้งมีการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำที่ต่ำมากจนเกือบจะเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นการปิดจุดอ่อนของการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน
 

“เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งมั่นในการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและรุกธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำและการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราในการ “เป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม” นายเทพรัตน์กล่าว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บริษัท ไอน์ไรด์จากประเทศสวีเดน ได้เปิดตัวรถบรรทุก T-pod แบบไร้คนขับเมื่อปี 2017 ต่อมาได้รับอนุมัติให้วิ่งบนทางหลวงในสวีเดนในปี 2019 และขณะนี้พวกเขาได้รับใบอนุญาตให้วิ่งบนทางหลวงในสหรัฐอเมริกาแล้ว

บริษัท ไอน์ไรด์ (Einride) จากประเทศสวีเดน ได้เปิดตัวรถบรรทุก T-pod แบบไร้คนขับเมื่อปี 2017 ต่อมาได้รับอนุมัติให้วิ่งบนทางหลวงในสวีเดนในปี 2019 และขณะนี้พวกเขาได้รับใบอนุญาตให้วิ่งบนทางหลวงในสหรัฐอเมริกาแล้ว รถบรรทุกอัตโนมัติเหล่านี้จะวิ่งไปตามถนนสาธารณะในสหรัฐฯ โดยในเบื้องต้นจะยังมีคนขับที่คอยดูแลในห้องโดยสารอยู่ เพื่อความปลอดภัยหากเกิดปัญหาขึ้น ทั้งยังมีทีมสนับสนุนเคลื่อนที่ติดตามไปด้วย

เจ้าแรกแห่งรถบรรทุกไฟฟ้าอัตโนมัติบนทางหลวงสหรัฐฯ

ไอน์ไรด์ เผยว่า บริษัทของตนเป็นเจ้าแรกที่สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) อนุมัติให้ใช้รถบรรทุกไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ ถนนสาธารณะในสหรัฐอเมริกา โดยรุ่นที่ใช้งานจริงในสหรัฐฯ จะไม่มีคนขับในห้องโดยสารเหมือนรุ่น Einride T-Pod ที่เคยใช้งานในสวีเดนก่อนหน้านี้

รถของไอน์ไรด์ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า พร้อมกับติดตั้งชุดเซ็นเซอร์ติดรถที่ประกอบด้วยกล้อง เรดาร์ และระบบ LiDAR ที่ทำให้รถสามารถตรวจจับยานพาหนะอื่น ๆ ของผู้ใช้ถนน ช่วยให้สามารถตรวจจับวัตถุทั้งแบบอยู่นิ่งและกำลังเคลื่อนไหว ทั้งยังมีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมดูแลการเดินทางจากระยะไกล

ส่วนระบบปฏิบัติการที่ใช้ควบคุม ใช้ชื่อว่า Saga OS ซึ่งจะมีหน้าจอการทำงานแสดงสถานะการทำงานของรถยนต์แต่ละคัน รวมไปถึงเส้นทางการเดินรถบนถนนสาธารณะเพื่อการบริหารจัดการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับระบบขับเคลื่อนของตัวรถบรรทุกหากเจอกรณีฉุกเฉินสามารถสลับเปลี่ยนมาเป็นการควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลระยะไกล

โดยทางไอน์ไรด์ชี้ว่า “มีความจำเป็นต้องให้มนุษย์ควบคุม เพื่อปรับใช้ยานพาหนะอัตโนมัติอย่างปลอดภัย โดยให้มนุษย์มีบทบาทเพื่อสร้างงาน และเติมเต็มวิธีการขนส่งแห่งอนาคต”

รถบรรทุกแห่งอนาคต

รถไฟฟ้าบรรทุกอัตโนมัติของไอน์ไรด์ มีความยาว 7 เมตร และสามารถบรรจุพาเลตต์มาตรฐานสำหรับการขนส่งได้ 15 พาเลตต์ มีน้ำหนักหากบรรทุกเต็มที่แล้วอยู่ที่ 20 ตัน ซึ่งจะวิ่งได้ระยะทางราว 124 ไมล์ ในการชาร์จแต่ละครั้ง

“นี่เป็นยานพาหนะประเภทที่ไม่เคยมีมาก่อนบนถนนในสหรัฐฯ และถือเป็นก้าวสำคัญในฐานะจุดเปลี่ยนสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า” โรเบิร์ต ฟอลค์ (Robert Falck) CEO และผู้ก่อตั้งไอน์ไรด์กล่าว

“เทคโนโลยีอัตโนมัติและรถบรรทุกไฟฟ้าของเรา ไม่เพียงแต่จะปฏิวัติการคมนาคมขนส่ง แต่ยังสร้างงานนับพันงาน และช่วยให้อเมริกาสามารถยืนหยัดได้”

ทั้งนี้ไอน์ไรด์ เป็นรถอัตโนมัติในมาตรฐาน SAE ระดับ 4 ซึ่งหมายความว่าเส้นทางของรถเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ หรือถนนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีคนอยู่หลังพวงมาลัย ทำให้ลักษณะนี้คล้ายกับ Robotaxis ที่ทำหน้าที่รับส่งของในหลาย ๆ พื้นที่ของสหรัฐฯ

อาชีพหนึ่งลดลง แต่ก็แทนที่ด้วยอาชีพใหม่

ทั้งนี้แม้ว่าสิ่งที่ไอน์ไรด์ทำ คือการแทนที่คนขับรถบรรทุกด้วยรถบรรทุกอัตโนมัติ ทำให้อาชีพคนขับรถบรรทุกค่อย ๆ ลดลง ในทางกลับกัน พวกเขายังสร้างงานอื่น ๆ ไปด้วย คือผู้ควบคุมรถบรรทุกจำนวนมากที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนงานประเภทอื่น ๆ จะเกี่ยวข้องกับการชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้าและการดำเนินการบำรุงรักษาที่พื้นที่อู่

เมื่อต้นปีนี้ ไอน์ไรด์ยังได้เปิดตัวทิฟฟานี่ ฮีธคอตต์ (Tiffany Heathcott) อดีตคนขับรถบรรทุก ให้กลายมาเป็นผู้ควบคุมรถบรรทุกไฟฟ้าคนแรกของโลก โดยผู้ปฏิบัติงานควบคุมรถจะตรวจสอบการทำงานของรถบรรทุกหลายคันพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะเปลี่ยนจากขับรถบรรทุกให้กลายเป็นการตรวจสอบการทำงานจากระยะไกล

“ผู้ควบคุมจะสังเกตและช่วยเหลือการทำงานในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อให้แน่ใจว่า รถจะทำงานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ในขณะที่จัดส่งสินค้าในนามของลูกค้าของ ไอน์ไรด์” ฟอลค์กล่าว

ทั้งนี้ คนขับรถบรรทุกในปัจจุบัน สามารถสมัครมาเป็นผู้ควบคุมรถบรรทุกไฟฟ้าได้และบางคนก็ได้รับการว่าจ้างแล้ว แต่พวกเขาก็บอกว่าไม่เหมือนกับการนั่งหลังพวงมาลัยรถบรรทุกซะทีเดียว

“มันซับซ้อนกว่าการเป็นคนขับรถบรรทุก” ฟอลค์เผย “มันเหมือนกับการเป็นนักบินเครื่องบินมากกว่าคนขับรถบรรทุกทั่วไป”

การปฏิวัติกำลังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ โรเบิร์ต ฟอลค์ CEO ของไอน์ไรด์กล่าวว่าบริษัทจะไม่พิจารณาใช้งานรถอัตโนมัติโดยปราศจากมนุษย์

ฟอลค์เผยว่า เขาได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์ของการขนส่งตั้งแต่เรือ มาถึงล้อรถยนต์ ไปจนถึงรถไฟและเครื่องบินที่ให้บริการด้านการขนส่ง

ตอนนี้ ฟอลค์มองว่าความสำเร็จล่าสุดของไอน์ไรด์ กลายเป็นอีกหน้าที่หนึ่งในประวัติศาสตร์ที่อุตสาหกรรมการขนส่งจะต้องจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

“โลจิสติกส์สร้างเมือง สร้างศูนย์กลาง สร้างประวัติศาสตร์ของเรา หากพิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน วิธีการขนส่งที่ถูกที่สุดใน 50 ปีข้างหน้า จะเป็นยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติและไฟฟ้า สิ่งที่เรามีคือเทคโนโลยีที่จะเขียนแผนที่ใหม่ และเขียนใหม่ว่าเราเห็นประวัติศาสตร์อย่างไรและเราเห็นการคมนาคมขนส่งอย่างไร” ฟอลค์กล่าว

“การปฏิวัติกำลังเกิดขึ้น”

เตรียมปล่อยรถอัตโนมัติสู่ท้องถนน

โครงการนำร่องทดลองวิ่งบนถนนสาธารณะในสหรัฐฯ มีกำหนดเริ่มในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยรถบรรทุกไฟฟ้าจะถูกควบรวมเข้ากับการผลิตรถดั้งเดิมในโรงงานผลิตของ GE Appliances บริษัทพันธมิตร และคาดว่าจะมีบทบาทในการขนย้ายสินค้าระหว่างคลังสินค้าและถูกใช้งานบนถนนสาธารณะที่มีการจราจรคับคั่งได้

นอกจาก GE Appliances แล้วไอน์ไรด์ก็ยังมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เช่น Ericsson และ Siemens รวมถึงลูกค้า Oatly, Bridgestone ที่เข้ามาร่วมขบวนการเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าอัตโนมัติอันยิ่งใหญ่นี้อย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ ไอน์ไรด์ยืนยันว่ารถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติจะสามารถลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลงได้ประมาณ 60% เมื่อเปรียบเทียบกับรถบรรทุกพลังงานน้ำมันที่ควบคุมโดยพนักงานที่เป็นมนุษย์ รวมไปถึงลดขั้นตอนในการซ่อมบำรุงลงได้จำนวนมาก เนื่องจากเทคโนโลยีรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ามีโครงสร้างของระบบขับเคลื่อนที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันอีกด้วย

ที่มาของข้อมูล carrushome.comforbes.comelectrek.coautoweek.com

ที่มาของรูปภาพ Einride

Source : TNN16