อุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมในกลุ่ม BCG economy ที่มีแนวโน้มเติบโตตามกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐของทั่วโลกมากขึ้นในอนาคต หลังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ที่มีการใช้ Wood Pellets ในการผลิตไฟฟ้ามีเป้าหมายที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets เป็นอุตสาหกรรมที่แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น เศษไม้ยางพารา ทะลายปาล์ม ฟางข้าว ให้เป็น Wood Pellets เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตพลังงานความร้อน และผลิตไฟฟ้า อีกทั้งยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตน้อยกว่าการใช้เชื้อเพลิงทั่วไป

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ระบุบถึงสถานการณ์ตลาด Wood Pelletในเกาหลีใต้ (ปี2561) ราคาการส่งออก Wood Pellet ในปี 2017 ราคาเฉลี่ยในการส่งออกเชื้อเพลิง Wood Pellet อยู่ที่ 115 เหรียญสหรัฐ และราคาที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศส่งออก คือประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 113 ดอลลาร์สหรัฐ 

โดยเกาหลีใต้นำเข้าจากประเทศแคนาดา ในราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 129 เหรียญสหรัฐ และจากประเทศไทย อยู่ที่ราคา 116 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือสูงกว่าประเทศส่งออกประเทศอื่นในอาเซียน ในบรรดาประเทศผู้ส่งออก เวียดนามส่งออกเชื้อเพลิง Wood Pellet 1,515,203 เมตริกตันคิดเป็นมูลค่า 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น 61% ของตลาดพลังงาน Wood Pellet  ตามด้วยมาเลเซีย 405,431 ตันคิดเป็นมูลค่า 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น 17% ของไทยที่ส่งออก 94,597 เมตริกตัน มูลค่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็น 4% ของตลาด Wood Pellet ทั้งหมดในปี 2017

ซึ่งสอดคล้องกับข้อของมูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% CAGR จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 เป็น 2.4 พันล้านบาทในปี 2568 ตามความต้องการจากกลุ่มโรงงานและโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งในประเทศและตลาดส่งออกหลัก โดย พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ Krungthai COMPASS กล่าวว่ากลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets คือ กลุ่มธุรกิจผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายของบริษัทที่มี By-product เป็นวัตถุดิบโดยในช่วงปี 2561-64 มียอดขายเติบโตเฉลี่ยถึง 25% CAGR ในอนาคตยอดขายมีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการ Wood Pellets อีกทั้งยังสามารถจะขายโดยตรงกับผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งอาจแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มผู้จัดจำหน่าย Wood Pellets ได้ในอนาคต

 อย่างไรก็ดี ธุรกิจผลิต Wood Pellets บางรายมีผลประกอบการที่ไม่ดีนัก จึงควรมีการปรับตัว ดังนี้ 1. ควรลงทุนเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมในทุกขั้นตอนของการผลิต 2. ควรได้รับการรับรองจาก FSC และ 3. ควรหันมาผลิต Torrefied Pellets มากขึ้น

แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ในไทยโดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า มูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 2.6 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่เร่งขึ้น 17%CAGR โดยปัจจัยหนุนมาจากการขาย Wood Pellets ภายในประเทศและการส่งออกดังนี้

แนวโน้มอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ในไทยโดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า มูลค่าอุตสาหกรรมการผลิต Wood Pellets ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเป็น 2.6 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่เร่งขึ้น 17%CAGR โดยปัจจัยหนุนมาจากการขาย Wood Pellets ภายในประเทศและการส่งออกดังนี้

1. ยอดขายในประเทศคาดว่าจะเติบโตเป็น 1.8 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.3 พันล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ยที่ 7.8%CAGR ตามความต้องการ Wood Pellets จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร และเคมีภัณฑ์ รวมทั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยรายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความเรื่อง “Wood Pellets ตัวช่วยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality”

Wood Pellets  พลังงานใหม่ ตัวช่วยเข้าใกล้เป้าหมาย Carbon Neutrality

2.ยอดส่งออก Wood Pellets ของไทย คาดว่าจะขยายตัวเป็น 872 ล้านบาทในปี 2568 จาก 104 ล้านบาทในปี 2564 หรือเติบโตเฉลี่ย 70.2% CAGR แม้ว่ายอดส่งออก Wood Pellets ของไทยลดลงเฉลี่ย 59% CAGR ในช่วงปี 2562-64 เนื่องจากผู้ผลิต Wood Pellets ไม่สามารถส่งออก Wood Pellets ที่ตรงตามมาตรฐานของลูกค้าต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ได้เต็มที่นัก ซึ่งเกิดจากคุณภาพเชื้อเพลิงและการได้รับใบรับรองจาก Forest Stewardship Council (FSC) ที่รับรองว่าวัตถุดิบของสินค้าดังกล่าวมาจากป่าที่มีการจัดการดูแลอย่างรับผิดชอบ แต่คาดว่ายอดส่งออกจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพราะนอกเหนือจากผู้ประกอบการบางรายของไทยในอุตสาหกรรมนี้ได้เริ่มปรับตัวในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการขอใบรับรอง FSC แล้ว ยังมีแรงหนุนเพิ่มเติม 

ความต้องการ Wood Pellets ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่สุดของไทย ซึ่งคิดสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 80% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.3 ล้านตันในปี 2564 เป็น 4.6 ล้านตันในปี 2568 ตามกำลังการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึง Wood Pellets นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลขนาดกำลังการผลิตมากกว่า 500 เมกะวัตต์ ต้องผลิตไฟฟ้าจาก

จะเห็นได้ว่าความยอดส่งออก  Wood Pellets ของไทยมีการเติมโตมากยิ่งขึ้นนับเป็นเรื่องที่ดีที่มีเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดก๊าซคาร์บอนได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“สุพัฒนพงษ์” ปลุกภาคเอกชนใช้ “บีซีจี โมเดล” เป็นแนวทางทำธุรกิจ ป้องกันตัวเองจากการกีดกันการค้า เพิ่มมูลค่าสินค้า ดูแลสิ่งแวดล้อม มั่นใจ เศรษฐกิจไทยฟื้นจากวิกฤติเพื่อสิ่งที่ดีกว่าแน่ พร้อมลุยสร้างเสน่ห์ระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค ดึงดูดลงทุน วางกลยุทธ์ใช้พลังงานสะอาด ด้านหอการค้าไทย เสนอ “สมุดปกขาว” กู้เศรษฐกิจไทยต่อนายกฯ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 40 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 27 พ.ย.65 ว่า หอการค้าไทยได้เสนอสมุดปกขาวการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ครอบคลุมแนวทางการพัฒนาประเทศ ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรองนายกฯ สุพัฒนพงษ์

ประกอบด้วย 1.Connect เชื่อมโยงความร่วมมือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค 2.Competitive ยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ โดยสนับสนุนภาครัฐขับเคลื่อนความตกลงการค้าเสรีเอเปก และเร่งเจรจาเอฟทีเอกับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หอการค้าไทย มีแผนดึงดูดนักลงทุนจากจีน ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม และอินเดีย รวมถึงรักษากลุ่มนักลงทุนเดิม เช่น ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ 3.Sustainable สร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยผลักดันเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี เป็นต้น 

“แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเปราะบาง แต่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ โดยคาดว่า จะเติบโตได้ 3.5-4 % และส่งออกจะเติบโตได้ 3-5 % และนำข้อเสนอแนะทั้งหมดที่ได้จากการจัดสัมมนาครั้งนี้ จัดทำเป็นสมุดปกขาวเสนอรัฐบาลแล้ว”  

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ร่วมแรง ร่วมใจ ยกระดับไทย สู่ความยั่งยืน” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ว่า สมุดปกขาว ที่หอการค้าไทยได้ระดมสมองสมาชิกจัดทำขึ้นนั้น น่าจะเป็นความหวัง เป็นทางออกของประเทศ แต่ต้องการให้เอกชนเดินหน้าใช้บีซีจี โมเดล (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เป็นแนวทางดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น เพราะเป็นการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าสินค้า ป้องกันตัวเองจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ที่ทำให้การค้ามีต้นทุนแฝงมากขึ้น  

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มทำกันบ้างแล้ว เช่น ผลิตโปรตีนจากแมลง หรือจากพืช (แพลนต์เบส) ไบโอพลาสติกจากพืช หรือทำพลาสติกชีวภาพ ที่นำพืชมาใช้ และช่วยลดโลกร้อนจากปศุสัตว์ ลดการปล่อยก๊าซ หรือการแยกขยะ สร้างรายได้ให้ชุมชนปี โดยเอาเศษผัก ไปหมุนเป็นวัตถุดิบไปเลี้ยงแมลง แล้วเอามาทำเป็นโปรตีนจากแมลง  

“อยากให้ช่วยกันผลักดันอีกแรง คือ การยกระดับสินค้าเหล่านี้ โดยให้มีมาตรฐานชัดเจน ให้เป็นสินค้าไม่มีพรมแดน ไม่ถูกกีดกัน หรืออยู่ในขอบข่ายความตกลงการค้า ตอนนี้ เรายังเจรจาได้ไม่มาก ถ้าคุยกันเป็นกรอบเล็กๆ เป็นช่องทางพิเศษ ไม่เสียภาษี เราไม่เป็นลองใครแน่นอน ถ้าเราทำเรื่องนี้มากๆ จะรักษาความมั่นคงด้านอาหาร แก้ปัญหาโลกร้อนได้เร็วขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ รัฐ เอกชนต้องร่วมกัน เราจะฟื้นจากวิกฤติไม่ใช่เพื่อดีเท่าเดิม แต่เพื่อดีกว่าเดิม”  

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่ ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาการสร้างระเบียงเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะมองว่า ถ้ามีกรุงเทพฯขนาดเล็ก 5-6 เมืองกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ จะทำให้แข็งแรงพอที่จะดูแลทั้งประเทศ ไม่ต้องผูกติดกับกรุงเทพฯอย่างเดียว 

“จากอีอีซีแล้วจะไปไหนต่อ รัฐบาลวางไว้แล้วว่าจะมีระเบียงเศรษฐกิจเหนือ อีสาน ใต้ กลาง แต่ละระเบียงต้องมีจุดแข็ง และมีเสน่ห์กว่าเดิม ที่วางไว้ คือ พลังงานสะอาด อย่างภาคเหนือ กำลังร่วมกับพันธมิตรศึกษาว่าถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่เป็นภาระ เปลี่ยนมาเป็นพลังงานสะอาดจะได้หรือไม่ โดยการทำถ่านหินสะอาด ถ่านหิน คือ สารทำให้โลกร้อน แต่ถ้ากักเก็บและยัดลงไปใต้พื้นดิน ก็จะได้ไฟฟ้าสะอาด ไม่ใช่พลังงานจากคาร์บอน จะเปลี่ยนจากภาระเป็นทรัพย์สินทันที หรืออย่างที่อุบลราชธานี ขอนแก่น ก็มีศักยภาพทำได้เหมือนกัน ภาคตะวันออกมีบางจังหวัดทำได้ ตอนนี้ อยู่ระหว่างศึกษา ภายใน 90 วันน่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น”  

Source : เดลินิวส์

งาน “EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ในโอกาสที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ครบรอบ 30 ปี ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงสถาบันการเงิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ. 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐที่นายกรัฐมนตรีไทยประกาศไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยเอ็กโก กรุ๊ป นำเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2022 ให้รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภูมิภาคเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อไทยกำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ประเทศไทยต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เนื่องจากที่ผ่านมาการส่งเสริมพลังงานสะอาดมีการซื้อเทคโนโลยีเข้ามาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ดังนั้นเมื่อไทยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีแล้ว ก็ควรจะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงการลงทุนเข้ามา เพื่อใช้โอกาสนี้ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีไปยังประเทศในแถบอาเซียน เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศด้วย

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรปรับ PDP 2022 เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดอื่น ๆ ที่เป็นพลังงานทางเลือกด้วย เช่น ไฮโดรเจน และการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเสถียรภาพ และราคาเริ่มเแข่งขันได้ เพราะพลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีอยู่ในแผน PDP 2022 นั้น อาจจะยังไม่เพียงพอตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะปัจจุบันสามารถพึ่งพาได้เพียง 20% ของกำลังการผลิตติดตั้ง หากจะให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะต้องมีการลงทุนระบบแบตเตอรี่เพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง

ทั้งนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ให้ความสนใจที่จะมุ่งสู่พลังงานไฮโดรเจนมากขึ้น จึงเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ในสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการนำโฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในสัดส่วน 40% ร่วมกับเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นการช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้มีการดำเนินการสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย คือ BLCP โดยมีการศึกษาโครงการต้นแบบใช้แอมโมเนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไฮโดรเจน เข้าไปเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 20% ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

นายเทพรัตน์ยังได้สะท้อนมุมมองโดยสรุปได้ว่า หากประเทศไทยมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ให้มีนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเข้าไว้ด้วย ก็จะเป็นพลังงานทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า มีราคาแพงอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเทียบราคาไฮโดรเจนกับราคา LNG ตลาดจร (Spot LNG) ในปัจจุบันแล้ว หากนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า จะมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจาก LNG  

สำหรับไฮโดรเจนที่นำมาผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันมีวิธีการได้มาหลายแบบ จึงมีการกำหนดสีของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตไฮโดรเจน อาทิ สีน้ำตาล สีเทา เป็นไฮโดรเจนที่มาจากก๊าซธรรมชาติ ไฮโดรเจนจากถ่านหินจะเรียกว่าบลูไฮโดรเจน ส่วนไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานลม จะเรียกว่า กรีนไฮโดรเจน นอกจากนี้ ยังมีพิงค์ไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานนิวเคลียร์ โดยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนนั้น ยังไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับเหมือนก๊าซธรรมชาติ

นอกเหนือจากพลังงานไฮโดรเจนแล้ว เอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ศึกษาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) แบตเตอรี่ และการลงทุนเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor) ที่สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าในระบบขนาด 50-300 เมกะวัตต์ด้วย

ปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ทิศทาง Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth มุ่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมอยู่ที่ 1,424 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% จากกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัทอยู่ที่ 6,377 เมกะวัตต์ ใน 8 ประเทศ และมีเป้าหมายระยะกลางที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้อยู่ที่ 30% และลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี ค.ศ. 2030 และได้ตั้งเป้าหมายระยะยาว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ไว้ในปี ค.ศ. 2050

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวถึงสถานการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศว่า อยู่ที่ 131.8 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน โดยภาคที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด คือ ภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนเท่า ๆ กันอยู่ที่ 32% หรือกว่า 42 ล้านตันคาร์บอน ส่วนภาคขนส่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% และภาคอื่น ๆ อีกประมาณ 7% ดังนั้น เมื่อรวมภาคพลังงานและภาคขนส่งทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์อยู่ที่ 62% ถือเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะว่าประเทศไทยมีการใช้รถยนต์สันดาปภายในที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนประมาณ 98%

ดังนั้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) ในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต่อไปจะมีการปรับแยกระบบสายส่งไฟฟ้าต่างหากเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ถ้าหากบริษัทที่ต้องการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดก็สามารถนำไปใช้ได้เลย เช่นเดียวกับทาง เอ็กโก กรุ๊ป ก็จะมุ่งไปที่กรีนไฮโดรเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น

นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า สิ่งที่ไทยประกาศแนวทางความเป็นกลางทางคาร์บอนเอาไว้ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งหมายถึงว่าปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไร ก็ต้องมีวิธีการที่จะดูดซับกลับไปเท่านั้น ทำให้ต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพิ่มเติมกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง การปลูกป่าเพิ่มพื้นที่การดูดซับคาร์บอน รวมไปถึงการมีมาตรการด้านกฎหมายที่จะจัดเก็บภาษีคนที่ปล่อยคาร์บอน หรือ carbon tax เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป เช่น สวิสเซอร์แลนด์ และเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์  ที่มีกฎหมายเรื่องนี้ออกมาใช้แล้ว โดยมองว่าเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เดินตามทิศทางของโลก จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าจากกลุ่มประเทศที่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

สอดคล้องกับมุมมองของ นายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม  สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ระบุถึงนโยบายของธนาคารว่า มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางธุรกิจของธนาคารภายในปี ค.ศ. 2030 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2050 โดยจะลดการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เหลือศูนย์ และเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนเป็น 50,000-100,000 ล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงเดินหน้าส่งเสริมตลาดการเงินสีเขียวในประเทศไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

Source : Energy News Center

ม.ขอนแก่น สุดเจ๋ง เปิดตัว แบตเตอรี่ โซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินในประเทศไทย ครั้งแรกในอาเซียน  รองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมแบตเตอรีในอนาคต

แม้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของโลกร้อน แต่ราคารถที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ที่เดิมใช้เทคโนโลยีลิเธียมไออน ซึ่งหายากและมีราคาแพง ทำให้การขยายตัวยังทำได้ในวงจำกัด แต่ล่าสุดมีข่าวดี เมื่อมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ต้นแบบที่ใช้โซเดียมไอออน  ที่ผลิตจากแร่เกลือหินซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรหายากจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวงการรถไฟฟ้าของไทยในอนาคต

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ร่วมเปิดตัวแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแร่เกลือหินในประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ซึ่ง มข.ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำการวิจัยและทำการผลิตจนนำมาสู่การใช้งานได้จริง โดยมีนักวิชาการและผู้ที่สนใจในกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ร่วมเป้นสักขีพยานและชมผลงานวิจัยดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

ศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมมไอออนต้นแบบซึ่งผลิตได้เป็นที่แรกในประเทศไทย และที่แรกในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยทำการที่โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่มหาวิทยาลัยขอนแก่น  

แบตเตอรี่โซเดียมไอออน
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน

ทั้งนี้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ถือเป็นกลไกลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบให้สามารถผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง รองรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่แห่งอนาคต โดย มีสถานประกอบการในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่  แห่งอนาคนแบบครบวงจรเข้าร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ประกอบด้วยโครงการเหมืองแร่โพแทช บริษัท ไทยคาลิ จำกัด และ บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าบริษัท วี.ซี.เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำน่ายจักรยายนยนต์ไฟฟ้า บริษัท เอ็นเซิร์ฟ  โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท อินโนวาแพค จำกัด บริษัท ทีแอนด์ที ไมโครโมบิล จำกัดเข้าร่วมชมผลงานด้วย

” ทีมนักวิจัย มข. ประสบความสำเร็จในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ทั้งนี้ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตต้นแบบ (Prototype) และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS)  ที่จะเป็นแบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลล่าเซลล์ และ ไฟส่องสว่าง อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จเหล่านี้ ส่งผลอุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคือ อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคตจากวัตถุดิบที่มีในประเทศ”

ขณะที่ ดร. ธีรวุธ  ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ภาคอีสานเป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาลมาก ที่ทำให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพราะเล็งเห็นว่าโซเดียมไอออนแบตเตอรี่มีศักยภาพที่จะมาเป็นแบตเตอรี่ทางเลือกเพื่อจะทดแทนลิเทียมไอออนแบตเตอรี่เพราะต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ 100% ปีงบประมาณหน้าทาง มข. จากทำแบตเตอรี่โซเดียมไอออนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมเพื่อที่จะมาเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและตอนนี้ได้นำไปใช้กับ อีไบรท์หรือจักรยานยนต์ต้นแบบที่ใช้พลังงานจากโซเดียมไอออนซึ่งเป็นความสำเร็จจากโครงการครั้งนี้และเป้าหมายต้องการจะสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร ในส่วนตัวเกลือหินหรือเกลือสินเธาว์กิโลกรัมละไม่กี่บาทแต่พอมาทำเป็นตัววัตถุดิบตั้งต้นแบตเตอรี่โซเดียมไอออนตัวนี้จะยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจแร่ตัวนี้อย่างมากในอนาคต และจะทำการต่อยอดให้เป็นอุตสาหกรรมต่อไป

Source : Spring News

ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดปรับตัวลดลง เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันดิบและปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามช่วงปลายสัปดาห์ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 อาทิ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (National Health Commission: NHC) ประกาศลดเวลากักตัว สำหรับผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ลงอีก 2 วัน เหลือ 5 วัน ที่ศูนย์กักกัน (จากเดิม 7 วัน) กักตัวที่บ้านต่ออีก 3 วัน คงเดิม และไม่ระบุผู้ใกล้ชิดระดับรองอีกต่อไป, สำหรับผู้เดินทางที่ใกล้ชิดผู้ป่วย ลดการกักตัว เหลือ 8 วัน (จากเดิม 10 วัน), ลดการทดสอบ COVID-19 ภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง เหลือครั้งเดียว (จากเดิม 2 ครั้ง) และยกเลิกบทลงโทษสายการบินที่มีผู้โดยสารติดเชื้อ, ปรับการจัดประเภทพื้นที่เสี่ยง เป็น “สูง” และ “ต่ำ” (จากเดิม “สูง” “ปานกลาง” และ “ต่ำ”) และหากไม่พบผู้ป่วยใหม่ในพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเวลา 5 วัน จะปรับเป็นพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น

เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าต่อเนื่อง โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY Index) ซึ่งเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลักของโลก วันที่ 10 พ.ย. 65 ลดลงกว่า 2% อยู่ที่ 108.10 จุด และวันที่ 11 พ.ย. 65 ลดลง 1.6% อยู่ที่ 106.42 จุด เป็นการลดลงสองวันติดต่อกันมากที่สุดนับตั้งแต่ มี.ค. 52

รมว.กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ นาง Janet Yellen กล่าวถึงมาตรการจำกัดราคาน้ำมัน (Price Cap) ว่าอินเดียจะซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ที่ราคาเท่าไหร่ก็ได้ หากจะไม่ใช้เรือ ประกันภัย และการบริการทางการเงิน จากชาติพันธมิตรตะวันตก ซึ่งราคาน้ำมันดิบ Urals ของรัสเซียไม่ควรอยู่ที่ระดับเกิน 63-64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

  • COVID-19 กลับมาระบาดในจีน ทางการประกาศ Lockdown บางส่วนที่เมือง Guangzhou มณฑล Guangdong ทางตอนใต้ กระทบประชาชนกว่า 19 ล้านคน และโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องระงับการผลิต อาทิ Xpeng Inc. ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ทั้งนี้ Guangzhou เป็นศูนย์กลางโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน
  • EIA ของสหรัฐฯ รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 พ.ย. 65 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.9 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 440.8 ล้านบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ค. 64 ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 200,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 12.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • Reuters รายงานว่าคาซัคสถานผลิตน้ำมันดิบในเดือน ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 7% อยู่ที่ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งนอกชายฝั่ง Kashagan (กำลังการผลิต 400,000 บาร์เรลต่อวัน) กลับมาผลิตได้บางส่วน ประมาณ 317,000 บาร์เรลต่อวัน หลังเกิดเหตุก๊าซฯ รั่วไหลเมื่อ 3 ส.ค. 65

ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

  • Reuters รายงานว่าอินเดียนำเข้าน้ำมันดิบ ในเดือน ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 14.6% อยู่ที่ 4.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาดำเนินการหลังปิดซ่อมบำรุง ขณะที่นำเข้าเฉลี่ยช่วง ม.ค.- ต.ค. 65 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 13.6% อยู่ที่ 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • Bloomberg รายงานว่า Kuwait Integrated Petroleum Industries Co. (KIPIC) ของคูเวตเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โรงกลั่นน้ำมัน Al-Zour และมีแผนดำเนินการจนเต็มกำลัง ที่ 615,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน ม.ค. 66 ซึ่งจะทำให้คูเวตมีกำลังการกลั่นรวมอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ Al-Zour ถือเป็นโรงกลั่นสร้างใหม่ซึ่งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

Source : Energy News Center