กกพ.รับทราบ 3 แนวทางปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย.66 ทำค่าไฟรวมเฉลี่ยต้องปรับขึ้นเป็น 5.37- 6.03 บาทต่อหน่วย จากงวด​ก่อนหน้าที่เฉลี่ย​อยู่ที่​ 4.72 ​บาท​ต่อ​หน่วย​ เนื่องจากต้นทุนก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าพุ่งสูง 17 % ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แจงหากเลือกปรับขึ้นค่าไฟเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย กฟผ.จะต้องแบกหนี้หนักแทนประชาชนเพิ่มเป็น 122,257 ล้านบาท

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 51/2565 (ครั้งที่ 818) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ได้มีมติรับทราบภาระต้นทุนค่าเอฟทีประจำงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2565 และเห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำค่าเอฟทีประมาณการและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. แบกรับในกรณีต่างๆ ดังนี้

กรณีที่ 1 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 224.98 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วยและเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 66.67 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 1 ปี โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 81,505 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.03 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 191.64 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟทีขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วยและเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 33.33 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 101,881 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.70 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.- เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 122,257 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย

นายคมกฤช กล่าวว่า การประมาณการค่าไฟฟ้าดังกล่าวเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเรื่อง กระบวนการ และขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ โดยมีสมมุติฐานและปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 ตามผลการคำนวณของ กฟผ. ประกอบด้วย

​(1) การจัดหาพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 เท่ากับประมาณ 67,833 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 3,724 ล้านหน่วยจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565) ที่คาดว่าจะมีการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 64,091 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84

​​(2) สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 54.20 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) รวมร้อยละ 13.81 และ ลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 8.46 เชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน ร้อยละ 6.25 พลังน้ำของ กฟผ. ร้อยละ 3.48 น้ำมันเตา (กฟผ. และ IPP) ร้อยละ 0.73 น้ำมันดีเซล (กฟผ. และ IPP) ร้อยละ 6.31 และอื่นๆ อีกร้อยละ 6.75

​​(3) ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน ก.ย.– ธ.ค. 2565 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมากจากรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565 โดยที่เชื้อเพลิงอื่นๆ มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยและคงที่ ดังที่แสดงในตาราง

(4) อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 1 เดือนย้อนหลังก่อนทำประมาณการ (1 – 30 ก.ย. 2565) เท่ากับ 37.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ้างอิงข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นฐานซึ่งอ่อนค่าลงจากประมาณการในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2565 ที่ประมาณการไว้ที่ 34.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐอยู่ 2.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.75)

​สถานการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวและยังคงผันผวนอยู่ในระดับราคาที่สูงตามสถานการณ์ราคา LNG และราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยมีปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและ
ค่าเอฟทีเรียกเก็บตลอดปี 2566 ดังนี้

1) ความไม่แน่นอนของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและแนวโน้มที่จะสามารถจ่ายก๊าซจากแหล่งเอราวัณเข้าสู่ระดับปกติหรือใกล้เคียงปกติเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการนำเข้า LNG มาทดแทน

2) การลดลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติทางตะวันตก (ในเมียนมา) โดยอาจจะต้องนำก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG เข้ามาใช้ในปริมาณมากขึ้นหรือหาแหล่งพลังงานรูปแบบอื่น เช่น พลังน้ำหรือ พลังงานหมุนเวียนอื่นๆเข้ามาทดแทน

3) สภาวะราคา LNG ในตลาดโลกมีการแกว่งตัวในระดับที่สูงถึงสูงมากเนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ LNG ในตลาดโลกยังคงมีมากกว่าอุปทาน (Supply) และตลาดอาจจะมีลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2566 อันเป็นผลสืบเนื่องจากที่ยุโรปลดการนำเข้าก๊าซทางท่อจากรัสเซียและหันไปซื้อ LNG ในตลาดจรแทนรวมทั้งการทยอยพื้นตัวทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศหลังวิกฤต Covid-19 ส่งผลต่อความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้นรวมทั้งประเทศไทยด้วย

4) อัตราแลกเปลี่ยน (ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ) ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงและค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า กฟผ. และ IPP ที่เพิ่มขึ้น

5) การใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติสามารถลดการนำเข้า LNG ได้แต่การใช้น้ำมันยังคงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในระดับสูงเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ

6) ข้อจำกัดด้านสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของ กฟผ. เป็นอีกสาเหตุที่อาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองภาคนโยบายในการตรึงค่าเอฟทีได้ในระยะยาว

สำนักงาน กกพ. จึงขอเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้พลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางเศรษฐกิจ ลดการนำเข้า LNG หรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันเพื่อให้สามารถบริหารและสามารถควบคุมต้นทุนราคาเชื้อเพลิงซึ่งจะทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตราคาพลังงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้

นายคมกฤช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 51/2565 (ครั้งที่ 818) เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2565 ยังได้พิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการรายเดือนที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในระหว่างวันที่ 3 – 17 ต.ค. 2565 แล้ว โดยเห็นชอบให้มีการปรับลดอัตราค่าบริการรายเดือนลงสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 3 ประเภท ดังนี้


​​​​

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเร่งดำเนินการประสานงานการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเพื่อให้การปรับลดอัตราค่าบริการรายเดือนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2566 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและประเภทกิจการขนาดเล็กอีกทางหนึ่งด้วย นายคมกฤช กล่าว

Source : Energy News Center

นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอทย์ จำกัด (มหาชน) หรือเน็กซ์ (NEX) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิดภัณฑ์สุดสาหกรรม (สมอ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สมอ. ลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในอาเซียน รวมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เชิงพาณิชย์ของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด หรือ AAB ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แบบครบวงจรรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

นายคณิสสร์ กล่าวต่อว่า รู้สึกภูมิใจที่ สมอ. มาดูงานที่โรงงาน ซึ่งเรามั่นใจในมาตรฐานของโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ประกอบกับมีบุคลากรผู้ชำนาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า จึงมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐาน ปัจจุบันโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า มีกำลังการผลิตสูงสุด 9,000 คันต่อปี ซึ่งประเมินว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นบริษัทจึงได้จัดทำแผนขยายโรงงานแห่งที่ 2 ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ให้สามารถรองรับการผลิตได้ประมาณ 50,000 คันต่อปี อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีแผนสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศน้อยที่สุด โดยตั้งเป้าว่าจะนำเข้า 20% และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80%

ด้านนายบรรจง กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจโรงงานทั้ง 2 แห่ง พบว่ามีแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ดี มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต สามารถเป็นตัวอย่างให้กับอุตสาหกรรมรถอีวีในประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยเป็นที่น่าจับตามอง ดังนั้นเห็นว่าการดำเนินกิจการของโรงงานทั้ง 2 แห่ง จะสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศด้านยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศได้

นายบรรจง กล่าวต่อว่า สมอ. จะนำข้อมูลที่ได้จากโรงงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรฐานในอีก 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานด้านแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า มาตรฐานด้านสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรฐานด้านระบบการควบคุมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ โดยเร็วๆ นี้ สมอ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านยานยนต์ไฟฟ้า ให้เข้ามาร่วมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ก่อนจะเร่งดำเนินการประกาศบังคับใช้มาตรฐานภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน และไม่เป็นอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี)

Source : เดลินิวส์

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยถึง พระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2565 ว่า กระทรวงคมนาคมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในประเด็นด้านอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต และเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รวมทั้งแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อันเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาลดภาษีประจำปีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ต้องเป็นรถใหม่สำเร็จรูปจากโรงงาน ที่นำมาจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ในระหว่างวันที่ 9 พ.ย.65 ถึงวันที่ 10 พ.ย.68 โดยให้ลดภาษีลงร้อยละ 80 อัตราที่กำหนดตาม (11) ของอัตราภาษีประจำปีท้ายกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ เช่น รถเก๋งที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 1,800 กิโลกรัม ปกติจัดเก็บภาษีประจำปี 1,600 บาท ลดภาษีประจำปีแล้ว คงเหลือ 320 บาท รถตู้ส่วนบุคคลที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 1,800 กิโลกรัม ปกติจัดเก็บภาษีประจำปี 800 บาท ลดภาษีประจำปีแล้ว คงเหลือ 160 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ (จยย.) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ปกติจัดเก็บภาษีประจำปี 50 บาท ลดภาษีประจำปีแล้ว คงเหลือ 10 บาท เป็นต้น โดยการลดภาษีประจำปีเป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รถนั้นจดทะเบียน

นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ขบ.ได้ดำเนินการออกมาตรการในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงประหยัดภาษีประจำปีให้กับเจ้าของรถได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 65 มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาจดทะเบียนที่ ขบ. มีจำนวน 14,816 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 64 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 156.86% แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น. 

Source : เดลินิวส์

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นความหวังของการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นชาติผู้นำในระดับภูมิภาค ในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทว่าหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่เป็นข้อเสียเปรียบประเทศอื่นหลายๆ แห่ง นั่นคือ ประเทศไทยไม่มีแหล่งทรัพยากรแร่ลิเทียม จำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งทั่วโลกยังมีปริมาณจำกัด ราคาสูง จนกระทั่งนักวิจัยไทยจาก สวทช. ได้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าทางเลือก ที่ผลิตจากหลากหลายทรัพยากรวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศจำนวนมาก ซึ่งแต่ละชนิดมีจุดเด่น ไม่แพ้ “ลิเทียม” ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้

สังกะสี และโซเดียม ไอออน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงแห่งอนาคตของประเทศไทย!

ดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้ให้เห็นถึงจุดด้อยของ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ว่า แม้จะมีน้ำหนักเบาและความจุไฟฟ้าสูง แต่มีข้อเสียเรื่องความปลอดภัย เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถติดไฟและระเบิดได้ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีส่วนผสมของโลหะหนักที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

นี่จึงเป็นสาเหตุให้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม พัฒนา “แบตเตอรี่สังกะสีไอออน” ให้เป็น แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพร้อมต่อยอดสู่การตั้งโรงงานผลิตในประเทศแล้ว

“เนื่องจากการผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้อิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ ซึ่งเป็นพิษและไวไฟ สามารถระเบิดได้ นอกจากนี้ แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนยังมีส่วนผสมของโลหะหนัก หากมีการใช้จำนวนมากและกำจัดไม่ถูกต้อง ย่อมมีโอกาสเกิดการรั่วไหลของสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมได้”

“และไม่เพียงปัญหาด้านความปลอดภัย การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบลิเทียมในประเทศไทยยังต้องอาศัยการพึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก เพราะประเทศไทยไม่มีแหล่งผลิตแร่ลิเทียม ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ขณะเดียวกันทรัพยากรแร่ลิเทียมยังเป็นแร่หายาก หากมีความต้องการใช้ในปริมาณมากเพื่อสร้างระบบกักเก็บไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน รวมถึงการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า อาจจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลน และเกิดการขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรในอนาคตด้วย”

สังกะสี และโซเดียม ไอออน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงแห่งอนาคตของประเทศไทย!

“แต่สำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออนที่ทีมวิจัยร่วมกันพัฒนาว่า ได้นำเทคโนโลยีกราฟีนเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บประจุของแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่สังกะสีไอออนมีค่าการเก็บประจุสูงถึง 200-220 mAh/g และมีค่าความหนาแน่นพลังงานอยู่ในช่วง 200-250 Wh/kg ให้ค่าแรงดันได้ 1.2–1.4 โวลต์ สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 2,000 รอบ มีประสิทธิภาพด้านความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าแบตเตอรี่ตะกั่วกรด และสามารถเทียบเคียงกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนบางชนิดได้”

โดย ดร.ศิวรักษ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงที่มาของงานวิจัย แบตเตอรี่สังกะสีไอออน ว่า
“ทุกวันนี้แบตเตอรี่ที่นิยมใช้เชิงพาณิชย์คือแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานสูงที่สุดเมื่อเทียบต่อน้ำหนักของแบตเตอรี่ เหมาะต่อการใช้งานกับอุปกรณ์ที่ต้องเคลื่อนย้ายพกพาได้สะดวก แต่ยังมีข้อจำกัดคือ ปัญหาด้านความปลอดภัย”

สังกะสี และโซเดียม ไอออน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงแห่งอนาคตของประเทศไทย!

“นอกจากนั้น แบตเตอรี่สังกะสีไอออนยังมีจุดเด่นในหลายด้าน เช่น ด้านราคา ด้านความปลอดภัย และด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากวัตถุดิบสังกะสีมีราคาถูกและมีปริมาณมากในธรรมชาติ แบตเตอรี่สังกะสีไอออนมีความปลอดภัยสูง ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิดแม้ถูกเจาะ ที่สำคัญไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำมารีไซเคิลได้”

“ทั้งยังให้สมรรถนะที่ดี สำหรับแนวทางการนำไปใช้งาน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบอยู่กับที่ แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าในบ้านพักอาศัย สถานีวิทยุสื่อสารทหาร รถไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้า หรือสถานที่ที่ต้องการความปลอดภัยสูง อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน”

ดังนั้น ดร.ศิวรักษ์ จึงย้ำว่า แบตเตอรี่สังกะสีไอออนที่ศูนย์ NSD วิจัยพัฒนาขึ้นมา มีประสิทธิภาพที่ไม่ได้ด้อยกว่าแบตเตอรี่แบบลิเทียมที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และที่สำคัญประเทศไทยมีแหล่งสำรองแร่สังกะสี จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ทางด้านการผลิตแบตเตอรี่สังกะสีแบบปลอดภัยได้เองในประเทศ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของประเทศด้วย

“โครงการศึกษาวิจัยที่ดำเนินการในปัจจุบัน ได้แก่ แบตเตอรี่สังกะสีไอออน ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบตเตอรี่ โซเดียมไอออน ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น แบตเตอรี่โพแทสเซียมไอออน ที่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เทคโนโลยีตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor) และระบบกักเก็บพลังงานจากคาร์บอนที่ได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร”

สังกะสี และโซเดียม ไอออน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงแห่งอนาคตของประเทศไทย!

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของทีมนักวิจัยพบว่าทั้งโพแทสเซียมคลอไรด์และโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่จะนำมาผลิต แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าทางเลือกนั้น เป็นวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโลหะลิเทียม และมีศักยภาพนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่ ที่สำคัญประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชและเกลือหินอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน จากการประเมินปริมาณสำรองแร่เบื้องต้น พบว่าประเทศไทยมีแร่โพแทชมากกว่า 407,000 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งโพแทชที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

หากโครงการศึกษาวิจัย แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าทางเลือก ที่กล่าวมานี้ ประสบความสำเร็จทั้งระบบ ย่อมเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่จะต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย มีความก้าวหน้าและเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่เป็นความหวังของชาติได้ไม่ยาก

Source : ไทยรัฐ

Mr.Trash Wheel หุ่นยนต์กินขยะ หรือเครื่องจักรที่คอยเก็บขยะในแม่น้ำของบัลติมอร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ปัญหาขยะในแม่น้ำเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีมาอย่างยาวนาน ทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำในระยะยาว เมื่อไม่นานมานี้ที่อินเดีย และนิวซีแลนด์ รัฐบาลของพวกเขาได้ประกาศสถานะบุคคลตามกฏหมายให้แก่แม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการปกป้องแม่น้ำเอาไว้ ไม่ให้ถูกทำลาย ใครก็ตามที่ทำร้ายแม่น้ำ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฏหมายเช่นกัน

ไอเดียดังกล่าวเป็นแบบอย่างที่ดีในการปกป้องและดูแลแม่น้ำในระยะยาว ถึงอย่างไรก็ตามแม้จะมีกฏหมายคุ้มครองแล้ว แต่หากขยะที่ลอยอยู่ในน้ำยังคงไม่มีคนเก็บ แม่น้ำก็คงไม่อาจกลับมาฟื้นตัวให้สะอาดได้เหมือนเดิม ที่ท่าเรือบัลติมอร์ ในรัฐแมริแลนด์ ของสหรัฐอเมริกา มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการกับปัญหาขยะๆเหล่านี้

Mr. Trash Wheel คือเครื่องจักร หรือเรียกว่าหุ่นยนต์ก็ได้ เพราะเจ้าเครื่องนี้มีดวงตาดวงใหญ่ติดอยู่ ให้ความรู้สึกมีชีวิต คอยทำหน้าที่กินขยะที่ลอยอยู่ตามแม่น้ำของเมือง เพื่อทำให้แม่น้ำกลับมาสะอาดอีกครั้ง ที่ต้องใช้คำว่ากินก็เพราะลักษณะการเก็บขยะของ Mr. Trash Wheel นั้นจะกวาดเอาขยะที่ลอยตามน้ำเข้ามาในใบพัดหมุน ที่ตักเอาขยะให้ลอยขึ้นจากน้ำส่งต่อเข้าสู่สายพานลำเลียงด้านใน ซึ่งจะพาขยะเหล่านี้ไปทิ้งรวมกันในถังเก็บขนาดใหญ่ เมื่อถังเต็ม เจ้าหน้าที่ก็จะนำถังใหม่มาเปลี่ยน และนำขยะเหล่านั้นย้ายไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่แทน

Source : Spring News