ผลการดำเนินงาน ปตท. 9 เดือนแรกของปี 2565 ปรับตัวลดลง รวมกลุ่ม ปตท. นำเงินส่งรัฐกว่า 64,461 ล้านบาท พร้อมช่วยเหลือต้นทุนค่าพลังงานต่อเนื่อง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อย ใน 9 เดือนแรกของปี 2565 ทั้งในและต่างประเทศ มีรายได้ 2,570,029 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิจำนวน 73,303 ล้านบาท ลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 เนื่องจากขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ ภาษีเงินได้ และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น โดยกำไรสุทธิจำนวน 73,303 ล้านบาท มาจากผลการดำเนินงานของ ปตท. คิดเป็น 13% ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ที่ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติปรับสูงขึ้นมาก และอีก 87% มาจากผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 49% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานและบริษัทย่อยอื่นๆ 24% ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 11% สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีสัดส่วนเพียง 3% โดยผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากตามทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ปตท. มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลส่งผลให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์จะได้รับเงินปันผลรวมประมาณ 23,494ล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท. และบริษัทในเครือ (9 เดือนแรกของปี 2565) อีกประมาณ 40,967 ล้านบาท รวมกลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้เข้ารัฐปี 2565 แล้ว 64,461 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรของ ปตท. ภายหลังการจ่ายเงินปันผลให้แก่รัฐและผู้ถือหุ้น จะนำไปลงทุนเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ ที่สำคัญ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคม โดยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูง (ปี 2564 – 2565) ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ปตท. ร่วมแบ่งเบาภาระต้นทุนค่าครองชีพด้านพลังงานกว่า 23,800 ล้านบาท รวมทั้งดูแลสังคมจัดตั้งโครงการลมหายใจเดียวกัน กลุ่ม ปตท. ให้บริการตรวจคัดกรองเชื้อโควิดรวมงบประมาณ 1,046 ล้านบาท โครงการลมหายใจเพื่อน้อง ช่วยเหลือเยาวชนกว่า 60,000 คน ที่เสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษาและจัดตั้งกองทุน จำนวน 171 ล้านบาท และโครงการลมหายใจเพื่อเมือง สนับสนุนเป้าหมายของกรุงเทพมหานคร ในการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนั้น ปตท. ยังได้ประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี ค.ศ. 2040 และเป้าหมาย Net Zero Emissions ในปี ค.ศ. 2050 พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังมุ่งปลูกป่าเพิ่มเติมรวม 2 ล้านไร่ ภายในปี ค.ศ. 2030 แบ่งเป็นการดำเนินการโดย ปตท. 1 ล้านไร่ และความร่วมมือของบริษัทในกลุ่ม ปตท. อีก 1 ล้านไร่ สร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยอย่างต่อเนื่อง

Source : Energy News Center

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า โซนี่ บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ประกาศว่าเตรียมจะลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัมอย่าง โทรศัพท์มือถือ หูฟัง และอุปกรณ์เครื่องเสียงของบริษัทนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 เป็นต้นไป

โฆษกหญิงของโซนี่ให้รายละเอียดว่า บริษัทต้องการที่จะยกเลิกการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ของสินค้าขนาดเล็กทั้งหมดลงภายในปี 2025 โดยจะหันมาใช้วัสดุชนิดอื่นๆเป็นหลัก อาทิ กระดาษ หรือ วัสดุผสมที่ทำมาจากไม้ไผ่ กระดาษใช้แล้ว และเยื่ออ้อยที่ผ่านการบดแล้ว

โซนี่ต้องการที่จะยกเลิกการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่อย่าง โทรทัศน์ เช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุถึงกรอบระยะเวลาว่าจะมีการยกเลิกการใช้ในปีใด

โซนี่เคยประกาศก่อนหน้านี้ถึงแผนระยะยาวที่จะมุ่งเป้าทำให้ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทมีความเป็น รอยเท้านิเวศเป็นศูนย์ หรือ Zero environmental footprint ภายในปี 2050

Source : มติชนออนไลน์

การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศของ “ซาอุดีอาระเบีย” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในเชิงเศรษฐกิจมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย เพื่อวางรากฐานก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สำคัญระดับโลก

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (พีไอเอฟ) ของซาอุดีอาระเบีย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไต้หวันอย่าง “ฟ็อกซ์คอนน์” (Foxconn) ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนผลิตรถยนต์อีวีแบรนด์แรกของซาอุดีอาระเบียในชื่อ Ceer

โดยฟ็อกซ์คอนน์จะมีบทบาทในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไฟฟ้าภายในรถยนต์ของ Ceer ไม่ว่าจะเป็นระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ ระบบการเชื่อมต่อ รวมถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ขณะที่ส่วนประกอบของรถยนต์จะใช้เทคโนโลยีจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำอย่าง “บีเอ็มดับเบิลยู”

ทั้งนี้ Ceer จะเริ่มต้นผลิตรถยนต์ซีดานและเอสยูวี โดยคาดว่าจะออกสู่ตลาดได้ในปี 2025 และจัดจำหน่ายในซาอุดีอาระเบียรวมถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกและแอฟริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาตีตลาดอย่าง “เทสลา” และ “บีวายดี” จากจีน

Ceer ยังตั้งเป้าระดมทุนผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างตำแหน่งงานภายในประเทศได้ถึง 30,000 ตำแหน่ง และมีส่วนช่วยสร้างจีดีพีให้กับซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นอีกกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034

แถลงการณ์ของกองทุนพีไอเอฟระบุว่า “ซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่จะสร้างแบรนด์รถยนต์ใหม่ แต่เรากำลังจุดประกายอุตสาหกรรมใหม่” ทั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งเป็นประธานกองทุนพีไอเอฟ และเป็นผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน

ซาอุดีอาระเบียได้เดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมอีวีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรอยเตอร์รายงานว่า ก่อนหน้านี้ กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นกว่า 60% ใน “ลูซิด กรุ๊ป” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ขณะนี้กำลังสร้างโรงงานอีวีในเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จคาดว่าจะมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คัน/ปี

ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นใน “แอสตันมาร์ติน” รวม 16.7% ด้วยเม็ดเงินลงทุน 78 ล้านปอนด์และหุ้นเพิ่มทุนอีก 575 ล้านปอนด์ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองในค่ายรถหรูเก่าแก่ของอังกฤษ ที่กำลังประสบปัญหาการเงินและแสวงหาเงินทุนสำหรับการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่

ก่อนหน้านี้ยังมีกระแสข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียมีแผนผลักดันการทำเหมืองและสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่อีวี และในช่วงต้นปีนี้ วอลล์สตรีตเจอร์นัลยังรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อร่วมทุนสร้างโรงงานมูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเมืองแห่งอนาคต “นิอุม” ที่ซาอุดีอาระเบียกำลังพัฒนาขึ้น ซึ่งจะเป็นแหล่งสำหรับการผลิตไมโครชิป ส่วนประกอบรถอีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่และกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 ด้วยเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

อย่างไรก็ตาม ความฝันของซาอุดีอาระเบียเหมือนจะยาวไกล เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่อยู่ในระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับซาอุดีอาระเบียในการก้าวสู่ธุรกิจอีวีที่กำลังจะกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกในอีกไม่ช้า

Source : ประชาชาติธุรกิจ

กระทรวงพลังงาน เคาะพลังงานหมุนเวียน 1 หมื่นเมกะวัตต์ บรรจุอยู่ในแผนพลังงานชาติ เน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ถึง 6 พันเมกะวัตต์ ดัน กฟผ.เป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต เดินหน้าสู่ Net Zero

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้มีเป้าหมายบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ปี ค.ศ. 2065 (Net Zero) จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานเป็นสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30 % โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯราว 256 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสำหรับทุกประเภทเชื้อเพลิงทั้งน้ำมัน ก๊าซฯ ถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียน(RE) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากต้องการให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะต้องเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำให้มากขึ้น

ดันพลังงานสะอาด ผลิตไฟฟ้า 1 หมื่นเมกะวัตต์ เคลื่อนไทย Net Zero

ดังนั้น ปัจจัยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่ความยั่งยืนและเกิดความสมดุลด้านพลังงาน จะต้องการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต รองรับพลังงานสะอาดที่จะเกิดขึ้น(Green Energy) รวมทั้งการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มพลังงานในอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(EV) และสมาร์ทกริด ( Smart Grid) 

รวมทั้งการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีการดักจับการใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต การเตรียมบุคลากรด้านต่าง ๆ ให้มีความรู้และทักษะที่สนับสนุนการดำเนินงานตามแนวโน้มการพัฒนาพลังงานในอนาคต

รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายและนโยบายของประเทศ ทั้งภาคธุรกิจที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงาน ภาควิชาการที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานในประเทศ และภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในโครงการด้านพลังงาน เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ดังนั้น การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน ได้มีจัดทำแผนพลังงาน ภายใต้กรอบความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้กำหนดกรอบที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน

ภายใต้กรอบแผนพลังงานชาติ จะมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี(ปี 2565-2580) เป็นแผนย่อยรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะมีการบรรจุเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราว 10,900 เมกะวัตต์ แยกเป็น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ แยกเป็นโซลาร์ฟาร์ม 3,000 เมกะวัตต์ และมีโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 2,700 เมกะวัตต์ โซลาร์รูฟท็อป 300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ รวม 800 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากขยะ 600 เมกะวัตต์ แยกเป็นจากขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และขยะอุตสากรรม 200 เมกะวัตต์

“กฟผ.มีศักยภาพพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ใน 20 ปี ตลอดจนพื้นที่เหมืองแม่เมาะใน 20 ปีข้างหน้า หากต้องเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงมีศักยภาพของพื้นที่ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มได้อีก ซึ่งกฟผ.จะกลายเป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต”

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพลังงานชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นแผนย่อย และหลังจากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นของแผนพลังงานชาติทั้งหมด และจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาได้ราวไตรมาสแรกของปี 2566 นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้แผนพลังงานชาติได้ราวไตรมาสที่ 2 ของปี 2566

Source : ฐานเศรษฐกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กางแผนรับมือหลายแนวทาง กรณีคลังปรับขึ้นภาษีดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีดีเซล 5 บาทต่อลิตร 20 พ.ย. 2565 ชี้การปรับขึ้นราคาเพียง 1 บาทต่อลิตร ก็กระทบเงินกองทุนฯแน่นอน เหตุเงินกู้ 1 หมื่นล้าน แค่เข้ามาเสริมสภาพคล่องชำระหนี้ ไม่สามารถรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้มากนัก ประกอบกับสิ้นเดือน พ.ย.นี้ เงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านบาทของ ปตท. จะสิ้นสุดลงด้วย ระบุรอผลสรุปมาตรการภาษีดีเซลที่ชัดเจนเร็วๆนี้ก่อนพิจารณามาตรการด้านราคาดีเซลต่อไป  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ได้หารือเตรียมความพร้อมรองรับกรณีกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร ในวันที่ 20 พ.ย. 2565 นี้  โดยก่อนหน้านี้ได้จัดทำแบบจำลองการปรับขึ้นภาษีดีเซลไว้ 3-4 แนวทาง พร้อมการบริหารเงินกองทุนฯ  ทั้งกรณีไม่ปรับขึ้นภาษีดีเซลจนถึงสิ้นปี 2565  รวมถึงกรณีทยอยปรับขึ้น หรือ ขึ้นภาษีทีเดียว 5 บาทต่อลิตร 

โดยหากมีการปรับขึ้นภาษีดีเซล ไม่ว่าจะกรณีใด ก็จะกระทบเงินกองทุนฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากเงินกู้ 10,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน เป็นเงินสำหรับนำมาเสริมสภาพคล่องในการชำระหนี้ต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับภาระที่เพิ่มขึ้น 

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีดีเซลแบบขั้นบันได เดือนละ 1 บาทต่อลิตรไปจนครบ 5 บาทต่อลิตรนั้นหากเป็นจริง ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) คงต้องกลับไปจัดทำกรณีตัวอย่างเพื่อเสนอ กบน.พิจารณาหาแนวทางดูแลราคาดีเซลไม่ให้กระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด  

ปัจจุบันกองทุนฯชดเชยราคาดีเซลอยู่ 2.15 บาทต่อลิตร หรือ 130 ล้านบาทต่อวัน หากขึ้นภาษี 1 บาทต่อลิตร และกองทุนฯเข้าไปแบกรับภาระแทน ก็จะต้องชดเชยราคาดีเซลเป็น 3.15 บาทต่อลิตร ถือเป็นภาระที่หนักสำหรับกองทุนฯ เช่นกัน เนื่องจากต้องมีภาระการพยุงราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นแล้ว เงินช่วยเหลือจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) 3,000 ล้านบาท ก็จะสิ้นสุดในเดือน พ.ย.2565 ด้วย 

อย่างไรก็ตามคงต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง ที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งด้านภาระเงินกองทุนฯ ที่ตึงตัว ผลกระทบต่อราคาดีเซลประชาชน รวมถึงราคาน้ำมัน ณ เวลานั้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจประเทศด้วย 

ส่วนความคืบหน้าการกู้เงิน 10,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินนั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ ว่าจะเลือกกู้กับสถาบันการเงินใด โดยคาดว่าเงินจะเข้าบัญชีกองทุนฯ ได้ในสัปดาห์หน้า 

สำหรับที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกลด 3 บาทต่อลิตร เมื่อ 18 ก.พ.-30 พ.ค. 2565 หลังจากนั้นลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ครั้งละ 2 เดือน นับตั้งแต่ 21 พ.ค.- 20 ก.ค.2565, 21 ก.ค.-20 ก.ย. และวันที่ 21 ก.ย.-20 พ.ย. 2565 

ทั้งนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 30 ต.ค. 2565 กองทุนฯ ติดลบถึง 129,701 ล้านบาท โดยมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 86,781 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบ 42,920 ล้านบาท  

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ณ วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลาประมาณ 15.00 น.  ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 91.13 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 90.27 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 96.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนสถานการณ์ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ณ วันที่  4 พ.ย. 2565 ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่าค่าการตลาดผู้ค้าดีเซลอยู่ที่  1.57 บาทต่อลิตร ส่วนค่าการตลาดกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการตลาดเฉลี่ยระหว่าง  1-4 พ.ย. 2565 อยู่ที่  2.17 บาทต่อลิตร โดยภาครัฐขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันตรึงค่าการตลาดไว้ไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร  

Source : Energy News Center