ปี 2558 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) 17 หัวข้อหลัก และ 169 เป้าหมายย่อย (Sub-Goals) เพื่อนำพาโลกไปสู่ความยั่งยืนร่วมกันทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต่างขับเคลื่อน “ความยั่งยืน” ผ่านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน การจัดการของเสียและมลภาวะที่ก่อให้เกิดการเพิ่มอุณหภูมิโลกมากขึ้น รวมถึงการมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้บริโภค ซัพพลายเชน และคู่ค้า

โดยกำหนดเป็นนโยบาย กลยุทธ์ และแผนงานทางธุรกิจ กลุ่มภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งหน้าสู่การสร้างความยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนด

ยกระดับคุณภาพชีวิตและธุรกิจ

ผ่านการเป็น “AN ESSENTIAL LIFELONG TRUSTED PARTNER” 

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของกรรมการผู้จัดการ “ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ของกลุ่มเสนา จากคนที่ขายบ้านมาเป็นพาร์ทเนอร์ตลอดชีวิตของคนซื้อที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกว่า AN ESSENTIAL LIFELONG TRUSTED PARTNER ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน 

SENAชูบ้านพลังงานเป็นศูนย์  ขับเคลื่อนความยั่งยืน-รักษ์โลก

นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัย ยังจัดตั้งธุรกิจใหม่ขยายอาณาเขตของธุรกิจและบริการ เพื่อตอบรับ Mega Trend ไม่ว่าจะเป็นด้าน Energy, Healthcare, Environment, Waste Management และ Financial Literacy เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าเสนาไปอีกขั้น เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ริเริ่ม SENA HHP Zero Energy House

 “ZEH” บ้านพลังงานเป็นศูนย์

“SENA Development” ร่วมมือกับบริษัท Hankyu Hanshin Properties Corp พันธมิตรยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น นำแนวคิด Geo Fit+ ประยุกต์ใช้ควบคู่ไปกับโมเดล Zero Energy House (ZEH) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ (New Product) “SENA HHP Zero Energy House” บ้านและคอนโดมิเนียมลดการใช้พลังงานให้เป็นศูนย์ โดยมีการศึกษารูปแบบ กระบวนการสร้างบ้าน วัสดุที่ใช้ และ ดีไซน์ให้บ้านเสนาทุกหลังลดใช้พลังงานให้ใกล้เป็นศูนย์มากที่สุด

ให้บ้านใช้แอร์ลดลง ใช้ไฟลดลง บ้านทุกหลังมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟใช้เอง เป็นทั้งการลดและผลิตไฟฟ้าเองเพื่อให้การใช้พลังงานจากภายนอกบ้านใกล้ศูนย์มากที่สุด โดยจะต้องดำเนินการใน 2 ส่วน คือ

1. ดีไซน์และเลือกองค์ประกอบเพื่อลดการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัย

2.ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานสะอาด โดยมีจุดมุ่งหมายของการประหยัดพลังงานให้ได้ตั้งแต่ 20% ขึ้นไป จนถึง 100% ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลให้การสนับสนุนด้วยวงเงินสูงสุด 1 ล้านเยนต่อหลัง (ขึ้นอยู่กับราคาบ้าน) เพื่อสนับสนุนตามเป้าหมายของรัฐบาลให้ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบ ZEH ให้ได้มากที่สุด 

บ้าน Eco System “รักษ์โลก-ประหยัด”

ผศ.ดร.เกษรา กล่าวต่อไปว่าการจัดทำบ้านพลังงานเป็นศูนย์ ดีต่อผู้บริโภค ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินน้อยลง อีกทั้งผู้บริโภคจะเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้รักษ์โลก สอดคล้องกับเป้าหมายและโจทย์สำคัญของการมุ่งสู่ธุรกิจเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ของโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยความคิดละเอียดใส่ใจ และจริงจังในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

เทรนด์การลงทุนในธุรกิจ SENA Group พุ่งเป้าไปธุรกิจที่ตอบรับเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ทั้งความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจที่เป็นมิตรต่อโลก (Sustainability) สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนเข้ามาช่วยกัน ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน เป็นกลไกของสังคมที่เล็กที่สุดและเหนียวแน่นที่สุด ถ้าสามารถสร้างให้ครอบครัวมองเห็นถึงความสำคัญในการรักษ์โลก 

ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ลดใช้พลังงาน เป็นระบบ Eco System ในแบบที่ทุกคนเข้าใจว่าต้องรักษาและยึดมั่นเรื่องความยั่งยืน เช่น หากทุกคนอยู่ในบ้านพลังงานเป็นศูนย์ จะทำให้ทุกคนได้ร่วมประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะเด็กที่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมรักษ์โลก จะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และทำให้สังคมก้าวสู่ความยั่งยืนได้ง่าย

สำหรับบ้านพลังงานเป็นศูนย์จะเริ่มในส่วนของโครงการใหม่ที่กำลังพัฒนาและเปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป โดยเริ่มต้นที่ เสนา แกรนด์โฮม บางนา กม.29 และคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนารูปแบบของอาคาร หลังจากนี้จะมีขยายไปสู่ทุกๆ โครงการของ SENA เพราะพลังของผู้บริโภคจะเป็นพลังสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

เพราะหากผู้บริโภคเลือกบ้านประหยัดพลังงานหรือลดการใช้พลังงาน ก็จะทำให้เสนาดีเวลลอปเม้นท์ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งต้องยอมรับว่าในแง่ของการทำธุรกิจย่อมต้องการกำไร แต่ในยุคนี้นอกจากทำกำไรแล้ว ยังต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กันไปด้วย

“การจะคิดขายบ้านอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดให้กับผู้บริโภคได้ เสนาจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นคนสร้างบ้านขายไปสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ในการเสนอสินค้าและบริการที่เป็น Real Estate Multi-Services ในทุกช่วงชีวิตของผู้บริโภค” ผศ.ดร.เกษรา กล่าวทิ้งท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผนึกกำลังบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เดินหน้ารุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV ) ลุยขายและติดตั้งเครื่องชาร์จ EV  สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผุดสถานีชาร์จ EleX by EGAT แห่งใหม่ที่เมืองทองธานีรวม 13 ช่องจอด พร้อมชวนสัมผัสผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ในงาน Motor Expo 2022 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธ.ค. 2565 นี้

วันที่ 1 ธ.ค. 2565 นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด, นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด และนายเฮซุส ครูซ ซานเชส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Wallbox Chargers S.L. ร่วมพิธีเปิดบูธ EGAT Group EV Business Solution และสถานีชาร์จ EleX by EGAT 13 ช่องจอด ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 (Motor Expo 2022) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า การเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนผลิตภัณฑ์และบริการด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV)ของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามนโยบาย 30@30 ทั้งการขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT การพัฒนาแอปพลิเคชัน EleXA และระบบปฏิบัติการบริหารจัดการสถานีชาร์จ (BackEN) รวมถึงการจับมือพันธมิตรชั้นนำทางธุรกิจจากประเทศสเปนนำเข้าเครื่องชาร์จ EVประสิทธิภาพสูงภายใต้แบรนด์ Wallbox ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนไทยในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้อีวีมากยิ่งขึ้น

โดย กฟผ. ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จ EleX by EGAT และสถานีพันธมิตรในปี 2565 นี้รวมกว่า 100 สถานี ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของผู้ใช้ EV ในทุกภูมิภาค นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่นเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งสถานีชาร์จทุกค่ายมาไว้ในแอปพลิเคชัน EleXA เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ EV ในการค้นหาสถานีชาร์จ ตลอดจนขยายการให้บริการระบบปฏิบัติการ BackEN ช่วยบริหารจัดการสถานีชาร์จอย่างครบวงจรแก่ผู้ที่สนใจลงทุนสถานีชาร์จ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชาร์จ EV ของ Wallbox กฟผ. ได้มอบหมายให้บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม กฟผ. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ EV ในอนาคต

นอกจากนี้ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยนายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ร่วมกันเปิดสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้บริการผู้ใช้ EV ที่เข้ามาใช้บริการในบริเวณพื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดให้บริการจำนวน 2 สถานี รวม 13 ช่องจอด ในบริเวณ 2 พื้นที่ ได้แก่ 1) บริเวณอาคารจอดรถในร่ม P1 อาคารชาเลนเจอร์ เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จด้วยความเร็วปกติ AC Normal Charge 9 ช่องจอด 2) บริเวณพื้นที่ลานจอดรถของโรงแรมโนโวเทล เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว DC Fast Charge 60 – 125 kW รวม 4 ช่องจอด ซึ่งจะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะที่มีจำนวนหัวชาร์จมากที่สุดในจังหวัดนนทบุรี

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า Innopower มีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมพลังงานที่ตอบโจทย์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า เราต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งส่วนของเครื่องชาร์จ EV  และระบบการบริหารจัดการสถานีชาร์จ ปัจจุบันเครื่องชาร์จ EV ไม่เพียงแค่ชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ใช้ EV ด้วย

Wallbox จึงถือเป็นเครื่องชาร์จ EV สุดอัจฉริยะ (Smart EV Charger) มาตรฐานยุโรป ขนาดกะทัดรัด ทันสมัยเหมาะกับการตกแต่งทุกรูปแบบ อีกทั้ง Wallbox ยังถูกออกแบบให้การชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้งเกิดความคุ้มค่าที่สุด เพราะสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าอัตโนมัติในช่วงที่อัตราค่าไฟฟ้าต่ำ รองรับการทำงานร่วมกับพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ และเฉลี่ยกำลังไฟขณะชาร์จเพื่อป้องกันการใช้ไฟฟ้ามากเกินไปเมื่อใช้งานพร้อมกันหลายคัน นอกจากนี้การติดตั้ง Wallbox ยังได้รับรองมาตรฐานการติดตั้งอย่างปลอดภัยจาก กฟผ. อีกด้วย อินโนพาวเวอร์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Ecosystem ของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้อีวีทุกกลุ่ม เพื่อเดินหน้าประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับไฮไลท์ผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีของบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ภายในงาน Motor Expo 2022 จะทำให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ EV ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ที่พักอาศัย ระหว่างเดินทางในจุดพักและชาร์จรถ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสถานที่ปลายทาง เช่น

1.Wallbox รุ่น Pulsar Max เครื่องชาร์จ EV รุ่นใหม่ที่ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ความสามารถใหญ่กว่าตัว เพราะชาร์จไฟฟ้าได้เร็ว รองรับการจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 7.4 – 22 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการพลังงานในบ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการใช้พลังงานสีเขียวภายในที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังถูกออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งานและติดตั้งง่ายขึ้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งลงด้วย

2.เดินทางสะดวก มั่นใจใช้ EV ผ่านสถานีชาร์จ EleX by EGAT และแอปพลิเคชัน EleXA ครอบคลุมถนนสายหลักในทุกภูมิภาคด้วยเครื่องชาร์จแบบเร็ว (DC Fast Charge) สะดวกทุกการเดินทาง รวมถึงบริเวณห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สนามกอล์ฟ หน่วยงานราชการ

3. เห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้สนใจลงทุนสถานีชาร์จด้วยระบบ BackEN ที่จะคอยดูแลให้คำปรึกษา ช่วยให้เจ้าของสถานีบริหารจัดการและขยายธุรกิจได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ได้อีกด้วย

โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีดังกล่าวได้ที่บูธ H03 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.innoev.co/ และ Line ID : @innoev.co โทร 06 1415 1052

Source : Energy News Center

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ 17,400.41 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อ 5,203  เมกะวัตต์ โดยผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ประเภทโซลาร์ฟาร์มยื่นเสนอสูงสุด 381 โครงการ 2,066 เมกะวัตต์  และกลุ่มเสนอขายไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต่ำสุดเพียง 2 โครงการ 6.50 เมกะวัตต์  การไฟฟ้าเตรียมประกาศผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 9 ธ.ค. 2565 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า การยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าและยืนยันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าพร้อมเอกสารหลักฐานแสดงคุณสมบัติและข้อมูลความพร้อมทางด้านเทคนิคพร้อมเอกสารหลักฐานผ่านระบบ RE Proposal (ระบบ REP) ซึ่งเปิดให้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 25 พ.ย. 2565 เวลา 12.00 น. รวม 22 วัน ที่ผ่านมานั้น ภายหลังสำนักงาน กกพ. ได้ปิดระบบ REP แล้ว มีผู้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า รวม 670 โครงการ แบ่งเป็น (1) ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) จำนวน 272 โครงการ และ (2) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) จำนวน 398 โครงการ คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 17,400.41 เมกะวัตต์ จากการเปิดรับซื้อทั้งหมดรวม 5,203 เมกะวัตต์

โดยกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) มีผู้เสนอขายไฟฟ้า 52 โครงการ รวม 2,171.19 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) จำนวน 141 โครงการ จำนวน 7,537.71 เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 79 โครงการ รวม 5,509.93 เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 272 โครงการ ปริมาณ 15,218.83 เมกะวัตต์ โดยไม่มีการเสนอขายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพแต่อย่างใด

2.กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า VSPP ได้แบ่งการเสนอขายไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิงดังนี้ 1. ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) มีผู้เสนอขายไฟฟ้าเพียง 2 โครงการ รวม 6.50 เมกะวัตต์  2.พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน 381 โครงการ จำนวน 2,066.04  เมกะวัตต์ และ3. พลังงานลม เสนอขายไฟฟ้า 15 โคงการ รวม 109.04  เมกะวัตต์ รวมทั้งหมด 398 โครงการ ปริมาณ 2,181.58  เมกะวัตต์

“ผู้ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าจะต้องยื่นซองคำเสนอขายไฟฟ้า และซองหลักฐานการวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขายไฟฟ้า (Proposal Bond) ให้แก่การไฟฟ้า ภายในวันที่ 30 พ.ย. 2565 เวลา 15.00 น. และยื่นซอง USB Flash Drive ภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2565 เวลา 15.00 น. หลังจากนั้นการไฟฟ้าจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นคำขอผลิตไฟฟ้าในแต่ละประเภท เพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติภายในวันที่ 9 ธ.ค. 2565 ซึ่งผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าที่ไม่ผ่านคุณสมบัติสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์พร้อมเอกสารหลักฐานต่อ กกพ. ได้ภายในวันที่ 22 ธ.ค. 2565 โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลการพิจารณาอุทธรณ์คุณสมบัติ ภายในวันที่ 11 ม.ค. 2566 และจะเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th” นายคมกฤช กล่าว

Source : Energy News Center

กังหันลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งมีกำลังการผลิตต่อหน่วยใหญ่ที่สุดในโลก ถูกนำออกจากสายการผลิตในมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีนแล้ว

กังหันลมขนาด 16 เมกะวัตต์ ติดตั้งดุมใบพัดอยู่สูง 146 เมตร เทียบเท่ากับอาคาร 50 ชั้น มีใบพัดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวที่สุดในโลกที่ 252 เมตร และน้ำหนักต่อเมกะวัตต์เบาที่สุดในโลก กังหันลมนี้ร่วมพัฒนาโดยบริษัท ไชน่า ธรี จอร์จส คอร์เปอเรชัน (CTG) และบริษัท วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซินเจียง โกล์ดวินด์ จำกัด (Goldwind)

รายงานระบุว่า กังหันลมนี้ถือเป็นความก้าวหน้าของการผลิตกังหันลมขั้นสูง และสามารถผลิตไฟฟ้า 34.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง หลังจากหมุนเต็มรอบ ณ ความเร็วลมเต็มพิกัด

ผลผลิตไฟฟ้ารายปีของกังหันลมนี้ ซึ่งคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 66 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง จะตอบสนองความต้องการไฟฟ้ารายปีของครัวเรือนที่มีสมาชิก 3 คนได้ 36,000 ครัวเรือน ประหยัดถ่านหินมาตรฐาน 22,000 ตัน และลดคาร์บอนไดออกไซด์ 54,000 ตัน

เหลยหมิงซาน ประธานซีทีจี กล่าวว่า การผลิตกังหันลมของจีนอยู่ในระดับชั้นนำของโลก หลังจากมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ที่มา/ภาพ สำนักข่าวซินหัว

Source : MGROnline

ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยฐานภาษีคาร์บอนที่ใช้ในการจัดเก็บ

มี 2 แบบ

1.จัดเก็บภาษีทางตรงจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตสินค้า และ
2. จัดเก็บภาษีทางอ้อมตามการบริโภค

ในต่างประเทศ การจัดเก็บภาษีคาร์บอนมีการใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปขณะที่ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ เอเชีย และแอฟริกาบางประเทศเริ่มมีการนำภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้เช่นกัน โดยปัจจุบันมี 29 ประเทศ

“ภาษีคาร์บอน”กรณีศึกษา   รูปแบบ-แนวทางใช้จริง

สำหรับประเทศไทย กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เริ่มนำอัตราภาษีที่คำนึงถึงการปล่อยก๊าซ CO2 มาใช้ครั้งแรกในการปรับปรุงโครงสร้างภาษีรถยนต์ในปี ค.ศ. 2016 และขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำภาษีคาร์บอนมาใช้ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าการจัดเก็บภาษีคาร์บอนของกรมสรรพสามิตนั้น สามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวได้อย่างยั่งยืน 

โดยอัตราภาษีคาร์บอนในต่างประเทศที่มีการจัดเก็บค่อนข้างแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.08 – 137 ดอลลาร์ต่อตัน CO2 ซึ่งมีทั้งการจัดเก็บภาษีทางตรงจากการผลิตและจัดเก็บภาษีจากการบริโภค

Source : กรุงเทพธุรกิจ