นายทัฬห์ สิริโภคี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายลูกค้าธุรกิจรายปลีก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ดำเนินธุรกิจในระยะยาวด้วยการสรรค์สร้างคุณค่าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Creating Value for a Sustainable Future) สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นผ่านบริการด้านเงินทุนและสินเชื่อสำหรับภาคการเกษตร จนถึงปัจจุบันที่มีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับโมเดลธุรกิจใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลโลกและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อความรู้และประสบการณ์โมเดลธุรกิจยุคใหม่ไปสู่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green) 

ซึ่งธนาคาร เป็นสถาบันการเงินเดียว ที่ได้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Main Sponsor) การจัดงาน Isan BCG Expo 2022 ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มมิตรผล ภายใต้แนวคิด Collaboration | “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสาน ตลอดจนเดินหน้าผลักดันให้อีสานเป็นศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาคอาเซียนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถจัดแสดงสินค้าและบริการเพื่อนำเสนอศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมบูธกิจกรรมในงานฯ ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่คิดธุรกิจคิดดี” เพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจชุมชน ที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เศรษฐกิจ ช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้พร้อมกันไปกับการทำประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยธนาคารได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นอย่าง ‘สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ ซึ่งเป็นการสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการลงทุนด้านพลังงานทดแทน (Renewable) ไม่ก่อมลพิษทางอากาศหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนเพื่อนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) การลงทุนกับผลิตผลที่ใช้สารชีวภาพทดแทนการใช้สารเคมี ลงทุนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 

ธนาคารยังได้เปิดพื้นที่บูธกิจกรรมเพิ่มเติม โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าผู้ประกอบการเข้าร่วมนำเสนอขายผลิตภัณฑ์ภายในงาน เพื่อเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการขยายตลาดสู่พื้นที่ใหม่ ๆ รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “BCG Economy in Practise” ซึ่งได้เชิญผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของธนาคาร โดยมี ฐิติรัตน์ ศักดาปรีชา ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ จาก ‘บริบูรณ์ฟาร์ม’ ผู้ผลิตและจำหน่ายสารสกัดน้ำมันอะโวคาโด รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ และจิรศักดิ์ สุทธาดล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ‘สันติพาณิชย์ Coffee & Roaster ที่มีการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

แบงค์กรุงเทพส่งธุรกิจใหม่ หนุน  "สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

แบงค์กรุงเทพส่งธุรกิจใหม่ หนุน  "สินเชื่อบัวหลวงกรีน’ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การเคหะแห่งชาติ ลงนามความร่วมมือกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.) ส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ปรับตัวอยู่ได้ในภาวะโลกร้อน 

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติมีเกณฑ์ Eco – Village ที่ใช้ในการออกแบบและจัดทำโครงการเพื่อการมีที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน นำนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อทดแทนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นำอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาใช้เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งกำลังดำเนินโครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme) โดยดำเนินงานร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งจะช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามทิศทางการพัฒนาประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า การมีที่อยู่อาศัย หรือ“บ้าน” ไม่ว่าในรูปแบบใด ก็ช่วยให้คนเรารู้สึกมีความมั่นคง ปลอดภัย และอบอุ่น การจะทำให้ที่อยู่อาศัยสามารถประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้นั้น จะต้องคิดตั้งแต่การออกแบบตัวบ้าน การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การใช้พลังงานทางเลือกและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงการมีพื้นที่สีเขียว ที่ช่วยให้เกิดความร่มเย็นและร่มรื่น และยังต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ทั้งการกิน การใช้ การจัดการขยะและของเสียที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บ้านในยุคสมัยนี้จะต้องสามารถรับมือกับภาวะน้ำท่วมและภัยแล้งได้ด้วยการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคที่อยู่อาศัย (mitigation) และด้านการปรับตัวให้อยู่ได้อย่างปกติในภาวะโลกร้อน (adaptation)

นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ซึ่งต้องคิดเป็นองค์รวม ใช้บทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านมา อาศัยความรู้ทางวิชาการ และการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน 

เนื่องจากปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนเรา จนเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤต แม้ประชาคมโลกได้มีข้อตกลงในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและลดผลกระทบที่จะตามมา โดยให้แต่ละประเทศจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและแผนงานระยะสั้น พร้อมกำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ.2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065

Source : MGROnline

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ENVISION DIGITAL INTERNATIONAL PTE. LTD. บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อลดคาร์บอน ภายใต้กลุ่มบริษัท Envision ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) Collaboration in Future Energy Transition by Decarbonization Platform ศึกษาและทดลองการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายในพื้นที่ของกลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 โดยมี ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ Mr. Ko Kheng Hwa ประธานกรรมการ Envision Digital ร่วมในพิธีลงนาม

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน รวมถึงประเมินความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ทดลองของโครงการ โดยได้ริเริ่มนำแพลตฟอร์ม EnOSTM ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ AloT ของ Envision Digital มาใช้ในการบริหารจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนภายในอาคารต้นแบบ M4 ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จ.ระยอง ได้แก่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ลอยน้ำ แผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าภายในวิทยาเขตของสถาบันฯ โดยสามารถตรวจสอบและควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และนำมาปรับใช้งานทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้อาคารดังกล่าวเป็นอาคาร Zero Import ทั้งหมด ซึ่งในอนาคต หากประสบความสำเร็จก็จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป

คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามทิศทางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจใหม่ของ ปตท. ได้มีการจัดตั้ง บริษัท เมฆา วี จำกัด (Mekha V) เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ AI และ Robotic ในด้านต่าง ๆ อาทิ PowerTECH, HealthTECH, MobilityTECH, IndustrialTECH และ SoftpowerTECH ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ Cloud โดยบริษัท เมฆาเทคโนโลยี จำกัด (MekhaTech) และดำเนินธุรกรรมซื้อขาย Renewable Energy Certificate (REC) ผ่านแพลตฟอร์มในนามของ บริษัท รี แอค จำกัด (ReAcc) โดยความร่วมมือกับ Envision Digital ในครั้งนี้ถือเป็นขอบเขตงานที่เกี่ยวข้องกับด้าน PowerTECH และในฐานะที่ Mekha V เป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ในด้าน AI และ Robotic จึงทำให้บริษัทฯ เป็นตัวแทน กลุ่ม ปตท. ในการศึกษาและทดลองโครงการดังกล่าวร่วมกับ Envision Digital เพื่อสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์มต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะช่วยผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสังคมคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมเจตนารมณ์ของกลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ตามลำดับ

Mr. Michael Ding, Global Executive Director, Envision Digital กล่าวว่า Envision Digital เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เรามีพันธมิตรทั้งที่เป็นองค์กร หน่วยงานภาครัฐ และเมืองต่าง ๆ ในหลายประเทศ ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก ผ่านการนำแพลตฟอร์ม EnOSTM net zero เข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร ปัจจุบัน Envision มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน และมีสำนักงาน 14 แห่งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ สำหรับความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในด้านพลังงานอย่างกลุ่ม ปตท. ที่มีวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจในทิศทางเดียวกับ Envision ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการร่วมกันเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนการดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. ที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้ต่อไปในอนาคต

Source : Energy News Center

โครงการปันแสง ณ หมู่บ้านดงดิบ หรือ “โคกอีโด่ย” ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กับงานวิจัยสุดล้ำทางด้านพลังงานและการเกษตรมารวมกันอย่างลงตัว มีจุดเริ่มต้นจากพระผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เสียดายแดด กำลังเป็นจุดเช็คอินในยุคก้าวสู่พลังงานสะอาด

แม้อยู่ไกลความเจริญ ระยะทางจาก กทม.กว่า 800 กิโลเมตร ใครได้มาสัมผัสเยี่ยมชมโคกอีโด่ย นอกจากได้เห็นท้องถิ่นธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยดงดิบ เนินสูงและโคกที่แห้งแล้ง แต่วิถีชีวิตของผู้คนโคกอีโด่ยในสภาวะกดดันจากค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น แต่ชาวบ้านกลับอยู่ได้สบายๆ แบบพอเพียง นั่นเพราะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมู่บ้านสามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการปันแสง โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคีเครือข่าย

พลังงานแสงอาทิตย์ ถูกแปรรูปเก็บสะสมด้วยแผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นไฟฟ้าแจกจ่ายใช้ส่องสว่างไปทั่วพื้นที่อย่างเหลือเฟือจนมีเก็บสำรองไว้ใช้ในยามฟ้าปิด ไร้แสงอาทิตย์สาดส่อง

ความเป็นมาของโครงการดังกล่าว มาจากจุดเริ่มโดยพระผู้นำการเปลี่ยนแปลง พระปัญญาวชิรโมลี นพพร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี “แม้เราจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแต่เราไม่ได้อยู่ไกลจากแสงแดดมากกว่าคนอื่นเลย แสงแดดนั้นให้ความเท่าเทียมแก่เราทุกคนเท่ากันหมด”

Solar Monk จุดติด แนวคิด “เสียดายแดด”

พระปัญญาวชิรโมลี (Solar Monk) ผู้จุดประกายนำแสงแดดมาเป็นพลังงานทดแทน ด้วยนวัตกรรมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยความคิดเปลี่ยนนี้มาจาก “ความเสียดายแดด” และขยับไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในด้านอื่นๆ ให้ดีขึ้น กระทั่งคนท้องถิ่นบ้านนอกอยู่ห่างไกลเขตเมืองมีความมั่นคงด้านพลังงานสามารถพึ่งพาตนเองได้

แนวคิดเสียดายแดดของพระคุณท่าน ทำให้วัดป่าศรีแสงธรรม มีไฟฟ้าเหลือใช้ แล้วลากโยงส่งต่อให้ชุมชนได้เข้าถึงแสงสว่างยามค่ำคืนจากพลังงานทดแทน จนเปลี่ยนบ้านโคกอีโด่ยกลายเป็น “โคกอีโด่ยวัลเลย์” ณ วันนี้ ที่ชวนทุกคนเข้ามาเช็คอิน

พระปัญญาวชิรโมลี เล่าว่า ในช่วงแรกโซลาร์เซลล์ถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือโรงเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะโรงเรียนแห่งนี้ขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในโรงเรียนและชุมชนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์ใช้ในด้านการเกษตร เช่น เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเข็นนอนนาพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพัฒนาเป็นอาชีพรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในนาม “ช่างขอข้าว” เพื่อนำรายได้กลับมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน

โรงเรียนศรีแสงธรรม เป็นต้นแบบจาก “ทฤษฎี” สู่ “การปฏิบัติ” ว่าด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 4.0 โดยก่อตั้งเมื่อปี 2553 เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ชายขอบ ห่างไกลจากความเจริญ เปิดสอนทั้ง ม.ต้น-ปลาย ให้กับนักเรียนขาดแคลนโอกาส มาเรียน“ฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอเพียงให้ตั้งใจมุ่งมั่นเท่านั้น

พระนักพัฒนาแสงอาทิตย์ บอกว่า โจทย์การตั้งโรงเรียนมาจาก “ความขาดแคลนโอกาส”ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนความมุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อทำให้ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นและตั้งอยู่บนหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะเป็นคำตอบของการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อตัวเองและโลกอย่างแท้จริง แล้วเด็กขาดแคลนโอกาสของบ้านดงดิบได้เรียนหนังสือฟรี

เมื่อตกผลึกความคิดแจ่มชัดก็มุ่งเดินหน้าตามแนวทาง “ททท” หมายถึง “ทำทันที” ถึงยากลำบากก็ไม่ยอมเสียเวลาเปล่า ถึงไร้คนสนใจ เพราะเป็นเรื่องไม่ปกติมาก่อนที่ “พระ” จะมาสร้าง “โรงเรียน” ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงเรียนด้วยแนวคิดนี้

แม้ถูกปฏิเสธจากที่ต่างๆ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้า “ลงมือทำ” เมื่อไม่มีเงินสร้างอาคารเรียน พระและเด็กๆ ก็ตัดสินใจสร้าง “ห้องเรียนบ้านดิน” เพื่อใช้เป็นอาคารเรียน สามารถนั่งเรียนได้ ซึ่งไม่แย่มากนัก แล้วปัญหาใหม่เริ่มเข้ามาท้าทายอีก คือมีที่เรียนแต่กลับไม่มีอุปกรณ์การสอน

“มองออกไปมีแค่ “แดด” เท่านั้น เกิดความ “เสียดายแดด” ว่าควรใช้ให้เป็นประโยชน์ ประกอบกับตอนนั้นมีแผ่นโซล่าร์เซลล์แตกๆ ที่ได้รับบริจาคมา จึงใช้ความรู้ทางช่างที่มีอยู่บ้าง ซ่อมแผ่นโซลาร์เซลล์แตกๆ จนสามารถใช้ได้ และกลายเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่เด็กๆ ได้รู้จัก “ โซล่าร์เซลล์” และต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์และโครงงานต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในเรื่องทั้งพลังงานในพื้นไฟฟ้าเข้าไม่ถึงและการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนยากคนจนมากที่สุด”

ผสานความร่วมมือ กฟผ. ต่อยอดเป็นต้นแบบพลังงานสะอาด

พอเห็นข้อจำกัดของระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลา ประกอบกับเมื่อมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในจุดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้มีมากเกินความต้องการ จึงได้ผสานพลังความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำระบบไมโครกริดและระบบบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเข้ามาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา แล้วกระจายไปสู่พื้นที่นำร่อง 4 แห่งของบ้านดงดิบ ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนศรีแสงธรรม วัดป่าศรีแสงธรรม โรงเรียนบ้านดงดิบ และศูนย์เด็กเล็กบ้านดงดิบ

ระบบบริหารจัดการพลังงานที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นยังสามารถควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ การปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาพรวม พบว่าเมื่อติดตั้งเทคโนโลยีจัดการพลังงานแล้วสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับโรงเรียนศรีแสงธรรมได้มากถึงร้อยละ 40 หรือลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 8 ตันคาร์บอนต่อปีเลยทีเดียว

ด้วยความสำเร็จเล็กๆ ของโครงการพัฒนาที่เริ่มจากตั้งโรงเรียนเพื่อผู้ขาดแคลนโอกาส เพื่อเด็กท้องถิ่นห่างไกลได้รับการศึกษา กระทั่งโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบการพัฒนา เปลี่ยนโคกอีโด่ยแห็งแล้งกลายเป็น“โคกอีโด่ยวัลเลย์” มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ เกิดกิจกรรมปลูกผักสวนครัวใต้แผงโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร นี่คงเป็นภาพสะท้อนถึงการก่อรูปความคิดใหม่ แล้วชุมชนยอมรับเป็นไปได้

วิถีชุมชน “บวร”ประสานขยายการพัฒนายั่งยืน

ต้นแบบการพัฒนาอันท้าทายจากโรงเรียนศรีแสงธรรม เริ่มซึมซับเชื่อมประสานเกิดหลักคิดใหม่ในการพัฒนาตามแนวทาง “บวร” คือบ้าน (ชุมชน) วัด โรงเรียน-ราชการ ได้ร่วมกันผนึกตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานและการเกษตรโคกอีโด่ยวัลเล่ย์ เป็นศูนย์เรียนรู้ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้การเก็บ แก้ปัญหาพลังงานระบบโซลาร์เซลล์

โดยหลักสูตรอบรมนี้เน้นการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร และพื้นที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง อีกทั้งเป็นหลักสูตรสำหรับบ้านพักอาศัย เชื่อมต่อกับไฟของการไฟฟ้า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่นับวันจะสูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาแนวคิดใหม่ได้กระจายจากโรงเรียนสู่ชุมชน เข้าถึงบ้าน และยังดึงหน่วยงานรัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

ต่อมา “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” ดังไปไกลถึงจังหวัดภาคเหนือและบนดอยหลายแห่ง เพราะมีสภาพไม่แตกต่างจากอีสานถิ่นไกลรอยตะเข็บเส้นเขตแดนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้นชุมชนบนดอยติดต่อให้ไปช่วยแก้ปัญหา แบ่งปันความรู้

“ทีมงานเดินทางข้ามเขาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง แต่ก็คงจะไปให้ทุกที่ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจัดสื่อการสอนเป็นคลิปวีดิโอ และสื่อการสอน ให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสจริง ซึ่งจะได้ผลกว่าการเรียนในตำราอย่างเดียว”

ไม่เพียงเท่านั้น นอกศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้ออกแบบระบบโซลาร์ปันแสง โดยใช้พื้นที่ทำการเกษตรใต้แผ่นโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตพลังงานไปพร้อมกับการทำงานเกษตร ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ พืชผักกับโซลาร์เซลล์แบ่งปันพลังงานกัน และการแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าที่เก็บในแบตเตอรี่เอามาใช้ภายในวัด และติดตั้งเครื่องแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้กับชุมชนหรือชาวบ้าน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการขจัดความยากจน และพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โดยนวัตกรรม “ปลูกผักใต้แผงโซลาร์เซลล์” ที่จะทำการทดลองปลูกพืชแบบ agrivoltaics ในพื้นที่ “โคก หนอง นา โมเดล” โครงการนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง สวทช. กฟผ. กฟภ. และวัดป่าศรีแสงธรรม ภายใต้ชื่อ Agrivoltaics หรือ agrophotovoltaics ซึ่งมี ผศ.ดร.ชำนาญ บุญญาพุทธิพงศ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร ที่นี่จึงเป็นแหล่งทดสอบ ทดลองงานทางด้านเทคโนโลยีพลังงาน กับการเกษตรอย่างยั่งยืน หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์”

ทั้งหมดทั้งปวงของ “โคกอีโด่ยวัลเล่ย์” เริ่มจากความมุ่งมั่นตั้งโรงเรียนเพื่อคนขาดแคลนโอกาส อีกทั้งเกิดความ “เสียดายแดด” ซึ่งส่องแปลวแสงจ้าในท้องถิ่นอีสาน พระปัญญาวชิรโมลี พระนักพัฒนาเกิดความคิดใหม่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกของการผลิตไฟฟ้ายุคใหม่ ของของบ้านดงดิบ

กุญแจสำคัญทำให้การใช้พลังงานของบ้านดงดิบ มีต้นทุนต่ำ และนำมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด ยังนำไปสู่แก้ไขโจทย์ที่สำคัญของโลกใบนี้ คือการสร้างความเท่าเทียม พร้อมเป็นพื้นที่เกษตรวิถีใหม่สามารถปลูกพืช ผัก ภายใต้พลังงานจากแสงแดด

นี่คือต้นแบบของพลังงานสะอาดของชุมชน ที่เกิดจากจุดเริ่มต้นแนวคิดของพระผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง พระนักพัฒนาที่ซึมซับข้อมูลในพื้นที่แล้วผลักดัน ผนึกขอความร่วมมือจากองค์กรภายนอกชุมชนมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แล้วแปรรูปการพัฒนาเป็นวิถี “บวร” เชื่อมประสานเกิดศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อชุมชนห่างไกลได้เข้าถึงพลังงานทดแทนและเท่าเทียม

ทุกวันนี้ หมู่บ้านดงดิบและวัดป่าศรีแสงธรรม นับเป็นพื้นที่ต้อนรับข้าราชการและองค์กรต่างถิ่น แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ยังไปเยี่ยมชม รับรู้แนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดจากพระนักพัฒนาที่มีแต่ความมุ่งมั่นต้องการช่วยคนยากจน

อ้างอิง
เพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/sisaengtham.ac.th/
มูลนิธิสัมมาชีพ https://www.right-livelihoods.org/

Source : MGROnline

เป็นส่วนหนึ่งที่เร่งให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดโลกร้อนนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวเริ่มให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบ คาร์บอนต่ำ Low Carbon Tourism

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ TGO และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำหรือ Low Carbon Tourism ณ พื้นที่จังหวัดภูเก็ต-พังงา 1 ใน 20 เส้นทางต้นแบบคาร์บอนต่ำ ที่มุ่งเน้นการทำกิจกรรมลดการใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานเชื้อเพลิง เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ลดการใช้สารเคมีในกระบวนการต่างๆ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจากธรรมชาติ รวมไปถึงลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองเพื่อลดปริมาณขยะให้น้อยลง

ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ จากนั้นก็ทำการชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เหลือปล่อยที่ออกมาจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเส้นทางนั้นๆ โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER มาชดเชย เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดความสมดุลกับค่าการลดคาร์บอน และเท่ากับศูนย์ หรือ Carbon Neutral

 โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่บุคลากรในภาครัฐและภาคเอกชนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกัน อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ซึ่ง ททท. ได้ดำเนินการออกแบบและสร้างสรรค์เส้นทางการท่องเที่ยว สินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอให้ ททท. สำนักงานสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทนำเที่ยวและหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการนำไปพัฒนาเส้นทางและรูปแบบกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเสนอขายต่อไป

สอดคล้องกับการประชุมทางด้านเอเปค โดย ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า มีรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก กำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นประเด็นหลักของการประชุมเอเปคในครั้งนี้ ทำให้นานาชาติเห็นความสำคัญของ BCG มากขึ้น เพราะไม่เพียงสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นว่าไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยว และยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มีรูปแบบผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยผลสำเร็จจากการประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในหลากหลายมิติ ที่รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับคนรุ่นถัดไป ดังนั้นแม้การประชุมจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ภารกิจการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศยังคงดำเนินต่อไปโดยอาศัยปัจจัยสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี มอบรอยยิ้ม และ ข้อมูลที่ถูกต้อง การดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ ในทิศทางที่สร้างสรรค์สงบเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีรองรับโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไทยกลับมาเติบโต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดเหลื่อมล้ำทางสังคม

เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดเหลื่อมล้ำทางสังคมได้โดยเร็วโดยผลสำเร็จจากการประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศไทยและประชาชนทุกคนจะได้รับประโยชน์ในหลากหลายมิติ ที่รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อส่งต่ออนาคตทให้กับคนรุ่นถัดไป ดังนั้นแม้การประชุมจะเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ภารกิจการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนยังคงดำเนินต่อไปโดยอาศัยปัจจัยสำคัญคือ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชน การดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ ในทิศทางที่สร้างสรรค์สงบเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีรองรับโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไทยกลับมาเติบโต

Source : กรุงเทพธุรกิจ