‘ดีป้า’ ชี้ ‘ดิจิทัล’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนความยั่งยืน องค์กรต้องปรับตัว แนะไทยเปิดกว้างต่างชาติลงทุนเทคโนโลยีในไทย ขณะที่ ‘ซุปเปอร์แนป’ หนุนธุรกิจใช้พลังงานสะอาดเพิ่ม ยกเคสดาต้าเซ็นเตอร์หลังใช้พลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่า 1.8 หมื่นตันต่อปี

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวภายในงาน “Innovation Summit Bangkok 2023 : Innovations for a Sustainable Thailand” จัดโดย “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค” ในหัวข้อ Thailand transformation towards sustainability ว่า “ความยั่งยืน” เป็นความท้าทายของธุรกิจในปัจจุบัน ถือเป็นเป้าหมายใหม่ที่มีความท้าทายจากเดิม “ดิจิทัล” คือ ตัวที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจ แต่ปัจจุบันธุรกิจมีแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเพิ่มคือ เรื่องความยั่งยืน เป็นสองเรื่องที่องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญ

เขากล่าวว่า ความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เรื่องของกรีนเทคโนโลยี ส่วน “ดิจิทัล เทคโนโลยี” หรือ “ดิจิทัล อินโนเวชั่น” วันนี้ คือ กุญแจสู่ความสำเร็จของทุกคน เป็นเครื่องมือเข้าไปสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ด้านการตลาด ด้านการเงิน ด้านทรัพยากรส่วนบุคคล

“ความยั่งยืนคือ แรงผลักดันในการไปสู่เป้าหมายใหม่ของธุรกิจ วันนี้ ถ้าเรานำดิจิทัลไปขับเคลื่อนความยั่งยืน จะสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขันได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น”

ยุคแห่งบิ๊กดาต้าออโตเมชั่น

ปัจจุบันอยู่ยุคของ “บิ๊กดาต้า ออโตเมชั่น ดิจิทัลคอนเนค และดิจิทัล แอคเซส” ซึ่งทั้งหมดต้องให้ความสำคัญในเรื่องของซิเคียวริตี้ ยกตัวอย่าง บิ๊กดาต้า ต้องใช้เอไอในการประมวลผล มีเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนหนึ่งในเทคโนโลยีที่สนับสนุน บิ๊ก ดาต้า และเอไอ ขณะที่เครื่องจักรทั้งหมดก็จะถูกเปลี่ยนเป็นระบบโรโบติกส์ ที่ถูกเชื่อมต่อด้วย ไอโอที

ไม่เพียงแค่ บิ๊กดาต้า โรโบติกส์ เท่านั้น ในส่วนของ ดิจิทัล แอคเซส แน่นอนว่า ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ ดังนั้นกฎหมายในการกำกับดูแล จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่เฉพาะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลธุรกิจด้วย ความยั่งยืนเป็นเรื่องหนึ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ แต่เรื่องซิเคียวริตี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

“เรากำลังเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ระบบซัพพลายเชนที่อยู่ในรูปของแพลตฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน จากเดิม ดิจิทัล เป็นตัวที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจ แต่ปัจจุบันธุรกิจมีแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเพิ่มคือ เรื่องความยั่งยืน เรียกว่า เป็นสองเรื่องที่ธุรกิจกำลังเผชิญและต้องให้ความสำคัญ”

ดึงบริษัทเทคโนโลยีลงทุนนวัตกรรมในไทย

นายณัฐพล กล่าวย้ำว่า เมื่อความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่ องค์กรธุรกิจจึงต้องหันกลับมาสำรวจดูความพร้อม โดยเฉพาะเรื่อง “บุคลากร” ถ้าคนในองค์กรยังไม่รู้ว่าความยั่งยืนคืออะไร เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ก็ยากที่จะไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จนั้น

“เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของพนักงาน เป็นเรื่องการเพิ่มผลกำไร การเพิ่ม Productivity ดังนั้นองค์กรจึงต้องกลับมาดูความพร้อมในส่วนต่างๆ ของธุรกิจ เช่น เรื่องการตลาดก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน มีการทรานส์ฟอร์ม เพราะการตลาดก็เป็นหนึ่งในคีย์ซัคเซสของความยั่งยืน เรื่องเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องดูเรื่องของ return on investment สุดท้าย คือ เรื่องเทคโนโลยีการเลือกเทคโนโลยีมาสู่องค์กร”

นอกจากนี้ เขายังมองด้วยว่า ประเทศไทยควรเปิดกว้างดึงบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนพัฒนานวัตกรรมในไทย ซึ่งไทยจะได้รับองค์กรความรู้ด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า ไทยไม่ได้มีเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ ไม่มีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแก้ pain point ในบางเรื่อง การเปิดกว้างให้เทคโนโลยีไหลเข้ามาในประเทศจะช่วยได้ โดยอาจแลกกับสิทธิประโยชน์ เช่น ถ้าบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีในไทย ก็จะมีการยกเว้นภาษีให้ เป็นต้น

‘ดีป้า’ ชี้ ‘ดิจิทัล’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’

ซุปเปอร์แนป หนุนใช้พลังงานสะอาด

นายแยป จิน ยี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทเองได้มีการนำพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานสะอาดมาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงมาก ขณะเดียวกัน ยังสร้างการรับรู้เรื่องความยั่งยืนให้กับพนักงานในบริษัท ในเรื่องง่ายๆ เช่น การเปิด ปิดไฟ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงความวิธีการใช้พลังงานที่ให้ประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ซุปเปอร์แนป ถือเป็นผู้นำในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ภายใน ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน ยังมีโซลาร์ฟาร์มสำหรับผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยได้บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เป็นผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้  ซึ่งช่วยให้ซุปเปอร์แนป สามารถลดค่าไฟฟ้า และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 18,000 ตันต่อปี

Source: กรุงเทพธุรกิจ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวบทเพลงพิเศษและมิวสิกวิดีโอ “เธอคือพลังของฉัน” ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ปตท. ที่ได้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินขวัญใจคนไทยทุกวัย และ อิ้งค์-วรันธร เปานิล ศิลปินยอดนิยม ร่วมเป็นตัวแทน ปตท. ถ่ายทอดบทเพลงขอบคุณคนไทย สำหรับพลังใจและการสนับสนุนอันดีที่มีให้กันตลอด 45 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ศิลปินสองวัยระดับแถวหน้าของประเทศที่อยู่ในใจของคนไทยได้ร่วมงานกันเพื่อส่งมอบความสุขให้คนไทย โดยมีผู้บริหาร และพนักงาน ปตท. รวมทั้งผู้บริหาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เข้าร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

นายอรรถพล กล่าวว่า “การก้าวสู่ปีที่ 45 ของ ปตท. อาจเปรียบเทียบได้กับคนวัยกลางคน ซึ่งถือเป็นวัยที่ต้องมีความรับผิดชอบ และทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เคียงข้างกับคนทุกวัย ทั้งคนรุ่นใหญ่ที่ได้ก้าวเดินมาร่วมกัน และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตและขับเคลื่อนประเทศไทยไปในอนาคต ถือเป็นความตั้งใจของ ปตท.ที่ให้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ และ อิ้งค์-วรันธร เปานิล มาร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดบทเพลงที่มีความหมายพิเศษนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถรับฟังได้ทางแอปพลิเคชันมิวสิกสตรีมมิ่งชั้นนำ เช่น Plearn Joox พร้อมกับกิจกรรมต่อเนื่องจากบทเพลง อาทิ กิจกรรมร่วมสนุกผ่านคลิปวิดีโอสั้น TikTok เพื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์ส่งพลังและความรู้สึกที่ดี การจัดทำเสียงเพลงเรียกเข้าและเสียงเพลงรอสาย Line Melody เพื่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับคนไทย ตลอดจนภาพยนตร์โฆษณาในวาระครบรอบ 45 ปี ที่สื่อสารถึงการสนับสนุนและอยู่เคียงข้างกันของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานของไทยที่อยู่ร่วมกับคนไทยตลอดมา ในโอกาสนี้ ปตท. ขอส่งมอบเพลง“เธอคือพลังของฉัน” แทนความรู้สึกขอบคุณ จากผู้บริหารและพนักงาน ปตท. ให้คนไทยทุกคน ด้วยความเชื่อของ ปตท. ยึดมั่นร่วมกับคนไทยในการ จุดพลังชีวิต ขับเคลื่อนอนาคต เพื่อจุดพลังความสุขให้กันและกัน และมุ่งสู่อนาคตร่วมกันกับสังคมไทย”

“ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานของไทยได้ดำเนินภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด 45 ปี พร้อมเป็นพลังสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่สำคัญนี้ ปตท. มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและการก้าวสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน อาทิ การขยายการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (EV value chain) ทั้งการจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ ให้บริการเช่าใช้ EV ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยจะมี EV พร้อมให้บริการกว่า 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้ากว่า 400 หัวจ่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโภชนาการเพื่อสุขภาพ ทั้งการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชครบวงจรและเดินสายการผลิตภายในปีนี้ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ ปตท. พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย อาทิ โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนกว่า 45 พื้นที่ใน 29 จังหวัด โดยใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ของ กลุ่ม ปตท. เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้นวัตกรรมยกระดับการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการเริ่มต้นลงมือปลูกป่าเพิ่มเติม ร่วมกับกลุ่ม ปตท. อีก 2 ล้านไร่ เพื่อเป้าหมายการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในปีนี้มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถพลกล่าว

Source: Energy News Center

บอร์ด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 แบ่งเป็น 3 กรณี ที่บวกรวมการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าให้ กฟผ.ที่แบกรับแทนประชาชนอยู่ 135,297 ล้านบาท หากชำระหนี้คืนทั้งหมดค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 6.28 บาทต่อหน่วย หรือตรึงค่าไฟฟ้าไว้เท่าเดิมที่ 4.70 บาทต่อหน่วย หรือคืนหนี้ 5 งวด ค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ตามข้อเสนอ​ของ​ กฟผ.​ ซึ่งทาง สำนักงาน กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนทั้ง 3 กรณี ระหว่างวันที่ 7-21 ก.ค. 2566 ก่อนเสนอบอร์ด กกพ. เพื่อประกาศค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 2566 อย่างเป็นทางการต่อไป  

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2566 มีมติเห็นชอบผลการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2566 ออกเป็น 3 กรณี พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำแนวทางการคำนวณค่า Ft และการจ่ายคืนหนี้ค่าไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาเปิดรับฟังความเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 7-21 ก.ค. 2566 ผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th  

สำหรับการคำนวณค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 ค่า Ft แท้จริงอยู่ที่ 28.58 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าจริงอยู่ที่ 4.07 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามยังมีหนี้ค่าไฟฟ้าที่ กฟผ.แบกรับแทนประชาชนตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 135,297 ล้านบาท ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องทยอยจ่ายคืนในรูปของค่า Ft ดังนั้น บอร์ด กกพ. จึงได้จัดทำแนวทางการคำนวณค่า Ft และการชำระหนี้คืน กฟผ. แบ่งเป็น 3 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความเห็นประชาชน จากนั้น บอร์ด กกพ. จะนำมาสรุปผลเพื่อเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งต่อไป โดยทั้ง 3 กรณีจะแบ่งเป็นดังนี้

กรณีที่ 1 จ่ายคืนหนี้ กฟผ. ทั้งหมด จะทำให้ค่า Ft อยู่ที่  249.81 สตางค์ต่อหน่วย (2.50 บาทต่อหน่วย) รวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.28 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 2.50 บาทต่อหน่วย เกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการชำระหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ที่ กฟผ. กู้มาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564 – เม.ย. 2566 คิดเป็นเงินจำนวน 135,297 ล้านบาท  

กรณีที่ 2 ตรึงค่า Ft เท่างวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 66 โดย ค่า Ft จะอยู่ที่ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงเดิมที่ 4.70 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 91.19 สตางค์ต่อหน่วยเกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการทยอยชำระหนี้ กฟผ. จำนวน 38,291 ล้านบาท (ประมาณ 3 งวด) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2666 ประชาชนยังเหลือหนี้ที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 97,006 ล้านบาท  

กรณีที่ 3 ซึ่งเป็นกรณีที่ กฟผ.เสนอจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 5 งวด ซึ่งจะทำให้ค่า Ft อยู่ที่ 66.89 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมปรับลดลงจากงวด พ.ค.-ส.ค. 2566 มาอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 66.89 สตางค์ดังกล่าวเกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการทยอยชำระหนี้ของ กฟผ. ที่แบ่งเป็น 5 งวดๆ ละ 23,428 ล้านบาท โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2666 ประชาชนยังเหลือหนี้ที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 111,869 ล้านบาท

นายคมกฤช กล่าวว่า สำหรับผลการคำนวณประมาณการค่า Ft และแนวทางการจ่ายคืนภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ทั้ง 3 กรณีที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นไปตามการประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงโดย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ กฟผ. นำประมาณการดังกล่าวมาคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งสำนักงาน กกพ. ได้นำมาจัดทำสรุปสมมุติฐานที่ใช้การประมาณการค่า Ft ในรอบคำนวณเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 เทียบกับการคำนวณในปีฐาน พ.ค. – ส.ค. 2558 และรอบประมาณการค่า Ft เดือน พ.ค. – ส.ค. 2566  

โดยราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ที่ลดลงในรอบเดือน พ.ค.- ส.ค. 66 ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการประมาณการค่า Ft  ในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 ถึงแม้ว่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นแต่จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของแหล่งก๊าซธรรมชาติในเมียนมา ประกอบกับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณก๊าซที่ส่งให้ภาคไฟฟ้ามีจำนวนจำกัด  นอกจากนี้การเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรวมทั้งการเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวของยุโรปส่งผลให้ความต้องการใช้ LNG เพิ่มมากขึ้นและอาจส่งผลต่อราคา LNG ในตลาดเอเชีย

ดังนั้นสำนักงาน กกพ. ร่วมกับ ปตท. กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์การผลิตและใช้ก๊าซธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในราคาที่เหมาะสม  ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บในรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 7 – 21 ก.ค. 2566 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

Source: Energy News Center

ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่ ซาอุดิอารเบีย มีความสนใจตั้งคลังน้ำมัน และโรงกลั่นปิโตรเคมี ในโครงการแลนด์บริดจ์พื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้น มองว่า รัฐบาลไทย และซาอุฯ ควรจะร่วมมือกันเปลี่ยนโฉมจาการสร้างโรงกลั่น หรือคลังเก็บน้ำมัน มาเป็นมุ่งการผลิตพลังงานใหม่ หรือ กรีนไฮโดรเจน เพื่อรับรองรถยนต์ที่ไม่ใช้นำมัน หรือ อื่นๆ ที่มีทิศทางเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเทรนอนาคตโลก

“ทิศทางการลงทุน ที่น่าสนใจ และแน่นอนกว่า คือ กรีนไฮโดรเจน เพราะเป็นอนาคตของโลก ทั้งไทย และซาอุฯ เองก็ให้ความสนใจ โดยรัฐบาลซาอุฯ มีความต้องการกระจายเศรษฐกิจไปพลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ใช่พลังงานน้ำมันเพียงอย่างเดียวแล้ว จีน ก็เช่นเดียวกันต้องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการที่ตรงกันทุกประเทศ” ดร.พรายพล กล่าว

ส่วน กรณี ซาอุดิ มีความสนใจตั้งคลังน้ำมัน และโรงกลั่นปิโตรเคมี ในโครงการแลนด์บริดจ์พื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะมองว่า ไทยมีโรงกลั่นอยู่จำนวนมากแล้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และหากต้องการสร้างเพื่อผลิตขายในต่างประเทศ ก็มองว่าทิศทางของโรงกลั่น และการใช้น้ำมันในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะหดตัวลง ตามทิศทางกระแสความต้องการใช้พลังงานใหม่ของโลก 

“มองภาพไม่ออกว่าจะขยายโรงกลั่น หรือคลังน้ำมันไปเพื่ออะไร ถ้าดูจากหลายปัจจัยแวดล้อมแล้วโอกาสความเป็นไปได้จึงน้อยมาก เพราะไทยมีจำนวนโรงกลั่นเหลือเฟือมาก ผลิตเพิ่มก็จะล้นตลาด หากจะส่งออก ก็มีไม่กี่ประเทศที่ใช้น้ำมันเยอะ เพื่อนบ้านเราก็ใช้ไม่มาก โดยเฉพาะภาคขนส่งก็มีแนวโน้มใช้ลดลง ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าจะขายจีน ทำไมไม่ตั้งจีนน่าจะดีกว่ามั้ย แต่จีนเองก็มีแนวโน้มใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น” ดร.พรายพล กล่าว

ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย มีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์จํากัด (มหาชน) (TOP) ,บริษัท พที ทีโกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) (PTTGC), บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จํากัด (SPRC), บริษัท บางจากปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) (BCP), บริษัท ไออาร์พีซีจํากัด (มหาชน) (IRPC) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (ESSO) โดย โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งมีกําลังการผลิตโดยรวมประมาณ 1.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 190 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับ สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ของประเทศสำคัญ พบว่า มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศทั่วโลก หันมาสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยจีน มีการกำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า 5 ปี มีมาตรการต่างๆ อาทิ ส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเงิน 2,300–3,200 เหรียญสหรัฐต่อคัน ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเพิ่มขึ้นมาก จาก 1.06 ล้านคัน ในปี 2562 เป็น 3 ล้านคันในปี 2564 และในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2565 มียอดขายอยู่ที่ 4.73 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน19% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในจีน 

สหภาพยุโรป อยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องการหยุดการจำหน่ายเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2578 เพื่อเร่งผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป และส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และยังเตรียมออกร่างกฎหมายกำหนดจุดชาร์จไฟฟ้าในประเทศสมาชิก แต่กลุ่มผู้ผลิต เช่น ในเยอรมนี และอิตาลี 

ส่วนสหรัฐอเมริกา ได้ออกกฎหมาย Inflation Reduction Act เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ลด-ละ-เลิก ใช้พลังงานฟอสซิล อาทิ การให้เครดิตภาษีให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ปรับธุรกิจมาใช้พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานนิวเคลียร์ การให้เครดิตเงินคืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในสหรัฐฯ เกิดการปรับตัว ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ 9 เดือนแรกของปี 2565 มียอดขายอยู่ที่ราว 5.30 แสน คัน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมียอดขาย 4.70 แสนคัน

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย พบว่า มีแผนการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย “30@30” คือ การตั้งเป้าหมายให้ไทยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 30% ภายในปี 2573 โดยรัฐบาลไทยได้มีการออกมาตรการสนับสนุนทั้งการสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสรรพสามิตจาก 8% ลดเหลือ 1% และการอุดหนุนการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ไม่เกินคันละ 1.5 แสนบาท โดยผู้ขอรับสิทธิ ต้องเป็นบุคคลตามประกาศกรมสรรพสามิตกำหนด

Source : โพสต์ทูเดย์

“กรุงเทพธุรกิจ” ร่วมกับ “บีไอจี” ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Company) จัดเวทีสัมมนา Climate Tech Forum : Infinite Innovation…Connecting Business to Net Zero เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2566

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมเปลี่ยนกรุง” ว่า  การนำเอาเทคโนโลยีนำทางคงยากเพราะคนกรุงเทพฯ มีกว่า 10 ล้านคน แต่หานำนวัตกรรมมาใช้ก็ทำได้ เพราะนวัตกรรมเป็นไอเดีย แต่ต้องปรับความคิดให้มีมูลค่าหรือเปลี่ยนให้เป็น Value ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาก เพียงแค่ขอให้ปรับชีวิตคน และเพิ่มคุณค่าให้กับคนในเมืองได้ อย่าไปยึดติดกับอินโนเวชัน ที่เป็นเทคโนโลยี

รวมทั้งที่ผ่านมาพบว่ามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ไม่ได้มาจากอินโนเวชัน และหากพูดถึงความยั่งยืน คือ การไม่เบียดเบียนทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ในอนาคตเพื่อตอบโจทย์ปัจจุบัน

“อย่าไปตอบสนองความต้องการในปัจจุบันโดยใช้ทรัพยากรในอนาคตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาแล้ว เห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ”

'ชัชชาติ' ชี้ นวัตกรรมเปลี่ยน กทม. สู่ Net Zero

สำหรับสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกรุงเทพฯ มาจาก  3 ส่วน คือ

1.การใช้พลังงาน  คิดเป็น 58.9%

2.การขนส่ง คิดเป็น 28.9%

3.น้ำเสียและมูลฝอย คิดเป็น 12.3%  

ทั้งนี้ เป้าหมายของ กทม.ที่วางไว้คือ ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าให้การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero)ให้ได้ราว 19% ภายในปี 2573 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยหากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็ทำได้ไม่ยากนัก เพราะมีเทคโนโลยี มีเงินทุน

ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีไม่มีเงินลงทุน และก็ไม่สนใจ  เพราะเอสเอ็มอีสนใจเพียงว่าธุรกิจของเขาจะรอดไหมในเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้นจึงบอกว่าเอาแค่ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 3% ต่อปี ก็น่าเพียงพอแล้ว ซึ่งเป้าหมายตรงนี้ทำได้แน่

'ชัชชาติ' ชี้ นวัตกรรมเปลี่ยน กทม. สู่ Net Zero

ทั้งนี้การทำ Net zero ของ กทม.ได้กำหนดแผนการทำ 3 เรื่อง CRO คือ Calculate Reduce Offset  ประกอบด้วย

1.Calculate คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในหน่วยงานของ กทม. โดยร่วมกับองค์การบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเริ่มใน 3 เขตก่อน คือ เขตดินแดง เขตบางขุนเทียน เขตประเวศ

2.Reduce ลด ก๊าซเรือนกระจกคือ ทำให้เมืองเดินได้ ปรับโครงสร้าง เพื่อสนับสนุนการใช้รถโดยสารสาธารณะ โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ ใช้รถไฟฟ้า หรือปั่นจักรยาน ทำทางเท้าเพิ่ม

สำหรับสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน การส่งเสริมอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี LED ประมาณ 100,000 ดวง ซึ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงและการขจัดน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนลงไป

รวมถึงการแยกขยะที่ภายใน 1 ปี สามารถลดขยะได้ 300-700 ตันต่อตัน การส่งเสริมการขนส่ง และคมนาคมสะอาด เช่น การเปลี่ยนเป็นยานพาหนะต่างๆ ให้เป็นระบบไฟฟ้า EV หรืออย่างน้อยเป็น hybrid การเพิ่มการติดตั้งที่ชาร์จ EV หรือจุดแลกแบตเตอรี่ ในพื้นที่ของ กทม.การปรับผังเมืองให้ เป็นต้น

3.Offset การส่งเสริมโครงการที่เก็บกักหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ ผ่านการส่งเสริมโครงการที่เก็บกัก หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว  ซึ่ง กทม.มีนโยบายปลูกต้นไม้  1 ล้านต้นปลูกไปแล้ว 420,000 ต้น เพิ่มสวนใกล้บ้าน 

คนกรุงเทพฯ 10 ล้านคนไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้ทุกคน แต่นวัตกรรมสามารถเปลี่ยนเมือง ตอบโจทย์ได้แก้ปัญหา  Climate Change ได้ และนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีทันสมัย แต่จะเป็นคำตอบที่ช่วยเพิ่ม Value ให้กับคน โดยเอาคนเป็นที่ตั้งเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบ ต้องมีความสนับสนุนกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ประชาชน และเอกชน ” ชัชชาติ กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ