ปัญหาพลาสติกทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกที่ยังคงเป็นปัญหาหลักและส่งผลกระทบต่อระบบของโลกกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งมีเป้าหมายในการมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 มีการดำเนินงานผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ หยิบสิ่งที่รีไซเคิลได้มาใช้ประโยชน์ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และสร้างความยั่งยืนให้ครบทุกมิติสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล

ด้วยแนวคิดของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ที่ว่า “หากป่ากลับมา สัตว์ป่าจะกลับมา” และเป็นที่มาของการริเริ่มโครงการใหญ่ๆ มากมาย อาทิ โครงการปลูกป่าใน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ พร้อมสร้างแรงกระตุ้นให้มีการลงมือปฏิบัติ ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับบริษัทในเครือ และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เดินหน้ายกระดับความตระหนักเพื่อลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าว ขยายผลสู่การพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายในเครือทั้งในส่วนของรีเทล ศูนย์การค้า และโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ แก้ปัญหาขยะพลาสติก การรีไซเคิล รวมถึงการจัดการขยะอาหารนำไปทำปุ๋ย ขณะเดียวกัน ช่วงโควิด-19 มีการจัดการลังกระดาษโดยเปลี่ยนเป็นเตียงผู้ป่วย เปลี่ยนพลาสติกเป็นชุด PPE

และหลังจากโควิด-19 เกิดโครงการ Upcycling เปลี่ยนพลาสติกให้เป็นของมีมูลค่า มีการนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อกันหนาว และผ้าห่ม เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร ผ่านโครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่า และยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย อาทิ ร้าน GOOD GOODS (กู๊ด กู๊ดส์)ภายใต้วิสาหกิจเพื่อสังคม เซ็นทรัล ทำได้ร่วมกับดีไซเนอร์นำวัตถุดิบที่ได้มาออกแบบเป็นกระเป๋าดีไซน์ทันสมัย เพื่อลดปริมาณและเพิ่มมูลค่าให้ขยะพลาสติกได้มากที่สุด เป็นต้น

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

CRC เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ Green & Sustainable retail มีแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติก โดยเน้น 3 ประเด็นสำคัญคือ ‘การลดขยะ’ โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ถัดมา คือ ‘การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ส่งเสริมให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุดท้าย ‘การรวบรวมส่งรีไซเคิล’ ผลิตสินค้ากระเป๋าผ้า ผ้าห่ม เสื้อกั๊ก และการลดขยะอาหารโดยลดราคาก่อนหมดอายุ บริจาคให้กลุ่มเปราะบาง หรือรวบรวมทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ พร้อมเดินหน้าสู่ Net zero ในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์ ReNEW ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาใช้พลังงานสะอาด การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้ทรัพยากร การบริหารจัดการของเสีย การส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ ภายในปี 2030

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

เซ็นทรัลพัฒนา ลดขยะฝังกลบ 50%

ด้าน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาโครงการควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายการลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ ตั้งเป้า ปี 2023 ลดขยะฝังกลบให้ได้ 35% ของปริมาณขยะทั้งหมดที่ขนออกจากองค์กร และลดลงให้ได้ 50% ภายในปี 2025 รวมถึงเล็งใช้พลังงานทดแทน 100% อาทิ ติดโซลาร์เซลล์ที่หลังคาทุกสาขา และมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการใช้ฟอสซิล อีกทั้ง มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส มุ่งสู่การจำกัดอุณหภูมิฯ ไว้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยอยู่ระหว่างศึกษาในเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

โรงแรมยั่งยืน สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

สำหรับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จํากัด (มหาชน) มีการวางแนวนโยบายการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ กำหนดแนวปฏิบัติให้กับทุกโรงแรม เพื่อให้มีการคัดแยกขยะก่อนนำขยะกำพร้าส่งไปยังหลุมฝังกลบตามหลักการลดขยะจากต้นทาง อีกทั้ง มีการบันทึกข้อมูลขยะโดยแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก คือ 1. ขยะรีไซเคิล 2. ขยะอินทรีย์ 3. ขยะทั่วไป และ 4. ขยะอันตราย

เป้าหมายระยะแรก 10 ปี (ปี 2020-2029) คือ มุ่งลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ ลดปริมาณขยะไปสู่หลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% เทียบจากปีฐาน 2019 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด บำบัดน้ำเสียเพื่อใช้รดน้ำต้นไม้ ลดการนำขยะไปยังหลุมฝังกลบ คัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นสารปรับปรุงดินและได้ก๊าซชีวภาพสำหรับปรุงอาหารในโรงแรม ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกป่าอย่างน้อย 100,000 ต้น ภายในปี 2029

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

Love the Earth เปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อโลก

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ชวนเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth” (เลิฟ ดิ เอิร์ธ) ในธีม Beat Plastic Pollution ลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากพลาสติก สู่เป้าหมาย NetZero ปี 2050 ส่งเสริมด้านความยั่งยืนผ่านกิจกรรม World Environment Day ในรูปแบบ Carbon Neutral ตั้งแต่การ Reuse วัสดุภายในงาน นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำไป Recycle อย่างถูกวิธี รวมถึงการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจะทำการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เท่ากับศูนย์

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอ 5 นโยบายด้านพลังงานต่อรัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ทั้งการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันรองรับมาตรฐานยูโร 5 ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2567, แนวทางการเป็น LNG Hub ในภูมิภาคอาเซียน ,การส่งเสริมการใช้รถ EV, การส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจน และใบรับรองการซื้อไฟฟ้าสีเขียว หวังช่วยให้ไทยลดปัญหามลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. เตรียม 5 นโยบายด้านพลังงานเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ได้แก่ 1.โครงการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรองรับน้ำมันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานยูโร 5 เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้น้ำมันที่จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไทยต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานยุโรป 5 หรือ ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป จากปัจจุบันใช้มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่จะส่งผลดีในด้านสิ่งแวดล้อม  ดังนั้น สนพ. จึงได้ทำการศึกษาทั้งโครงสร้างราคาน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 รวมทั้งค่าการตลาดและต้นทุนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จปลายปี 2566 นี้ เพื่อเสนอรัฐบาลใหม่ให้ทันก่อนที่มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2567 ต่อไป

2.โครงการจัดทำแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (Regional LNG Hub ) โดย สนพ. กำลังศึกษาแนวทางการเป็น LNG Hub ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ไทยควรเริ่มดำเนินการจากระดับกระบวนการขนส่ง LNG (LNG Logistic) ก่อน โดยเตรียมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง การส่งเสริมทางด้านภาษี การสร้างแรงจูงใจให้เกิด LNG Hub ต่อไปในอนาคต ซึ่งปัจจุบันไทยมีการซื้อขาย LNG กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ของภูมิภาคอาเซียนให้ได้ โดยกำลังศึกษาทั้งรูปแบบการซื้อขาย LNG ที่เกิดขึ้นจริง หรือ การซื้อขายแบบตลาดน้ำมันดิบ หรือ การซื้อขายแบบตลาดอนุพันธ์

3. การส่งเสริมด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยในส่วนของกระทรวงพลังงานจะดูในเรื่องสถานีอัดประจุไฟฟ้า(ปั๊มชาร์จ) โดยตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ.2030 จะต้องมีปั๊มชาร์จแบบชาร์จเร็ว ในสัดส่วน 5% หรือประมาณ 2,000-4,000 สถานี รวมทั้งต้องเตรียมด้านปริมาณไฟฟ้าเพื่อรองรับรถ EV เนื่องจากคาดว่าในอนาคต 5-6 ปีข้างหน้า ไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีคไฟฟ้า) ช่วงกลางคืน เนื่องจาก 80% ของรถ EV จะชาร์จไฟฟ้าจากที่บ้าน ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะศึกษาข้อมูลเพื่อให้ทราบความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อรองรับรถ EV และเพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ

4.นโยบายการส่งเสริมไฮโดรเจนของประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ Carbon Neutrality ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนพ. ได้ทำการศึกษารูปแบบไฮโดรเจนเพื่อนำมาใช้จริง ในกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มโรงงานที่ใช้ความร้อน และภาคขนส่ง เบื้องต้นเห็นว่าไทยควรใช้ระบบนำก๊าซธรรมชาติมาแยกออกซิเจนเพื่อให้ได้ไฮโดรเจน โดยคาดว่าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะมีสัดส่วนไฮโดรเจนเพื่อผลิตไฟฟ้า 20% จากเชื้อเพลิงทั้งหมด เบื้องต้นจะให้ภาครัฐเป็นผู้นำร่องกระบวนการเพื่อให้เกิดการใช้เชิงพาณิชย์ก่อน จากนั้นจะส่งเสริมภาคเอกชนต่อไป

และ 5. นโยบายเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กลไก  Renewable Energy Certificates (RECs) สำหรับประเทศไทย หรือ การให้ใบรับรองแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนสำหรับประเทศไทย  ซึ่งตามแผนพลังงานแห่งชาติ จะบรรจุการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ ไฟฟ้าสีเขียวให้มากขึ้น ซึ่งการซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะต้องได้รับใบรับรองเพื่อใช้ยืนยันทางการค้าว่าได้ผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และป้องกันการกีดกันทางการค้าในอนาคต  ซึ่งในระยะยาวตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป จะต้องมีการพัฒนาระบบติดตามและกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรม RECs ให้สมบูรณ์, ประกาศใช้มาตรฐานการรับรอง RECs ของไทยและปรับปรุงแนวทางการซื้อไฟฟ้าสีเขียว เป็นต้น

โดยทั้ง 5 หัวข้อดังกล่าว ทาง สนพ.ได้ศึกษาและเตรียมนำเสนอกับรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาตามขั้นตอน เพื่อให้เกิดการนำมาใช้จริง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

Source : Energy News Center

Mazda Motor บริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กำลังพูดคุยกับ Panasonic Energy ในการพัฒนาแบตเตอรี่ EV เพื่อใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าในอนาคต Mazda ก่อนหน้านี้ได้เปิดเผยการลงทุน 10.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการผลิตรถยนต์ EV จนถึงปี 2030

ผู้บริหารทั้งสองบริษัทเผยว่าพวกเขากำลังสนทนาเพื่อกำหนดความร่วมมือในการตอบสนองความต้องการเพื่อรถยนต์แบตเตอรี่ EV และแบตเตอรี่ยานยนต์ในตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

Mazda มีแววจับมือ Panasonic ปั้นแบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

Mazda ต้องการให้ Panasonic จัดหาแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ผลิตขึ้นที่โรงงานของบริษัทในญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ และคาดว่า Mazda จะใช้แบตเตอรี่ Panasonic ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงประมาณปี 2025-2027 หรือหลังจากนั้น

Mazdaคาดว่ารถ EV จะมีอัตราส่วนระหว่าง 25% ถึง 40% ของรถทั้งหมดที่วางขายจนถึงสิ้นทศวรรษ ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของกลยุทธ์ของ Mazda คือ การร่วมมือกับผู้อื่น เช่นผู้จัดหาแบตเตอรี่เช่นพานาโซนิค หรือพาร์ทเนอร์เจ้าอื่นๆ

Mazda มีแววจับมือ Panasonic ปั้นแบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

ก่อนหน้านี้ Mazda ได้ใช้แบตเตอรี่ Panasonic สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Demio EV (หรือที่รู้จักในต่างประเทศว่า Mazda 2) รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางการขับขี่ 200 กม.

ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้อาจทำให้มาสด้าสามารถทำรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจเข้ามาแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องรอดูว่าจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้างคาดว่าจะได้เห็นในราวๆ ปี 2025-2027 นี้

ที่มา : electrek

Source : Spring News

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้จัดทำสัญญามาตรฐาน สําหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรอง (VERYs)และใบรับรองเครดิตพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Certificate ( REC )

เพื่อให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และผู้ที่สนใจใช้เป็น กรอบการทำสัญญาที่เป็นมาตรฐานในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน REC

ดาวน์โหลดไฟล์ สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/wQXKI
ศึกษาคู่มือการใช้สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/ogEXa

“เหล้าจิน Krispy Kreme” ไอเดียใหม่ลดขยะอาหารจาก Krispy Kreme ของฝากนักหิ้วจากกรุงเทพฯสุดโด่งดัง ที่แก้ปัญหาขยะอาหารด้วยการนำเศษโดนัทเหลือทิ้งมาแปลงเป็น “เหล้าจิน”

โดนัท Krispy Kreme ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของฝากสุดฮิตจากกรุงเทพมหานคร Krispy Kreme เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่ในแต่ละวันก็สร้างขยะอาหารเยอะมากเหมือนกัน แม้โดนัทจะขายหมดก็ตาม แต่เศษโดนัทที่เหลือจากกระบวนการผลิตก็ช่างมีเยอะซะเหลือเกิน จะดีแค่ไหน ถ้าเราทำให้ร้านของเราไม่มีขยะอาหารเลย และนี่คือไอเดียจาก Krispy Kreme ในการพยายามทำเรื่องดังกล่าวให้เป็นจริง

Krispy Kreme จับมือกับ Ethical Spirits บริษัทในญี่ปุ่น เพื่อนำเศษเหลือของโดนัทในแต่ละวันมาแปลงเป็น เหล้าจิน ใช่ อ่านไม่ผิด พวกเขานำเศษโดนัทเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตมาแปลงเป็น สุรา ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้มันว่า “Little Joy Spirits”

"เหล้าจิน" จากเศษโดนัทเหลือทิ้ง Krispy Kreme ไอเดียใหม่ลดปัญหาขยะอาหาร

แนวคิดนี้เป็นการต่อเนื่องจากนโยบายการจัดการกับเศษอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้เศษเหลือของโดนัทจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ย แต่ครั้งนี้ พวกเขาอยากต่อยอดให้มันกลับมาเป็นสินค้าตัวใหม่ โดยได้นำแป้งโดและเกลซส่วนเกินของโดนัทสูตรเคลือบแบบดั้งเดิม (original glazed) ของ Krispy Kreme มาทำเป็นเหล้าจิน ซึ่งมันไม่ง่ายเลย

เหล้าจินจากเศษเหลือโดนัท Krispy Kreme Cr. The Ethical Spirits&Co.

พวกเขานำเศษทั้งหมดมาอบให้เป็นบิสกิต โดยใช้เกลซเคลือบเพื่อดึงความหวานและกลิ่นหอมของแป้งออกมา จากนั้นก็นำบิสกิตและคาราเมลเคลือบนั้นมากลั่นด้วยชิควาซา (shikwasa), ส้มวาเลนเซีย, จูนิเปอร์เบอร์รี่, รากแองเจลิกา, เมล็ดผักชี และผงกระวาน เพื่อสร้างรสชาติสดชื่น พร้อมกลิ่นความหวานจาง ๆ ที่อ่อนโยนของ original glazed

นอกจากนี้ พวกเขายังได้ทำโดนัทรสชาติใหม่ โดยใช้สมุนไพรและเครื่องเทศที่เหลือจากการทำ “Last Elegant” หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ Ethical Spirits ให้ออกมาเป็นโดนัทที่ชื่อว่า “Craft Gin Upcycle Old Fashioned”

โดนัทสูตรนี้ พวกเขาได้ทำการนวดสมุนไพรและเครื่องเทศที่บดแล้ว เช่น จูนิเปอร์เบอร์รี่ พริกไทยสีชมพู ลาเวนเดอร์ และกระวานผสมลงในแป้ง จะได้กลื่นของดอกไม้และความเผ็ดร้อน และเห็นว่าช่วยกระตุ้นความอยากอาหารด้วย ที่สำคัญใครที่ชอบทางเหล้าจิน แต่ไม่ชอบแอลกอฮอลล์ เขาก็มีตัวม็อกเทลที่ไม่เข้มข้นให้ลองทานด้วย

เหล้าจินจะขายปลีกอยู่ที่ขวดละ 3,300 เยน หรือประมาณ 800 บาท ส่วนม็อกเทลราคา 756 เยน 185 บาทสำหรับซื้อกลับบ้านหรือทานที่ร้านก็จะอยู่ในราคา 770 เยน หรือ 188 บาท ส่วนโดนัท Craft Gin Upcycle Old Fashioned จะมีราคาอยู่ที่ 291 เยนหรือ 71 บาท และ 297 เยนหรือ 72 บาท สำหรับทานที่ร้าน

Cr. The Ethical Spirits&Co.Cr. The Ethical Spirits&Co.

สำหรับใครที่อยากลิ้มลอง The Little Joy Spirits ได้วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนที่ร้านค้าออนไลน์ Etical Spirits และโรงกลั่น Tokyo Riverside Distillery ในคุรามาเอะ โตเกียว แต่ก็เสียใจด้วยที่ตอนนี้ของหมดแล้ว ของมีจำนวนจำกัด รอรอบต่อไปแทนนะ

แต่สำหรับโดนัทและม็อกเทลของคริสปี้ครีมยังสามารถลิ้มลองได้ที่ Krispy Kreme สาขา Tokyo International Forum ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ตลอดเดือนมิถุนายน ใครอยู่ญี่ปุ่นก็ไปลองกันได้นะ

ที่มาข้อมูล

Japan Today

The Ethicalcal Sprirts&Co.

Source : Spring News