“ไฮโดรเจน” กำลังเป็นกระแสพลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งทั่วโลกอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้เกิดการใช้งานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และเริ่มมีการนำมาใช้ในภาคการขนส่งของไทย ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวในงานสัมมนา “ไฮโดรเจน : พลังงานทางเลือกแห่งอนาคต ตอบโจทย์สภาวะโลกร้อน?” จัดโดย คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 66 ว่า บีไอจี มี Air Products เป็นบริษัทแม่ในสหรัฐ ที่ดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำและปราศจากคาร์บอนของโลก

ทั้งนี้ บีไอจีได้ดำเนินธุรกิจ ไฮโดรเจน ในไทยมากว่า 35 ปี โดยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี น้ำตาล และกระจก ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ต่างมุ่งไปที่การดูแลสังคมว่าจะทำอย่างไรให้สังคมและโลกดีขึ้น โดยบีไอจีเห็นว่าการใช้ไฮโดรเจนภาคขนส่งเป็นสิ่งสำคัญจึงร่วมมือกับ กลุ่ม ปตท. และ โตโยต้า พัฒนาและผลักดันการใช้พลังงานไฮโดรเจนในภาคขนส่ง

การใช้ไฮโดรเจนให้เป็นรูปธรรมจำเป็นมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุน โดยภาคเอกชนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่วนประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไฮโดรเจน รวมทั้งการที่จะไปสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ไทยประกาศไว้ปี 2565 ได้นั้นการใช้ไฮโดรเจนจะมีส่วนสำคัญ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ทั่วโลกยอมรับว่าถ้าไม่ผลักดันไฮโดรเจนอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมาย อีกทั้งการลงทุนก่อสร้างต้องใช้เวลา 4-5 ปี เพื่อไทยจะพึ่งตัวเองให้ได้และลดการนำเข้า จึงต้องเริ่มอย่างรวดเร็ว เพราะหากเสียเวลาเพียง 2-3 ปี จะช้าไปอีก ถ้าทุกภาคส่วนเห็นด้วยก็จะไปด้วยกันได้ทันที

“ขณะนี้ภาครัฐนำ ไฮโดรเจน เข้าไปในแผนพลังงานชาติ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง จึงต้องเริ่มทำให้เป็นแผนพลังงานก่อน และจะมีแผนและยุทธศาสตร์อย่างไรให้ไทยบรรลุเจตนารมณ์ตามนโยบาย 30@30 และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต ซึ่งในไทยใช้ไฮโดรเจนอยู่แต่เป็นรูปแบบภาคีเครือข่าย และการจะบรรจุในแผนพลังงานชาติจะต้องสอดรับกับภาคีเครือข่ายด้วย”

'ไฮโดรเจน' พลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ เร่งไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

นอกจากไฮโดรเจนจะใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งแล้วยังใช้ในภาคพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ด้วย จากปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งการผลิตไฟฟ้าไม่ต้องการปล่อยคาร์บอน และต่างประเทศเริ่มนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูงกว่าและไม่ปล่อยคาร์บอน โดยจะเห็นว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ศึกษาการนำไฮโดรเจนมาผลิตไฟฟ้าเช่นกัน

นายปิยบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรีนไฮโดรเจนยังมีราคาแพง และการจะลดต้นทุนต้องมีปริมาณการใช้จำนวนมากขึ้น ซึ่งหลายภาคส่วนเริ่มที่จะอยากใช้แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะช่วยกระตุ้นการใช้งานอย่างแพร่หลายได้คือ 1) การออกกฏระเบียบเพิ่มไฮโดรเจนเป็นพลังงาน และ 2) การออกมาตรการจูงใจ ปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการด้านภาษีเฉพาะผู้ลงทุนกรีนไฮโดรเจน แต่เมื่อต้นทุนยังสูงก็ยังไม่มีผู้ผลิตลงทุน ดังนั้น ภาครัฐต้องทำให้เกิดความต้องการในการใช้ก่อน เหมือนมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

“แนวโน้มการเติบโตของการใช้ ไฮโดรเจน นั้น หากรัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจังจะช่วยให้เกิดขึ้นเร็ว เพราะเทรนด์ไฮโดรเจนจะมาเรื่อยๆ โดยปัจจัยภาษีคาร์บอน อุตสาหกรรมจะต้องคิดแล้วว่า มีกี่ทางเลือกที่จะทำให้คาร์บอนลดลง ซึ่งไฮโดรเจนก็จะเป็นหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน” นายปิยบุตร กล่าว

การจัดงานสัมมนาครั้งนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ในด้านความเข้าใจอย่างไรบ้าง 

  1. การสนับสนุนของภาครัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐ โดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เข้ามาผลักดันสนับสนุนจะเป็นแรงผลักที่ดี
  2. การให้ความรู้ข้อเท็จจริงของไฮโดรเจน เพื่อที่สังคมจะได้ไม่เกิดข้อสงสัย เพราะหลายคนบอกว่าไฮโดรเจนอันตราย ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วทุกเชื้อเพลิงอันตรายหมด แต่จะจัดการอย่างไรให้ปลอดภัยแล้วใช้ประโยชน์จากตรงนั้น การเผยแพร่ข้อเท็จจริงสำคัญ รวมถึงแนวทางมาตรฐานเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทยเป็นอย่างไร อิงตามมาตรฐานประเทศไทยหรือไม่ ทั้งในด้านการผลิต ขนส่ง และการใช้งาน
  3. การสร้างความร่วมมือ บีไอจี ผลิตไฮโดรเจนกว่า 35 ปี แต่หากโตโยต้าไม่มีรถเข้ามาก็ไม่เกิดการใช้งาน หรือหาก ปตท. ไม่อำนวยความสะดวกนำเข้าไปอยู่ในสถานีก็ไม่เกิด จะเห็นว่า 3 ปาร์ตี้มาร่วมมือกันจึงเกิด Ecosystem ในอีกหลายปาร์ตี้ เพราะไฮโดรเจนทำคนเดียวไม่ได้ ซึ่งอนาคตภาครัฐจะเข้ามาอย่างไรถือเป็นอีกพาร์ทเนอร์ไลฟ์ของธุรกิจไฮโดรเจน

ส่วนแนวคิดของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่จะมีโครงการนำร่องพื้นที่ใช้จริง เช่น การสร้างไฮโดรเจน วัลเลย์ ในพื้นที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นต้นแบบกระบวนการจัดหา กำกับ ใช้ ทดสอบ จะแสดงผลจริงนั้นมองว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเป็นคลัสเตอร์ของการใช้งานที่ดีที่มีทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดการปล่อยคาร์บอน และไม่ต้องกังวลการปล่อยคาร์บอน

'ไฮโดรเจน' พลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ เร่งไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่สำหรับปั๊มชาร์จรถ EV ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2566 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายขายให้กับปั๊มชาร์จคือ 2.9162 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่ปรับทุก 4 เดือน และค่าบริการรายเดือนอีก 312.24 บาทต่อรายต่อเดือน ย้ำใช้เฉพาะปั๊มชาร์จรถ EV สาธารณะที่มีใบอนุญาตจำหน่ายเท่านั้น ส่วนสถานีชาร์จรถ EV อื่นๆ ต้องใช้อัตราเดียวกับค่าไฟฟ้าบ้านซึ่งมีราคาแพงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน  

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่ สำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ ปั๊มชาร์จรถ EV  ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. 2566 หลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา  

โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขายให้กับปั๊มชาร์จรถ EV คือ  2.9162 บาทต่อหน่วย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จำหน่ายอยู่ 2.6369 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการ(บอร์ด) กกพ. เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ที่ผ่านมา

นอกจากค่าไฟฟ้า 2.9162 บาทต่อหน่วยแล้ว ยังต้องรวมกับค่าไฟฟ้าฝันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่ประกาศปรับทุก 4 เดือน (ปัจจุบัน Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2566 อยู่ที่ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย) หรือคิดรวมประมาณ 3.8 บาทต่อหน่วย และรวมกับค่าบริการรายเดือนอีก 312.24 บาทต่อรายต่อเดือนด้วย

อย่างไรก็ตามอัตราดังกล่าวจะใช้เฉพาะปั๊มชาร์จรถ EV ที่เปิดจำหน่ายแบบสาธารณะ ซึ่งได้ขอใบอนุญาตจำหน่ายและเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายไว้เท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนการใช้รถ EV ในประเทศ  ส่วนปั๊มชาร์จรถ EV อื่นๆ จได้รับค่าไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าบ้านเรือน (ค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 2566 อยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย) รวมค่าบริการรายเดือนประมาณ 24.62 บาทต่อรายต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่แพงกว่าปั๊มชาร์จ EV แน่นอน

ทั้งนี้ค่าไฟฟ้าปั๊มชาร์จรถ EV ที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย จะต้องปรับปรุงในอนาคต หากการใช้รถ EV ในประเทศมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง กกพ.จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป 

สำหรับที่มาของการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับปั๊มชาร์จรถ EV เกิดจาก ที่ผ่านมา กกพ. ได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) แบบ Low Priority ซึ่งหมายถึงการใช้ไฟฟ้าสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ถูกจัดให้เป็นความสำคัญระดับรอง โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถเข้าควบคุม ปรับลด หรือตัดการใช้ไฟฟ้าของสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้เมื่อมีข้อจำกัดของระบบจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศ

โดยที่ผ่านมา กกพ. ได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Low Priority หรือเรียกว่า “อัตรา EV Low Priority” ที่ 2.6369 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าบริการรายเดือนอีก 312.24 บาทต่อรายต่อเดือน ซึ่งราคาดังกล่าวถือเป็นราคาขายปลีกไฟฟ้าให้สถานีอัดประจุไฟฟ้า เพื่อนำไปจำหน่ายปลีกในราคาที่แตกต่างกันไปของแต่ละสถานีฯ อีกที ทั้งนี้ “อัตรา EV Low Priority” ที่ 2.6369 บาทต่อหน่วยดังกล่าว ถูกใช้มาตั้งแต่ เม.ย. 2564 จนปัจจุบันครบกำหนด 2 ปีแล้ว ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่19 มี.ค. 2563 ที่กำหนดว่าให้ใช้อัตราดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หรือจนกว่าจะมีการประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ 

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน กกพ.ได้มีการจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ปี 2565-2568 แล้ว ประกอบกับ “อัตรา EV Low Priority” ที่ 2.6369 บาทต่อหน่วย ถูกใช้มาครบ 2 ปีแล้ว ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจึงขอให้ กกพ.ทบทวน  “EV Low Priority” ใหม่ ให้อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนค่าซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยของ กฟน. และ PEA ที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ทั้งนี้จากการทบทวนอัตรา EV Low Priority ของคณะกรรมการ(บอร์ด) กกพ. เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ได้เห็นชอบกำหนดอัตราใหม่ที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย สำหรับทุกแรงดัน รวมกับค่าบริการรายเดือนอีก 312.24 บาทต่อรายต่อเดือน

Source : Energy News Center

ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม แนะปลูกต้นไม้ 58 ชนิด ได้คาร์บอนเครดิตแถมช่วยโลก ซึ่งต้นไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ได้เฉลี่ย 9 – 15 กิโลกรัม แต่…ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผย เปิดลิสต์ 38 ต้นไม้ไทย โอกาสส่งออกตลาดซาอุฯ

ต้นไม้มีประโยชน์มากมายให้กับโลกใบนี้ ก่อนหน้านี้มีการนำเสนอข้อมูลการปลูกต้นไม้ 58 ชนิด ได้คาร์บอนเครดิตแถมช่วยโลก โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม แนะปลูกต้นไม้ 58 ชนิด ได้คาร์บอนเครดิต แถมช่วยโลก ซึ่งต้นไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ได้เฉลี่ย 9 – 15 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี แต่มีต้นไม้บางชนิดที่สามารถนำปริมาณการดูดซับคาร์บอนมาคำนวณแลกเปลี่ยนเป็น “คาร์บอนเครดิต” และนำมาซื้อขายในตลาดคาร์บอนเครดิตได้ ปัจจุบันราคา “คาร์บอนเครดิต” อยู่ที่ 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์

สำหรับต้นไม้ 58 ชนิดในไทยที่นำมาคำนวณแลกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนเครดิต ได้ ประกอบด้วย 1.ตะเคียนทอง 2.ตะเคียนหิน 3.ตะเคียนชันตาแมว 4.ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) 5.สะเดา 6.สะเดาเทียม 7.ตะกู 8.ยมหิน 9.ยมหอม 10.นางพญาเสือโคร่ง 11.นนทรี 12.สัตบรรณ 13.ตีนเป็ดทะเล 14.พฤกษ์ 15.ปีบ 16.ตะแบกนา 17.เสลา 18.อินทนิลน้ำ19.ตะแบกเลือด 20.นากบุด 21.ไม้สัก 22.พะยูง 23.ชิงชัน 24.กระซิก 25.กระพี้เขาควาย 26.สาธร 27.แดง 28.ประดู่ป่า 29.ประดู่บ้าน 30.มะค่าโมง

31.มะค่าแต้ 32.เคี่ยม 33.เคี่ยมคะนอง 34.เต็ง 35.รัง 36.พะยอม 37.ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธรจำปีป่าจำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร) 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กะทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน 58.มะขาม

นอกจากต้นไม้ 58 ชนิดในไทยที่นำมาคำนวณแลกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนเครดิต และยังมีต้นไม้ไทย 38 ชนิด ที่มีโอกาสส่งออกตลาดซาอุดิอาระเบีย โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผย เปิดลิสต์ 38 ต้นไม้ไทย โอกาสส่งออกตลาดซาอุฯ 1.ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Tabebuia rosea) 2.นนทรี (Peltophorum pterocarpum, Yellow poinciana) 3.พุทราจีน (Ziziphus jujuba) 4.ศรีตรัง (Jacaranda mimosifolia) 5.หูกวาง (Terminalia catappa) 6.อรชุน (Terminalia arjuna, Arjuna Tree) 7.ไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina, Weeping fig)

เปิดต้นไม้ไทย 38 ชนิด ที่มีโอกาสส่งออกตลาดซาอุดิอาระเบีย

8.พฤกษ์ (Albizia lebbeck) 9.ยี่เข่ง (Lagerstroemia indica)  10.งิ้ว (Bombax cebia, Red kapok tree) 11.หางนกยูงฝรั่ง (Delonix regia) 12.มัลเบอร์รี (Morus nigra, Blackberry) 13.มะรุม (Moringa oleifera) 14.เลี่ยน (Melia azedarach) 15.มะเดื่อ (Ficus carica, Fig) 16.เลมอน (Citrus limon)   17.ส้มซ่า (Citrus aurantium) 18.คารอบ (Ceratonia siliqua, Carob Tree) 19.ส้มแมนดาริน (Citrus reticulata, Mandarin orange)  20.มะตูมซาอุ (Schinus terebinthifolius)

เปิดต้นไม้ไทย 38 ชนิด ที่มีโอกาสส่งออกตลาดซาอุดิอาระเบีย

21.กระถินเทพา (Acacia mangium) 22.หยีน้ำ (Millettia pinnata) 23.นิโครธ (Ficus benghalensis) 24.ชัยพฤกษ์ (Cassia javanica) 25.ก้ามปู (Albizia saman) 26.ปีบ (Millingtonia hortensis, Tree jasmine) 27.เสี้ยวดอกขาว (Bauhinia variegate)   28.ชงโค (Bauhinia purpurea)  29.ราชพฤกษ์ (Cassia fistula) 30.มะขามเทศ (Pithecellobium dulce) 31.มะกอกโอลีฟ (Olea europaea, Olive) 32.โพ (Ficus religiosa, Sacred fig)

เปิดต้นไม้ไทย 38 ชนิด ที่มีโอกาสส่งออกตลาดซาอุดิอาระเบีย

33.สะเดา (Azadirachta indica)  34.มะขาม (Tamarindus indica) 35.โพทะเล (Thespesia populnea) 36.กร่าง (Ficus altissima) 37.ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus, Seacoast mallow) 38.ทามาริสก์ (Tamarix aphylla, Athel pine)

Source : Spring News

สอท.เผยประเทศซาอุดีอาระเบีย มีเผนนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลก 5 หมื่นล้านต้น ชี้เป็นโอกาสไทยส่งออก ขณะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดตัวเลข ผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว 1.4 แสนต้น มูลค่าทะลุร้อยล้านบาท

นายชาติชาย พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมคณะเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคี และส่งเสริมการเจรจาการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ในการเร่งผลักดันการค้า การลงทุน โดยหนึ่งที่น่าสนคือ โครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้นในกลุ่มประเทศอาหรับตามเป้าหมายของ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย

“โครงการนี้ มีแผนที่จะนำเข้าต้นไม้จากทั่วโลกเพื่อให้บรรลุตามนโยบายซาอุดีอาระเบียสีเขียว (The Saudi Green Initiative) เพื่อเปลี่ยน พื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยการปลูกต้นไม้ 10,000 ล้านต้น และร่วมสนับสนุนผลักดันโครงการปลูกต้นไม้ 50,000 ล้านต้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง”

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งต้นไม้ไปยังซาอุฯ แล้วกว่า 200,000 ต้น และถือว่ายังมีโอกาสให้ไทยส่งออกต้นไม้ไปยังซาอุฯ ได้อีกมาก ซึ่งซาอุดีฯ จะร่วมมือกับประเทศสมาชิก GCC และประเทศหุ้นส่วนอื่นๆ ในการปลูกต้นไม้ในเอเชียตะวันตกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านต้น

นายกำแหง กล้าสุคนธ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 มิ.ย. 2566) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 146,860 ต้น มูลค่ารวม 138,048,597.02 บาท ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แสดงออกเชิงสัญลักษณ์.. ตั้งมั่นรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการนำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ส่งเสริมเกษตรกรรังสรรค์ประเทศให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจนและโอโซนช่วยให้อากาศสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

พร้อมผลักดันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตระดับโลก โอกาสนี้ มอบวงเงินสินเชื่อให้เกษตรกร 5 ราย จากการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ยอดรวม 623,885 บาท และมอบประกาศเกียรติคุณแก่ธนาคารต้นไม้ 3 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ LESS มั่นใจ!! โลกใบนี้จะสวยงามและน่าอยู่ หากเราร่วมแรงร่วมใจรักษาสิ่งแวดล้อม ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่า สร้างความมั่นคงให้ลูกหลาน อนาคตได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ยาวๆ พร้อมยึดเจตคติ..มีต้นไม้..มีป่าไม้..มีเรา..จรรโลงโลกให้น่าอยู่

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพลังงานจับมือแกท อินเตอร์เนชั่นแนลฯ ประกาศความพร้อมจัดงาน SETA 2023 และ Solar+Storage Asia 2023 เปิดเวทีต้อนรับผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมพลังงานและผู้บริหารแถวหน้าวงการเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก ผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน คาดผู้บริหารระดับซีอีโอในแวดวงพลังงานกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงาน เปิดโอกาสในการขยายเครือข่ายธุรกิจและการเจรจาธุรกิจ ตอบรับการเปิดประเทศรองรับการลงทุน หวังสร้างเม็ดเงินจากการลงทุนทั่วโลก โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ ณ เซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัล,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (METI) ร่วมกับบริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะจัดงานฟอรั่มงานประชุมระดับผู้นำแห่งเอเชียทางด้านพลังงาน “งานพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย” หรือ Sustainable Energy Technology Asia-SETA 2023 และ “งานเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บประจุของเอเชีย” หรือ Solar+Storage Asia-SSA 2022 ภายใต้แนวคิด “Driving Asia’s Energy Transition Pathways to Carbon Neutrality” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065

โดยงานในปีนี้จะปรับรูปแบบมาเป็นการเปิดเวทีการประชุม Executive Asian Energy Leadership Forum ให้กับผู้บริหารระดับซีอีโของบริษัทผู้ลงทุนด้านพลังงาน รัฐวิสาหกิจด้านกระแสไฟฟ้า บริษัทรับเหมาสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่(EPC) กว่า 1,000 คนที่จะมาเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออุตสาหกรรมพลังงาน อีกทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการต่อเชื่อมและขยายเครือข่ายธุรกิจและการเจรจาธุรกิจ เพิ่มโอกาสการลงทุนและเพิ่มเม็ดเงินในการลงทุน ตอบรับการเปิดประเทศหลังคลายความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ลงแล้ว โดยผู้บริหารระดับสูงด้านพลังงานที่คาดว่าจะเข้าร่วมงาน อาทิ รัฐมนตรีจากการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และรัฐมนตรีด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติของชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว เป็นต้น

โดยคาดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการแสดงทัศนะของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากภาครัฐและเอกชนในประเด็นต่างๆ เช่น นโยบายการลดคาร์บอน โอกาสและความท้าทายในตลาดการค้าคาร์บอน การสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าคาร์บอนระยะยาว การลดผลกระทบจากสึนามิคาร์บอนในแง่ของกลยุทธ์การดักจับ การใช้และกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายอาเซียนเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนและอนาคตที่ยั่งยืน รวมถึงทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน (solar and energy storage) ที่กำลังเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้น ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการอีกหลากหลาย ซึ่งปีนี้ได้เชิญวิทยากรที่เป็นกูรูแถวหน้าของวงการพลังงานทั่วโลกกว่า 100 คน มาโชว์วิสัยทัศน์ พร้อมตีแผ่ข้อมูลเชิงลึกครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ เพื่อให้ผู้ร่วมงานเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายด้านความยั่งยืน อาทิการประชุมด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บ (Solar+ Storage Forum) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำวงการมาให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมชี้เทรนด์ในตลาดไทยและอาเซียน การประชุมผู้นำระดับสูงด้านพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen, Ammonia and downstream options Forum) ร่วมจัดโดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย เจาะลึกบทบาทการใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนและแอมโมเนียในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานยั่งยืน การประชุมยานยนต์ (Mobility Forum) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ อัปเดตเทรนด์ล่าสุดด้านพัฒนาการและการใช้โซลูชันยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ สถานีชาร์จไฟฟ้า การเชื่อมโยงยานยนต์ไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้า ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และโชลูชันยานยนต์รูปแบบอื่นๆ เพื่อความยั่งยืนในอนาคต การประชุมเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง (Advanced Energy Technology & Digital Power Forum) ร่วมจัดโดยบริษัทเทคโนโลยีและสถาบันพลังงานชั้นนำของโลก เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะการใช้เทคโนโลยีพลังงานขั้นสูงเพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

การประชุมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Forum) เวทีสำคัญของเอเชีย ที่บรรดาผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะร่วมอภิปรายหลักการและแนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืน

พิธีมอบรางวัล Power & Energy Award 2023 รางวัลระดับนานาชาติเพื่อยกย่องความสำเร็จของบุคคลและธุรกิจที่ผลักดันนวัตกรรมภาคพลังงานและไฟฟ้า เช่น ระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการปฏิรูปพลังงาน โดยแบ่งรางวัลเป็น 7 ประเภท ได้แก่

  1. นวัตกรรม (Innovation)
  2. โครงข่ายสายส่งและกระจายไฟฟ้า (The Transmission & Distribution Networks)
  3. โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดแห่งปี (The Clean Power Plant of the Year)
  4. การปฏิรูปพลังงาน (The Energy Revolution)
  5. สมาร์ทกริด (The Smart Grid)
  6. ผู้บริหารหญิงและผู้บริหารชายแห่งปี (The Female and Male Executive of the Year) จำนวน 2 รางวัล

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสร่วมทำจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ภายในงาน เพื่อขยายเครือข่ายทางธุรกิจ พร้อมรับทราบและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานกับวิทยากรและผู้ร่วมงานทั้งจากภาครัฐทั่วโลก เช่น ผู้บริหารจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) องค์กรพลังงานโล(World Energy Council) ธนาคารโลก (World Bank) กลุ่ม ปตท. (PTT Group) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (MEA)  การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) สำนักงานพลังงานไฟฟ้าแห่งชาติของจีน (ENEAC) การไฟฟ้าอินโดนีเซีย การไฟฟ้าสิงคโปร์  ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำ เช่น ,JERA, TEPCO, Mitsubishi Power, Saudi Aramco เป็นต้น  

นอกจากนี้ จะมีการจัดงาน Thailand- Korea Energy Week ซึ่งจัดขึ้นคู่ขนานกับ SETA 2023 และ Solar+Storage Asia 2023  เพื่อเปิดโอกาสการเจรจาและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการด้านพลังงานจากเกาหลีใต้อีกด้วย  ไม่พลาดโอกาสเชื่อมต่อทางธุรกิจและความร่วมมือกับผู้นำด้านพลังงาน…สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/SETA-2023-SSA-2023 และดูรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ www.SETAasia.com และ www.SolarStorageAsia.com

เกี่ยวกับ SETA

SETA (Sustainable Energy Technology Asia) ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานในเอเชีย และกระทรวงพลังงานของประเทศไทย ให้เป็นเวทีรับฟังมุมมองและเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนพลังงานในระดับสากุลและภูมิภาค ในประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่การกำหนดนโยบายพลังงานจนถึงการใช้พลังงาน เพื่อนำมุมมองเชิงลึกในประเด็นเหล่านั้นมานำเสนอและอภิปราย ถือเป็นงานด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นจุดเชื่อมต่อผู้คนในอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังบุกเบิกการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานสู่อนาคต   

เกี่ยวกับ Storage Asia

Solar+Storage Asia หรือ SSA เป็นแพลตฟอร์มการจัดงานที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงความต้องการด้านพลังงาน โดยจะมีการเปิดแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่างๆ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหม่และใหญ่ที่สุดในเอเซีย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

Lili Geng
Project Manager
Email: Lili@gat.co.th

Jennarong Khwanpipat 
PR & Marketing Executive Officer
Email: pr@gat.co.th
โทร +66 95 064 1488