ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการใช้ พลังงานสะอาด เช่นเดียวกันกับประเทศไทย ที่หลายคนเจอกับ ค่าไฟ แสนแพง ทำให้เริ่มตื่นตัวกับพลังงานจาก แสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ หลายคนคงสงสัยแล้วตลาดโซลาร์เซลล์ของไทยนั้น ใหญ่ ขนาดไหน และมีโอกาสให้สอดแทรกอย่างไรได้บ้าง

มองสถานการณ์พลังงานสะอาดโลก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มองว่า ปีนี้กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1 ใน 3 เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน และภาครัฐที่บังคับใช้นโยบาย โดย พลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานลม จะเป็น ตัวขับเคลื่อนหลัก ที่ทำให้พลังงานสะอาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กำลังผลิตพลังงานทดแทนทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 107 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดเท่าที่เคยมีมา โดยคาดว่าในปีหน้ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกจะแตะ 4,500 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งเทียบเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าของจีนและสหรัฐอเมริการวมกัน

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่า โซลาร์เซลล์ จะเพิ่มขึ้นราว 2 ใน 3 และคาดว่าจะยังมีการเติบโตต่อเนื่องในปี 2024 เนื่องจากราคาค่าไฟของโลกเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ผู้คนเริ่มหันมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ขณะที่ พลังงานลม คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 70% ในปี 2023 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โซลาร์เซลล์ไทยมีเพียง 3,000 เมกะวัตต์

สำหรับสถานการณ์ด้านพลังงานสะอาดของไทยนั้น รองศาสตราจารย์ ดร.วิรชัย โรยนรินทร์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมพลังงานทดแทนสู่ชุมชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าใหม่กรอบปี 2018-2025 อยู่ที่ 20,343 เมกะวัตต์ เป็นส่วนแบ่งของ โซลาร์เซลล์ 3,000 เมกะวัตต์ มากสุดในกลุ่ม ตามด้วย กังหันลม 1,500 เมกะวัตต์

ส่วนกรอบปี 2018-2037 จะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าใหม่ 56,431 เมกะวัตต์ เป็นส่วนแบ่งของพลังงานสะอาดรวมโซลาร์เซลล์และกังหันลม 18,833 เมกะวัตต์

“เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เฉลี่ยวัตต์ละ 80 บาท แต่ปัจจุบันเหลือ 10 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลที่แนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้น ดังนั้น ต่อไปไม่มีทางจะหนีพ้นการใช้พลังงานสะอาด และไม่มีอะไรจะชนะพลังงานแสงอาทิตย์และลมได้”

โอกาสมากกว่า 60,000 ล้านบาท

ไววิทย์ อุทัยเฉลิม กรรมการบริหาร บริษัท ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ครบวงจร กล่าวว่า หากนับเฉพาะแผนการผลิตพลังงานของไทย (Power Development Plan : PDP) ที่ต้องการผลิตพลังงานสะอาดให้ได้แตะ 20,000 เมกะวัตต์ คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท ดังนั้น ตลาดโซลาร์เซลล์ของไทยจะมีมูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านแน่นอน

อย่างในส่วนภาค ครัวเรือน มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ติดโซลาร์เซลล์ อย่างเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีครัวเรือนกว่า 3 ล้านหลัง แต่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่ ไม่ถึง 10% แต่ภายใน 3 ปีจากนี้ คาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มเป็น 20% เพราะผู้บริโภคมีความตื่นตัวมาก หลังจากที่ค่าไฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงนโยบายจากทางภาครัฐก็มีการสนับสนุน และธนาคารก็มีการให้กู้เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ด้วย

“ตอนนี้เดเวลอปเปอร์ก็หันมาติดโซลาร์เซลล์ในโครงการกันหมด มีโปรโมชันใช้ไฟฟรีเพื่อดึงดูดลูกค้า และต่อไปการติดตั้งโซลาร์เซลล์ก็จะเหมือนมือถือ ที่มีราคาถูงลงเรื่อย ๆ ดังนั้นตลาดยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก”

ผนึกทงเวย โซลาร์ เบอร์ 1 ของโลก

สำหรับ ซันเดย์ โซลาร์ ล่าสุดได้เป็นตัวแทนจำหน่ายในไทยแต่เพียงรายเดียวของ ทงเวย โซลาร์ แบรนด์ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic: PV) ชนิดผลึกซิลิคอนรายใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติจีน ปัจจุบัน ทงเวย เป็นหนึ่งในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีน โดยในปี 2022 มีผลประกอบการรวมประมาณ 783,241 ล้านบาท

ทงเวย มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ 6 แห่งในประเทศจีน ได้แก่ เหอเฟย, ซวงหลิว, เหม่ยซาน, จินถัง, เหยียนเฉิง, หนานทง และที่โครงการทงเหอ มีการส่งออกผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ (modules) ไปยัง 48 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเหมืองซิลิคอนที่สามารถซัพพลายผนึกซิลิคอนให้กับบริษัทผู้ผลิต PV ชั้นนำ อาทิ Jinko, JA, Cannadian, LONGI, Trina, เป็นต้น

ปัจจุบัน ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ครบวงจรในไทยมีประมาณ 15-20 บริษัท เฉพาะบริษัทที่มีพาร์ตเนอร์เป็นบริษัทใหญ่แบบทงเวยมีไม่ถึง 5 บริษัท ดังนั้น การแข่งขันจึงไม่ได้สูง โดย ซันเดย์ โซลาร์ จะจับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก เช่น กลุ่มผู้รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ลูกค้าธุรกิจ ผู้ประกอบกิจการ โรงงาน สถานประกอบการ และโครงการอสังหาริมทรัพย์

โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้ 2,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้า 3 ปี มีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท และภายใน 5 ปีตั้งเป้าโกยรายได้ 10,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนจะรุกตลาดอีวีด้วย อาทิ หัวชาร์จอีวีชาร์จเจอร์ แบตเตอรี่สำหรับรถและโรงงานไฟฟ้า

“เราจะทำหมดเดี่ยวกับพลังงานสะอาด อย่างตลาดอีวีเราก็จะไปแน่แต่ไม่ได้ไปทำสถานีชาร์จ แต่จะนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์แทน”

Source : Positioning Magazine

กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายเริ่มให้มีการผลิตและใช้ไฮโดรเจนในกลุ่มโรงไฟฟ้าตามแผน PDP ปี 2566-2580

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานนำเสนอโรดแมปแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อพาประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ประกอบด้วย 5 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

แนวทางการดำเนินการสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสีเขียว ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน โดยกำหนดเป้าหมายเริ่มให้มีการผลิตและใช้ไฮโดรเจนในกลุ่มโรงไฟฟ้าตามแผน PDP ปี 2566-2580 โดยกำหนดปริมาณการใช้ไฮโดรเจนมากสุดอยู่ที่ร้อยละ 20 ภายในปี 2580 ในปัจจุบันไทยมีฐานพลังงานสะอาดในประเทศคิดเป็นร้อยละ 20 และคาดการณ์ว่าฐานพลังงานสะอาดของไทยจะเติบโตขึ้นเป็นร้อยละ 50-60 ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า

“ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการผลิตและใช้ไฮโดรเจน” ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: การพัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้ เพื่อให้ได้ปริมาณมาก ต้นทุนต่ำลง มาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับกลุ่มผู้ใช้ การพัฒนากลไกราคาที่มีการพิจารณาเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับการพัฒนาโครงการนำร่อง ทาง สนพ. มีแผนนำร่องเปิดศูนย์ไฮโดรเจน วัลเลย์ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

ยุทธศาสตร์ 2: การส่งเสริมการวิจัยและอุตสาหกรรมในประเทศ มาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ พัฒนาการตลาดและกลไกการซื้อขายคาร์บอน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ต่อเนื่องทั้งการขนส่ง เก็บและการนำไปใช้

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการพัฒนาโครงข่ายระบบท่อสำหรับเชื้อเพลิงผสม พัฒนาระบบจัดเก็บ ขนส่ง และสถานีเติมไฮโดรเจน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับไฮโดรเจนสีเขียว

ยุทธศาสตร์ที่ 4: การปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการเกี่ยวกับการใช้การผลิต ความปลอดภัย การขนส่ง การจัดเก็บ และการจำหน่าย

“การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานไฮโดรเจน” หลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานไฮโดรเจน โดยจะเริ่มจากไฮโดรเจนสีฟ้า ซึ่งเป็นการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนหรือฟอสซิลเป็นวัตถุดิบใน การผลิตเช่นเดียวกัน แต่มีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน (CCS) เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไว้แล้วอัดเก็บไว้ใต้ดินที่ปลอดภัย และเป้าหมายต่อไป คือ ยกระดับการพัฒนาสู่ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด ซึ่งเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยการแยกน้ําด้วยไฟฟ้าซึ่งไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา โดยใช้น้ําเป็นวัตถุดิบ หรืออีกวิธีคือการใช้ชีวมวลหรือขยะอินทรีย์เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านหิน จุดอ่อนที่สำคัญของพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ คือ ปัญหาเรื่องความไท่เสถียรเรื่องความเข้มของแสงอาทิตย์แบะแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถกักเก็บพลังงานเป็นระยะเวลานาน ส่วนพลังงานลม คือ ความไม่สม่ำเสมอของความเร็วลมส่งผลให้พลังงานลมเหมาะสมในพื้นที่เฉพาะที่มีกระแสลมแรงต่อเนื่อง

จากรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลนโยบายมาตรการในสหภาพยุโรปประกอบข้อเสนอแนะนโยบายด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทย ปี 2564 ระบุว่าสหภาพยุโรปมองว่าพลังงานไฮโดรเจนจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคต เนื่องจากสามารถสกัดได้จากน้ําซึ่งสามารถนํามาหมุนเวียนใช้ได้ มีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานความร้อนสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยตั้งเป้าว่าในปี 2025-2030 พลังงานไฮโดรเจนกลายเป็น ส่วนหนึ่งของระบบพลังงานแบบรวมด้วยสัดส่วนอย่างน้อย 40 กิกะวัตต์และต้องการผลิตไฮโดรเจนหมุนเวียนให้ได้ถึง 10 ล้านตัน

สำหรับประเทศไทยได้มีการนำไฮโดรเจนมามาใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดย กฟผ. ได้ดำเนินโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ซึ่งทาง กฟผ. กำลังศึกษาเพิ่มเติมแนวทางการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกใหม่ผสมก๊าซธรรมชาติร่วมผลิตไฟฟ้า สัดส่วนร้อยละ 5-20 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่อง โดยจะเพิ่มขึ้นตามขั้นบันไดจากร้อยละ 5 ระหว่างปี 2574-2583 เป็นร้อยละ 10 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2584-2593 และเพิ่มเป็นร้อยละ 15 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2594-2603 และเพิ่มสูงสุดเป็นร้อยละ 20 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2604-2613

พลังงานไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศไทยและนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ตั้งเป้าหมายไว้ มาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเป็นหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญเพื่อจูงใจผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานไฮโดรเจน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนสูงจึงต้องได้รับมาตรการส่งเสริมอย่างชัดเจน

Source : Ch7.com