รู้ไหมว่าในพืชผักผลไม้มักมีสารเคมีตกค้าง หนึ่งในสารเคมีที่พบบ่อยคือ พาราควอต (Paraquat) ซึ่งเป็นสารที่เกษตรกรนิยมใช้เนื่องจากราคาถูกได้ผลดี หากสารตัวนี้ไปตกค้างในอาหารที่เรากินอาจทำให้เกิดอันตราย จึงมีการคิดค้นชุดทดสอบพาราควอต ขึ้นซึ่งการใช้งานคล้ายกับ ATK

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า พาราควอต เป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง หากได้รับโดยตรงจากการบริโภค จะทำให้เกิดอาการแสบร้อน เกิดแผลในหลอดลม และระบบทางเดินอาหาร สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัส สูดดมจะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ทำให้เกิดพังผืดในปอด ปนเปื้อนในอาหาร และยังก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม และที่สำคัญเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้สารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์การเกษตรอีกด้วย

ชุดทดสอบความปลอดภัยของผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” ใช้ง่ายเหมือนตรวจ ATK

ชุดทดสอบพาราควอตนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งชุดทดสอบ Paraquat มีคุณสมบัติเป็นการตรวจเบื้องต้นคล้ายชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit)

ชุดทดสอบความปลอดภัยของผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” ใช้ง่ายเหมือนตรวจ ATK

ส่วนการใช้งานของชุดตรวจสอบความปลอดภัยผักผลไม้ “พาราควอต (Paraquat)” วิธีการใช้เหมือนกับ Antigen Test Kit ที่ใช้ตรวจหาโควิด โดยใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี (Immunochromatography) หรือ IC ซึ่งอาศัยหลักการจับกันระหว่างแอนติบอดี และแอนติเจนแบบแข่งขัน (Competitive immunoassay) เป็นวิธีที่สะดวก มีประสิทธิภาพ มีความไวในการตรวจสอบ ทราบผลใน 15-30 นาที ไม่ต้องมีเครื่องมือพิเศษแต่อย่างใด เกณฑ์การวัดขั้นต่ำสุดที่ชุดทดสอบพาราควอตนี้สามารถตรวจพบได้ที่ 0.005 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (mg/kg) ซึ่งตรงตามที่กฎหมายกำหนด

ที่สำคัญชุดทดสอบพาราควอต (Paraquat) ได้ผ่านการทดสอบในภาคสนาม และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ขณะนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมเปิดให้ผู้สนใจทั้งภาครัฐภาคเอกชนมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ เพื่อนำไปผลิตจำหน่ายให้กับประชาชน ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เข้าถึงชุดทดสอบพาราควอตนี้ได้ง่ายขึ้น สำหรับนำไปใช้ในการตรวจสอบความปลอดภัยผักผลไม้เบื้องต้นได้

Source : Spring News

เดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อเนื่อง พาเปิดดู 4 มาตรการดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเข้ามาคุมเข้มด้านสิ่งแวดล้อมรอบโรงงานทั่วประเทศ โดยจะนำร่อง 11 จังหวัดรอบปริมณฑล

ต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งเกิดมาจากโรงงานที่มีระบบการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ จนส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อม ชุมชนโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม แต่…หลายโรงงานก็มีระบบบริหารจัดการตัวเองที่ดีขึ้น จากการเกิดปัญหาดังกล่าว จึงทำให้กระทรวงอุตสาหกรรม แม่งานใหญ่ที่ต้องดูแลโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดได้มีการชูนโยบาย MIND และได้ผนึกกำลังโรงงานอุตสาหกรรม ภาคประชาชน และชุมชน เดินหน้าภารกิจ “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในลำคลองรอบโรงงาน นำร่อง 11 จังหวัด หวังชุมชนเกิดมุมมองที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องนี้ถูกเปิดเผยจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้จัดกิจกรรม “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการดิน น้ำ ลม ไฟ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสามารถอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยเริ่มกิจกรรมใน 4 จังหวัดรอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ คลองเปรมประชากร จังหวัดปทุมธานี คลองบ้านใหม่ จังหวัดนนทบุรี และคลองรางเตย จังหวัดนครปฐม โดยเริ่มจากการสำรวจตรวจสอบว่าโรงงานมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ อย่างถูกต้อง  มีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลองว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ พร้อมสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างน้ำในคลองในจุดที่มีความเสี่ยง เพื่อตรวจวัด วิเคราะห์คุณภาพน้ำ

เร่งตรวจสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน
เร่งตรวจสิ่งแวดล้อมรอบโรงงาน

พร้อมกับการดำเนินการฟื้นฟูสภาพน้ำให้มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ทั้งการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องบำบัดน้ำเสียเครื่องเติมอากาศกังหันน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การมอบถังดักไขมันให้แก่ชุมชนและสถานประกอบการต่าง ๆ โดยรอบลำคลอง การดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาและจัดทำแนวปิดกั้นหรือจุดพักผักตบชวาให้เหมาะสม การขุดลอกคลอง รวมถึงการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาน้ำในคลองให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย และประสานความร่วมมือกับ หน่วยงานในพื้นที่ในการขอความร่วมมือดูแลรักษาสภาพน้ำในคลอง

“จะเดินหน้าตามนโยบาย MIND ใช้หัวและใจปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน ดำเนินนโยบาย 4 มิติ มุ่งสร้างความสำเร็จให้ภาคธุรกิจ ดูแลสังคมโดยรอบโรงงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และกระจายรายได้ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดย 1 ในโครงการที่ช่วยผลักดันนโยบายนี้คือ โครงการ “อุตสาหกรรมรวมใจ รักษ์น้ำใส ใส่ใจชุมชน” โดยจะมีการติดตามประเมินผลทั้ง 4 จังหวัดในอีก 1 เดือนข้างหน้าเพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินการก่อนและหลังด้วย โครงการตั้งเป้าดำเนินการใน 11 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง อยุธยา สระบุรี และปราจีนบุรี และเตรียมการขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศในอนาคต เพื่อทำให้ชุมชน สังคมโดยรอบ เกิดมุมมองที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรม”

Source : Spring News

กฟผ. เปิดตลาดจำหน่ายฮิวมิค วัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองแม่เมาะ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดค่าใช้จ่าย สร้างความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กฟผ. ร่วมพิธีส่งมอบวัตถุพลอยได้จากการทำเหมืองแม่เมาะ (ฮิวมิค) ให้แก่ผู้ซื้อ พร้อมให้ข้อมูลคุณสมบัติเชิงลึกและประโยชน์ของฮิวมิค เพื่อสนับสนุนชุมชนและเกษตรกรให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ฮิวมิคในราคาย่อมเยา ณ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร เปิดเผยว่า การทำเหมือง กฟผ. แม่เมาะ จำเป็นต้องเปิดหน้าดินที่ปิดทับถ่านหินลิกไนต์ออก และนำไปทิ้งยังพื้นที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า หน้าดินดังกล่าวมีชั้นลีโอนาร์ไดต์ (Leonardite) ซึ่งเป็นชั้นดินที่มีอินทรีย์วัตถุสำคัญแทรกอยู่ คือสารประกอบฮิวมิค (กรดฮิวมิค กรดฟูลวิค และฮิวมิน) สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรกรรมได้หลากหลาย เช่น ใช้ปรับปรุงดินที่เสื่อมสภาพให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก กฟผ. ได้ศึกษาวิจัยกระบวนการคัดแยกสิ่งเจือปนออกจากลีโอนาร์ไดต์ เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ฮิวมิคแบบน้ำเป็นผลพลอยได้ (By Product) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ โดยเฉพาะอินทรียวัตถุที่มีปริมาณสูง มีธาตุอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด นอกจากนี้ จากการวิจัยพบว่า ปริมาณธาตุโลหะหนักทุกชนิดมีค่าดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปรับปรุงดิน การบำบัดน้ำเสีย หรือใช้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้

กฟผ. ได้ทดลองตลาดจำหน่ายฮิวมิคแบบน้ำครั้งแรก กว่า 10,000 ลิตร ในราคาลิตรละ 25 บาท ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก เกินกว่าปริมาณที่ กฟผ. เสนอขาย การเปิดขายในรอบแรกนี้ได้จัดสรรให้แก่ผู้ซื้อจำนวน 26 ราย โดย กฟผ. ได้ทยอยส่งมอบตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2566 เป็นต้นมา ทั้งนี้ กฟผ. แม่เมาะ ได้ตั้งโรงงานต้นแบบสำหรับผลิตฮิวมิคแบบน้ำ ความเข้มข้น 3-5% มีขนาดกำลังผลิตประมาณ 32,000 ลิตรต่อเดือน และยังมีศักยภาพที่จะขยายกำลังผลิตได้มากกว่า 100,000 ลิตรต่อเดือน

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตฮิวมิค ถือเป็นการใช้วัตถุพลอยได้หรือของที่ต้องทิ้งจากการทำเหมืองให้เกิดประโยชน์ และเพิ่มมูลค่าได้ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จำหน่ายในราคาย่อมเยาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายทั่วไปในท้องตลาด สอดรับกับปริมาณความต้องการใช้งานฮิวมิคทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 10% ขณะที่ประเทศไทยมีการนำฮิวมิคมาใช้อย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น จึงถือเป็นการช่วยเหลือชุมชน เกษตรกร ให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรกรรมลงได้มาก

Source : Energy News Center

สภาพอากาศรุนแรงผลจากภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนประจักษ์ชัดทุกขณะ ด้วยข่าวคราวที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลายคนตกเป็นเหยื่อน้ำท่วม คลื่นความร้อน และอื่นๆ ปัญหาใหญ่ระดับโลกเช่นนี้กำลังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่ต้องเริ่มต้นจากไลฟ์สไตล์ของทุกคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นจัดบรรยายสรุปผ่านทางออนไลน์ หัวข้อ “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฝั่งอุปสงค์”  เริ่มต้นจากความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) เห็นชอบให้มีปฏิบัติการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

แต่น่าเสียดายที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นจากระดับก่อนอุตสาหกรรมไป 1 องศาแล้ว ดังนั้นโอกาสจึงเหลือไม่ถึง 0.5 องศาเซลเซียส นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทั่วโลกต้องลงมือลดโลกร้อนกันอย่างจริงจัง 

เมื่อพูดถึงก๊าซเรือนกระจก มีด้วยสองชนิด

1) ก๊าซเรือนกระจกช่วงอายุยาวนาน  อยู่ในชั้นบรรยากาศได้ยาวนาน มีส่วนสร้างโลกร้อนได้นานขึ้น การจะบรรลุเป้าหมายรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จำต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอายุยืนให้มากที่สุดอย่างเร็วที่สุด

2) ก๊าซเรือนกระจกช่วงอายุสั้น  ตั้งแต่ 2-3 วันไปจนถึง 20-30 ปี ถ้ามีมาตรการลดก๊าซชนิดนี้เท่ากับว่าลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

ข้อน่าสังเกตคือเอเชียเป็นภูมิภาคที่ใช้ถ่านหินมาก ข้อมูลเมื่อปี 2558 เอเชียใช้ถ่านหินคิดเป็น 60% ของโลก การลดใช้ถ่านหินจะช่วยลดมลพิษทางอากาศที่มีช่วงชีวิตสั้น มลพิษทางอากาศอื่นๆ และสารปรอท ส่งผลให้อากาศสะอาด ดีต่อสุขภาพมนุษย์ และสภาพธรรมชาติ ตัวอย่างการลดมลพิษในชีวิต เช่น ปรับปรุงเทคโนโลยีจากยานยนต์ดีเซล, เบนซิน เปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า เตาในครัวเปลี่ยนจากเตาถ่าน เตาอั้งโล่เป็นเตาไฟฟ้า ซึ่งการใช้เตาไฟฟ้านี้เชื่อมโยงไปถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ต้องเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเช่นกัน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ไม่ปล่อยมลพิษ

ตอนเป็นเจ้าภาพประชุมผู้นำกลุ่มประเทศจี7 ที่เมืองฮิโรชิมา ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้สร้างขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติเพื่อไลฟ์สไตล์ใหม่และมั่งคั่งสู่การลดปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อสนับสนุนพลเมืองและผู้บริโภคให้เปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050  น่าสังเกตว่า แม้ประชาชน/ผู้บริโภค 90% รู้จักคำว่า “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” แต่ยังไม่มีการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุผลเพียงว่า ไม่รู้จะทำอย่างไร

ขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติจึงนำเสนอไลฟ์สไตล์ใหม่เพื่อสังคมลดคาร์บอนภายใน 10 ปี เช่น บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ มีแผงโซลาร์บนหลังคา ประหยัดเงินได้ปีละ 380 ดอลลาร์, หน้าต่าง กำแพง พื้นติดฉนวนกันความร้อน ประหยัดเงินปีละ670 ดอลลาร์, ระบบน้ำร้อนประสิทธิภาพสูง ประหยัดเงินปีละ 250 ดอลลาร์, ใช้หลอดไฟ LED ประหยัดเงิน 20 ดอลลาร์ต่อปี หรือแม้แต่การทำงานที่บ้านสามารถประหยัดเงินได้ถึง 440 ดอลลาร์ต่อปี ทั้งยังประหยัดเวลา 275 ชั่วโมงต่อปี

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สตไล์ใหม่ ถ้าทำได้ครบทุกอย่างจะประหยัดเงินได้ถึง 260 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 3,100 ดอลลาร์ต่อปี ได้เวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาวันละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้ารวมทั้งปีจะได้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 388 ชั่วโมง ไม่น่าเชื่อว่า การลดปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วยไลฟ์สไตล์ใหม่จะให้ประโยชน์คืนมาได้มากขนาดนี้  วิถีการดำเนินชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ปฏิบัติได้เฉพาะในญี่ปุ่น แต่ทำได้ทั่วโลกเพราะการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นภารกิจที่มวลมนุษยชาติต้องทำร่วมกัน 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“กฟผ.” รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานสีเขียว เดินหน้าร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน หน่วยงานด้านพลังงานออสเตรเลีย เผยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ดำเนินการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และศึกษาพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อให้บริการพลังงานสีเขียว โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานด้านพลังงานของประเทศออสเตรเลีย ที่มีเป้าหมายมุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ล่าสุด กฟผ. ได้มีโอกาสดูงานแหล่งผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจน Latrobe Valley Hydrogen Facility โครงการระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ Victorian Big Battery และนวัตกรรมพลังงานจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) และหน่วยงานพันธมิตรด้านพลังงานที่ ประเทศออสเตรเลีย Latrobe Valley Hydrogen Facility 

โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) ที่นำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินและสารชีวมวล ด้วยขบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ และการกลั่นให้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์และขนส่งทางเรือไปยังญี่ปุ่น มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ควบคู่กับกระบวนการดักจับคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี CCS

สอดคล้องกับ กฟผ. ที่ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จและใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2559 โดยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจนจับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ เปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง

กฟผ. รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานเสีเขียว
กฟผ. รุกผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน มุ่งยกระดับสู่พลังงานเสีเขียว

โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 พร้อมศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ ทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะนำร่องในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2574 – 2583และมีแผนศึกษาการนำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจนพร้อมพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน ในพื้นที่กฟผ. คือโรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น และ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง

ส่วน CSIRO ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ร่วมมือกับ กฟผ.ศึกษาวิจัยระบบกักเก็บพลังงาน และเชื้อเพลิงไฮโดรเจนทั้งการผลิต การกักเก็บ การขนส่ง รวมถึงการนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงาน โครงการ Victorian Big Battery หนึ่งในโครงการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ขนาด 300 เมกะวัตต์ สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า ให้กับผู้ใช้ไฟในรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ของ กฟผ. ที่มีโครงการนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิจำนวน 16 เมกะวัตต์สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี จำนวน 21 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ ช่วยรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า และโครงการพัฒนาสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน ขนาด4 เมกะวัตต์ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

Source : ฐานเศรษฐกิจ