ปัญหาพื้นที่ทำนาเผาตอซังข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในครั้งต่อไป แต่ทุกครั้งที่มีการเผาตอซังข้าวจะนำมาสู่ปัญหาสิ่งแวดล้อม  เพราะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนจากพื้นดินสู่บรรยากาศ สาเหตุภาวะโลกร้อน ฝุ่นละออง PM2.5 และจุดความร้อน Hotspot

เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 65 ล้านไร่ หรือประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ได้ผลผลิตข้าว 24 ล้านตัน มีฟางข้าวเฉลี่ยประมาณปีละ 25.45 ล้านตัน และมีปริมาณตอซังข้าวที่ตกค้างอยู่ในนาข้าว 16.9 ล้านตันต่อปี จึงนับได้ว่ามีปริมาณฟางข้าวและตอซังข้าวมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตอซังพืชชนิดอื่น

โดยมีปริมาณฟางข้าวและตอซังมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือจำนวน 13.7 และ 9.1 ล้านตันต่อปี รองลงมาคือภาคกลางและ ภาคตะวันออกมีจำนวนฟางข้าวและตอซัง 6.2 และ 4.1 ล้านตันต่อปี และในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ มีปริมาณฟางข้าวและตอซัง โดยเฉลี่ยปีละ 650 กิโลกรัม

 ทว่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีพื้นที่ กว่า 90 % จะเป็นพื้นที่ทำนา ได้มีการนำตอซังข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดย ‘ครูเต้ย- ดาธิณี ตามเพิ่ม’ ครู กศน.(การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) ต.หนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ริ่เริ่มจากตอนแรกนำมาทำไข่เค็ม ไข่อำพัน ที่ใช้ตอซังข้าวมาพอก และทำผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติโดยใช้สีธรรมชาติจากตอซังข้าวมาต้ม ซึ่งช่วงต้มมันได้กลิ่นหอมมาก เหมือนเวลากินอิชิตัน โออิชิ ได้กลิ่นข้าวญี่ปุ่นหอมและล่าสุดได้ไอเดียทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าว 

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมความคิด แก้สิ่งแวดล้อม

‘ครูเต้ย’ได้น้อมนำภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาตำบลหนองน้ำใสพร้อมเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้าน  ด้วยการนำ ศาสตร์พระราชา ‘โคกหนองนาโมเดล’ มาใช้ในชุมชน สามารถใช้นวัตกรรมทางความคิด หรือองค์ความรู้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา หรือต่อยอดเป็นหลักสูตรเพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน

 โดย เมื่อครั้งเป็นครูกศน.ตำบลไผ่ล้อม อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธย คิดค้นไข่เค็มใบเตย ต่อมาเมื่อมาเป็นครูกศน.ตำบลหนองน้ำใส ได้จัดตั้งเป็นศูนย์ฝึกมีชีวิต ได้ริเริ่มโดยการนำผักตบชวาในพื้นที่มาต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน อาทิ ใช้รากทำเป็นปุ๋ย ต้นทำเส้นใย ใบทำจาน ต้นอ่อนทำอาหาร ไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

สร้างอาชีพรายได้จากสิ่งของเหลือใช้

ชุมชนหนองน้ำใส มีการทอผ้าขาวม้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้ว ราคาอยู่เมตรละ 100 บาท ‘ครูเต้ย’ จึงได้คิดค้นเส้นใยจากผักตบชวา จนนำมาสู่ผ้าผักตบชวา ราคาเมตรละ 500 บาท นำไปตัดชุดต้องใช้ตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป ทำให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น จากทอผ้าขาวม้าขาย 3 เมตรได้เงิน 300 บาท แต่ถ้าทอผ้าผักตบชวาจะได้ 1,500 บาท ส่วนอื่นๆ ของผักตบชวาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด เป็นการนำผักที่ใครมองว่าไร้ค่า เป็นขยะในแหล่งน้ำกลับมาเพิ่มมูลค่า

ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการปลูกข้าวจำนวนมาก หลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาจะเผาตอซังข้าวเพื่อเตรียมผืนดินสำหรับปลูกข้าวใหม่ ซึ่งการเผาตอซังข้าวนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งการสร้างปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง PM 2.5 และทำให้ผิวดินไม่อยู่สภาพเดิม หลังจากได้มีโอกาสไปประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาเพื่อหาทางออกแก้ปัญหาการเผานา จึงมองหาทางนำตอซังข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์

โดยเริ่มแรกนำมาทำไข่เค็ม ไข่อำพัน ที่ใช้ตอซังข้าวมาพอก และทำผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติโดยใช้สีธรรมชาติจากตอซังข้าวมาต้ม ซึ่งช่วงต้มมันได้กลิ่นหอมมาก เหมือนเวลากินอิชิตัน โออิชิ ได้กลิ่นข้าวญี่ปุ่นหอม และล่าสุดได้ไอเดียทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าว

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

คราฟท์เบียร์รักษ์โลกลดโลกร้อน

ครูเต้ย เล่าว่า การทำคราฟท์เบียร์จากตอซังข้าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ช่วยการันตีเรื่องดิน เรื่องข้าว แล้วคัดเลือกตอซังข้าวจากนาออร์แกนิก 100 % ที่เกี่ยวใหม่เท่านั้น และผ่านการตรวจค่าสารตกค้าง จากกรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ความหอมๆ และรสชาติที่มีเอกลักษณ์ความชัดเจน เน้นความสดชื่น และบอดี้ไม่หนัก เพราะเมื่อทำเกี่ยวกับของกิน หรือเครื่องดื่ม ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคร่วมด้วยริเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยเป็นเครื่องดื่มไว้สำหรับรับรองผู้ที่ฝึกอบรม หรือเยี่ยมศูนย์ฝึกมีชีวิต

การทำคราฟท์เบียร์จะใช้วิธีการคั่วตอซังจนหอมและนำมาต้มเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จนเกิดกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้คอนเซปต์ นำสิ่งที่ไร้ค่าสร้างปัญหาให้ชุมชนมาเป็นรายได้ นำสิ่งที่เป็นปัญหามาสร้างความยั่งยืน สิ่งที่ยากที่สุดในการทำคือ การสื่อสารหรือการเล่าเรื่องอย่างเข้าใจ ทั้งที่การผลิตที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีสูตรในการผลิต ทำมาจากธรรมชาติ เป็นการรักษ์โลก

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

“ทุกกระบวนการตั้งแต่การทำ การผลิต การคิดซื้อแบรนด์ การทำแพคเกจจิ้ง ครูคิดเองทั้งหมด ใช้ชื่อตำบลที่แสดงให้เห็นชาวบ้าน ชาวนาในชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือในการเก็บตอซังข้าว ซึ่งขาวบ้านจะได้รับเงินค่าตอบแทนไร่ละ 1,000 บาท และกลุ่มแม่บ้านก็มาช่วยกันต้มเบียร์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของตนเอง ที่สำคัญคนในชุมชนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ทุกผลิตภัณฑ์ ไอเดียที่ครูนำเสนอแก่ชาวบ้านจะทำให้พวกเขาได้เห็นอย่างชัดเจนว่าทำได้จริง และทุกคนก็พร้อมจะร่วมมือ”ครูเต้ย กล่าว

คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม
คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม
คราฟท์เบียร์ 'ตอซังข้าว' ลดโลกร้อน-ฟื้นสิ่งแวดล้อม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท.สผ. เปิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “ลานแสงอรุณ” เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตปิโตรเลียมในโครงการเอส 1 นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 13,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี อีกหนึ่งความมุ่งมั่นสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า จากการที่ ปตท.สผ. ได้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ผ่านแนวคิด EP Net Zero 2050 นั้น หนึ่งในแผนงานที่สำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม ปตท.สผ. จึงได้พัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Plant) “ลานแสงอรุณ” ขึ้นที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าในกระบวนการผลิตปิโตรเลียมของโครงการเอส 1 ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนับเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่มีการนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาสนับสนุนการผลิตปิโตรเลียม

การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “ลานแสงอรุณ” ได้เริ่มการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมได้ประมาณ 13,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 1,300,000 ต้นต่อปี เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก


โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “ลานแสงอรุณ” มีกำลังการผลิต 9.98 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด (FTEV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน และไฮโดรเจน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเติบโตที่ยั่งยืน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ FTEV ได้เข้าร่วมลงทุนและพัฒนาโครงการผลิตกรีนไฮโดรเจนขนาดใหญ่ในรัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมาใช้ในการผลิตกรีนไฮโดรเจน ทั้ง 2 โครงการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการก้าวไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการเอส 1 เป็นโครงการผลิตน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ และถือสัดส่วนการลงทุน 100% ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 26,000 บาร์เรลต่อวัน

Source : Energy News Center

ปัจจุบันมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวแล้วทิ้งกัยอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น การลดการใช้หลอดพลาสติกเปลี่ยนมาใช้หลอดกระดาษกันมากขึ้น ล่าสุดนักวิจัยยุโรปได้ออกมาเตือนว่าหลอดกระดาษอาจเป็นอันตรายและอาจไม่ได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหลอดพลาสติก

งานศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Additives and Contaminants เผยเกี่ยวกับสารพิษ forever chemicals หรือสารเคมีอมตะ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ไม่ย่อยสลายในสิ่งแวดล้อม โดยนักวิจัยยุโรปได้ทำการศึกษาและพบว่า มีการพบสารชนิดนี้ในหลอดกระดาษ 18-20 แบรนด์ในท้องตลอด

หลอดกระดาษอาจไม่เป็นมิตรกับโลกอย่างที่คิด และอาจมีสารอันตรายพ่วงมาด้วย

Dr. Thimo Groffen นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจาก University of Antwerp กล่าวว่า บ่อยครั้งที่เราจะเห็นโฆษณาเกี่ยวกับหลอดที่ทำจากวัสดุที่เป็น plant-based อย่าง หลอดกระดาษ หรือหลอดไม้ไผ่ ว่ามันเป็นหลอดดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหลอดพลาสติก ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป

นักวิจัยได้ทดลดงสุ่มเก็บตัวอย่างหลอดที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายของชำ และหลอดที่ใช้ตามร้านอาหาร ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำหลอดจะมีความแตกต่างกัน มีทั้งหลอดที่ทำจากกระดาษ ไม่ไผ่ stainless steel แก้ว และหลอดพลาสติกจาการตรวจหาสาร PFAS ซึ่งเป็นหนึ่งในสารเคมีอมตะ โดยสารเคมี PFAS พบได้ตามวัตถุต่างๆ ตั้งแต่เครื่องแต่งการไปจนถึงเครื่องครัว และสารชนิดนี้ก็เป็นอันตรายกับทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ในการทดสอบหาสาร PFAS พบว่าในหลอดกระดาษมีมากถึง 90% หลอดไม้ไผ่พบ 80% หลอดพลาสติกพบ 75% หลอดที่ทำจากแก้วพบ 40% และหลอดที่ทำจากสแตนเลสไม่พบสารชนิดนี้

ที่มา : The Weather Network

Source : Spring News

เกษตรฯ ลุยต่อแผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ 2566-2570 เตรียมประกาศใช้ปลายปีนี้ ยก5 แนวทางพัฒนาสร้างสมรรถนะ ภูมิคุ้มกันให้ภาคการเกษตรไทย

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ว่า จากการที่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2565 ได้สิ้นสุดลง ประกอบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เกษตร เคาะแผนรับมือโลกร้อนฉบับใหม่ ประกาศใช้ปลายปีนี้

เกษตร เคาะแผนรับมือโลกร้อนฉบับใหม่ ประกาศใช้ปลายปีนี้

กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญ จึงมอบหมายให้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ขึ้น

 สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566 – 2570ขึ้น โดยการสนับสนุนของโครงการ Support Programme on Scaling up Climate Ambition on Land Use and Agriculture through NDCs and NAPs ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ มีวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของสารสนเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” 

ประกอบด้วยประเด็นการพัฒนา 5 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 ยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรแนวทางที่ 2 มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

แนวทางที่ 3พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้ และสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความสำคัญในการปรับตัวและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแนวทางที่ 4 พัฒนาศักยภาพกำลังคนในภาคเกษตรและส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนและทุกระดับ และแนวทางที่5 ผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสศก.  กล่าวว่า  5 แนวทางการพัฒนา ได้กำหนดกิจกรรมให้ครอบคลุม  เช่น แนวทางที่ 1 ยกระดับการปรับตัวด้วยเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การทำประกันภัยผลผลิต การทำเกษตรผสมผสาน เพิ่มการยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความเพียงพอและการเข้าถึงแหล่งน้ำ และระบบนิเวศ

แนวทางที่ 2 สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับNDCและLong-term Strategies (LTS)สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ แนวทางที่ 3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มองค์ความรู้และงานวิจัย พัฒนาฐานข้อมูลและถ่ายทอดองค์ความรู้

แนวทางที่ 4 สร้างความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การUpskillและReskillเกษตรกรให้มีความรู้และได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและจัดหานักวิจัยรุ่นใหม่ 

และแนวทางที่ 5 ยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น พัฒนาหลักสูตรด้านClimate Changeที่ทันสมัยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ และการสนับสนุนทางด้านการเงิน ส่งเสริมและสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร ส่งเสริมให้หน่วยงานระดับกรมในกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนรองรับClimate changeของตนเอง ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย แรงจูงใจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับพฤติกรรม เช่น จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในระดับภูมิภาค หรือ จังหวัด ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมาใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัวและลดการปล่อยGHGในภาคเกษตร เป็นต้น

หลังจากนี้ สศก. จะนำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ภายในปีงบประมาณ 2566 ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อรับทราบจากนั้น จะประกาศใช้ภายในปี 2566 

อย่างไรก็ดี แผนปฏิบัติการฯ ฉบับนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคเกษตร เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายNDCsของประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ว่าประเทศไทยจะยกระดับเป้าหมายNDCsจากเดิม 20-25% เป็น30-40% ในปี ค.ศ. 2030 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

โลกจะร้อนไปกันใหญ่แล้ว เมื่อ “ชั้นโอโซน” มีรูรั่วและขยายรัศมีใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งซ้ำเติมปัญหา “ภาวะโลกเดือด” ทำขั้วโลกเหนือ-ใต้ อุณหภูมิพุ่งสูงเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์

ปัญหา “สภาพอากาศแปรปรวน” และ “ภาวะโลกร้อน” ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการค้นพบว่ารูรั่วของ “ชั้นโอโซน” บริเวณเหนือทวีปแอนตาร์กติกา มีขนาดใหญ่ขึ้นมากผิดปกติ และขยายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจนำไปสู่ภาวะโลกร้อนบริเวณขั้วโลกใต้ที่รุนแรงมากขึ้น

เบื้องต้นนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า รูรั่วของชั้นโอโซนนี้ เป็นผลพวงจากไอน้ำที่อยู่บริเวณชั้นสตราโตสเฟียร์ของโลก หลังจากการระเบิดของภูเขาไฟ Hunga Tonga–Hunga Ha’apai (ฮังกา ตองกา-ฮังกา ฮาอาปาย) เมืองตองกา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการระเบิดตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดบนโลกในรอบกว่าศตวรรษ

ชั้นโอโซนคืออะไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

โอโซน” หรือ Ozone ในชั้นบรรยากาศมีหน้าที่กรองรังสียูวี (UV) จากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก หลังจากกรองเสร็จแล้วจะแตกตัวกลายเป็นแก๊สออกซิเจนและอะตอมออกซิเจน แล้วกลับมาเป็นโอโซนได้อีกครั้ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ ส่วนมากพบในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)

นอกจากการกรอง UV แล้ว โอโซนยังทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (การสูญเสียอิเล็กตรอนระหว่างปฏิกิริยาของโมเลกุล อะตอม หรือไอออน) กับสารรอบตัวได้เกือบทุกชนิด ซึ่งเกิดปฏิกิริยาได้รุนแรงและรวดเร็วกว่าคลอรีนมากถึง 3,000 เท่า

โอโซนจึงมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ กำจัดกลิ่นและสารปนเปื้อนได้เป็นอย่างดี โดยโอโซนจะเข้ามาทำปฏิกิริยากับโมเลกุลเป้าหมาย และได้สารที่มีโครงสร้างเล็กลง ส่วนโอโซนที่ถูกเปลี่ยนเป็นออกซิเจนนั้นไม่เป็นอันตราย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงมีการนำโอโซนไปใช้ในอุตสาหกรรมฆ่าเชื้อโรค เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องกรองน้ำ เป็นต้น โดย “โอโซน” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

– โอโซนตามธรรมชาติ เกิดจากกระแสไฟฟ้าแรงสูงในอากาศ เช่น ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ หรือปฏิกิริยาของออกซิเจนในอากาศกับแสงอาทิตย์

– โอโซนที่มนุษย์สร้างขึ้น ใช้ UV หรือ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูง ให้ออกซิเจนในอากาศเกิดปฏิกิริยากลายเป็นโอโซน

แม้ว่าโอโซนจะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับถูกทำลายไปอย่างมากด้วยฝีมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ โดยตัวการสำคัญก็คือสาร CFCs (Chlorofluorocarbons) ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจาก อะตอมคาร์บอน คลอรีน และฟลูออรีน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม อุปกรณ์ให้ความเย็นในชีวิตประจำวัน และสเปรย์ฉีดพ่นต่างๆ เมื่อคนเราใช้งานสินค้าเหล่านี้และปล่อยสาร CFCs สู่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์รูโหว่ของ “ชั้นโอโซน” บริเวณขั้วโลกขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วดังกล่าว

‘ชั้นโอโซน’ มีรูรั่วและขยายใหญ่ขึ้น ขั้วโลกร้อนจัดเร็วกว่าที่คิด

รูโหว่โอโซนขยาย ส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อม

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป ระบุว่า รูรั่วในชั้นโอโซนที่เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือทวีปแอนตาร์กติกามีขนาดใหญ่กว่าปกติ อาจส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรขั้วโลกใต้มีอุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ระดับน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกาก็อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์

ด้าน ดร.มาร์ติน ยุคเกอร์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ กล่าวว่า รูโหว่ดังกล่าวมักเริ่มก่อตัวในช่วงปลายเดือน ก.ย. และขยายใหญ่ถึงจุดสูงสุดในเดือน ต.ค. ก่อนที่จะรูจะหุบปิดลงในเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. แต่จากข้อมูลของ Copernicus Climate Change Service แสดงให้เห็นว่าหลุมหรือรูโหว่ในชั้นโอโซนมีการเติบโตขยายตัวเร็วมาก และคาดว่าจะขยายตัวเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

โดยชั้น “ชั้นโอโซน” ดังกล่าว เป็นพื้นที่ของชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า สตราโตสเฟียร์ อยู่เหนือพื้นผิวโลกระหว่าง 15-30 กิโลเมตร มีความเข้มข้นของโอโซนสูงกว่าส่วนอื่นของชั้นบรรยากาศ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นสำหรับโลก ด้วยการดูดซับรังสี UV จากดวงอาทิตย์ ที่เป็นอันตรายออกไปได้มาก ป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตบนโลกถูกแผดเผาจนตาย

ก่อนหน้านี้ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบรูในชั้นโอโซนเหนือขั้วโลกใต้ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา ก่อนจะพบว่าโอโซนในชั้นดังกล่าวถูกทำลายโดยสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะสารก่อความเย็นและตัวทำละลาย ซึ่งลอยขึ้นไปสู่ชั้นสตราโตสเฟียร์

เบื้องต้นคาดว่าอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้รูโหว่ในชั้นโอโซนขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วก็คือ การระเบิดของภูเขาไฟฮังกา ตองกา-ฮังกา ฮาอาปาย เมื่อปี 2022 ที่แม้ว่าจะเป็นการระเบิดตามธรรมชาติ แต่ถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะทำให้เกิดการปะทุใต้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ปล่อยพลังงานใกล้เคียงกับ TNT 20 เมกะตันในการระเบิด 5 ครั้ง โดยครั้งใหญ่ที่สุดคือ 15 เมกะตัน ทำให้มีขี้เถ้าและก๊าซพิษหลงเหลืออยู่ในอากาศเป็นจำนวนมาก

จากการระเบิดของภูเขาไฟและปัญหาการปล่อยมลพิษจากฝีมือมนุษย์ ส่งผลให้รูโหว่ของชั้นโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในลักษณะผิดปกติ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อนบริเวณขั้วโลกใต้มากขึ้น รวมถึงทำให้ให้น้ำทะเลบริเวณนั้นเกิดการระเหยเป็นไอน้ำปริมาณมาก (ไอน้ำส่วนเกิน) ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้ “ชั้นโอโซน” เสื่อมโทรมลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และตอนนี้ดูเหมือนว่าชั้นโอโซนถูกทำลายไปมากแล้ว

‘ชั้นโอโซน’ มีรูรั่วและขยายใหญ่ขึ้น ขั้วโลกร้อนจัดเร็วกว่าที่คิด

การเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ผิดของชั้นโอโซนบริเวณแอนตาร์กติกานั้น ถือว่าเป็นข่าวร้ายของสิ่งแวดล้อมโลกเลยก็ว่าได้ เพราะโลกต้องเผชิญความเครียดจากอุณหภูมิที่เพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ เนื่องจากสูญเสียเกราะปกป้องผิวโลกจากรังสี UVไปเรื่อยๆ และยังส่งผลกระทบไปยังทวีปอื่นๆ และทะเลโดยรอบได้รับความร้อนเพิ่มมากขึ้นตามมาอีกด้วย

“เมื่อรังสี UV ที่ไปถึงแอนตาร์กติกาและมหาสมุทรแถบขั้วโลกใต้มากขึ้น หมายความว่า จะมีพลังงานในการละลายน้ำแข็งขั้วโลกมากขึ้น ซึ่งตอนนี้โลกเราเหลือน้ำแข็งที่ขั้วโลกน้อยมาก และมีน้ำในมหาสมุทรมากขึ้น จึงมีความเสี่ยงที่มหาสมุทรทางขั้วโลกใต้จะร้อนขึ้นอีก และส่งผลให้น้ำแข็งละลายมากขึ้น” ดร.มาร์ติน ระบุ

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่ารูรั่วของชั้นโอโซนจะเริ่มขยายตัวมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังไม่สายที่ทุกคนจะหันกลับมาช่วยกันดูแลและร่วมมือกันรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้ชั้นโอโซนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ บนโลกถูกทำลายไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก และมนุษย์อาจพ่ายแพ้ให้กับ “ภาวะโลกเดือด” ในที่สุด

อ้างอิงข้อมูล : Copernicus Climate Change ServiceIFL scienceThe Guardian และ สสวท.

Source : กรุงเทพธุรกิจ