อุณภูมิโลกที่สูงขึ้น 1.5-2 องศา อาจไม่ได้สร้างความรู้สึกร้อนขึ้น หรือ หนาวน้อยลงสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ในแง่วัฎจักรตามธรรมชาติอุณหภูมิทุกองศาสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP)

 เปิดเผยรายงาน”ภัยพิบัติเอเชียแฟซิฟิก 2566” หรือ “Asia-Pacific Disaster Report 2023” 

สาระสำคัญส่วนหนึ่งชี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศา และ 2 องศา คือความเสี่ยงจากภัยพิบัติจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change จะเกิดขึ้นมากและรุนแรงขึ้น

“ ปี 2565 เพียงปีเดียว เกิดภัยพิบัติกว่า 140 ครั้งในภูมิภาคนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,500 ราย ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 64 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์”

ในรายงานได้แบ่งข้อมูลออกเป็นบทต่างๆ ซึ่งในส่วนของบทที่2 ที่ว่าด้วย “ค่าเสียหายหากไม่ดำเนินการใดๆ” (The Cost of Inaction) สาระโดยสรุปชี้ว่า  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้คุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งความล้มเหลวเพื่อรับมือกับปัญหาทำให้สิ่งแวดล้อมเลวร้ายลงรวมถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 

ภัยพิบัติจากสภาพอากาศเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยากจะเอาชนะได้ และอาจทำให้มูลค่าจีดีพีโลกหายไปถึง 18% ในปี 2048 หรือ อีกราว 25 ปีจากนี้ หากไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมากกว่าสิ่งที่โควิด-19ฝากไว้ นอกจากนี้ ความเสียหายที่ว่าซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจ การลงทุนและการบริโภค จะสร้างความเสียหายอย่างยาวนานขึ้น 

“ความสูญเสียจะเฉลี่ยในรูปแบบต่างๆทั้งความแห้งแล้ง อุทกภัย คลื่นความร้อน พายุโซนร้อน สึนามิ และแผ่นดินไหว ทั้งหมดนี้สามารถคำนวนเป็นมูลค่าได้ราว  9.24 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 2.9%ของจีดีพีแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรณีที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.5 องศา และความสูญเสียจะเพิ่มไปได้อีกราว 9.53แสนดอลลาร์ หรือ 3% ของจีดีพี หากอุณภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศา และมีโอกาสแตะไปถึงระดับ 

9.8 แสนล้านดอลลาร์ – 1 ล้านล้านดอลลาร์  หรือ เลวร้ายสุดคือ  ฉุดจีดีพี 3.1% 

รายงานยังระบุอีกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลกระทบต่อภาคเกษตรและทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างออกไปอีก ท่ามกลางสัดส่วนรายได้ของคนยากจนที่จะลดลงไป จากข้อมูลชี้ว่าเอเชียยังมีครัวเรือนถึง 67%ที่เผชิญความหิวโหย หรือ ราว 552 ล้านคน 

“การเกษตรรวมถึง การประมง ปศุสัตว์ และยังข้ามไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆของระบบการทำการเกษตร ตั้งแต่ข้าวและข้าวสาลี ซึ่งภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิต และเผชิญอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจะทำให้ความมั่่นคงด้านน้ำลดลง ผลผลิตต่อไร่ลดลง และราคาอาหารจะสูงขึ้นในที่สุด ” 

รายงาน ระบุถึงผลกระทบด้าน“พลังงาน” ซึ่งสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมีผลต่อปริมาณน้ำ ทั้งแบบที่“น้อยลงมาก”และ“มากเกินไป” ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน  (Thermal power plants) ซึ่งใช้น้ำหล่อเย็นต้องเผชิญความเสี่ยงต่างๆที่เขื่อนเกือบทุกแห่งกังวลอยู่

“ข้อมูลอ้างอิงจากIEA [ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency] ระบุว่าหากอุณภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ประสิทธิภาพพลังงานน้ำในเอเชียและแปซิฟิกจะลดลง3.9% แต่หากอุณภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศา ประสิทธิภาพจะลดลง 5%

โลกร้อนขึ้น 1.5 องศา ฉุดแรง จีดีพี 2.9% พลังงาน-อาหาร-เกษตรเสี่ยงสูงสูญเสีย

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  ในประเทศไทยนั้นมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่พอสมควรอย่าง น้ำท่วมจะมากขึ้น หรือ พื้นที่ที่ฝนไม่ตกก็จะยิ่งแล้งมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมากแหล่งหนึ่งของโลก หากเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในพืชและสัตว์ ทั้งทางบกและทางทะเลก็มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่จะเผชิญภัยธรรมชาติ

“ต้องร่วมมือกันทุกประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ตามที่ทุกประเทศได้ประกาศไว้ถือเป็นทางรอดทางเดียวที่จะบรรเทาให้เบาบางลงได้”

ในส่วนเอเชียแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่นรวมถึงอาเซียน โดยคาดว่าประชากรในเมืองจะได้รับผลกระทบจาก เกราะความร้อนรุนแรงมากขึ้นและมีวันที่อากาศร้อน30 วันต่อปี อย่างในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว กรุงเทพ คนที่มีความพร้อมน้อยจะได้รับผลกระทบมากสุด

จากข้อมูลรายงานและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกำลังชี้ว่า ทฤษฎี“ผีเสื้อขยับปีก” เหมือนปัญหาอุณภูมิโลกสูงขึ้น เพราะผลกระทบที่รุนแรง บานปลาย และยาวนาน กำลังตั้งคำถามกับทุกคนในโลกว่า “จะไม่ทำอะไรเลยหรือเพื่อสกัดไม่ให้โลกเราร้อนขึ้น”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ซีพีเอฟ พัฒนาไข่ไก่สด ขึ้นทะเบียน “ฉลากลดโลกร้อน” “คาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมผู้บริโภคได้รับประทาน ไข่ไก่” สด แบรนด์ CP และไข่ไก่ Cage Free ที่ได้มากกว่าคุณค่าโภชนาการ โปรตีนสูง มีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Products) เพื่อร่วมลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทฯ รวมถึง “ไข่ไก่” ที่ ซีพีเอฟได้ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ไข่ไก่อย่างต่อเนื่องให้เหลือน้อยที่สุดผ่านโครงการต่างๆ เช่น การใช้สายพานลำเลียงไข่อัตโนมัติ การลดการสูญเสียไข่ไก่ (Food Loss) ตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

ไข่ไก่ ซีพีเอฟ ติด “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” รายแรกของภูมิภาคเอเชีย

รวมถึงการนำของเสียจากเปลือกไข่ไปใช้ประโยชน์ และการใช้พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวลจากระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น จากความพยายามดังกล่าวส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ไข่ไก่สดปลอดสาร และไข่ไก่เคจฟรี 23 รายการ ของซีพีเอฟ ได้รับรอง “ฉลากลดโลกร้อน” และอีก 2 รายการ ได้รับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จากอบก. และเมื่อเร็วๆ นี้ อบก. ขึ้นทะเบียน “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” กับ ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ Cage Free แบรนด์ยูฟาร์ม (U Farm) ในขนาดบรรจุ 2 รายการ ประกอบด้วยขนาด 4 ฟอง/แพ็ค และขนาด 10 ฟอง/แพ็ค นับเป็นไข่ไก่เคจฟรีปลอดคาร์บอนรายแรกของไทย และภูมิภาคเอเชีย  

“ไข่ไก่เคจฟรี ฉลากคาร์บอนิวทรัล หรือ ไข่ไก่ Cage Free ปลอดคาร์บอน เป็นอีกทางเลือกให้คนไทยได้บริโภคอาหารโปรตีนคุณภาพสูง ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจเพราะไข่ไก่เคจฟรี คุณภาพสูง สะอาด ปลอดภัย และช่วยลดโลกร้อน จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ สนับสนุนผู้บริโภคมีส่วนร่วมจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก” นายสมคิดกล่าว

ไข่ไก่เคจฟรี (คาร์บอนนิวทรัล) มีการจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงการกำจัดซากบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์เท่ากับศูนย์ ส่วนผลิตภัณฑ์ไข่ไก่สดที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน ของซีพีเอฟ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของไข่ไก่ทั่วไปถึงร้อยละ 30 และปีที่ผ่านมาสามารถช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 617,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ ไข่ไก่ Cage Free ยังมาจากแม่ไก่อารมณ์ดี สายพันธุ์คัดพิเศษ เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ หรือ แบบไม่ใช้กรงในโรงเรือนระบบปิดตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ขั้นสูง ได้รับมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และมาตรฐานสากล ใช้ระบบอัตโนมัติในการควบคุมสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงระบบสายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ไปยังห้องเก็บไข่ มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพสูง เลี้ยงด้วยอาหารที่ผลิตจากธัญพืชเสริมด้วยโปรไบโอติก ช่วยให้แม่ไก่อยู่อย่างสุขสบาย อารมณ์ดีไม่เครียด แข็งแรง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง “ไข่ไก่เคจฟรี” แบรนด์ยูฟาร์ม จึงสะอาด ปลอดภัย มีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย 

นอกจากนี้ ไข่ไก่เคจฟรี ยังใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษที่ใช้วัสดุรีไซเคิล 100% คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังเดินหน้าหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตไข่ไก่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ การส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิตเพิ่มเติม เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวลผลิตไบโอแก๊สจากมูลไก่เป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม และตั้งเป้าพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ต้นแบบที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% 

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ มี 818 ผลิตภัณฑ์ที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล โดยกว่า 56 ผลิตภัณฑ์ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ได้รับ “ฉลากลดโลกร้อน” และมีไข่ไก่ 2 รายการเป็นสินค้าปลอดคาร์บอน ซึ่งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายในปี 2573 ร้อยละ 40 ของรายได้บริษัทฯ มาจากผลิตภัณฑ์สีเขียว (CPF Green Revenue)

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมกับกระทรวงพลังงานและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำทัพหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายพันธมิตรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมชั้นนำจากทั่วโลก จัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week (ASEW) และ Electric Vehicle Asia 2023 (EVA) งานมหกรรมเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ครบครันที่สุดของภูมิภาค ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2566 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

โดยงาน ASEW ในปีนี้ได้ชูแนวคิด “Powering the Clean Energy Transition Toward Carbon Neutrality Goal” หรือ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม แบบครบวงจร โดยจัดควบคู่กับงาน Electric Vehicle Asia 2023 (EVA) ที่จัดต่อเนื่องร่วมกันปีนี้เป็นปีที่ 8 แล้ว โดยเป็นเวทีสำคัญด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องใน EV Eco System และ Value Chain ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

ในงานแถลงข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดของงานเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมีพันธกิจที่สำคัญในการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan: NEP) ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงาน โดยมีการดำเนินการที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ อาทิ มุ่งลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดสำหรับการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าใหม่ไม่น้อยกว่า 50% ในปี ค.ศ. 2050 และส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มีสัดส่วน 30% ภายในปี 2030

นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยุทธศาสตร์พลังงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานยังมุ่งดำเนินการตามเป้าหมายย่อยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ เช่น รักษาสมดุลพลังงานผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ทั้งการผลิตจากแหล่งในประเทศและการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากการนำเข้า การใช้เทคโนโลยีที่ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) และเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ( carbon capture, utilization & storage: การดักจับก๊าซ CO2 ด้วยวัสดุดูดซับ และนำก๊าซ CO2 ที่ดักจับได้ไปแปรรูปเป็นสารมูลค่าสูงในอุตสาหกรรม ตลอดจนนำก๊าซ CO2 ไปกักไว้อย่างถาวรโดยการอัดเข้าไปเก็บใต้ผืนพิภพ) โดยมีพื้นที่นำร่องคือในอ่าวไทย เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบ BCG (B Bio Economy ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ  C Circular Economy ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และ G Green Economy ระบบเศรษฐกิจสีเขียว) โดยในงาน ASEW กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จะออกบูทจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และจะมีการสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจหลากหลายหัวข้อ

รศ.ดร. สาวิตรี การีเวทย์ ผู้แทนจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รศ.ดร. สาวิตรี การีเวทย์ ผู้แทนจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า สถาบันมีพันธสัญญาที่จะพัฒนาหลักสูตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งเน้นด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการ upskill และ reskill ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด โดยในงาน ASEW ที่จะจัดขึ้นนี้ มหาวิทยาลัยฯ จะร่วมจัดสัมมนา the 19th Renewable Energy Asia International Conference “The Role of Private Sector in Carbon Neutrality Transition in ASEAN” ที่จะอภิปรายถึงบทบาทของภาคเอกชนที่จะช่วยผลักดันภูมิภาคอาเซียนไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง รวมถึงประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจ เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว และการพัฒนาตลาดการค้าคาร์บอน เป็นต้น

ดร. พิลาณี ไวถนอมสัตย์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร. พิลาณี ไวถนอมสัตย์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันดับ 1 ของประเทศ และเป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยล่าสุดได้จัดให้มีแคมเปญ KU Carbon Neutrality เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ โดยสำหรับงาน ASEW ในปีนี้ มหาวิทยาลัยฯ จะจัดสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้ โดยเฉพาะในประเด็น bio energy หรือ พลังงานชีวมวลที่ได้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ เพื่อสนับสนุนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการดำเนินการสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero  ของประเทศ

ผศ.ดร. อุเทน สุปัตติ อุปนายกฝ่ายวิชาการและผู้แทนนายกสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

ด้าน ผศ.ดร. อุเทน สุปัตติ อุปนายกฝ่ายวิชาการและผู้แทนนายกสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย(EVAT) กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน Electric Vehicle Asia 2023 ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว โดยในปีนี้สมาคมฯ จะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างแพลตฟอร์มในการถ่ายทอดความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกันนี้ จะจัดให้มีการประชุมวิชาการระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า iEVTech 2023 เพื่ออัปเดตทิศทาง แนวโน้ม โอกาส ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Eco System) เช่น แบตเตอรี่และการจัดการแบตเตอรี่หลังใช้แล้ว นอกจากนั้น จะมีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อกระตุ้นและสร้างการรับรู้ถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาคการเงินและภาคประกันภัยมาให้ความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแก่ผู้สนใจด้วย

ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) 

ดร. พิมพา ลิ้มทองกุล นายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) กล่าวว่า สมาคมฯ ร่วมจัดสัมมนา iEVTech 2023 ที่จะมีเวทีอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยปีนี้จะเน้นเรื่องแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และจะมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อพูดคุยกันถึงโอกาส ความเหมาะสม และแนวทางการสนับสนุนแบตเตอรรี่เพื่อเป็นระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ ASEW ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 33 ได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีความต้องการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการมากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 130% ทำให้ปีนี้มีพื้นที่จัดแสดง กว่า 20,000 ตร.ม. สำหรับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่เข้าร่วมแสดง กว่า 1,500 แบรนด์ อาทิ ABB, Delta, Anest Iwata, Oriental Copper, Siemens, Clenergy, Solar PPM, AMR Asia, Charge24, Trumpf และ Hexagon พร้อมกันนี้ยังจะได้พบกับพาวิเลียนนานาชาติกว่า 8 ประเทศ ทั้ง เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทางธุรกิจจากทั่วโลก และแลกเปลี่ยนความรู้เชิงลึกผ่านการประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติกว่า 200 หัวข้อ ครอบคลุมหัวข้อด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในอนาคต รวมถึงมีการจัดงาน Electric Vehicle Asia 2023 และการประชุมนานาชาติด้านยานยนต์ไฟฟ้า iEVTech 2023 ควบคู่กันด้วย ทั้งนี้ การจัดงานในปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 คน จากทั่วภูมิภาคครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมหลัก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมรับฟังสัมมนาในหัวข้อต่างๆ รวมกว่า 5,000 คน จึงเชื่อมั่นว่าเวที ASEW และ EVA จะช่วยพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมด้วยพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนในอนาคตให้กับประเทศไทยได้

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023 และ งาน Electric Vehicle Asia 2023 ได้ที่ www.asew-expo.com

Source : Energy News Center

ปี 2565 ภาพรวมขยะประมาณ 37 ล้านตัน ในจำนวนนี้มีขยะ 3 ล้านตันเป็นขยะอันตรายนำไปสู่การ”ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัย และพัฒนาการผลักดันเพิ่มมูลค่า กากอุตสาหกรรมให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่”

 ระหว่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) ,สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนขยะอันตรายเป็นวัตถุดิบใหม่ด้วยกระบวนการรีไซเคิลจะสามารถลดขยะและช่วยโลกได้อีก

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสอท. กล่าวว่า ไทยมีความจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เนื่องจาก1.ความพร้อมเข้าสู่โมเดล  New S-curve  หรือ เป็นรูปแบบการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี 2.เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง สวนทางกับจำนวนผู้เสียชีวิตทำให้ภายในปี 2075 จากประชากรประมาณ 75 ล้านคนจะเหลือ 33 ล้านคน 

3.กติกาการค้าใหม่ที่สอดคล้องกับ ESG : Environment, Social, และ Governance คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล หรือ BCG: เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy)

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมผู้ก่อกำเนิดของเสีย (waste generator) อุตสาหกรรมรับขนส่งของเสีย (waste transporter) และอุตสาหกรรมผู้รับบำบัด กำจัดของเสีย (waste processor) จึงต้องนำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนของเสีย หรือ Circular Material Hub (CMH) สำหรับเป็นช่องทางการนำของเสียหรือวัสดุไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงานผ่านสตาร์ทอัพ (Startup) โดยอาศัยแนวคิดการเปลี่ยนของเสียจากอุตสาหกรรมหนึ่ง ไปสู่การเป็นวัตถุดิบหรือ Materials ให้อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง สอดคล้องกับหลักการ End of Waste

“ดังนั้น อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องเน้นเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง แก้ปัญหาไม่เป็นภาระ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีว่าด้วยการนำของเสียกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าใหม่ ซึ่งต้องมี เทคโนโลยี มาตราฐานใบรับรองที่จะเป็นแต้มต่อ ชักจูงให้ทุกคนสามารถทำตามได้”

การผลักดัน End of waste ของประเทศไทยได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิด 1. การนำกากของเสียอุตสาหกรรมไปเพิ่มมูลค่า 2.การร่วมวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่า กากของเสียอุตสาหกรรมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำและยั่งยืน 3.ร่วมพัฒนา และปฏิรูปมาตรฐาน และนำเสนอให้มีการปรับปรุง กฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ของเสียให้เป็นประโยชน์

ภาคเอกชนที่ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของราชการซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนความต้องการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จได้ 

จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ของเสียด้านอุตสาหกรรม ใช้ระบบอนุญาตต้องมีการกำกับดูแล และมีภาระ ซึ่งมีบางกลุ่มที่มีศักยภาพสูงแต่บางกลุ่มเป็นไปในทางตรงกันข้าม แต่ต้องผลักดันให้การรีไซเคิลเกิดขึ้น ซึ่งมีแนวความคิดให้ปลดล็อกให้หมด ไม่ต้องขออนุญาตมากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งงานวิจัยต่างดๆจะช่วยสนับสนุนได้ เช่น การจดทะเบียนเครื่องจักรเพื่อให้อยู่ในตลาดได้ เป็นที่ยอมรับและสามารถยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อีกด้วย

ท่ามกลางความพยายามและความตั้งใจที่มีอยู่จะสามารถเปลี่ยนไปสู่การปฎิบัติจริงได้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายด้านขณะเดียวกันการลงมือปฎฺิบัติอาจสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นอีกได้ด้วยเช่นกัน 

จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ต้องสร้างความเข้าใจแล้วค่อยๆเปลี่ยนในเชิงจิตวิทยา ลดคำว่าของเสียในบริบทนี้ มีการศึกษาวิจัยว่าของเหลือทิ้ง มีโอกาสในการมาทำเป็นวัสดุอื่นๆได้หรือไม่ ตรวจสอบความเป็นไปได้ สามารถเกิดเศรษฐกิจใหม่ได้อีกแบบ จากโครงการนำร่อง ต้องสร้างความเชื่อมโยงคนให้เกิดกระบวนการที่ทำให้เกิดประโยชน์ได้ สร้างให้เกิดกิจการการลงทุนต่อ การสร้างคน และขับเคลื่อนต่อจนสามารถต่อยอดได้ทั้งปัจจุบันและอนาคต

นานมาแล้ว ที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างขยะไว้ แต่หากเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่เห็นว่าขยะเป็นของต้องทิ้งแต่มองว่าเป็นทุนที่ต้องมีการจัดการ ไม่เพียงการแก้ปัญหาขยะได้ แต่ในทางธุรกิจก็ได้เกิดทุนใหม่ ที่อาจเป็นผลกำไรที่ดีงานในอนาคต ซึ่งไม่รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกคนในสังคมจะได้อานิสงค์ด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนของแบรนด์เสื้อผ้า พร้อมมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งในบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย ร่วมมือกับ หน่วยงานกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ สนับสนุนโครงการสวนป่าในเมือง บนพื้นที่กว่า 65 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ป่าในเมือง โดยเป็นหนึ่งในแผนงานของโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุงที่ผู้ว่าฯ กทม. ได้ตั้งเป้าไว้ด้วย โดยยูนิโคล่เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินจำนวน 131,000 บาท ในการปลูกต้นไม้จำนวน 1,000 ต้น 

กิจกรรมปลูกป่าในครั้งนี้ นอกจากที่พนักงานของยูนิโคล่จะได้ลงมือปลูกป่าด้วยตัวเองแล้ว ยังได้ร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปสร้างความเข้าใจในกระบวนการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่า พร้อมติดแท็กชื่อที่กล้าไม้ที่ปลูก เพื่อการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตัดกระดาษลังมาคลุมโคนกล้าไม้ที่ปลูก เพื่อเก็บความชื้นหน้าดิน และป้องกันไม่ให้หญ้าและวัชพืชขึ้นปกคลุมกล้าไม้ที่ปลูกด้วย เป็นการดูแลอย่างยั่งยืนเพื่อต้นไม้ใหญ่ในอนาคต

'ยูนิโคล่' ร่วมเนรมิตพื้นที่กว่า 65 ไร่ สู่ 'ศูนย์การเรียนรู้' ป่าในเมือง

'ยูนิโคล่' ร่วมเนรมิตพื้นที่กว่า 65 ไร่ สู่ 'ศูนย์การเรียนรู้' ป่าในเมือง

ยูนิโคล่ ยึดถือพันธกิจด้านความยั่งยืนมาโดยตลอด โดยมีนโยบายการใช้ซ้ำ (Reuse) และ การลดการใช้ทรัพยากร (Reduce) ยูนิโคล่จึงสนับสนุนการนำถุงผ้าที่มีอยู่มาใช้ซ้ำที่ร้านยูนิโคล่แทนการซื้อถุงกระดาษใหม่ และยังได้จำหน่ายถุงกระดาษยูนิโคล่ ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลที่ผ่านการรับรองจาก FSC (Forest Stewardship Council) ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการจำหน่ายแบบไม่แสวงหาผลกำไร และรายได้ส่วนหนึ่งของการจำหน่ายถุงกระดาษ ยูนิโคล่ได้บริจาคให้กับองค์กรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยยูนิโคล่ ประเทศไทย ได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากรายได้การจำหน่ายถุงกระดาษให้กับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เพื่อฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม และเพิ่มจำนวนต้นไม้ได้ถึง 5,960 ต้น ภายในปี 2566 – 2567

ทั้งนี้ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าสานพันธกิจด้านความยั่งยืนเพื่อสังคมไทย และสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่อากาศที่สะอาด และลดภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ

Source : กรุงเทพธุรกิจ