เปิดแล้ว​วันนี้​ ชวนเที่ยวชมสัมผัสโลกพลังงานสะอาดที่มั่นคงด้วยระบบบริหารจัดการไฟฟ้าสมาร์ทกริด​ ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

จังหวัดแม่ฮ่องสอน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้า กฟผ. ส่วนราชการ และผู้นำชุมชน ร่วมงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

สมชาย ลีหล้าน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายสมชาย ลีหล้าน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง แห่งนี้นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ที่เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านสมาร์ทกริด การจัดการพลังงาน และการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ผ่านอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมของพี่น้องชาวแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจังหวัดสู่เมืองท่องเที่ยวสีเขียว ที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้งด้านธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชุมชน ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีด้านพลังงานซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

ฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้า กฟผ.

ด้านนายฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวเสริมว่า โครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสถานที่สาธิตวิจัยและพัฒนาด้านสมาร์ทกริดระดับประเทศ และระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าของจังหวัดให้มีความมั่นคง เป็นต้นแบบของเมืองที่มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ควบคู่กับส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียว ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 Smart ได้แก่ Smart System พัฒนาระบบควบคุมและบริหารจัดการแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ให้มีความมั่นคง Smart Energy สร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด Smart City ส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียว ผ่านการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และ Smart Learning สร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนและสังคม พร้อมสอดแทรกเรื่องราววิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ให้เด็กๆและประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาเรื่องพลังงานอย่างสนุกสนาน โดยศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นแห่งที่ 8 ของ กฟผ. พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน Trees-NC ระดับ Gold ของสถาบันอาคารเขียวไทยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการก่อสร้างแล้วเสร็จ คำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ตัวอาคารมีลักษณะคล้ายก้อนหินที่วางอยู่ท่ามกลางหุบเขา กลมกลืนกับธรรมชาติของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์เรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง เปิดให้บริการวันอังคาร –วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง โทร. 098 185 2805

Source : Energy News Center

สวัสดีครับ ภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) ที่คุกคามโลกของเรามากขึ้นทุกวัน นายอันโตนิโอ กุเตอเรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ถึงกับเอ่ยว่าตอนนี้โลกของเราผ่านจุดภาวะโลกร้อนและเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นภัย “เอลนีโญ” ที่เกิดขึ้นซ้ำเติมโลกอาจจะทุบสถิติใหม่ทำโลกเดือดหนักกว่าเดิมในปี 2567 เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปิดเผยผลงานวิจัยว่าความเสียหายสะสมจากโลกร้อนต่อภาคเกษตรไทยระหว่างปี 2554-2588 อาจมีมูลค่าสูงถึงระหว่าง 6 แสนล้านบาทถึง 2.85 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่า นอกจากภาคเกษตรของไทยจะมีโอกาสได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญโดยเฉพาะจากการปลูกข้าวอีกด้วย                

ทางเลือกและอาจจะเป็นทางรอดที่น่าสนใจสำหรับภาคเกษตรคือ การทำการเกษตรเพื่อขายคาร์บอนเครดิต  ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายๆ ประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ พร้อมส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ผ่านการคัดเลือกพืชพันธุ์ที่สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เกษตรกรที่นำแนวคิดนี้ไปใช้จะสามารถรับผลตอบแทนเป็นคาร์บอนเครดิตหรือหน่วยของการลดคาร์บอนที่ทำได้ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยอาจจะครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี 5 ปี หรือระยะยาวที่ 10 ปี เป็นต้น

การทำการเกษตรเช่นนี้จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน การกักเก็บน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร และยังสามารถสร้างรายได้ผ่านกลไกการซื้อและขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ ที่ต้องการชดเชยการปล่อยมลพิษของตน

ก็อาจจะเข้ามาขอซื้อคาร์บอนเครดิตจากเกษตรกรที่ทำคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์ม ทำให้เกษตรกรสามารถนำเงินที่ได้ไปหมุนเวียนเพื่อลงทุนทำการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป เมื่ออ้างอิงตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2566 ราคาคาร์บอนเครดิตโดยเฉลี่ยต่อตันอยู่ที่ประมาณ 83.03 บาท

ขณะนี้ประเทศไทยเรามีโครงการที่ใกล้เคียงกับแนวคิดข้างต้น นั่นคือโครงการก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจาก อบก. ตั้งแต่ปี 2557 โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบสมัครใจเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก

โดย อบก. จะประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิตจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดหรือกักเก็บได้จากการดำเนินงานภายใต้โครงการ โครงการ T-VER นี้สามารถนำมาใช้ลดกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรได้ โดยลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่ก่อให้เกิดไนตรัสออกไซด์ ปรับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแทน รวมถึงปรับปรุงการจัดการน้ำ อาทิ ลดระยะเวลาน้ำขัง การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นต้น

แนวทางนี้อาจจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” แห่งใหม่ที่ทำให้เกษตรกรไทยสามารถสร้างรายได้เพื่อเก็บเกี่ยวดอกผลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพและเหมาะกับการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หากภาคการเกษตรสนใจเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด ได้แก่ มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป มีเอกสารสิทธิ์หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและการจัดทำเอกสาร และมีงบประมาณในการว่าจ้างผู้ประเมินภายนอกมาสอบทานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียน T-VER แล้วทั้งหมด 350 โครงการ แต่มีโครงการด้านการเกษตรอยู่เพียง 4 โครงการ โดยคาดว่าทั้ง 4 โครงการนี้จะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 89,408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จึงถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่มากๆ สำหรับภาคเกษตรไทย

อีกหนึ่งแรงส่งที่สำคัญคือสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการสนับสนุนการทำการเกษตรเพื่อขายคาร์บอนเครดิตโดยอาจจะเริ่มจากการยื่นมือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้คำปรึกษา หรือแม้กระทั่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นเฉพาะการทำเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อการรับรองคาร์บอนเครดิตด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารยังสามารถขยายขอบเขตความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อลงทุนและส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ดังนั้น คาร์บอนเครดิตจึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์รักษ์โลกแนวใหม่ที่มีศักยภาพที่ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ให้กับภาคการเกษตรในอนาคต และการทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตนี้ก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราทุกคนได้ตระหนักแล้วว่า การลดผลกระทบจากสภาวะโลกเดือดไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป 

แต่ได้กลายเป็น “ทางรอด” หากประเทศไทยเริ่มทำอย่างจริงจัง ก็อาจจะส่งแรงกระเพื่อมให้หลายประเทศ หันมาสนใจแนวทางการเกษตรเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตสีเขียวร่วมกันครับ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“โลกเดือด” ได้เข้ามาเเทนที่ “โลกร้อน” ขณะที่ประเทศไทย เร่งรับมือ เตรียมทางรอดสำหรับ “ปรากฎการณ์เอลนีโญ” ที่กระทบไทย

ยุค “โลกเดือด” หรือ Global Boiling กำลังเข้ามาแทนที่ ยุค “โลกร้อน” เพิ่มระดับความรุนแรงกว่าเดิมเรียกว่า “หายนะของโลก” ได้เลย นี่คือตามคำกล่าวของ “อันโตนิโอ กูเตียเรส” เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เพิ่งประกาศไม่นาน เห็นได้จากอุณภูมิโลกสูงขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม จนถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์โลก และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อได้ว่า ผลกระทบจะแพร่กระจายไปทุกพื้นที่ของโลกใบนี้

ขณะเดียวกัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปได้เผชิญกับคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม ทำให้สภาพอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จนเกิดไฟป่าในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่กรีซ เกิดไฟป่ารุนแรง เเละล่าสุด ไฟป่าฮาวาย เเม้ยังไม่มีการระบุถึงสาเหตุเเต่ก็มีการตั้งคำถามว่า “โลกร้อน” เป็นต้นเหตุหรือไม่ 

ขณะที่โลกเผชิญปรากฎการณ์เอลนีโญมาแล้ว 5 ครั้ง ไล่มาตั้งแต่ ปี 2515-2516 ปี 2525-2526 ปี 2534-2535 ปี 2540-2541 ปี 2558-2559 ปี 2566-2567 (เริ่ม ต.ค.นี้) และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น คาดสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยรวมราว 48,000 ล้านบาท  จากข้อมูล ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทย ล่าสุด 16 ส.ค.66 คณะกรรมการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ประชุมเตรียมความพร้อม รับมืออิทธิพลจาก ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” จากปริมาณฝนที่ตกน้อยในหลายพื้นที่ และแหล่งน้ำมีปริมาณน้ำจำกัดโดยเฉพาะ น้ำอุปโภคบริโภค แม้ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตาม “12 มาตรการรับมือฤดูฝน” อย่างต่อเนื่องและเต็มที่ จึงยังคงต้องเฝ้าระวังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบและก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้ง อย่างรุนแรงได้ และขณะเดียวกันปรากฏการณ์เอ็นโซ่ (ENSO) อยู่ในสภาวะเอลนีโญ และจะมีแนวโน้มที่มีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.66  ทำให้ประเทศไทยช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.66 จะมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ

โดยพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 เพิ่มเติมเพื่อรองรับสถานการณ์ “เอลนีโญ”  3 มาตรการที่สำคัญ 

  • มาตรการที่ 1 จัดสรรน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เกี่ยวกับการวางแผนการระบายน้ำ
  • มาตรการที่ 2 ควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง (ตลอดช่วงฤดูฝน) และให้มีการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร
  • มาตรการที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ (ตลอดช่วงฤดูฝน) ได้แก่ การใช้น้ำภาคการเกษตร เช่น การปลูกพืชใช้น้ำน้อย  การปรับปรุงระบบการให้น้ำพืช และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น รวมถึงการประหยัดน้ำของทุกภาคส่วน ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมใช้ระบบ 3R เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งต่างๆ และการลดการสูญเสียน้ำในระบบประปา และระบบชลประทาน 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. กำชับ สทนช.และหน่วยงานต่างๆ เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้ประชาชน รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วถึง ทันเวลา เพื่อเตรียมความพร้อมและจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค อย่างเพียงพอของประชาชนเป็นอันดับเเรก  รวมถึงพื้นที่ EEC ที่มีความสำคัญ รณรงค์ขอให้ประชาชน เกษตรกรและทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.คุมเข้มเตรียมรับมือ "เอลนีโญ"
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม.คุมเข้มเตรียมรับมือ “เอลนีโญ”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ฝ่าวิกฤติโลกร้อน “เนื้อสัตว์ทางเลือก” กับ “ความกระหาย” ของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 เป็น 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021

การผลิตปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ปล่อยก๊าซคาร์บอนที่สำคัญ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แสดงให้เห็นว่า จำเป็นต้องใช้พื้นที่มหาศาล การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเพิ่มเนื้อที่ของฟาร์ม หรือการเกษตรที่ต้องใช้น้ำจำนวนมากเพื่อเลี้ยงดูสัตว์อีกต่อหนึ่ง ทุกขั้นตอนของการผลิตเนื้อสัตว์ล้วนใช้ทรัพยากรและปล่อยของเสีย ไม่ว่าจะเป็น การใช้น้ำและพลังงานปริมาณมากในการเลี้ยงสัตว์ ทำความสะอาดโรงฆ่าสัตว์ การขนส่งอาหารและเนื้อสัตว์ รวมถึงการแปรรูปอาหาร

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า การลดบริโภคเนื้อสัตว์และนมอาจเป็นกุญแจสำคัญใน “วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากภูมิภาคนี้ต้องการชัตดาวน์ “ภาวะโลกร้อน” จะต้องลดการผลิตโปรตีนจากสัตว์และเปลี่ยนไปใช้พืช การเพาะปลูก และแหล่งทางเลือกอื่นภายในปี 2030 ตามรายงานฉบับใหม่ของ Asia Research Engagement (ARE) ประเทศสิงคโปร์ องค์กรที่เน้นการลงทุนในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แม้ว่านี่จะเป็นปัญหาระดับโลก แต่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศในเอเชีย เนื่องจากทวีปนี้ใช้โปรตีนจากสัตว์มากกว่าครึ่งโลก รวมถึงสัตว์บกและอาหารทะเล  ARE กล่าวในรายงาน ไม่เพียงเท่านั้นภูมิภาคนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรที่เติบโตเร็วที่สุด ซึ่งขับเคลื่อนการบริโภคเนื้อสัตว์

ปี 2020 มาเลเซียและเวียดนามบริโภคโปรตีนระหว่าง 8.9 – 12.3 กิโลกรัมต่อคน จากเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ซึ่งสูงกว่าระดับที่แนะนำคือ 5.1 กิโลกรัมที่แนะนำโดยคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก

ข้อมูลจาก ARE แสดงให้เห็นว่า นี่เป็นปัญหาทวีคูณ เพราะส่วนใหญ่ของถั่วเหลืองที่เลี้ยงในฟาร์มสัตว์ในเอเชียนำเข้ามาจากบราซิล อาร์เจนตินา และปารากวัย “เมียร์ที กอสเคอร์” (Mirte Gosker) กรรมการผู้จัดการของ Good Food Institute APAC สถาบันวิจัยโปรตีนทางเลือกชั้นนำของเอเชีย  กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ซึ่งเป็นการเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมของการผลิตปศุสัตว์

รายงานระบุว่า ภายในปี 2060 โปรตีนทางเลือกทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกจะต้องมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตโปรตีน นั่นอาจหมายถึง การบรรลุเป้าหมายนี้จะนำมาซึ่งการระดมทุนโดยเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย นักลงทุน และธนาคาร กล่าวในรายงาน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอาหารจากพืช การหมัก หรือในห้องปฏิบัติการ โปรตีนทางเลือกมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสภาพอากาศพอๆ กับ “พลังงานหมุนเวียน” หรือการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

ขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนในการผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมทดแทน ส่งผลให้ลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าอาคารสีเขียว หรือ Green Building ซึ่งก็คือการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรอายุของอาคารถึง 7 เท่า และมากกว่ารถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ถึง 11 เท่า ตามรายงานของ Boston Consulting Group ในปี 2022

ตามรายงานของ The Good Food Institute เงินร่วมลงทุนในโปรตีนทางเลือกเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019 เพิ่มเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021

บริษัทหมักอาหารที่เน้นโปรตีนทางเลือกมีเงินลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 เทียบกับ 600 ล้านดอลลาร์จากปี 2020 ขณะที่บริษัทเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์และอาหารทะเลมีเงินลงทุน 1.4 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 ตามข้อมูลจาก The Good Food Institute

บริษัทอาหารชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ให้ความสนใจเช่นกัน โดยสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ได้อ้างถึง CP Foods ของไทยได้ขยายแบรนด์ Meat Zero ในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อเพิ่มการบริโภคโปรตีนทางเลือกทั่วเอเชีย  ในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น เต้าหู้ เทมเป้ และถั่วพัลส์ (Pulses) ซึ่งคือ ถั่วที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารเอเชียแบบดั้งเดิมมาช้านาน แต่ในอดีตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอาหารทดแทนเนื้อสัตว์ในวัฒนธรรมอาหารเอเชีย ARE ชี้ให้เห็น

“หากประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการผลิตและการพัฒนาโปรตีนทางเลือก ผลตอบแทนจากสภาพอากาศอาจมหาศาล” 

เเต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อสภาพอากาศก็ต้องการพลังงานด้วยเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต เนื้อสัตว์ที่เพาะเลี้ยงต้องใช้ไฟฟ้าที่โรงงานผลิต ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน

ข้อมูล Southeast Asia turns to alternative meats as fight against climate change ramps up

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา มีรายงานพบ “ภัยธรรมชาติ” เกิดขึ้นบนโลกบ่อยขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักๆ แน่นอนว่าเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนให้เห็นบ่อยขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ทะเลหลายชนิดตายปริศนา, สัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย, กระแสน้ำกัลฟ์สตรีมอาจล่มสลายหายไป, หิมะขั้วโลกอาจละลายเร็วกว่าที่คิด, สภาพอากาศแปรปรวน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจาก “ภาวะโลกร้อน” ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์รู้ว่า อีกไม่นาน “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นจริงภายในไม่กี่ชั่วอายุคน ?

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ “Climate Change” คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพอากาศในระยะยาว เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หลังจากนั้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1800 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับเกิดบ่อยขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ จนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ที่มีลักษณะคล้ายโดมกระจกใสคลุมชั้นบรรยากาศโลกไว้ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ระบายออกไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ (ภาวะโลกร้อน) เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ก็ส่งผลต่อเนื่องให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง เกิดภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำท่วมหนัก และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้

โดยผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์โลก ความเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ในมหาสมุทร สภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลก จำนวนป่าไม้ที่ลดลง และอื่นๆ อีกมากมาย กรุงเทพธุรกิจขอหยิบยกเอาสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติบางส่วน ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 มาสรุปให้ดังนี้

  • ปัญหาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ และสัตว์ตายปริศนา

แม้จะมีสัตว์หลายชนิดทั่วโลกทยอยสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา และสภาพแวดล้อม แต่ปัจจุบันเริ่มพบปรากฏการณ์การสูญพันธุ์แบบผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายที่อาจป้องกันการสูญพันธุ์ของพวกมันได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสู้กับปัญหาสภาพอากาศ และการถูกล่าจากมนุษย์ได้ โดยสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ล่าสุด ได้แก่

1. โลมาวากีตา (Vaquita) สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลก มีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เมตร ที่พบได้เฉพาะในอ่าวแคลิฟอร์เนียเท่านั้น จากข้อมูลของ The Guardian ล่าสุดระบุว่า พวกมันเหลืออยู่เพียง 10 ตัวเท่านั้น จากเดิม 567 ตัว ซึ่งคณะกรรมาธิการ ล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ International Whaling Commission (IWC) ออกประกาศแจ้งเตือนการสูญพันธุ์ของ “โลมาวากีตา” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 70 ปี โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงผิดกฎหมาย

2. ซาวลา หรือ วัวหวูกวาง (Vu Quang ox) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1992 บริเวณพรมแดนระหว่างเวียดนามกับลาว ปัจจุบันแทบไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่มีการถ่ายภาพ “ซาวลา” ได้ก็คือปี 2013 ตามข้อมูลจาก IUCN พวกมันอาจเริ่มลดลงตั้งแต่มีการค้นพบแล้ว และยังมีความเสี่ยงสูญพันธุ์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังไม่มีเคยมีซาวลาในสวนสัตว์มาก่อน จึงคาดว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่สามารถผสมพันธุ์เทียมเพื่อการอนุรักษ์ได้

3. แรดสุมาตรา หรือ กระซู่ (Sumatran rhino) ในอดีตการพบเจอ “แรดสุมาตรา” ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เรื่องปกติ แต่จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันเริ่มหายไป รวมถึงถูกฆ่าเพื่อเอานอไปขาย พวกมันจึงเหลืออยู่ไม่กี่ตัวบนเกาะสุมาตรา และบอร์เนียว โดยในมาเลเซียแรดสุมาตราตัวสุดท้ายตายไปเมื่อปี 2019 ส่วนในไทยมีรายงานพบเจอแรดสุมาตราเมื่อปี 1997 ก่อนที่จะไม่มีใครพบเจอพวกมันอีก

นอกจากนี้ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่กำลังเสี่ยงต่อการ “สูญพันธุ์” ได้แก่ นกสเตรสแมนน์บริสเติลฟรอนต์(Strassmann Bristlefront), เสือดาวอามูร์ (Amur Leopard), หมาป่าแดง (Canis rufus) และ กอริลลาครอสริเวอร์ (Cross River gorilla) โดยสัตว์หลายชนิดต้องเจอกับปัญหาที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย

ไม่ใช่ปัญหาการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ที่ตายอย่างปริศนาด้วย โดยในช่วงสิ้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า “เพนกวินมาเจลลัน” หรือ “Magellanic Penguins” กว่า 2,000 ตัว ถูกซัดมาเกยตื้นตายอยู่บริเวณชายหาดอุรุกวัย ในสภาพซูบผอมผิดปกติ จากการตรวจสอบพบว่าร้อยละ 90 ของเพนกวินเหล่านั้น ไม่มีไขมันสำรองในร่างกาย ไม่มีอาหารเหลืออยู่ในท้อง และยังมีอายุน้อย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งอุรุกวัย (คาดว่าพายุรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน) ได้พัดเอาอาหารของพวกมันไปที่อื่น ทำให้อดอาหารจนอ่อนแอลงเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่เพนกวินเท่านั้น แต่ในบริเวณนั้นยังมีซากนกทะเล ซากเต่า และซากสิงโตทะเลที่ร่างกายไร้อาหารในท้องรวมอยู่ด้วย

  • พื้นดินร้อนระอุ มหาสมุทรเดือด ไฟป่าลุกลาม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

เมื่อไม่นานมานี้องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว และเข้าสู่ “ภาวะโลกเดือด” ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเดือนก.ค.2023 ที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนก.ค. ที่ร้อนที่สุดในโลก และอาจร้อนสุดในรอบ 120,000 ปี

ภาวะโลกเดือดส่งผลกระทบไปทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหาคลื่นความร้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ความถี่การเกิดไฟป่า และพายุที่มากขึ้น ไปจนถึงน้ำในมหาสมุทร

อีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาจากภาวะโลกร้อนก็คือ “กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม” หรือ “Gulf Stream” หนึ่งในกระแสน้ำหลักของโลกในมหาสมุทรแอตแลนติก อาจล่มสลายภายในปี 2050 หรือ 27 ปีหลังจากนี้ แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด นักวิชาการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นภายในปี 2025 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดหายนะต่อสภาพอากาศทั่วโลก และอาจทำให้โลกกลับไปสู่ “ยุคน้ำแข็ง

ภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นดิน และอากาศเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำทะเลเดือดไปด้วย เพราะ “อุณหภูมิน้ำทะเล” ในมหาสมุทรทั่วโลกร้อนขึ้น จากเดิม 21 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2016 กลายเป็น 21.1 – 21.2 องศาเซลเซียส ในปัจจุบัน (2023) ถือเป็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงสุดที่เคยมีการบันทึกมา

อีกหนึ่งปัญหาที่ร้ายแรงไม่แพ้กันก็คือ “น้ำแข็งขั้วโลกละลาย” มีข้อมูลจาก The Conversation ว่าในช่วง 43 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งบริเวณอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกกว่า 4 เท่า เฉลี่ยแล้วจะอุ่นขึ้นกว่าปี 1980 ประมาณ 3 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิบริเวณดังกล่าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงปัญหาน้ำแข็งละลายที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ น้ำแข็งขั้วโลกอาจจะหายไปตลอดกาล และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น เช่น หมีขั้วโลก หรือ เพนกวิน เป็นต้น

ขณะที่จุดเสี่ยงอีกจุดที่เป็นผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็คือ “แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์” ซึ่งเป็นมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ของซีกโลกเหนือ หากละลายจนหมดจะส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร

นอกจากนี้ยังมี “ไฟป่า” ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีไฟป่าเกิดขึ้นทั่วโลกจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดีของมนุษย์โดยเฉพาะการ “ตัดไม้ทำลายป่า” ทำให้สภาพอากาศ และระบบนิเวศน์สูญเสียความสมดุล

ในปี 2020 มีเหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นในจุดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น ป่าแอมะซอน (Amazon) และ ขั้วโลกเหนือ หรืออาร์กติก (Arctic) ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่เกิดไฟป่าสูงสุดที่เคยมีมา และเช่นเคย.. คาดว่าเกิดจากปัญหาโลกร้อน

ส่วนพื้นที่ป่าของแคนาดา ก็พบว่าเกิดปัญหาไฟป่า และน้ำท่วมฉับพลันหลังอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ณ เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อากาศไม่เป็นไปตามฤดูกาล

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ไฟป่าบนเกาะเมาวี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 89 ราย (12 ส.ค.) ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าร้อยปี มีพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 5,311 ไร่ หลายฝ่ายคาดว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในครั้งนี้มาจากพายุเฮอริเคนนอกชายฝั่ง ที่มีลมกระโชกแรง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง หนึ่งในผลพวงจาก “ภาวะโลกร้อน

สุดท้ายแล้วผลกระทบที่เชื่อมโยงมาจากภาวะโลกร้อนนั้น ล้วนแต่มีความร้ายแรงกว่าที่คาดคิด และจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์เอาไว้มาก ถ้าหากมนุษย์ยังไม่รีบหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

อ้างอิงข้อมูล : The GuardianIUCNThe ConversationUNEuropean Scientist, และ BBC

Source : กรุงเทพธุรกิจ