ตอนนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นยุคนี้จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ฯลฯ

พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy เป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นพลังงานที่ใช้ไม่หมดซึ่งแหล่งที่มาของพลังงานกำเนิดมาจากธรรมชาติรอบตัวเรา อย่าง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงผลผลิตและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย กากมันสำปะหลัง หรือมูลสัตว์ ก็สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี 

UN กระตุ้นเร่งเครื่องพลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนสายเกินไป

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอย่าง พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าพลังงานฟอสซิล ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change ซึ่งตอนนี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเป็นอยู่ของมนุษย์

UN กระตุ้นเร่งเครื่องพลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนสายเกินไป

นาย António Guterres เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน หากไม่มีการหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ก็จะอนาคตที่ดีจะไม่มีอย่างแน่นอน  

องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้เปิดแนวทางการเร่งเครื่องพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้เร็วที่สุด ดังนี้

  • เปลี่ยนเงินอุดหนุนพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานหมุนเวียน

เงินอุดหนุนพลังงานฟอสซิลมีสัดส่วนเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทาง UN กล่าวว่าควรหันมาลงทุนด้านพลังานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อลดพลังงานฟอสซิล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างงาน คุณภาพชีวิตดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยากจน

  • พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและกระจายสู่สาธารณะให้ทั่วถึง

การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนควรมีการเร่งคิดค้นพัฒนา และที่สำคัญต้องกระจายสู่สาธารณะ กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนควรเป็นสินค้าสาธารณะ ทำให้ทุกคนและทุกภาคส่วนเข้าถึงได้

  • พัฒนาความรู้และทักษะผู้ใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

พลังงานหมุนเวียนมีการใช้แร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบในการผลิตพลังงาน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรมีการนำวัตถุดิบที่ใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างมีอย่างรู้คุณค่า รวมถึงพัฒนาทักษะผู้ใช้เทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยพลังงานหมุนเวียนควรมีให้มากขึ้น

ที่มา : United Nations / EGAT

ภาพ : pexels

Source : Spring News

บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดกิจกรรมทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ใช้ EV หรือกำลังมองหา EV และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจ EV เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์สำหรับการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION อย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ดูแลด้านบริการซ่อมบำรุงยานยนต์

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. กล่าวถึง การได้รับเลือกให้เป็นหน้าร้านออนไลน์ (Official Online Store)  เพื่อจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์  AION  อย่างเป็นทางการ  พร้อมเปิดตัวด้วยจัดกิจกรรมทดลองขับ AION Y Plus

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

EVme เพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV

อีวี มี พลัส จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ช่วยผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้เกิดการใช้รถ EV มากขึ้นในประเทศไทย ผ่านการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น บริการให้เช่ายานยนต์ไฟฟ้าสำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร และบริการข้อมูลเกี่ยวกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าผ่านเเอปพลิเคชัน

เราตั้งใจให้ EVme เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV ทั้งเรื่องตัวรถ การชาร์จ เเละการดูแลรักษา เราเป็น Multi-brand platform ที่จะให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการรถ EV หลากหลายรุ่นตามความชื่นชอบ รวมทั้งยังสามารถซื้อและเป็นเจ้าของรถ EV ได้ง่าย และตรงใจมากยิ่งขึ้น

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการเดินทางอย่างยั่งยืนของอาเซียน’ และถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ AION รายแรกในประเทศไทย ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์อย่างเป็นทางการสำหรับการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ซึ่งจะช่วยเสริมการบริการของ EVme ให้มีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กว้าง และยืดหยุ่นมากขึ้น

แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ อีวี มี พลัส ยังร่วมมือกับศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ให้บริการซ่อมบำรุงยานยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง เพื่อรองรับต่อการขยายตัวของตลาด EV และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นายสุวิชชา  กล่าวเสริมอีกว่า ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม EV Lifestyle ที่ทุกคนนึกถึง สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชาร์จ ได้ลองขับรถหลายรุ่น จากที่บ้านไปที่ทำงาน หรือขับไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งหากใครกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อยากศึกษา อยากรู้จัก อยากทดลอง แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี

“อยากให้ลองมาทําความรู้จักกับ EVme แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ในชีวิตประจําวัน และรวมถึงทําให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อีกด้วย  และผมพูดเสมอว่าเราไม่ได้อยากแข่งขันกับใคร ผมอยากให้ทุกคนเป็นพันธมิตรกันมากกว่า เทคโนโลยีของรถ EV ทุกวันนี้ล้ำหน้าใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างจากรถสันดาปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้รถ EV ไม่ได้แข่งขันกับรถ EV ด้วยกันเอง แต่กำลังแข่งขันกับรถสันดาปมากกว่า”

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus  ที่เพิ่งเปิดตัวไปจะเป็นรุ่น Standard Range Plus โดยจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์สไตล์ Crossover แบบ 5 ประตู ที่มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED ที่มีการเล่นลายเส้นภายในโคมไฟที่ดูสวยงาม ซึ่งทาง AION ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘ปีกนางฟ้า’ พร้อมด้วยกระจังหน้าแบบปิดทึบในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับกันชนด้านล่างที่มีการเว้นช่องระบายอากาศ ช่วยเพิ่มมิติด้านหน้าของตัวรถได้เป็นอย่างดี ในส่วนของแบตเตอรี่ จะเป็นชนิดลิเธียมฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) ที่ใช้เทคโนโลยี Magazine ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ตัวแบตเตอรี่มีความจุอยู่ที่ 60 Kwh สามารถทำระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ 490 กิโลเมตร ตามมาตรฐานทดสอบจาก NEDC ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง และยังมีจอสัมผัสมัลติฟังก์ชันมีขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ใช้ควบคุมระบบต่าง ๆ ของตัวรถ ส่วนผู้ขับขี่จะมีหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว ด้านหลังพวงมาลัย เพื่อช่วยบอกข้อมูลด้านการขับขี่

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นายหวัง หย่ง เจี่ย ประธานกรรมการ บริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด 1 ใน 4 ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถ GAC ในประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2566 คาดว่ายอดจำหน่ายรถ GAC ในไทยของตัวแทนจำหน่ายทุกเจ้าจะอยู่ที่ 4,000 – 6,000 คัน ส่วนในปี 2567 จะอยู่ที่ 18,000 คัน สำหรับบริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด คาดว่าปี 2566 จะจำหน่ายรถ GAC ได้ 1,000 คัน โดยปีนี้จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 รุ่นก่อน และในปี 2567 จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 – 3 รุ่น คาดว่าจะเปิดโชว์รูมในไทยประมาณ 20 แห่ง 

นายสุรเชฏฐ์ พรพิพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับ FIT Auto จะเข้ามาช่วย EVme ในบริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง (Light Maintenance) โดยปัจจุบัน FIT Auto มีสาขา 91 สาขาทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และในปีหน้ามีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้ยานยนต์ทุกเส้นทาง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเปิดประสบการณ์ EV และสัมผัสสมรรถนะ รวมถึงระบบต่างๆ ของ AION Y Plus สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ https://giaion.evme.io/  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-028-2686 อีเมล aion@evme.io

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี​ มีกำหนดที่จะแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา​ ในวันที่​ 11-12​ กันยายน​ 2566​ นี้​ โดยหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน​ ที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินการ​ คือ​ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้ง​ค่าไฟฟ้า​ ค่าน้ำมัน​ และก๊าซหุงต้ม​ ให้แก่ประชาชน ซึ่งระบุว่าจะปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที

ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อนได้มีการปรับลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน โดยปรับลดในส่วนของค่าไฟฟ้า​ที่เป็นต้นทุนผันแปร​ หรือที่เรียกว่า​ค่าเอฟที​ โดยคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน​ หรือ​  กกพ.​ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลค่าไฟฟ้า ได้มีการพิจารณาให้ปรับลดลงค่าเอฟทีลงมาแล้ว​ ในงวด​ตั้งแต่​เดือนกันยายน​- ธันวาคม​ 2566​ ประมาณ​ 25​ สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้า​เฉลี่ย​โดยรวม​ลดลง จาก​ 4.70​ บาทต่อหน่วย​ เหลือ​ 4.45​ บาทต่อหน่วย​ ซึ่งหากรัฐบาลเศรษฐาจะลดค่าไฟลงทันที​ ก็หมายความว่าจะลดลงเพิ่มจากที่มติ ​กกพ. เคยได้ปรับลดไปแล้ว

และเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงมีนโยบายค่าเอฟที​ที่ประชาชนต้องจ่าย​นับตั้งแต่เ​ดือนกันยายน​ 2564​ ที่ผ่านมา​ จนถึง​ เมษายน​ 2566​ เป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจริง​ โดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา​สั่งการให้​การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ช่วยแบกภาระส่วนต่างเอาไว้ก่อน​ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชน​ ทำให้ภาระที่​ กฟผ. ต้องแบกต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชน​ นับตั้งแต่​กันยายน​ 2564​ จนถึงเมษายน​ 2566​ เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง​ รวม​ 138,485 ล้านบาท​ 

การแบกรับภาระแทนประชาชนดังกล่าว​ ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน ของ​กฟผ.​ จนต้องมีการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่อง​ การขอขยายระยะเวลานำเงินส่งรัฐ​ การขอขยายเวลาชำระค่าเชื้อเพลิงให้​ ปตท.

ดังนั้น ในการคำนวณค่าเอฟที​งวด​เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม​ 2566​  กฟผ. ​จึงมีหนังสือแจ้ง กกพ.​ ว่า​ กฟผ. มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการทยอยคืนภาระที่​ กฟผ. แบกต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนดังกล่าว และไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนแทนประชาชนได้อีก​ เนื่องจากจะส่งผลให้มีปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก​ จึงจำเป็นต้องได้รับการทยอยจ่ายคืนเงินส่วนที่ กฟผ. เคยแบกไว้​ ตามงวดการจ่ายที่​นำเสนอ ​กกพ. เป็นเงินประมาณ​ 23,428  ล้านบาท

​นอกจากนั้น การคำนวณค่าเอฟที​โดยคาดการณ์ล่วงหน้า​ (ก.ย.-ธ.ค.2566​)​ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ตัวเลขต้นทุนเชื้อเพลิงจริงอาจจะสูงกว่า​ที่​ กกพ. ใช้คำนวณ​ เพราะมีแนวโน้มที่จะต้องนำเข้า​ LNG​ ราคาแพง ​มาทดแทนก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ (G1/61) ที่อาจจะมีปริมาณต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด​

​ซึ่งหาก​เป็นไปตามมติ กกพ. ในการคิดค่าเอฟที​งวด​กันยายน​-ธันวาคม​ 2566​ ก็จะเหลือภาระต้นทุนจริงที่ กฟผ. ยังต้องแบกแทนประชาชน​อีก​ จำนวน​ 111,869  ล้านบาท​ โดยเงินส่วนที่ได้รับ​นี้ กฟผ. จะนำไปใช้ในการบริหารสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ การชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้​ และการจ่ายชำระค่าเชื้อเพลิงให้กับ​ ปตท.

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวทางพิจารณาลดค่าไฟ​ทันที​ตามนโยบาย​ของรัฐบาลเศรษฐาที่จะนำเข้าพิจารณาในการประชุม ครม. นัดแรก คือให้​ กฟผ. แบกรับภาระหนี้​ต้นทุนเชื้อเพลิงไปก่อน โดยยังไม่ต้องขอรับการทยอยจ่ายคืนตามงวดที่เคยแจ้งต่อ​ กกพ.​ ดังนั้น หากรัฐบาลยังยืนแนวทางที่จะให้​ กฟผ. แบกรับภาระ​ จนมีปัญหาขาดสภาพคล่อง​ และกระทบต่อการชำระหนี้เงินกู้​ การชำระค่าเชื้อเพลิง​ และการนำเงินกำไรส่งรัฐ​ 

ที่ผ่านมา​ ผู้บริหาร กฟผ.​ ให้สัมภา​ษณ์สื่อสารไปยังประชาชนและรัฐบาล​ ว่า​การแบกภาระต้นทุนเชื้อเพลิง​แทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าเอาไว้ก่อน​เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับสูงขึ้นตามต้นทุนจริงในช่วงที่ผ่านมา​นั้น เหมือนกับลาที่แบกสัมภาระอันหนักอึ้ง จนหากมีใครวางเศษฟางลงบนหลังลาอีกเพียงเส้นเดียว​ก็อาจจะทำให้ลาตัวนั้นล้มลงได้​ 

ทั้งนี้ยังไม่นับสัญญาณที่เป็นปัจจัยลบจากการผลิตก๊าซแหล่งเอราวัณ​ (G1/61) ที่อาจจะไม่มาตามนัด จากเป้าหมายที่ตั้งใจจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้​ 600​ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน​ แต่สิ้นปี​นี้แว่วว่า​กำลังการผลิตจะทำได้เพียง​ 400​ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน​ ทำให้ต้องนำเข้า​ LNG​ ที่มีราคาแพงกว่ามาทดแทน​ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น​กว่าตัวเลขที่​ กกพ.​ คาดการณ์​เอาไว้​

ดังนั้น​ การประชุมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเศรษฐานัดแรก​ที่จะมีขึ้นหลัง​การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา​ ซึ่งจะมีวาระการลดราคาพลังงาน​รวมทั้งค่าไฟฟ้า​โดยทันที​ นั้น รัฐบาลจึงต้องมองถึงแนวทางอื่นๆ มาดำเนินการ​ เช่นการจัดสรรงบประมาณส่วนอื่นมาช่วยเหลือ​ผลกระทบค่าไฟฟ้า​ และช่วยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง​ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้เคยดำเนินการ​ เพราะหากให้​ กฟผ. ยังต้องแบกรับภาระหนี้ที่หนักอึ้งเช่นเดิม​ กฟผ.ก็จะประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถจ่ายคืนดอกเบี้ย​ และค่าเชื้อเพลิงได้ตรงตามเวล​าที่กำหนด ยกเว้นว่ากระทรวงการคลัง​มีมาตรการอื่นใดที่จะมาช่วย กฟผ. แก้ปัญหา​สภาพคล่อง​

ขอบคุณภาพจาก FB เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin 

อย่างไรก็ตาม​ กระทรวงการคลัง​ที่นายเศรษฐา​นั่งควบเป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่อีกตำแหน่ง​ ต้องไม่ลืมว่า​การที่ กฟผ. ต้องกู้เงิน​เพิ่ม​ ก็คือจะเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ​ และหากสัดส่วนหนี้เงินกู้ของ​ กฟผ. สูงเกินไป​ ก็จะกระทบต่อเครดิตเรทติ้งของ​ กฟผ.​ กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้​ ซึ่งในท้ายที่สุด​ ภาระทั้งหมดนี้ก็จะต้องถูกส่งผ่านไปที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ดี​   

นโยบายประชานิยมเรื่องค่าไฟ​ที่มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนในระยะสั้น​ แต่ใช้วิธีการซ้ำเติมฐานะการเงิน​ของ กฟผ. ให้อ่อนแอ​ลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถลงทุนเพื่อคงบทบาทการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศได้​ จะกลายเป็นผลเสียที่ตกอยู่กับประชาชนผู้ไฟฟ้า​ ที่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าไฟต่อเนื่องไปในระยะยาว​

Source : Energy News Center

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีค.ศ.2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ปีค.ศ.2065

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ยับยั้งอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้น การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ช่วงการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดนั้น การพัฒนาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จึงถือว่ายังมีความจำเป็นนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตํ่า ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่มีความเสถียรทั้งด้านราคาและปริมาณ

หนึ่งในความหวังของการจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติราคาถูก ที่จะมาช่วยทดแทนปริมาณก๊าซในอ่าวไทย ที่นับวันจะลดลงเรื่อยๆ คงหนีไม่พ้นแหล่งพื้นที่ไหล่ทวีปคาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา (Overlapping Claims Area: OCA) ซึ่งมีเนื้อที่ทางทะเลประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่ประเมินกันว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองขนาดใหญ่ไม่แพ้แหล่งในอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม การจะพัฒนาก๊าซฯ จากแหล่ง OCA ขึ้นมาใช้ ปัจจุบันยังติดปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอยู่ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการเจรจาร่วมกันแต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งต้องรอความหวังว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะสามารถผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ ตามที่พรรคเพื่อไทยกำหนดเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศได้หรือไม่

 ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไป พื้นที่ OCA เกิดขึ้นจากการที่กัมพูชาชิงประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย เมื่อปี 2515 ก่อนที่ไทยจะประกาศในปี 2516 ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิขีดเส้นลํ้าเข้ามาทับเส้นของอีกฝ่าย ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ทับซ้อนกันกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร เป็นข้อพิพาทเกิดขึ้น ส่งผลต่อสิทธิสัมปทานทั้งไทยและกัมพูชา ที่ให้ไว้กับบริษัทเอกชนไม่มีรายใดสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียมได้เลย จนมาถึงปัจจุบัน

ชงรัฐบาลใหม่ เร่งเจรจา OCA จัดหาก๊าซราคาถูก

ดร.สุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการเจรจาแก้ไขปัญหา OCA ที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการตามกรอบบันทึกข้อตกลง MOU 2544 อย่างเต็มที่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติทางทะเลและความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ ตามกรอบว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน การกำหนดพื้นที่ที่จะมีการแบ่งเขตพื้นที่ไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเล โดยทั้งการกำหนดเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันนั้น จะต้องดำเนินการทำข้อตกลงไปด้วยกันไม่สามารถแบ่งแยกได้ (Indivisible package) และการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Committee -JTC) ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกในการเจรจา

 สถานะการเจรจานับตั้งแต่ที่ลงนามใน MOU 2544 หรือรอบ 22 ปี ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วม JTC มีการจัดประชุมไปแค่ 2 ครั้ง หารืออย่างไม่เป็นทางการของประธาน JTC ฝ่ายไทยและกัมพูชา 4 ครั้ง Sub JTC ประชุม 2 ครั้ง การประชุมคณะทำงานชุดที่มีอธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ เป็นหัวหน้าคณะ 1 ครั้ง และชุดที่มีอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นหัวหน้าคณะ ประชุม 6 ครั้ง ดังนั้น เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว กรมฯ จะนำเสนอสถานะและความคืบหน้าการเจรจา OCA ที่จะให้เดินหน้าต่อตามกรอบ MOU 2544 เพราะสามารถใช้ JTC ไทย-กัมพูชา เป็นกลไกในการเจรจาให้มีความคืบหน้าได้

 อาจารย์กิตติคุณ ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ อดีตศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภายใต้ MOU 2544 มีข้อตกลงเกี่ยวกับพื้นที่ที่จะแบ่งเขตกันอย่างชัดเจนประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่พัฒนาร่วมกันประมาณ 16,000 ตางรางกิโลเมตร ซึ่งในส่วนที่จะมีการแบ่งเขตแดนให้ชัดเจนนั้น มีปัจจัยที่ทำให้การเจรจาไม่เป็นผล เพราะมีข้อขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างประเทศ เช่น กรณีการสูญเสียเขาพระวิหารในอดีต จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการเจรจา ซึ่งจะใช้เวลานาน ส่วนในพื้นที่พัฒนาร่วมที่จะแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันนั้น มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

 ทั้งนี้ จะต้องมีการเจรจาถึงรูปแบบข้อตกลง การตั้งเป็นองค์กรที่จะแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน การกำหนดสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์ และเมื่อเจรจาจัดทำร่างข้อตกลงแล้ว จะต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ และมีการออกกฎหมายภายในที่จะต้องดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ หากมีการโต้แย้งจากรัฐสภา ภาคประชาชน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการ

 ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งเจรจา OCA ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ในการสร้างความมั่นคงและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในปริมาณที่มาก และมีราคาแพง จากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ผลิตได้ลดลง การพยายามเสาะแสวงหาแหล่งทรัพยากรจากพื้นที่ OCA จึงเป็นนโยบายสำคัญลำดับต้น ๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อจัดหาพลังงานราคาถูกให้กับประเทศและประชาชนในระยะยาว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวดี ! ของพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ การประชุมครม.นัดแรกกำลังจะมีการพิจารณา ลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟ 20 สตางค์ ช่วยเหลือประชาชน

เรื่องการลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟฟ้าลงอีก 20 สตางค์ เป็นเรื่องที่ประชาชนกำลังจับตามองอย่างมากในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 ที่จะมีการประชุมนัดแรกในวันที่ 12 กันยายน 2566 นี้ โดยก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ออกมาประกาศว่าจะลดราคาน้ำมันดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ทันทีในการประชุมครม.นัดแรก

ทั้งนี้ราคาน้ำมันดีเซล ราคาขายปลีกหน้าปั๊มปัจจุบันอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร ซึ่งได้รับสนับสนุนจากกองทุนน้ำมัน 6.43 บาท/ลิตร เสียภาษีสรรพสามิต 6.58 บาท/ลิตร และยังเสียภาษีท้องถิ่นอีก 10 %  ส่วนค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน (1 ก.ย.- 31 ธ.ค.66 ) เรียกเก็บอยู่ที่ 4.45 บาท/หน่วย

อย่างไรก็ตามมีคาดการณ์จากผลสำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนว่าหากมีการประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ได้จริงในการประชุมครม.นัดแรก จะต้องมีการลดภาษีสรรพสามิตให้เหลือ 4.64 บาท/ลิตร  ลดภาระกองทุนน้ำมันที่ยังติดลบอยู่ จึงจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร ได้

ต่อมา คือ ค่าไฟ คาดว่าจะมีการลดลงอีก 0.20 บาท/หน่วย เหลือ 4.25 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นความต้องการของภาคธุรกิจจากการสำรวจความคิดเห็น ส่วนประชาชนต้องการให้ลดเหลือ 4.20 บาท/หน่วย โดยหลักการที่จะลดค่าไฟฟ้าได้ คือการยืดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

พร้อมกันนี้จะพามาฟังจากปากของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ และว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ยืนยันว่าจะมีการปรับลดจริง แต่ตัวเลขการปรับลดทั้งลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือ 30 บาท/ลิตร และลดค่าไฟฟ้า 20 สตางค์ ตามที่เป็นข่าวเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับของจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องรอกระบวนการครม.เคาะอีกทีในเร็วๆนี้ โดยแผนงานทั้งหมดเป็นการเร่งแก้ไขความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบ

นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลไกที่จะปรับลดราคาน้ำมันดีเซลต้องใช้การลดภาษีสรรพสามิต และปรับลดภาระกองทุนน้ำมันลงให้ได้ หากจะปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันระยะยาวก็ต้องรื้อโครงสร้างเดิมก่อนให้ได้ทั้งกระดาน รวมถึงการควบคุมภาษีท้องถิ่น และค่ากลั่นต่างๆหน้าโรงกลั่นด้วย

Source : Spring News