อีอีซี รวมพลังภาคีภาครัฐ-เอกชน MOU หนุนใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ และรับส่งพนักงานในพื้นที่ อีอีซี พร้อมร่วมพัฒนาระบบนิเวศน์การลงทุน นําร่องปี 66 เกิดรถโดยสารไฟฟ้า 100 คัน คาดใน 2 ปีเพิ่มเป็น 10,000 คัน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 5 แสนตัน/ปี จูงใจดึงลงทุนคลัสเตอร์ EV และ BCG รวม 40,000 ล้านบาท

วันที่ 28 ก.ย.2566 นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ และ รถรับ-ส่งพนักงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมกับ นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อํานวยการสํานักงานสภา นโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ นายชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศ.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทย นายวีระเดช เตชะ ไพบูลย์ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100) และนายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิ พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีถ่ายทอด องค์ความรู้ ขับเคลื่อนการลงทุนและใช้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้า ในระบบขนส่งสาธารณะ และรับส่งพนักงานใน ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ นําไปสู่การพัฒนาพื้นที่อีอีซี อย่างยั่งยืน ณ ห้อง Conference 1-2 สํานักงานอีอีซี

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การลงนามฯ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือสําคัญจากภาคี ภาครัฐ และเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG ผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศน์ ดึงดูดการลงทุน นวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายให้เป็นที่ตั้งและ ฐานการผลิต EV แห่งภูมิภาค โดยภายใต้กรอบความร่วมมือ MOU ดังกล่าว จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่แพร่หลาย ในระบบขนส่งสาธารณะ และการรับส่งพนักงาน ประชาชนในพื้นที่ อีอีซี เข้าถึงบริการดังกล่าวได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผลักดันให้เกิดการผลิต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด สอดคล้องกับเป้าหมาย พัฒนาให้พื้นที่อีอีซี เป็นพื้นที่ Net Zero Carbon Emission ในภาคอุตสาหกรรม โดยระยะ 5 ปีแรก สามารถลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 10% และการลงทุนใหม่ในพื้นที่ 40% ต้องมีแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว สร้างการพัฒนาที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ อีอีซี จะเชื่อมประสานความร่วมมือพัฒนากลไกการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ โดยทุกฝ่ายจะ ร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ การติดตั้งสถานี ชาร์ทไฟฟ้าเพื่อรองรับ รวมไปถึงขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มโครงการฯ โดยอีอีซี จะร่วมขับเคลื่อนพัฒนาระบบนิเวศน์จูงใจ ให้เกิดการลงทุน เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์รูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี การอํานวยความสะดวกเพิ่มความรวดเร็วในการขอ ใบอนุมัติ อนุญาต ที่อีอีซีสามารถออกใบอนุญาตแทนหน่วยงานต่างๆ ได้ถึง 44 ใบอนุญาต คาดว่าจะเริ่มได้ในต้นปี 2567 ซึ่งจากความร่วมมือ MOU ครั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายสนับสนุนให้เกิดการลงทุนใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ สําคัญรวม 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คลัสเตอร์ EV ประมาณ 30,000 ล้านบาท และคลัสเตอร์ BCG ประมาณ 10,000 ล้านบาท ในปี 2567

นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อํานวยการสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานที่เป็นต้นน้ําในการผลักดันเทคโนโลยีของประเทศ เห็นถึงอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้ สอวช. ได้กําหนดกรอบการสนับสนุนทุนวิจัยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไร้มลพิษ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรม สําหรับความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ จะ สนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี เกิดการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการในอุตสาหรรม ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึง ระบบมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมต้นน้ําได้ และจะ สนับสนุนศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในอนาคต นายชูกิจ ลิมปิจํานงค์ ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สวทช. จะเป็นหน่วยงานด้านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ได้ดําเนินการวิจัย และพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่หน่วยงานดําเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาระบบ EV Charger การพัฒนาระบบขับ ขี่อัตโนมัติ เป็นต้น และ สวทช. มีความพร้อมในการสนับสนุนการทดสอบเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ โดยความร่วมมือใน ครั้งนี้ จะสนับสนุนการนําเทคโนโลยีมาใช้จริง และเป็นการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่อีอีซี และจะสนับสนุน ผู้ประกอบในการทดสอบมาตรฐานเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นภารกิจสําคัญของ สวทช ที่ต้องการสนับสนุนเทคโนโลยีตั้งแต่ตน้ น้ําจนถึงปลายน้ําต่อไป

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ จะเป็นโครงการนําร่องเพื่อเป็นต้นแบบการใช้รถโดยสารไฟฟ้า สําหรับขนส่งสาธารณะและรับ-ส่งพนักงาน สําหรับประชาชน เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในพื้นที่อีอีซี โดยคาดว่าในปี 2566 นี้จะเกิดรถโดยสารไฟฟ้า อย่างน้อย 100 คัน พร้อมสถานีชาร์ท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5 พันตันต่อปี เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และ พัฒนาวัตถุดิบสินค้าในประเทศ (local content) เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ มากกว่า 360 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 2 ปี หากสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้รถโดยสารไฟฟ้าได้ 10,000 คัน จะมีมูลค่า การลงทุนมากกว่า 60,000 ล้านบาท เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศมากกว่า 48,000 ล้านบาท ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกลงได้ 5 แสนตันต่อปี

ในวันที่ 1 ต.ค. 2566 ตามเงื่อนไขมาตรการ CBAM(Carbon Border Adjustment Mechanism)ที่สินค้าที่เข้าไปขายในสหภาพยุโรป(อียู) จะต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนและหากมีปริมาณการที่สูงมากก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อรายงานให้อียูทราบว่าสินค้านั้นๆไม่มีการปล่อยคาร์บอนเกินมาตรฐานที่กำหนด 

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการดังกล่าวยังไม่กำหนดบทลงโทษในช่วง 2 ปีแรกที่บังคับใช้ และเป็นเพียงการใช้บังคับในกลุ่มสินค้าเฉพาะ 7 ชนิด เช่น เหล็ก อลูมิเนียม เป็นต้น แต่ผู้ส่งออกไทยต้องตื่นตัวกับเงื่อนไขดังกล่าว เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่อียูจะขยายขอบเขตสินค้าให้มากขึ้นจาก 7 ชนิดแรกที่กำหนดอยู่ในปัจจุบัน 

ปรากฎการณ์ดังกล่าวทำให้“ตลาดคาร์บอนเครดิต”คึกคัก ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก่อนว่า เป็นเศรษฐกิจสีเขียวที่กลุ่มผู้ขายคือคนปลูกต้นไม้ ผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่พลังงานจากชีวมวลต่างๆ เช่น เศษวัสดุทางการเกษตร จะต้องไปขอใบรับรองเพื่อตรวจสอบว่ากิจกรรมที่ทำอยู่สามารถดูดซับคาร์บอน หรือ “คาร์บอนเครดิต”ได้ตามมาตรฐาน จากนั้นนำใบรับรองไปซื้อตามแพลตฟอร์มต่างๆ ส่วนราคาหรือรายได้จะขึ้นอยู่กับความต้องการตลาดในช่วงนั้นๆ และชนิดของแหล่งคาร์บอนเครดิต ซึ่งปัจจุบัน“ป่าไม้”มีราคาสูงสุดเฉลี่ย 2,000 บาทต่อtCO2eต่อปี

ดังนั้น การปลูก“ป่า” หรือ “ต้นไม้”จากนี้จะมีประโยชน์มากขึ้นรวมถึงเป็นแหล่งผลิตรายได้ด้วยตัวเอง หรือ Passive income ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของ“เศรษฐกิจสีเขียว”ที่ไม่เพียงดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจแหล่งรายได้นี้ก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะต้นไม้ 1 ไร่นั้นกักเก็บได้ 1 tCO2eและรายได้ที่ว่านี้เป็นการคำนวนแบบรายปี

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ มีเงื่อนไขในการปลูกต้นไม้เพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิต โดยผู้ประกอบการต้องตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆก่อน ยกตัวอย่าง T-VER  (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ที่อบก. รับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งมีเงื่อนไขต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 10 ไร่ ขึ้นไป เนื่องจากหากมีเนื้อที่ 1-3 ไร่ เท่านั้นจะไม่สามารถทำโครงการได้เพราะมีค่าใช้จ่ายการประเมินประสิทธิภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของต้นไม้ และค่าใช้จ่ายในการประเมินคาร์บอนเครดิตนั้นในระบบการตรวจวัด การทวนสอบ (Verification) มีราคาที่สูง      

นอกจากนี้ ต้นไม้ในโครงการแต่ละชนิดจะมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนต่างกันไป เบื้องต้น ต้องเป็นไม้ยืนต้น อายุยืนยาวและมีวงปลี การทำคาร์บอนเครดิตนั้นไม่สามารถทำในไม้ล้มลุกได้ โดยไม้ล้มลุกนั้นมีอายุที่สั้นไม่ถาวร แต่พอตายไปจะมีการคายก๊าซคาร์บอนคืนกลับสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนต้นไม้ที่ไม่มีวงปลีบางชนิดก็สามารถปลูกได้ อย่าง มะพร้าว ปาล์ม ไผ่  ทั้งนี้ยังมีคาร์บอนเครดิตที่ได้จาก“บูลคาร์บอน” ซึ่งมี“หญ้าทะเล” เป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่ดีอีกด้วย 

มาตรฐานพวกนี้ไม่ได้ใช้แค่ประเทศไทยแต่เป็นมาตรฐานเดียวกันในต่างประเทศอีกด้วย ส่วนการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพันธุ์ไม้กักเก็บคาร์บอน จะแปรผันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ชนิดป่า ชนิดไม้ที่เป็นองค์ประกอบของป่า ความหนาแน่นของป่า สภาพภูมิประเทศ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น”

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า รายย่อยที่มีพื้นที่น้อยจะเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตไม่ได้ เพราะระบบเปิดให้มีการรวมกลุ่มกับผู้ประกอบการหลายๆคนในรูปแบบชุมชน ที่แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันได้ ก็สามารถเข้าสู่โครงการคาร์บอนเครดิตได้ เช่น โครงการแบบแผนงาน Programme of Activities (PoA) โดยจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกับโครงการแบบเดี่ยว และขอรับรองคาร์บอนเครดิต ผู้ประกอบการการต้องจัดทำรายงานการติดตามประเมินผลของทุกกลุ่มโครงการย่อย และต้องผ่านการทวนสอบ จากผู้ประเมินภายนอก และส่งไปยัง อบก. เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิตต่อไป

 “ต้องประเมินสถานการณ์ตลาดคาร์บอนเครดิตมีความคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วไม่คุ้มก็ไม่แนะนำให้ทำ อยากให้มองคาร์บอนเครดิตเป็นรายได้เสริมมากกว่าเป็นรายได้หลัก” 

CBAM เป็นแค่การเคาะประตูให้เศรษฐกิจไทยตื่นตัวกับมาตรการสิ่งแวดล้อมในโลกการค้าหลังจากนี้จะมีมาตรการใหม่ๆอีกเเละเมื่อถึงเวลานั้น โอกาสทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมสิ่งแวดล้อมต่างๆจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทยและชุมชนอีกมากอยู่ที่ว่าต้องเข้าใจกติกาและก้าวสู่ตลาดใหม่อย่างเข้าใจเพื่อให้“ต้นไม้”ในวันนี้สามารถเป็นแหล่งpassive incomeได้ในวันข้างหน้า 

1 ต.ค. เริ่มใช้ CBAM คาดตลาดคาร์บอนเครดิตบูมแนะปลูกต้นไม้รับpassive income

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จีน นำคณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของจีน ดำเนินการทดสอบอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อน จากมหาสมุทรในทะเลจีนใต้ สามารถผลิตไฟฟ้าเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง 47 นาที สร้างผลผลิตไฟฟ้าสูงสุด 16.4 กิโลวัตต์

จีน พัฒนาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากมหาสมุทร ซึ่งมีขนาด 20 กิโลวัตต์ พัฒนาโดยสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาทางทะเลแห่งกว่างโจว ภายใต้การควบคุมโดยตรงของสำนักสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน 

เครื่องผลิตไฟฟ้าดังกล่าวสามารถผลิตไฟฟ้าเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง 47 นาที สร้างผลผลิตไฟฟ้าสูงสุด 16.4 กิโลวัตต์ หลังจากนั้นถูกเคลื่อนย้ายกลับสู่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน หลังจากเสร็จสิ้นการทดสอบ

ซึ่งกำลังการผลิตถึงแม้จะไม่ได้มากนัก แต่นั่นเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานธรรมชาติ ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่น่าสนใจและอาจถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต

ปกติแล้วการเดินเรือจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก และหากการเดินเรือสามารถสร้างไฟฟ้าไปด้วยได้ก็จะทำให้ช่วยลดคาร์บอนบางส่วนไปได้ในระยะยาว

จีน ทดสอบผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ใช้ความร้อนจากมหาสมุทร สำเร็จแล้ว

นายหนิงโป วิศวกรอาวุโสของสำนักฯดังสำรวจทางธรณีวิทยาดังกล่าว เผยว่า การทดสอบนี้ เป็นการตรวจสอบความอยู่รอดของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากมหาสมุทร 

รวมถึงความสามารถในการใช้งานจริง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาและใช้พลังงานความร้อนจากมหาสมุทร ตั้งแต่การทดสอบบนบก สู่การใช้งานนอกชายฝั่ง

ทั้งนี้ พลังงานความร้อนจากมหาสมุทร สร้างมาจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างพื้นผิวและน้ำลึกมาผลิตไฟฟ้า และใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน 

โดยนายหนิงกล่าวว่า จีนมีแหล่งสำรองพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรเป็นจำนวนมาก แต่การวิจัยที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ อยู่แค่ภายในห้องปฏิบัติการและการทดสอบบนบกเท่านั้น 

ขณะนี้จีนกำลังจะมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทางเลือก และในอนาคตการเดินเรือในจีนอาจติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในอนาคตและเพิ่มการสร้างพลังงานทางเลือกให้เพิ่มขึ้น 

ที่มา : xinhua

Source : Spring News

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เข้ามามีบทบาททำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ ตลอดถึง SME ที่ได้รับผลกระทบ และต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ใหม่ของโลก

รวมถึง พ.ร.บ. โลกร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงเทรนด์กระแสความตื่นตัวคาร์บอนเครดิตในไทยที่เพิ่มมากขึ้น

ปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงาน Sustainability Dialogue “Mission to Carbon Neutral ” จัดโดย โอสถสภา ว่า การจะลดการปล่อยก๊าซลงได้นั้น ต้องมีการออกกฎระเบียบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของอียู (EU) และ Clean Competition Act (CCA) ของอเมริกา

  แต่ในประไทยนั้นยังไม่ได้บังคับใช้ เพราะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ประเทศไทยนั้นก็ค้าขายกับกลุ่มประเทศอียู และต่างประเทศ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ครอบคลุมหลายมิติทั้ง สังคม เศรษฐกิจ รวมถึงชุมชน และสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในผู้ประกอบการนิติบุคคลต้องรายงานการปล่อยต่อภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน

พ.ร.บ ใหม่ แนะ SME ปรับตัวรับโลกร้อน ด้านคาร์บอนเครดิตดีด ตื่นตัวเพิ่มขึ้น

อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาร และทะเบียนคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) กล่าวว่า ความตื่นตัวด้านคาร์บอนเครดิตในไทยนั้นอยู่ในกระแสตอบรับมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนเครดิตในหลายๆ ประเภท อย่าง  Carbon Offset สามารถทำโครงการลดคาร์บอน อย่างคาร์บอนเครดิต ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ของประเทศไทยใช้ T-VER โครงการภาคสมัครใจ ในส่วนของ Cap and Trade จะจำกัดสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการ แต่อนุญาตให้มีการซื้อขายกันได้ สามารถนำไปซื้อขายในคาร์บอนเครดิตในตลาดได้ และ Carbon Tax การเก็บภาษี เชื้อเพลิงต่างๆ และผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับบางประเทศ ส่วนที่ปล่อยเกินเก็บภาษี

ตลาดคาร์บอนในไทยเป็นภาคสมัครใจ จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งระดับคาร์บอนมีการรับรองมี 3 แบบ

1. International การรับรองจาก องค์กรระดับประชาชาติ ซึ่งสามารถรับรองคาร์บอนเครดิตได้

2. Independent เจ้าของมาตรฐานเป็นองค์กรอิสระ ที่ให้การรับรอง

3. Domestic อย่างหน่วยงานภาครัฐ เช่น TGO หน่วยงานภายในประเทศ มาตรฐานหน่วยงานอิสระมีมากที่สุด 58%

ราคาคาร์บอนเครดิตนั้นในไทยจะขึ้นอยู่ตามสถานการณ์ตลาด แต่ในปัจจุบันไทยอยู่ในสถานการณ์ Ovre Supply ในภาคสมัครใจราคาก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยประเภทต่างๆ ซึ่งโครงการประเภทป่าไม้ก็มีราคาสูงกว่าโครงการประเภทพลังงาน รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ต่างประเทศ ความเก่าใหม่ของคาร์บอนเครดิตแต่ในไทยนั้นดูเรื่องราคากับความสามารถ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทำให้ได้คาร์บอนเครดิตมากกว่า

พ.ร.บ ใหม่ แนะ SME ปรับตัวรับโลกร้อน ด้านคาร์บอนเครดิตดีด ตื่นตัวเพิ่มขึ้น

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ในส่วนของ ESG นั้นอยากเปรียบเทียบเศรษฐกิจพอเพียงเศรษฐกิจฐานรากมีส่วนช่วยที่จะทำให้เศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน แต่ SME ส่วนใหญ่นั้นยังไม่ก้าวเข้าสู่ดิจิทัล และความยั่งยืนโมเดล BCG ใช้เป็นตัวขับเคลื่อน และใช้ความเป็นผู้ประกอบการที่จะขับเคลื่อนเรื่องของ BCG และนำเอา SDG มาใช้ควบคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีเรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมการสร้างสมดุล และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นมุมมองของ SME ที่จะเข้าถึง ซึ่งทิศทางของโลกจะเข้าสู่ Green Economy อย่างการจัดการขยะชุมชน “ใช้ประโยชน์จากขยะครบวงจร เปลี่ยนผ่านสู่สังคมขยะเป็นศูนย์”

ประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกต่อประชากรสูง อันดับที่ 5 ของโลก ปริมาณขยะพลาสติก 4,796,494 ตัน/ปี สัดส่วนขยะพลาสติกในขยะทั่วไปมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ซึ่งมีความเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME  ซึ่งการปรับตัวนั้นเป็นสิ่งไม่ยาก ถ้าหน่วยงานรัฐนั้นมีความเข้าใจพฤติกรรมหรือสถานการณ์ผู้ประกอบการที่ดีจะนำไปสู่ความยั่งยืนได้ในอนาคต

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

พ.ร.บ ใหม่ แนะ SME ปรับตัวรับโลกร้อน ด้านคาร์บอนเครดิตดีด ตื่นตัวเพิ่มขึ้น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัทในกลุ่ม​ ​GULF​ ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า​ กับ​ กฟผ.​ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Beng สปป.ลาว​ ​อายุสัญญา​ 29​ ปี​ เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ​ ปี​ 2576

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์​ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน​ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย​ทราบว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 Pak Beng Power Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทฯ และ CDTO ในสัดส่วนร้อยละ 49 และ 51 ตามลำดับ เพื่อดำเนินโครงการ Pak Beng ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับ กฟผ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 29 ปีนับจากวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ และมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 2.7129 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง

โดยโครงการ Pak Beng มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาเงินกู้กับสถาบันการเงิน โดยคาดว่าจะสามารถปิดการจัดหาเงินกู้ได้ภายในปลายปี 2567 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2576

โครงการ Pak Beng เป็นโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลและสภาแห่งชาติ สปป.ลาว ซึ่งได้ลงนามสัญญาสัมปทาน (Concession Agreement) กับรัฐบาล สปป.ลาว ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยถือเป็นหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและ สปป.ลาว เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว (MOU) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยภายใต้ MOU ฉบับนี้ ประเทศไทยจะซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใน สปป.ลาว และเชื่อมโยงผ่านระบบส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีกรอบปริมาณความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 10,500 เมกะวัตต์ มีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 5,935 เมกะวัตต์ จำนวน 11 โครงการ โครงการที่ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 3,060 เมกะวัตต์ จำนวน 3 โครงการ และโครงการที่ลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) แล้ว 815 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โครงการ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาในระบบ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าที่จะหมดอายุรวมกว่าหมื่นเมกะวัตต์ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และยังตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการเพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกด้วย

การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ Pak Beng จะช่วยลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ต่ำตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการ Pak Beng มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในปัจจุบันที่ 4-5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง อีกทั้ง ภายใต้ข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โครงการ Pak Beng จะต้องมีการใช้วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมถึงบุคลากร การจ้างงานและการบริการจากประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศ จึงถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยังเป็นไปตามแผนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

Source : Energy News Center