Dogen City หรือเมืองลอยน้ำ เป็นคอนเซ็ปต์ของสตาร์อัพจากญี่ปุ่นที่ได้ออกแบบเมืองใหม่ ที่ลอยอยู่บนน้ำ เพื่อต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษต่างๆ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสึนามิ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองในแบบปัจจุบันเป็นอย่างมาก

เมืองลอยน้ำนี้ มีขนาดใหญ่ในระดับที่รองรับผู้อยู่อาศัยได้กว่า 10,000 คน คิดค้นโดยบริษัทสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า N-ARK ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบให้คำปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเผยแพร่คอนเซ็ปต์และหน้าตาของเมืองลอยน้ำผ่านเว็บไซต์ พร้อมรายละเอียดต่างๆ อย่างครบถ้วน สามารถดูข้อมูลได้ที่ https://www.n-ark.jp/en/dogen-city

สำหรับเมืองลอยน้ำนี้ ได้มีการโปรโมทออกมาว่าเป็น A Smart healthcare city on the ocean ที่ได้รวมเอาความเป็นอัจฉริยะด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการอาหาร สถาปัตยกรรม ข้อมูล การจัดการด้านพลังงาน โดยเน้นเรื่องของการดูแลสุขภาพแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ภายใต้แนวคิดใหม่ ที่มีการบริการและจัดการทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับเมืองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยนั่นเอง

ขนาดของเมืองจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ 1.58 กิโลเมตร และมีขนาดของเส้นรอบวงประมาณ 4 กิโลเมตร รองรับผู้พักอาศัยได้ราวๆ 10,000 คน โดยระบบต่างๆ ในเมืองนั้นก็จะมีฟังก์ชั่นเหมือนเมืองขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ว่าจะถูกออกแบบให้เหมือนกับหมู่บ้านขนาดเล็กๆ สามารถผลิตกระแสไฟต่อปีได้มากถึง 22 ล้านกิโลวัตต์ รองรับการใช้น้ำได้มากถึง 2 ล้านลิตรต่อปี สามารถกำจัดขยะได้ปีละ 3,288 ตัน และมีการผลิตอาหารได้มากถึง 6,862 ตัน

ตัวเมืองจะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ มากมายอาทิเช่น โรงงานผลิตอาหาร โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ห้องทดลอง โรงเรียน สนามกีฬา ศูนย์รักษาความปลอดภัย ฮอล์ขนาดใหญ่ สุสานและสถานที่ประกอบพิธีไว้อาลัย สถานีสื่อสาร ออฟฟิศ เกาะย่อยๆ พื้นที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม และขายสินค้า และโรงแรม ซึ่งแต่ละสถานที่ก็จะมีการแบ่งสัดส่วนกันตามความเหมาะสม

โดยภาพรวมจะมีการแบ่งเป็น 3 ส่วนที่สำคัญหลักๆ ส่วนแรกจะเป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย ส่วนนี้จะถูกเรียกว่า RING หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ ที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ในรูปแบบวงแหวนล้อมรอบตัวเมืองนั่นเอง ส่วนนี้จะมีการออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายกับเรือ มีส่วนเว้าส่วนโค้งเพื่อเป็นส่วนป้องกันให้กับพื้นที่ด้านใน รวมถึงช่วยป้องกันสึนามีได้อีกด้วย สำหรับส่วนที่สองจะเป็นส่วนของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ที่จะถูกออกแบบให้อยู่ในน้ำทะเลที่มีความเย็น จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยลดพลังงานที่ใช้กับศูนย์ข้อมูล อย่างเช่นส่วนของระบบช่วยทำความเย็น เพราะปกติศูนย์ข้อมูลจะมีเครื่องเซิรฟ์เวอร์ที่ทำงานอยู่และเกิดความร้อนมากมายมหาศาลนั่นเอง สำหรับศูนย์ข้อมูลนี้ก็จะเป็นส่วนที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ City OS สำหรับการบริหารเมืองนี้ ทั้งเรื่องของการดูแลเมือง รวมถึงส่วนของการบริการด้านสุขภาพอัจฉริยะ เป็นต้น

ส่วนสุดท้ายก็จะเป็นพวกอาคารที่ถูกออกแบบให้สามารถลอยน้ำได้ อยู่ด้านในของเมือง ซึ่งสามารถเคลือนย้ายได้ ปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างของเมืองเลย

สำหรับส่วนที่ทางผู้คิดค้นเน้นย้ำเป็นพิเศษของเมืองนี้ก็เห็นจะเป็นส่วนของการบริการด้านสุขภาพอัจฉริยะ ซึ่งจะมีทั้งการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ มีการจัดการการรักษาแบบใหม่ทั้ง การบริการด้านสุขภาพแบบทางไกล คือ คุยกับหมอผ่านทางระบบสื่อสารแทนที่จะต้องเดินทางไปหาหมอ การนำหุ่นยนต์เข้ามาให้บริการ รวมถึงการใช้โดรนเพื่อประโยชน์ทางรักษา เช่น การนำส่งยา นอกจากนี้ยังมีส่วนของการค้นคว้าวิจัย มีธนาคารดีเอ็นเอ มีส่วนของการจำลองการใช้ยารักษาโรค ในส่วนของการรักษาก็จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอีกด้วย ก็เรียกว่าเปลี่ยนการรักษาแบบเดิมๆ ไปเลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของเมืองลอยน้ำ ที่ทางทีมงานได้นำมาบอกเล่าให้ทราบกัน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะเริ่มก่อสร้างเมื่อใด มีเพียงข้อมูลที่คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดใช้งานราวๆ ปี 2030 ใครที่สนใจก็ติดตามข้อมูลอัพเดตได้ที่เว็บไซต์ของ N-ARK ได้เลยครับ หรือถ้ามีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทางทีมงานก็จะหยิบมาเล่าให้ฟังกันในครั้งต่อไปครับ

เสวนาออนไลน์ จากร้านแกงกาดจริงใจ ตลาดจริงใจ จ.เชียงใหม่

นำโดย

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช
    ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
  2. คุณอิทธิพล เลิศศักดิ์ธนกุล
    ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  3. คุณศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์
    รองผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชียงใหม่
  4. รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  5. คุณเปรมชัย กุศลฤกษ์ดี
    ประธานกรรมการบริษัท เคเชอร์ เพย์เมนท์ จำกัด
  6. ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
    เลขานุการคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ด้านพลังงาน (ผู้ดำเนินรายการ)

คลิปงานเสวนาออนไลน์

ไฟล์ Presentation จากงานเสวนา

ไม่น่าเชื่อว่าการปลูกข้าวก็สามารถทำให้โลกร้อนได้เช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่า การปลูกข้าวแบบเดิมๆ นั้น จะมีการปล่อยให้น้ำขังอยู่ในนานั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดการหมักหมมทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ดังนั้นจะมีการคิดค้นวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ ให้เป็น ข้าวลดโลกร้อน ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “Thai Rice NAMA (ไทยไรซ์ นามา)”

โครงการ “Thai Rice NAMA (ไทยไรซ์ นามา)” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2566 ได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากกองทุนที่ก่อตั้งโดยอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NAMA Facility) 14.9 ล้านยูโร หรือประมาณ 513 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยของไทยใน 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี จำนวน 100,000 ครัวเรือนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการทำนาลดโลกร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว และปรับเปลี่ยนสู่การผลิตข้าวที่ปล่อยมลพิษต่ำ

ข้าวลดโลกร้อน ปลูกยังไง?

สำหรับกระบวนการปลูกข้าวลดโลกร้อนนั้น จะเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวนั่นเอง โดยจะใช้เทคโนโลยี 4 ประเภท ประกอบไปด้วย การปรับหน้าดิน ลดการใช้น้ำ การใช้ปุ๋ยตามสภาวะของดิน และการจัดการฟางข้าว และตอซัง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น และยังขายได้ราคาดีกว่าเดิมอีกด้วย ทั้งนี้ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้น้ำอีกด้วย ตอนนี้มาดูว่า 4 เทคโนโลยีที่ใช้มีรายละเอียดอย่างไรกันบ้างครับ

1.เทคโนโลยีปรับหน้าดินด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Leveling)

เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำการปรับหน้าดินของพื้นที่นาข้าว ให้มีความราบเรียบเสมอกัน โดยจะเป็นการเกลี่ยดินในแปลงนาทั้งหมด ในระดับความคลาดเคลื่อนบวกลบไม่เกิน 2 เซนติเมตรทั่วทั้งแปลง ซึ่งก็จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าเชื้อพลังสำหรับน้ำไปใช้เพื่อการสูบน้ำเข้าที่นา ลดการสุญเสียปุ๋ย และข้าวได้รับปุ๋ยสม่ำเสมอทั่้งกันทั้งแปลงนา นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดน้ำมากขึ้นราวๆ 30 – 50 % เลยทีเดียว

2.การใช้ปุ๋ยตามสภาวะของดิน

ในการวิเคราะห์ดินนั้น ชาวนาสามารถเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำส่งตรวจกับทางกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ดูคุณภาพของดินว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน และถ้าจะใช้ปุ๋ยต้องมีอัตราส่วนเท่าไหร่ ซึ่งบางท่านก็เรียกปุ๋ยประเภทนี้ว่า ปุ๋ยสั่งตัด ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับดินในแปลงนาที่มีการวิเคราะห์มาเรียบร้อยแล้ว โดยมีหลักการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง 4 ประการ ได้แก่ 1.ชนิดปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Kind) 2.อัตราปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Rate) 3.ใช้ปุ๋ยให้ถูกจังหวะเวลา (Right Time) 4.ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่ถูกต้อง (Right Place) จะช่วยลดต้นทุนการใช้ปริมาณปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น และรักษาแร่ธาตุในดิน สร้างสมดุลของแร่ธาตุทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น ก็จะช่วยให้ข้าวมีคุณภาพดีขึ้น ดินก็มีความสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และมีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ลดการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็นและมากเกินไป

3.การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง

เนื่องจากการทำนาแบบเก่า จะมีการขังน้ำไว้ในนา ทำให้แปลงนามีการหมักหมมทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน รวมถึงยังเป็นแหล่งเพราะโรคต่างๆ รวมถึงเพิ่มจำนวนแมลงที่เป็นศัตรูพืชอีกด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุในการใช้พวกยาฆ๋าแมลงที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเปลี่ยนสลับแห้งก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ วิธีการนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร สามารถใช้การวางท่อพีวีซีไว้ใต้ดิน และเจาะรูรอบท่อ ตามคำแนะนำคือ ใช้ต่อพีวีซีขนาด 4 นิ้ว ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร เจาะรูรอบๆ ท่อ และวางเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 5 เซนติเมตร ซึ่งจะมีการให้น้ำแต่ต้นข้าวในระยะที่ข้าวต้องการเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้การแตกกอ และความสมบูรณ์ของรวงข้าวดีขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าจะช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดค่าเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมราวๆ 50%

4.การจัดการฟางข้าว และตอซัง

เป็นวิธีการหยุดเผาฟาง และตอซังข้าว รวมถึงวัสดุที่เหลือใช้ในนาข้าว เพื่อช่วยลดฝุ่นละอองและหมกควันต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเผา และยังลดการทำลายธาตุอาหารบริเวณหน้าดินอีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดินเสื่อม ซึ่งในการเผาแต่ละครั้งจะทำให้ธาตุอาหารอย่างฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมถูกทำลายไปด้วย และในการเผายังก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 และเกิดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยคำแนะนำในการจัดการก็ให้ทำอัดฟางเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ จากนั้นให้ทำการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก่อนการเตรียมดิน มีแนวโน้มให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าข้าวที่ปลูกในแปลงที่มีการเผาฟาง โดยการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 15 วัน ในสภาพดินแห้งถึงชื้นก่อนเตรียมดินปลูกข้าว จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวลงได้ในฤดูที่ 2 และฤดูต่อๆ ไป โดยข้าวให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของ ข้าวลดโลกร้อน ซึ่งความจริงแล้วทำกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ในช่วงนั้นก็มีข่าวเผยแพร่ออกมามากมาย แต่ก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องราวสักเท่าไหร่นัก ทางทีมงานเลยขอเก็บเอามาฝากกันอีกครั้ง เพราะใกล้จะจบโครงการในปีนี้แล้ว เผื่อใครเห็นแล้วสนใจก็จะได้นำไปปรับใช้กับการปลูกข้าวของตัวเองได้ หรือใครเห็นว่าสามารถประยุกต์แนวทางไปใช้กับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ก็จะได้นำไปใช้กันครับ

Photo : freepik

สำหรับท่านที่กำลังหาวิธีการประหยัดค่าไฟฟ้าด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ต้องเจอปัญหาอย่างหนึ่งเลยก็คือ จะเลือกใช้บริการกับบริษัท หรือผู้ให้บริการรายไหนดี เพราะในตลาดตอนนี้มีเยอะมาก แค่กดค้นหาใน Google ก็ขึ้นมาจนเลือกไม่ถูกเลย ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า เจ้าไหนให้บริการดีหรือไม่ดี รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็เข้าใจยากเสียเหลือเกิน

ล่าสุดใครที่เจอปัญหานี้ มีตัวช่วยออกมาแก้ปัญหานี้ให้แล้ว เพราะว่า PEA หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้าเปิดให้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปแล้ว น่าจะเป็นหน่วยงานที่หลายคนมั่นใจว่า จะให้บริการที่ดี รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ มีคุณภาพ และแน่นอนครับว่า เขามีการจับมือร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อให้บริการสินเชื่ออีกด้วย ก็เรียกว่า ครบจบในตัวกันเลยทีเดียวกัน ก่อนจะไปดูขั้นตอน และราคา ก็ขออธิบายสั้นๆ สักเล็กน้อยเผื่อมาอ่านบทความนี้พอดี และยังไม่เข้าใจว่า โซลาร์ รูฟท็อป คืออะไร

โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) คืออะไร?

อธิบายกันแบบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ การนำแผงโซลาร์เซลล์ มาติดตั้งบนหลังคาของที่พักอาศัย รวมถึงอาคารต่างๆ ที่มีพื้นที่ติดตั้งบนหลังคา ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา ก็จะทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์ จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไฟฟ้าที่ได้จะเป็นแบบกระแสตรง ซึ่งจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Inverter ทำหน้าที่เปลี่ยนให้เป็นกระแสสลับเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ และหากกระแสไฟฟ้าที่เราใช้มีมากเกินกว่าที่ใช้จริง ส่วนนี้เราสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีกด้วย

ราคาค่าติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ของ PEA เท่าไหร่?

ทาง PEA แพ็คเกจให้เลือก 3 แบบด้วยกัน คือ 3 kW ราคา 212,000 บาท , 5 kW ราคา 300,500 บาท และ 10 kW ราคา 501,500 บาท สามารถดูรายละเอียดความเหมาะสมในการใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และระยะเวลาคืนทุนได้ตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ

แพ็คเก็จการติดตั้งจาก PEA

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเก็จที่มีกำลังผลิตการไฟฟ้าที่สูงมากกว่านี้เช่น 15 kW , 20 kW ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทาง PEA ได้โดยตรงครับ สำหรับ 3 แพ็คเก็จที่แนะนำนี้ก็เหมาะกับการใช้งานในบ้านแล้ว

สำหรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็มีดังนี้

  • รับประกันแผง 20 ปี
  • รับประกันอินเวอเตอร์ 10 ปี
  • รับประกันการติดตั้งและบำรุงรักษา 1 ปี
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการสำรอง ออกแบบ ประมาณการ
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนมิเตอร์และสมาร์ทมิเตอร์

หมายเหตุ

  • อัตราค่าบริการยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด
  • การฟรีค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนมิเตอร์และสมาร์ทมิเตอร์ มีจำนวนจำกัด
  • ลูกค้าสามารถเลือกกำลังการผลิตติดตั้งนอกเหนือจากแพกเกจที่กำหนดได้

สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อมีที่ไหนบ้าง

สำหรับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตร ก็ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และธนาคารออมสิน

ขั้นตอนการขอใช้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป

สำหรับขั้นตอนนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ มีรายละเอียดตามนี้เลย

  1. ติดต่อขอรับบริการกับสาขาของ PEA ใกล้บ้าน
  2. ทีมงานและวิศวกรของ PEA จะเข้ามาสำรวจบ้านของเรา และออกแบบวางแผนการติดตั้ง
  3. ชำระเงินค่าบริการ โดยสามารถเลือกชำระเป็นเงินสด หรือจะขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรก็ได้
  4. ทาง PEA จะดำเนินขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งให้
  5. เมื่อขออนุญาติแล้วทาง PEA จะดำเนินการติดตั้งโซลาร์​ รูฟท็อปและอุปกรณ์ต่างๆ ตามมาตรฐานที่กำหนด
  6. เมื่อติดตั้งเรียบร้อยก็ทดสอบระบบ และเริ่มใช้งานได้เลย

นอกจากนี้ทาง PEA เขาจะมีบริการดูแลบำรุงรักษาให้อีก 1 ปี

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลบริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปของ PEA สำหรับคนที่กำลังจะติดตั้ง และยังหาผู้ให้บริการไม่ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ หากมีข้อสงสัยใดๆ แนะนำให้สอบถามกับทาง PEA โดยตรงได้เลย หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ pea.co.th

สำหรับท่านที่ต้องการจะติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า นอกจากจะต้องศึกษาเรื่องของแผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์ต่างๆ การขออนุญาตติดตั้งแล้ว ยังต้องเข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของโซลาร์เซลล์ด้วย โดยเฉพาะปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าหากแผงโซลาร์เซลล์ของเราผลิตไฟฟ้าได้น้อย นั่นจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และบางครั้งอาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งานของเราได้ ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์กัน ติดตามได้เลย

1.ประเภทของแผงโซลาร์เซลล์

ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ เราต้องรู้จักประเภทของแผงโซลาร์เซลล์กันก่อนครับ เพราะแผงโซลาร์เซลล์แต่ละแบบนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ต่างกันนั่นเอง มาดูกันว่ามีประเภทไหนบ้าง และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งสรุปแบบสั้นๆ ได้ดังนี้เลย

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • มีประสิทธิภาพสูงที่สุด
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับ แบบ thin film
  • มีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุด ราวๆ 25 ปีขึ้นไป
  • ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าในภาวะแสงน้อย เมื่อเทียบกับแบบ โพลีคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพงกว่าแบบอื่นๆ
  • หากแผงสกปรก หรือถูกบังแสงบางส่วน อาจจะทำให้วงจรมีปัญหาได้

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • สามารถผลิตได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ปริมาณซิลิคอนในการผลิตน้อยกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเมื่อมีอุณหภูมิสูง ดีกว่า โมโนคริสตัลไลน์ เล็กน้อย
  • ราคาถูกว่าเมื่อเทียบกับ โมโนคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 13 – 16 % ซึ่งต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • แบบโพลีคริสตัลไลน์ จะมีสีน้ำเงิน ทำให้อาจจะดูไม่ค่อยสวยงาม ติดตั้งแล้วไม่ค่อยเข้ากับบ้านเท่าไหร่

แผงโซล่าเซลล์ชนิด ฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cells)

ข้อดี

  • มีราคาถูกกว่าแบบอื่นๆ เพราะสามารถผลิตได้จำนวนมากๆ
  • ไม่มีปัญหาเรื่องความสกปรกที่จะส่งผลต่อวงจรการทำงาน
  • เหมาะกับคนที่มีพื้นที่ติดตั้งเยอะๆ

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • ความคุ้มค่าต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • มีความสิ้นเปลืองในอุปกรณ์อื่นๆ มาก เช่น โครงสร้าง และสายไฟ
  • ไม่เหมาะกับหลังคาบ้าน เพราะต้องใช้พื้นที่มากกว่าแบบอื่นๆ

ดูจากข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแล้ว จะพบว่า แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของความสกปรก และการติดตั้งที่ดีเพียงพอ ที่สำคัญอาจจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าแบบอื่นๆ แต่ใครที่งบไม่เยอะมาก ก็สามารถเลือกแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมได้เลย ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ประสิทธิภาพนั้นจะด้อยกว่าแบบที่มีราคาแพง

2.การติดตั้ง การยึด และวัสดุที่ใช้ประกอบแผงโซลาร์เซลล์

การติดตั้งนั้นสำคัญมากๆ เพราะมีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งควรติดตั้งให้มีความชันในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 15 องศา กระจกที่นำมาติดตั้งต้องมีการสะท้อนของแสงให้น้อยที่สุด ตำแหน่งการรับแสงในทิศที่ได้รับแสงแดดได้มากที่สุด รวมถึงการบดบังจากสิ่งต่างๆ แวดล้อมทั้งหมด รวมถึงการต่อแผงโซลาร์เซลล์ที่ควรมีความสม่ำเสมออีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการติดตั้งทั้งหมด ส่วนนี้ถ้าไม่ได้ติดตั้งเอง ก็อาจจะต้องพิจารณาจากผลงานของบริษัทที่รับติดตั้ง และตัวเราเอง ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบการติดตั้งให้มีความถูกต้องและเหมาะสมด้วย

3.ฝุ่นและความสกปรกของแผงโซลาร์เซลล์

โดยปกติแล้ว แผงโซลาร์เซลล์จะมีฝุ่น และสิ่งสกปรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเศษฝุ่นผงลอยมาในอากาศ หรือจะมาจากน้ำฝนที่มีการปนเปื้อนของสิ่งต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็แก้ง่ายๆ ด้วยการทำความสะอาดแผงเป็นประจำ อาจจะทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งผู้ให้บริการติดตั้งหลายๆ ราย ก็มักจะมีโปรโมชั่นแถมเป็นบริการฟรีให้อยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีก็จะมีบริการล้างแผงให้เลือกใช้อยู่ แนะนำว่าควรจะต้องทำความสะอาดครับ มิเช่นนั้นประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงเรื่อยๆ ความคุ้มค่าก็จะน้อยลงตามไปด้วย

4.อุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์

ยิ่งแผงโซลาร์เซลล์มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าก็จะน้อยลงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าติดตั้งไปแล้ว ก็แก้ยากเลยครับ เพราะว่าแผงโซลาร์เซลล์ต้องโดนแดด เมื่อโดนแดดก็ต้องร้อนแน่นอน เรื่องนี้แนะนำว่าก่อนจะเลือกแผงโซลาร์เซลล์ให้ดูค่าผลการทดสอบบริเวณฉลากที่ติดมากับแผง ซึ่งจะเป็นค่าของการประเมินผลว่าหากอุณหภูมิของแผงสูงขึ้น จะทำให้มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนเท่าไหร่ ปกติมักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือถ้าดูไม่เป็นก็สอบถามจากบริษัทที่รับติดตั้ง และขอเปรียบเทียบกับหลายๆ ยี่ห้อดูก่อนก็ได้ครับ ซึ่งแน่นอนว่าอันไหนผลทดสอบดีราคาจะแพงกว่าอันอื่นๆ อยู่แล้วครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เรามีด้วยว่าจะเลือกแบบไหน

5.ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์สำหรับแปลงไฟ

ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า อินเวอร์เตอร์ ด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงไฟกระแสตรงเป็นกระแสสลับ เพื่อให้เราใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้นั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ก็สำคัญมากเช่นกันเพราะว่าส่งผลต่อการสูญเสียกระแสไฟได้เช่นกัน ดังนั้นก็ควรเลือกใช้อินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่ดี เพื่อลดการสูญเสียพลังงานด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งแน่นอนว่าเราควรจะศึกษา และเก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ด้วย อย่างน้อยๆ เวลาคุยกับบริษัทผู้รับติดตั้งจะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถวางแผลการติดตั้ง กำหนดงบประมาณที่เหมาะสมได้ และยังช่วยให้เราทราบว่าจะต้องดูแลอย่างไร มีระยะเวลาคืนทุนเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุด เงินที่เราลงทุนไปมีความคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ

รูปภาพ : Freepik