สัญลักษณ์รีไซเคิลมีมากมายหลายแบบ ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี ก็จะเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมที่มีตัวเลขและตัวอักษรอยู่ด้านใน สัญลักษณ์รูปเกลียวพลาสติก สัญลักษณ์รูปกระป๋อง สัญลักษณ์รูปกระดาษ ซึ่งจะเป็นการบอกความหมายต่างๆ ให้เราทราบ ว่าผลิตภัณพ์ที่มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวนั้นๆ ทำมาจากอะไร เพื่อที่เราจะสามารถแยกขยะได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ล่าสุดได้มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า The Green Dot เกิดขึ้นแล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดกันว่าน่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลที่จะมีการนำไปใช้กันทั่วโลก สำหรับสัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot นี้ ได้รับการดีไซน์ใหม่จากสตูดิโอที่มีชื่อว่า Goods ตั้งอยู่ในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งแต่เดิมนั้น สัญลักษณ์นี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Gary Anderson นักศึกษาชาวอเมริกัน ในปี 1970 และได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงปี 1990 ได้มีการริเริ่มนำมาใช้ ซึ่งความหมายดั้งเดิม The Green Dot หมายถึง บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตได้จ่ายเงินให้กับองค์กรกลางเพื่อการฟื้นฟูและสนับสนุนการรีไซเคิลหลังการใช้งาน องค์กรกลางเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรวบรวมและคัดแยกขยะรีไซเคิลจากผู้บริโภค และนำไปส่งต่อให้กับโรงงานรีไซเคิล

และล่าสุดก็ได้มีการรีดีไซน์ใหม่ โดยเน้นให้มีความเรียบง่ายมากที่สุด ในขณะที่สามารถสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสามารถบอกถึงชนิดของวัสดุได้ และยังบอกได้อีกว่า องค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนการซื้อสินค้านั้นๆ ว่าสินค้าตัวไหนรักษ์โลกมากแค่ไหน และหลังจากใช้งานสินค้านั้นเรียบร้อยแล้ว หรือสินค้ามีความเสียหายต้องการทิ้ง ก็จะช่วยให้รู้ว่าจะแยกขยะแบบไหน หรือถ้าต้องทำลายจะต้องทำลายอย่างไร

สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot จะประกอบไปด้วยจุดสีเขียว 2 จุด โดยจุดสีเขียวทึบอันแรกจะบอกถึง ชนิดของวัสดุที่ใช้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ขวดพลาสติก กระป๋องอลูมีเนียม เป็นต้น โดยจะมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ด้วย สำหรับจุดที่สอง จะบอกถึงองค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีตัวเลขกำกับเอาไว้ พร้อมคำว่า “recycled material” โดยตัวเลขจะแสดงในลักษณะ % เช่น 25% , 50% โดยจะแสดงไว้ในรูปแบบนี้ 25% recycled material ลองดูภาพตัวอย่างได้ด้านล่างนี้เลย

สรุปสุดท้าย สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ในปัจจุบันถึอว่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจากเดิมที่เป็นเพียงสัญญลักษณ์ในการแสดงการสนับสนุนเรื่องการรีไซเคิลจากบริษัทต่างๆ กลายเป็น สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ที่เป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลจริงๆ ที่การนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สัญลักษณ์ The Green Dot มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้คนรักษ์โลกในไทยแยกขยะได้อย่างมีสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณรูปภาพจาก Printmag

ขยะในปัจจุบันมีปริมาณเพิ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยะจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย แม้ว่าจะมีการพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาขยะมากอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น หนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่นิยมมาก ก็คือ การแยกขยะก่อนทิ้งที่ช่วยให้การนำขยะไปรีไซเคิล และแยกไปทำลายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งเป็นที่มาของการได้คาร์บอนเครดิตอีกทางหนึ่งแบบง่ายๆ จากขยะภายในบ้าน

สหประชาชาติ (UN) และกระทรวงมหาดไทย ประเทศไทย ได้ร่วมกันดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเน้นการคัดแยกขยะครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 11 เมืองและการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง UN และกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2562 โดย UN ได้สนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน คือ หน่วยวัดการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการคัดแยกขยะในบ้านและชุมชน โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

photo : freepik

คาร์บอนเครดิตมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ซึ่งหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 1 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากแหล่งอื่นๆ เช่น กระบวนการผลิตอาหาร การเกษตร การขนส่ง เป็นต้น โดยคาร์บอนเครดิตสามารถซื้อขายกันได้ เพื่อใช้หักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” เพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะ โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

การคัดแยกขยะในบ้านและชุมชนเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือน เป็นการตอบแทนความพยายามในการช่วยลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ โครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง ปัจจุบันนำร่องใน 4 จังหวัด คือ ลำพูน สมุทรสงคราม เลย และอำนาจเจริญ ในอนาคตวางแผนจะขยายการดำเนินการอีก 22 จังหวัด รวมเป็น 26 จังหวัด ซึ่งจะทำให้มีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จัดเก็บเทียบเท่าได้มากกว่า 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับนโยบายเศรษกิจ BCG ของไทย และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

การทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ โดยเริ่มจากการเตรียมถังพลาสติกหรือภาชนะอื่นๆ ที่มีฝาปิดจากนั้นให้ ตัดก้นถังออก 2 ถึง 3 ส่วนของความสูงของถัง ต่อไปก็นำเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้มาทิ้งในถังที่ฝังไว้ และปิดฝาให้มิดชิด สุดท้ายให้เติมน้ำหมักจุลินทรีย์หรือไส้เดือนในดิน จะช่วยย่อยสลายเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยได้เร็วขึ้น ใครสนใจดูรายละเอียดเรื่อง “ถังขยะเปียก” คลิ้กที่นี่ เพื่อดูบทความที่เราเคยนำเสนอไว้ได้เลย

วิธีการสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

  • คัดแยกขยะในบ้านออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  • นำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  • นำขยะรีไซเคิลไปรีไซเคิล
  • ฝังกลบขยะทั่วไปอย่างถูกต้อง

ตอนนี้มีที่ไหนรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากขยะบ้าง

ธนาคารกสิกรไทยรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

ภาพจาก : ไทยรัฐ

ราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ซื้อ ประเภทของโครงการ และคุณภาพของโครงการ โดยราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยในปี พ.ศ. 2566 อยู่ที่ประมาณ 260 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า องค์กรหรือบุคคลที่สนใจขายคาร์บอนเครดิตให้กับธนาคารกสิกรไทย สามารถติดต่อธนาคารกสิกรไทยเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยการร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เป็นต้น

วิธีเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

ครัวเรือนและชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ โดยติดต่อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่ดำเนินโครงการ เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรเหล่านี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนในการดำเนินการต่างๆ โดยขั้นตอนมีดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย เว็บไซต์ขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นต้น
  2. ติดต่อหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ เพื่อขอเข้าร่วมโครงการ โดยหน่วยงานจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงาน
  3. ดำเนินการคัดแยกขยะในบ้านตามแนวทางของโครงการ โดยแยกขยะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  4. รวบรวมขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลตามแนวทางของโครงการ
  5. ส่งขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลให้กับหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ

สำหรับโครงการต่างๆ ที่สามารถเข้าร่วมได้ อาทิเช่น โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน โครงการปุ๋ยหมักชุมชน โครงการรีไซเคิลชุมชน เป็นต้น และยังมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องคาร์บอนเครดิตจากขยะอีกมากมาย ทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ โดยแต่ละโครงการก็มีขั้นตอนการเข้าร่วมที่แตกต่างกันไป สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการต่างๆ เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ

photo : freepik

ตัวอย่างขั้นตอนการเข้าร่วม โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน

  1. สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะจัดส่งถังขยะเปียกสำหรับแยกขยะอินทรีย์ให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  3. ครัวเรือนนำขยะอินทรีย์ไปทิ้งในถังขยะเปียก
  4. อปท. จะรวบรวมขยะอินทรีย์จากครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  5. อปท. จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  6. อปท. จะมอบคาร์บอนเครดิตให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ

การเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน เป็นแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือนได้อีกด้วย ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นจากการคัดแยกขยะในบ้านอย่างถูกวิธี

ขยะ เป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต่างหาวิธีการแก้ไขมากมาย ในสมัยก่อนวิธีการแก้ไขปัญหาขยะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการกำจัดขยะให้หมดไป ต่อมาก็เริ่มมีการคัดแยกขยะ เพื่อแบ่งประเภทขยะ และนำไปจำกัด หรือไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่าเดิม มีต้นทุนในการจัดการที่น้อยลง และในประเทศไทยนอกจากจะใช้วิธีการเหล่านั้นแล้ว ยังมีแนวคิดในการนำขยะไปทำให้เกิดประโยชน์นอกจากการทำลายเพียงอย่างเดียว ซึ่ง “โรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่” ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งในการนำขยะไปสร้างประโยชน์โดยเป็นการนำขยะไปผลิตเป็นไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ คิดค้นและพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ลดขนาดให้สามารถติดตั้งอยู่ในรถคันเดียวเพื่อสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในที่ต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

รงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ในช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยเริ่มแรกจะใช้เพื่อกำจัดขยะมูลฝอยในสถานที่ห่างไกลที่การขนส่งขยะไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยขยะที่จะนำมาใช้จะเป็นขยะมูลฝอยชุมชน โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป แต่มีความแตกต่างตรงที่โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้

รูปภาพจาก : matichon.co.th

ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยเริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2566 โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นโดยใช้ขยะแห้งจากชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเป็นเชื้อเพลิง สามารถกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนได้สูงสุด 24 ตัน/วัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 200 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

หลักการทำงานของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป จะมีสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบเคลื่อนที่จะสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยมักจะออกแบบให้อยู่บนรถขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเคลื่อนย้ายไปจำกัดขยะตามแหล่งต่างๆ พร้องทั้งผลิตไฟฟ้าได้ด้วย

หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ มีดังนี้

  1. คัดแยกขยะมูลฝอยชุมชนออกเป็นขยะแห้งและขยะเปียก
  2. นำขยะแห้งมาบดอัดให้เป็นก้อนเชื้อเพลิง (RDF)
  3. นำขยะ RDF เข้าสู่เตาเผา
  4. ความร้อนจากการเผาขยะ RDF จะถูกนำไปต้มน้ำในหม้อน้ำจนกลายเป็นไอน้ำเดือด
  5. ไอน้ำเดือดจะนำไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  6. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะผลิตกระแสไฟฟ้า
รูปภาพจาก : matichon.co.th

สำหรับขยะ RDF ย่อมาจาก Refuse Derived Fuel เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะมูลฝอย โดยผ่านกระบวนการคัดแยกและปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน ขยะ RDF มีลักษณะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แห้ง และเผาไหม้ได้ง่าย มีความชื้นประมาณ 10-20% ค่าความร้อนประมาณ 15,000-18,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ขยะ RDF กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ปัญหาขยะมูลฝอยและมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น

ข้อดี และข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

ข้อดี

  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้ สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีปริมาณขยะไม่สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถช่วยกำจัดขยะมูลฝอยชุมชน ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตไฟฟ้าจากขยะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ช่วยลดมลพิษทางอากาศ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เช่น ระบบดักจับก๊าซพิษ

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น ขยะเปียก เช่น เศษอาหารและขยะอินทรีย์ ไม่สามารถนำมาเผาได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดก๊าซพิษและมลพิษทางอากาศ
  • อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการเผาขยะ การเผาขยะเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟไหม้หรือระเบิด โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่จึงต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด
  • อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว กระบวนการเผาขยะอาจทำให้เกิดสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย ผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
รูปภาพจาก Green Network Thailand

สรุปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณาก่อนนำไปใช้งาน

งบประมาณ และระยะเวลาการคืนทุน

งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับขนาดและเทคโนโลยีที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นทุนประมาณ 100-200 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-10 ปี

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ผลศึกษาต้นทุนโครงการอยู่ที่ 40 ล้านบาท รายได้ต่อปี 10 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินการปีละ 6 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุน 7.28 ปี อัตราผลตอบแทน (ไออาร์อาร์) 10.22% อายุโครงการ 20 ปี กำไร 82 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่องบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ ได้แก่

  • ขนาดของโรงไฟฟ้า
  • เทคโนโลยีที่ใช้
  • คุณภาพของขยะที่ใช้
  • ต้นทุนเชื้อเพลิง
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้า
  • รายได้จากการขายไฟฟ้า

หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น และสามารถใช้ขยะคุณภาพต่ำได้ ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนลดลง ในทางกลับกัน หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดเล็กลง จะใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมากขึ้น และต้องใช้ขยะคุณภาพสูง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนเพิ่มขึ้น งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ หากมีการพัฒนาให้สามารถอยู่ในรถคันเดียวได้ และมีต้นทุนที่ต่ำลง จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาขยะ และเสริมประสิทธิภาพเรื่องการผลิตไฟฟ้าให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายไปกำจัดขยะตามแหล่งต่างๆ ที่มีปริมาณขยะล้นเกินกว่าจะกำจัดได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เปลี่ยนเมืองเดิมๆ ที่มีขยะจำนวมมาก เป็นเมืองพลังงานสะอาด ใครสนใจโครงการนี้ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานการศึกษาได้ อยากเข้าไปศึกษาข้อมูลก็ลองติดต่อสอบถามไปได้เลยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นโครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้แนวคิด “สร้างรายได้ให้ชุมชน คืนสู่ธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชุมชนธนาคารต้นไม้สามารถขายคาร์บอนเครดิตเพื่อนำรายได้มาพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป

โครงการ BAAC Carbon Credit

ธ.ก.ส. ผนึกกำลังชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่ากว่า 6,800 ชุมชน ขับเคลื่อนภารกิจซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit พร้อมออกใบ Certificate มาตรฐาน T-VER จาก อบก. ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB) การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวนคาร์บอนเครดิต 453 ตันคาร์บอน  โดยขายกึ่ง CSR ในราคาตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1,359,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ประมาณ 951,300 บาท โดยมีหลักการคำนวรคาร์บอนเครดิตดังนี้ ต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี พื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน (อัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70 : 30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น ร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) พัฒนาโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลต้นไม้ของชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า โดยแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ชุมชนสามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ ประกอบด้วย ชนิดต้นไม้ อายุต้นไม้ ความสูงของต้นไม้ พิกัด GPS เป็นต้น คำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต ตรวจสอบข้อมูลต้นไม้ ติดตามประเมินผลการปลูกต้นไม้

ประโยชน์ของการ ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit

  • เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป
  • สนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นหนึ่งในโครงการที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รู้จักกับชุมชนธนาคารต้นไม้

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชุมชนธนาคารต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดำเนินงานของชุมชนธนาคารต้นไม้ ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมี ธ.ก.ส. ทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเองและชุมชนตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
photo : freepik

ปัจจุบัน โครงการธนาคารต้นไม้ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 100 ล้านต้น

ประโยชน์ของชุมชนธนาคารต้นไม้ มีดังนี้

  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
  • เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนและประเทศชาติในระยะยาว

รู้จักกับชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนไม้มีค่า เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น ชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

photo : freepik

การดำเนินงานของชุมชนไม้มีค่า ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ไม้มีค่าเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โครงการชุมชนไม้มีค่า มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 1,000 ล้านต้น

ความแตกต่างระหว่างชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน คือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ แต่มีความแตกต่างในด้านประเภทของต้นไม้ที่ปลูก ชุมชนธนาคารต้นไม้เน้นการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าเน้นการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ชุมชนธนาคารต้นไม้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิก 124,071 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท และมีการเตรียมประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในปี 2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่สนใจซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ 2346 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555