ขยะในปัจจุบันมีปริมาณเพิ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยะจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย แม้ว่าจะมีการพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาขยะมากอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น หนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่นิยมมาก ก็คือ การแยกขยะก่อนทิ้งที่ช่วยให้การนำขยะไปรีไซเคิล และแยกไปทำลายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งเป็นที่มาของการได้คาร์บอนเครดิตอีกทางหนึ่งแบบง่ายๆ จากขยะภายในบ้าน

สหประชาชาติ (UN) และกระทรวงมหาดไทย ประเทศไทย ได้ร่วมกันดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเน้นการคัดแยกขยะครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 11 เมืองและการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่าง UN และกระทรวงมหาดไทย เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2562 โดย UN ได้สนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน คือ หน่วยวัดการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการคัดแยกขยะในบ้านและชุมชน โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

photo : freepik

คาร์บอนเครดิตมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ซึ่งหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 1 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากแหล่งอื่นๆ เช่น กระบวนการผลิตอาหาร การเกษตร การขนส่ง เป็นต้น โดยคาร์บอนเครดิตสามารถซื้อขายกันได้ เพื่อใช้หักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” เพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะ โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

การคัดแยกขยะในบ้านและชุมชนเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม คาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือน เป็นการตอบแทนความพยายามในการช่วยลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน

ถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ โครงการที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนและชุมชนคัดแยกขยะเปียกจากขยะทั่วไป โดยขยะเปียกที่ผ่านการคัดแยกจะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ส่วนขยะแห้งจะถูกนำไปรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง

ในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยโครงการนี้ได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง ปัจจุบันนำร่องใน 4 จังหวัด คือ ลำพูน สมุทรสงคราม เลย และอำนาจเจริญ ในอนาคตวางแผนจะขยายการดำเนินการอีก 22 จังหวัด รวมเป็น 26 จังหวัด ซึ่งจะทำให้มีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จัดเก็บเทียบเท่าได้มากกว่า 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับนโยบายเศรษกิจ BCG ของไทย และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

การทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ โดยเริ่มจากการเตรียมถังพลาสติกหรือภาชนะอื่นๆ ที่มีฝาปิดจากนั้นให้ ตัดก้นถังออก 2 ถึง 3 ส่วนของความสูงของถัง ต่อไปก็นำเศษอาหาร เศษผัก ผลไม้มาทิ้งในถังที่ฝังไว้ และปิดฝาให้มิดชิด สุดท้ายให้เติมน้ำหมักจุลินทรีย์หรือไส้เดือนในดิน จะช่วยย่อยสลายเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยได้เร็วขึ้น ใครสนใจดูรายละเอียดเรื่อง “ถังขยะเปียก” คลิ้กที่นี่ เพื่อดูบทความที่เราเคยนำเสนอไว้ได้เลย

วิธีการสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

  • คัดแยกขยะในบ้านออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  • นำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  • นำขยะรีไซเคิลไปรีไซเคิล
  • ฝังกลบขยะทั่วไปอย่างถูกต้อง

ตอนนี้มีที่ไหนรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากขยะบ้าง

ธนาคารกสิกรไทยรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ให้เป็นโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

ภาพจาก : ไทยรัฐ

ราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ซื้อ ประเภทของโครงการ และคุณภาพของโครงการ โดยราคาการรับซื้อคาร์บอนเครดิตของธนาคารกสิกรไทยในปี พ.ศ. 2566 อยู่ที่ประมาณ 260 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า องค์กรหรือบุคคลที่สนใจขายคาร์บอนเครดิตให้กับธนาคารกสิกรไทย สามารถติดต่อธนาคารกสิกรไทยเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) โดยการร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เป็นต้น

วิธีเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน

ครัวเรือนและชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ โดยติดต่อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่ดำเนินโครงการ เช่น กระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งหน่วยงานหรือองค์กรเหล่านี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนในการดำเนินการต่างๆ โดยขั้นตอนมีดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย เว็บไซต์ขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นต้น
  2. ติดต่อหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ เพื่อขอเข้าร่วมโครงการ โดยหน่วยงานจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงาน
  3. ดำเนินการคัดแยกขยะในบ้านตามแนวทางของโครงการ โดยแยกขยะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไป
  4. รวบรวมขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลตามแนวทางของโครงการ
  5. ส่งขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลให้กับหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ

สำหรับโครงการต่างๆ ที่สามารถเข้าร่วมได้ อาทิเช่น โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน โครงการปุ๋ยหมักชุมชน โครงการรีไซเคิลชุมชน เป็นต้น และยังมีโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องคาร์บอนเครดิตจากขยะอีกมากมาย ทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ โดยแต่ละโครงการก็มีขั้นตอนการเข้าร่วมที่แตกต่างกันไป สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของโครงการต่างๆ เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ

photo : freepik

ตัวอย่างขั้นตอนการเข้าร่วม โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน

  1. สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทย
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะจัดส่งถังขยะเปียกสำหรับแยกขยะอินทรีย์ให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  3. ครัวเรือนนำขยะอินทรีย์ไปทิ้งในถังขยะเปียก
  4. อปท. จะรวบรวมขยะอินทรีย์จากครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ
  5. อปท. จะนำไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักหรืออาหารสัตว์
  6. อปท. จะมอบคาร์บอนเครดิตให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ

การเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้าน เป็นแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสามารถเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครัวเรือนได้อีกด้วย ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิตจากขยะในบ้านได้ง่ายๆ เพียงเริ่มต้นจากการคัดแยกขยะในบ้านอย่างถูกวิธี

ขยะ เป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต่างหาวิธีการแก้ไขมากมาย ในสมัยก่อนวิธีการแก้ไขปัญหาขยะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการกำจัดขยะให้หมดไป ต่อมาก็เริ่มมีการคัดแยกขยะ เพื่อแบ่งประเภทขยะ และนำไปจำกัด หรือไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่าเดิม มีต้นทุนในการจัดการที่น้อยลง และในประเทศไทยนอกจากจะใช้วิธีการเหล่านั้นแล้ว ยังมีแนวคิดในการนำขยะไปทำให้เกิดประโยชน์นอกจากการทำลายเพียงอย่างเดียว ซึ่ง “โรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่” ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งในการนำขยะไปสร้างประโยชน์โดยเป็นการนำขยะไปผลิตเป็นไฟฟ้าในโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ คิดค้นและพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ลดขนาดให้สามารถติดตั้งอยู่ในรถคันเดียวเพื่อสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้ในที่ต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ความเป็นมาของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

รงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ในช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยเริ่มแรกจะใช้เพื่อกำจัดขยะมูลฝอยในสถานที่ห่างไกลที่การขนส่งขยะไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ต่อมาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มถูกนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และญี่ปุ่น

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยขยะที่จะนำมาใช้จะเป็นขยะมูลฝอยชุมชน โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป แต่มีความแตกต่างตรงที่โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้

รูปภาพจาก : matichon.co.th

ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยเริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2566 โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทยตั้งอยู่ที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นโดยใช้ขยะแห้งจากชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเป็นเชื้อเพลิง สามารถกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนได้สูงสุด 24 ตัน/วัน และผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 200 กิโลวัตต์/ชั่วโมง

หลักการทำงานของ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีวิธีการทำงานเหมือนกับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั่วไป จะมีสิ่งที่แตกต่างกันก็คือ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะแบบเคลื่อนที่จะสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยมักจะออกแบบให้อยู่บนรถขนาดใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเคลื่อนย้ายไปจำกัดขยะตามแหล่งต่างๆ พร้องทั้งผลิตไฟฟ้าได้ด้วย

หลักการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ มีดังนี้

  1. คัดแยกขยะมูลฝอยชุมชนออกเป็นขยะแห้งและขยะเปียก
  2. นำขยะแห้งมาบดอัดให้เป็นก้อนเชื้อเพลิง (RDF)
  3. นำขยะ RDF เข้าสู่เตาเผา
  4. ความร้อนจากการเผาขยะ RDF จะถูกนำไปต้มน้ำในหม้อน้ำจนกลายเป็นไอน้ำเดือด
  5. ไอน้ำเดือดจะนำไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  6. เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะผลิตกระแสไฟฟ้า
รูปภาพจาก : matichon.co.th

สำหรับขยะ RDF ย่อมาจาก Refuse Derived Fuel เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะมูลฝอย โดยผ่านกระบวนการคัดแยกและปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน ขยะ RDF มีลักษณะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แห้ง และเผาไหม้ได้ง่าย มีความชื้นประมาณ 10-20% ค่าความร้อนประมาณ 15,000-18,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม ปัจจุบัน ขยะ RDF กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ปัญหาขยะมูลฝอยและมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น

ข้อดี และข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่

ข้อดี

  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องการกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าได้ สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีปริมาณขยะไม่สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่สามารถช่วยกำจัดขยะมูลฝอยชุมชน ซึ่งช่วยลดปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตไฟฟ้าจากขยะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ช่วยลดมลพิษทางอากาศ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เช่น ระบบดักจับก๊าซพิษ

ข้อเสีย

  • ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ต้องใช้ขยะแห้งเท่านั้นในการเผา ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนในการแยกขยะต้นทางมากขึ้น ขยะเปียก เช่น เศษอาหารและขยะอินทรีย์ ไม่สามารถนำมาเผาได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดก๊าซพิษและมลพิษทางอากาศ
  • อาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการเผาขยะ การเผาขยะเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟไหม้หรือระเบิด โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่จึงต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด
  • อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว กระบวนการเผาขยะอาจทำให้เกิดสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย ผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
รูปภาพจาก Green Network Thailand

สรุปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและมลพิษทางอากาศ อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณาก่อนนำไปใช้งาน

งบประมาณ และระยะเวลาการคืนทุน

งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับขนาดและเทคโนโลยีที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีต้นทุนประมาณ 100-200 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-10 ปี

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่แห่งแรกของประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ โรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ผลศึกษาต้นทุนโครงการอยู่ที่ 40 ล้านบาท รายได้ต่อปี 10 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินการปีละ 6 ล้านบาท ระยะเวลาคืนทุน 7.28 ปี อัตราผลตอบแทน (ไออาร์อาร์) 10.22% อายุโครงการ 20 ปี กำไร 82 ล้านบาท

ปัจจัยที่ส่งผลต่องบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ ได้แก่

  • ขนาดของโรงไฟฟ้า
  • เทคโนโลยีที่ใช้
  • คุณภาพของขยะที่ใช้
  • ต้นทุนเชื้อเพลิง
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้า
  • รายได้จากการขายไฟฟ้า

หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น และสามารถใช้ขยะคุณภาพต่ำได้ ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนลดลง ในทางกลับกัน หากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่มีขนาดเล็กลง จะใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมากขึ้น และต้องใช้ขยะคุณภาพสูง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาคืนทุนเพิ่มขึ้น งบประมาณและระยะเวลาคืนทุนของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเคลื่อนที่ หากมีการพัฒนาให้สามารถอยู่ในรถคันเดียวได้ และมีต้นทุนที่ต่ำลง จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาขยะ และเสริมประสิทธิภาพเรื่องการผลิตไฟฟ้าให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายไปกำจัดขยะตามแหล่งต่างๆ ที่มีปริมาณขยะล้นเกินกว่าจะกำจัดได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เปลี่ยนเมืองเดิมๆ ที่มีขยะจำนวมมาก เป็นเมืองพลังงานสะอาด ใครสนใจโครงการนี้ก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานการศึกษาได้ อยากเข้าไปศึกษาข้อมูลก็ลองติดต่อสอบถามไปได้เลยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครับ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นโครงการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใต้แนวคิด “สร้างรายได้ให้ชุมชน คืนสู่ธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชุมชนธนาคารต้นไม้สามารถขายคาร์บอนเครดิตเพื่อนำรายได้มาพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป

โครงการ BAAC Carbon Credit

ธ.ก.ส. ผนึกกำลังชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่ากว่า 6,800 ชุมชน ขับเคลื่อนภารกิจซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit พร้อมออกใบ Certificate มาตรฐาน T-VER จาก อบก. ตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body: VVB) การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากองค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าวไปตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวนคาร์บอนเครดิต 453 ตันคาร์บอน  โดยขายกึ่ง CSR ในราคาตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1,359,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ประมาณ 951,300 บาท โดยมีหลักการคำนวรคาร์บอนเครดิตดังนี้ ต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี พื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน (อัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70 : 30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น ร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแอปพลิเคชันธนาคารต้นไม้ (Tree Bank) พัฒนาโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่ออำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลต้นไม้ของชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า โดยแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้ชุมชนสามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง สามารถบันทึกข้อมูลต้นไม้ ประกอบด้วย ชนิดต้นไม้ อายุต้นไม้ ความสูงของต้นไม้ พิกัด GPS เป็นต้น คำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต ตรวจสอบข้อมูลต้นไม้ ติดตามประเมินผลการปลูกต้นไม้

ประโยชน์ของการ ขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ BAAC Carbon Credit

  • เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปลูกต้นไม้ต่อไป
  • สนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการ BAAC Carbon Credit เป็นหนึ่งในโครงการที่ ธ.ก.ส. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รู้จักกับชุมชนธนาคารต้นไม้

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชุมชนธนาคารต้นไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การดำเนินงานของชุมชนธนาคารต้นไม้ ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมี ธ.ก.ส. ทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเองและชุมชนตามแนวพระราชดำริ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
photo : freepik

ปัจจุบัน โครงการธนาคารต้นไม้ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 6,800 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 100 ล้านต้น

ประโยชน์ของชุมชนธนาคารต้นไม้ มีดังนี้

  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
  • เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ชุมชนธนาคารต้นไม้ เป็นรูปแบบหนึ่งของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนและประเทศชาติในระยะยาว

รู้จักกับชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนไม้มีค่า เป็นชุมชนที่ดำเนินกิจกรรมการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น ชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

photo : freepik

การดำเนินงานของชุมชนไม้มีค่า ดำเนินการโดยชุมชนเป็นหลัก โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของชุมชน ดังนี้

  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ไม้มีค่าในที่ดินของตนเองและชุมชน
  • ประเมินมูลค่าต้นไม้ไม้มีค่าเพื่อเป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ใช้กับรัฐและสถาบันการเงินที่รัฐกำหนด
  • ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้อย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใส ชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โครงการชุมชนไม้มีค่า มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ชุมชนทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 26 ล้านไร่ มีการบันทึกข้อมูลต้นไม้กว่า 1,000 ล้านต้น

ความแตกต่างระหว่างชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า

ชุมชนธนาคารต้นไม้และชุมชนไม้มีค่า มีวัตถุประสงค์ที่เหมือนกัน คือ การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยพลังของชุมชนในการร่วมกันปลูกต้นไม้และดูแลรักษาป่าไม้ แต่มีความแตกต่างในด้านประเภทของต้นไม้ที่ปลูก ชุมชนธนาคารต้นไม้เน้นการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดตามแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าเน้นการปลูกต้นไม้ไม้มีค่าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ชุมชนธนาคารต้นไม้ยังได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นเงินออม เป็นทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน ในขณะที่ชุมชนไม้มีค่าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ เป็นต้น

ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 6,814 ชุมชน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนกว่า 12.4 ล้านต้น มีสมาชิก 124,071 คน มูลค่าต้นไม้ในโครงการกว่า 43,000 ล้านบาท และมีการเตรียมประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในปี 2566 คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท สำหรับหน่วยงานที่สนใจซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชนบท ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ 2346 ถนนพหลโยธิน แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center 02 555 0555

ปัญหาขยะจากครัวเรือนนับว่าเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าปริมาณขยะจากครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเช่นกัน และในบ้านเรายังไม่มีการแยกขยะอย่างชัดเจน ทำให้ขยะจากครัวเรือนนั้นจะเป็นขยะที่ยังไม่มีการคัดแยก ซึ่งสร้างปัญหาหลายๆ อย่างตามมามากมาย ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวิธีการจัดการขยะจากครัวเรือนกันมากมายหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ การสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนขยะเป็นก๊าซหุงต้มได้นั่นเอง

รู้จักกับถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการหมักสารอินทรีย์เพื่อให้เกิดก๊าซชีวภาพ ถังหมักก๊าซชีวภาพโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ส่วนหมักและส่วนเก็บก๊าซ ส่วนหมัก เป็นส่วนที่ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน สารอินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้หมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้ เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร น้ำเสียจากฟาร์ม น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และขยะอินทรีย์ เป็นต้น ส่วนเก็บก๊าซ เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บก๊าซชีวภาพที่ได้จากการหมัก โดยก๊าซชีวภาพส่วนใหญ่จะประกอบด้วยก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม ผลิตกระแสไฟฟ้า และใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์

ถังหมักก๊าซชีวภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะของกระบวนการหมัก ได้แก่

  • ถังหมักแบบต่อเนื่อง (Continuous digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะไหลผ่านถังหมักอย่างต่อเนื่อง
  • ถังหมักแบบไม่ต่อเนื่อง (Batch digester) เป็นถังหมักที่สารอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่หมักสารอินทรีย์จะถูกเติมเข้าไปในถังหมักและทำการย่อยสลายจนเสร็จสิ้นในถังหมักถังเดียว

นอกจากนี้ถังหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรือน ปริมาณสารอินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดเล็กมักนิยมใช้สำหรับใช้ในครัวเรือนหรือฟาร์มขนาดเล็ก ส่วนถังหมักก๊าซชีวภาพขนาดใหญ่มักนิยมใช้สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ตัวอย่างการนำถังหมักก๊าซชีวภาพไปใช้ เช่น

  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซหุงต้มในครัวเรือน
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตไฟฟ้าในฟาร์มปศุสัตว์
  • การใช้ถังหมักก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ประโยชน์ของถังหมักก๊าซชีวภาพ

ถังหมักก๊าซชีวภาพมีประโยชน์หลายประการ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ดังนี้

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่จะต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • ช่วยบำบัดน้ำเสีย โดยก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นจะช่วยลดปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ทำให้น้ำเสียมีคุณภาพดีขึ้น
  • ช่วยลดปัญหากลิ่นเหม็นจากขยะอินทรีย์

ด้านเศรษฐกิจ

  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม ถังหมักก๊าซชีวภาพจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียอินทรีย์ในประเทศไทย ล่าสุดได้มีการคิดคันถังหมักก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงขึ้น มีชื่อว่า SUZDEE สุดดี

รู้จักกับ SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ

SUZDEE สุดดี ระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยกลุ่มวิจัยของสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (BSE) สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ร่วมกับนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี เป็นถังหมักประสิทธิภาพสูงที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกหัวเชื้อจำเพาะสูง ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า มีการนำเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า C-ROS หรือ Cash Return from ZeroWaste and Segregation of Trash เข้ามาใช้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนขยะอินทรีย์จากอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร ขยะเศษอาหารจากเทศบาล ชุมชนและครัวเรือนให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

เครดิตภาพ komchadluek.net

สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตสารเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขยะเศษอาหารได้มากถึง 15,491 กิโลกรัมคาร์บอนอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดพลังงานสะอาดได้มากถึง 470 LPGeg และสามารถนำไปใช้ผลิตเป็นสารบำรุงพืชชีวภาพได้ 20,616 ลิตร

ปัจจุบัน ถังหมัก SUZDEE สุดดี สามารถกำจัดขยะเศษอาหารได้ประมาณ 23,580 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 10 กิโลกรัม ในอนาคต จะมีการพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนขยะเศษอาหารเป็นพลังงานในระดับร้านอาหาร ซึ่งจะสามารถรองรับขยะจากเศษอาหารได้ประมาณ 60-70 กิโลกรัมต่อวัน

คุณสมบัติเด่นของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ผลิตก๊าซชีวภาพได้ปริมาณมากกว่าถังหมักแบบเดิมถึง 2 เท่า
  • ใช้เวลาหมักสั้นลงเหลือเพียง 15-20 วัน
  • สามารถใช้เศษอาหารและวัสดุอินทรีย์ได้หลากหลายชนิด
  • ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
  • ดูแลรักษาง่าย

รูปแบบการทำงานของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • นำขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษผัก ผลไม้ กากกาแฟ เศษใบไม้ ฯลฯ ใส่ลงในถังหมัก
  • จุลินทรีย์ที่อยู่ในถังหมักจะย่อยสลายขยะอินทรีย์เป็นก๊าซชีวภาพและน้ำเสีย
  • ก๊าซชีวภาพจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บก๊าซ
  • น้ำเสียจะถูกย่อยสลายในถังย่อยสลาย

ประโยชน์ของถังหมัก SUZDEE สุดดี

  • ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ
  • เป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดและยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มหรือผลิตไฟฟ้า
  • สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ

รายชื่อสถานที่ติดตั้งถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี บางส่วน

  • โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ภาคใต้
  • โรงเรียนเทศบาลบ้านบางใหญ่
  • โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
  • เทศบาลเมืองพัทยา
  • เทศบาลเมืองเชียงราย
  • เทศบาลตำบลห้วยใหญ่
  • นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี
  • ฟาร์มไก่ไข่ สหกรณ์การเกษตรหนองบอน จังหวัดนครปฐม
  • ฟาร์มโคนม สหกรณ์โคนมหนองคาย
  • ร้านอาหาร ครัวบ้านคุณยาย จังหวัดเชียงใหม่
  • สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่ตั้งโครงการวิจัยและพัฒนาถังหมัก SUZDEE สุดดี
  • ร้านอาหาร Greenery
  • โรงเรียนบ้านสวน พุทธมณฑล โรงเรียนในจังหวัดนครปฐม
  • ชุมชนบ้านสุขสมบูรณ์ ชุมชนในจังหวัดสระบุรี
เครดิตภาพ vistec.ac.th

จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นว่าถังหมักก๊าซชีวภาพนั้น เป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ จึงควรได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะถังหมักก๊าซชีวภาพ SUZDEE สุดดี ที่เป็นนวตกรรมใหม่ที่ช่วยทั้งการเปลี่ยนขยะให้เป็นก๊าซหุงต้ม และยังสามารถผลิตสารบำรุงพืชได้อีกด้วย ปัจจุบันมีการติดตั้งระบบถัง SUZDEE สุดดีไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว

โซลาร์เซลล์กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ในบ้านเราก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งค่าไฟในบ้านเราปรับตัวสูงขึ้น ก็ทำให้คนมองหาพลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ช่วงนี้จะพบว่ามีบริษัทรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากมายไปหมด ลงโฆษณาผ่านสื่อบนออนไลน์มากมาย และหลายๆ บ้านก็เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์กันไปแล้ว บางบ้านที่ติดมาหลายปี ถึงจุดคุ้มทุนไปแล้วตอนนี้ก็ใช้ไฟฟรีก็มีเยอะเช่นกัน และแน่นอนว่านักวิจัยต่างๆ ทั่วโลกก็มีการคิดค้นวิจัยเรื่องของโซลาร์เซลล์กันอย่างต่อเนื่อง

บทความนี้จะพาทุกคนมารู้จักกับแผงโซลาร์เซลล์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solar Leafs” หรือ PV-leafs ภาษาไทยก็เรียกง่ายๆ ว่า แผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ เป็นการคิดค้นและออกแบบจากนักวิจัยของ Imperial College London ในประเทศอังกฤษ ซึ่งการคิดค้นแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ครั้งนี้เป็นการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้วัสดุในการผลิตแผงที่มีราคาถูกลง

Image: Dr Gan Huang

การออกแบบแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้นี้ ก็จะมีการออกแบบทั้งรูปทรงและรูปแบบการทำงานให้คล้ายกับใบไม้ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้แผงโซลาร์เซลล์ที่ใกล้เคียงกับทรงใบ้ไม้มากที่สุด ก็จะเป็นแผงประเภที่เรียกว่า “flexible solar panels” ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับรูปแบบของการติดตั้งบนพื้นผิวต่างๆ ได้ โค้งงอได้ตามรูปทรงที่ต้องการนั่นเอง สำหรับแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้จะแตกต่างออกไป โดยจะเรียกแบบทั่วๆ ไปว่า “Photovoltaic leaf (PV-leaf)” ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่มีรูปร่างและการทำงานคล้ายกับใบไม้ โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายใบไม้ที่สามารถทำการสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ เหมือนกับกระบวนการการสังเคราะห์แสงในใบไม้ องค์ประกอบในการออกแบบนี้อาจประกอบด้วยวัสดุพิเศษที่ช่วยให้แผงโซลาร์เซลล์เก็บพลังงานได้มากขึ้น และนำมาใช้ในการส่งไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนด้วยกระบวนการเรียกว่า transpiration คล้ายกับของใบไม้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น เป้าหมายของแนวคิดนี้คือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลดความสูญเสียของพลังงานในกระบวนการแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้านั่นเอง

Source : nature

สำหรับวัสดุที่ใช้ในการผลิตนั้นจะมาจากเส้นใบไฟเบอร์ธรรมชาติและไฮโดรเจลที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี รวมถึงเทคโนโลยีที่คิดค้นนี้จะช่วยให้ตัวแผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้นอีก 10% เมื่อเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้วัสดุที่นำมาใช้ผลิตนี้มีราคาถูกกว่าวัสดุที่ใช้ในการผลิตแผงโซลลาร์เซลล์ในปัจจุบัน ทำให้โดยรวมแล้วแผงโซลลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้จะมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่า และสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่านั่นเอง

สรุป 5 ข้อดีของ แผงโซลาร์เซลล์รูปทรงใบไม้

  1. ประสิทธิภาพการสะสมแสงอาทิตย์: PV-leaf มีวิธีการคล้ายกับวิธีการของใบไม้ในการสะสมแสงอาทิตย์และแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมที่จะมีการสูญเสียพลังงานบางส่วนไป
  2. การลดความร้อน: PV-leaf ใช้รูปแบบการทำงานที่คล้ายกับกระบวนการส่งน้ำในใบพืช (transpiration) เพื่อช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นในแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น
  3. ความหนาแน่นและความเบา: PV-leaf มักถูกออกแบบให้บางและเบาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการติดตั้ง นอกจากนี้ยังทำให้เป็นไปตามการปรับรูปร่างหรือการใช้งานในพื้นที่ที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น
  4. วัสดุรูปแบบใหม่และมีราคาประหยัด: PV-leaf ใช้วัสดุที่เรียกว่า “natural fibres” และ “hydrogels” ที่มีราคาประหยัดและหาได้ง่าย มีความคุ้มค่าสูง
  5. ช่วยสนับสนุนเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด: การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เช่น PV-leaf นี้ จะช่วยให้มีการหันมาใช้โซลาร์เซลล์มากยิ่งขึ้น ด้วยการลงทุนที่น้อยลง ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น การติดตั้งสะดวกกว่านั่นเอง

ใครสนใจศึกษาแบบละเอียดเกี่ยวกับ photovoltaic leaf สามารถเข้าไปอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ Nature.com