สำหรับบทความนี้ทางทีมงานจะนำทุกท่านไปรู้จักกับ “คาร์บอนเครดิตป่าไม้” กัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะโครงการนี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าได้อีกด้วย

คาร์บอนเครดิตป่าไม้ คืออะไร?

คาร์บอนเครดิตป่าไม้ (Forest Carbon Credit) คือ หน่วยวัดปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมป่าไม้ เช่น การปลูกต้นไม้ บำรุงรักษาป่า อนุรักษ์ป่า ฟื้นฟูป่า เป็นต้น โดยกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศลดลง คาร์บอนเครดิตป่าไม้สามารถใช้เพื่อลดภาระการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมได้ โดยภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ (T-VER) ของกรมป่าไม้ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER มีหน่วยเป็น “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)”

ข้อกำหนดในการทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้

สำหรับข้อกำหนดในการทำคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางของโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ของกรมป่าไม้ ดังนี้

คุณสมบัติของโครงการ

  1. ต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นทีป่าไม้ของประเทศไทย
  2. ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. โครงการมีการออกแบบและดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางโครงโครงการ T-VER ภาคป่าไม้
  4. ต้องมีงบประมาณเพียงพอในการจ้างผู้ประเมินภายนอกเพื่อตรวจสอบปริมาณคาร์บอนเครดิต
  5. ต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงพอต่อการทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ให้มีต้นทุนต่อหน่วยสามารถซื้อขายเชิงการค้าได้
  6. ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฏหมายในการแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์จากที่ดิน

ประเภทต้นไม้ที่สามารถทำคาร์บอนเครดิตป่าไม้ได้

  1. ไม้ยืนต้นที่มีเนื้อไม้และอายุยืนยาว มีความสูงเกิน 1.30 เมตรขึ้นไป และมีวงปี ตั้งแต่ 4.50 เซนติเมตรขึ้นไป ตัวอย่างไม้ยืนต้นที่มีเนื้อไม้และอายุยืนยาว ได้แก่ ไม้สัก ไม้ยาง ไม้มะฮอกกานี ไม้แดง เป็นต้น
  2. ต้นไม้ที่ไม่มีวงปี ได้แก่ ไผ่ ปาล์ม และ มะพร้าว เป็นต้น
  3. ประเภท Blue Carbon เช่น หญ้าทะเล พืชที่อยู่ในป่าชายเลน เป็นต้น

ทั้งนี้ ต้นไม้ที่ปลูกหรือปลูกเสริมในโครงการป่าไม้เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ต้องเป็นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการบุกรุกแผ้วถาง เป็นต้น

การปลูกต้นไม้/ปลูกป่า

  1. พื้นที่โครงการต้องเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่มีสภาพพื้นที่เป็นป่า คือ มีความหนาแน่นเรือนยอดไม่น้อยกว่า 30% และต้นไม้เมื่อโตเต็มที่สูงเกิน 3 เมตร ไม้ที่ปลูกต้องเป็นไม้รอบตัดฟันยาว
  2. เป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่า
  3. ก่อนเริ่มโครงการต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม
  4. ในกรณีที่มีการปลูกเสริม ต้องคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศเดิมในพื้นที่
  5. มีเอกสารสิทธิ์หรือ ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตัวอย่างโครงการที่สามารถเข้าร่วมคาร์บอนเครดิตป่าไม้ได้

  1. โครงการปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
  2. โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
  3. โครงการฟื้นฟูป่าชายเลน
  4. โครงการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

การคำนวณและการขายคาร์บอนเครดิต

สำหรับการคำนวณจะทำโดยผู้ประเมินภายนอกเพื่อตรวจสอบความใช้ได้ และทวนสอบปริมาณคาร์บอนเครดิต สำหรับคาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้จากโครงการป่าไม้ สามารถจำหน่ายได้ในตลาดคาร์บอน โดยภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการป่าไม้ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้เช่นกัน

เดือน พฤศจิกายน 2566 มีโครงการที่ได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตป่าไม้ (T-VER) ภาคป่าไม้ ทั้งสิ้น 6 โครงการ ปริมาณคาร์บอนเครดิตเท่ากับ 118,915 tCO2eq โดยโครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตป่าไม้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. โครงการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ณ วัดหนองจระเข้ ตําบลบ้านนา อําเภอแกลง จังหวัดระยอง ปริมาณคาร์บอนเครดิต 1,254 tCO2eq
  2. โครงการป่านิเวศระยองวนารมย์ กลุ่ม ปตท. ปริมาณคาร์บอนเครดิต 1,074 tCO2eq
  3. โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบ้านแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปริมาณคาร์บอนเครดิต 852 tCO2eq

โครงการที่ได้รับการรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะมีการบุกรุกแผ้วถาง โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในระบบนิเวศ สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. 

Photo credit : freepik

นวตกรรมอิฐประหยัดพลังงานได้รับการคิดค้นมาหลายปี มีผู้ผลิตมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นการผลิตอิฐให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ต้านทานความร้อนได้ดีมากขึ้น ล่าสุดมีการคิดค้นอิฐประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ในชื่อ Air Flow Block ออกมา ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการประหยัดพลังงาน และลดความร้อนเข้าสู่บ้านหรือภายในอากาศได้ดีกว่าอิฐประหยัดพลังงานแบบเดิมๆ

อิฐประหยัดพลังงาน คืออะไร

อิฐประหยัดพลังงาน คือ อิฐที่มีค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (k) ต่ำ ส่งผลให้มีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดี ทำให้ความร้อนจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายในอาคารได้ช้าลง ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการปรับอากาศภายในอาคาร

อิฐประหยัดพลังงานในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • อิฐมวลเบา ผลิตจากวัสดุผสม ได้แก่ ทราย ปูนซีเมนต์ หิน และสารเคมีอื่นๆ ทำให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดี
  • อิฐบล็อคเบา ผลิตจากวัสดุผสม ได้แก่ ทราย ปูนซีเมนต์ และสารเคมีอื่นๆ ทำให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และมีคุณสมบัติในการต้านทานความร้อนได้ดีเช่นกัน

อิฐประหยัดพลังงานได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ให้เป็นวัสดุประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง โดยอิฐมวลเบาและอิฐบล็อคเบาที่ผ่านการรับรองจะมีฉลากประหยัดพลังงานติดอยู่ที่ตัวสินค้า

บทความนี้เราจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block กันครับ สำหรับคนที่คิดค้น อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block นี้ก็คือ คุณวิโรจน์ เป็นอดีตวิศวกรเกษียณ จ.ระยอง ใช้ความรู้ด้านวิศวกร มาออกแบบ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block แบบใหม่ ที่คิดค้นมากว่า 4 ปี และได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

ความเป็นมาของ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block

แนวคิดในการคิดค้นก็มาจากความพยามที่จะให้ช่างธรรมดาสามารถก่อกำแพงได้ง่าย และตรง ก็เลยมีการค้นหาข้อมูลพบว่ามีคนทำอิฐอยู่แล้วมากมาย ก็เลยมีไอเดียว่าจะเพิ่มฟังก์ชันในการประหยัดพลังงานเข้าไปด้วย ก็เคยไปค้นคว้าหาข้อมูลการผลิตอิฐประหยัดพลังงานที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเพิ่มโจทย์เข้าไปว่าทำยังไงให้สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าอิฐเดิมๆ ที่มีอยู่

ซึ่งก็ได้มาเป็น อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ที่ผลิตอยู่ในขณะนี้ ใช้หลักการเรื่องของการระบายอากาศ เพิ่มร่องอากาศเข้าไปรอบตัว เมื่อมีการก่ออิฐและฉาบแล้วจะไม่มีการขังของอากาศอยู่ภายใน เมื่อผนังร้อนอากาศก็จะถูกขับออกมาตามร่องต่างๆ ทำให้ผนังมีความเย็นนั่นเอง วัสดุที่ใช้ในการทำอิฐก็จะเป็น หินฝุ่น ปูน ทราย โดยใช้เครื่องจักรในการผลิต เพราะต้องใช้แรงอัดสูงมากให้ออกมามีขนาดมาตรฐาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัสดุอื่นๆ มาผลิต อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ได้อีกด้วย เช่น ยิปซั่ม เถ้าถ่านจากโรงไฟฟ้า ขยะสับละเอียด แล้วขึ้นรูปออกมาแบบเดียวกัน ก็สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้เช่นกัน

ในการทดสอบพบว่าผนังจากอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block เมื่อมีแดดส่องจะมีอุณหภูมิต่างกับอิฐปกติประมาณ 3 องศาเซลเซียส ช่วยประหยัดไฟได้สูงสุด 20% นอกจากนี้ในช่วงหน้าหนาวตัวอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block จะอุ่นเพราะจะมีการดึงอากาศที่มีความร้อนเข้าไปแทน สรุปง่ายๆ ว่าถ้าเจออากาศร้อนอิฐจะเย็น ถ้าเจออากาศเย็นอิฐก็จะอุ่นนั่นเอง

นอกจากนี้อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอิฐประหยัดพลังงาน และอิฐแบบทั่วๆ ไปอีกด้วย สามารถดูสเปคและรายละเอียดการเปรียบเทียบได้จากตารางด้านล่างนี้

สรุปข้อดีของ อิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block

  • ช่วยลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านหรืออาคารได้ดี
  • เมื่ออากาศร้อนอิฐจะเย็น และเมื่ออากาศเย็นอิฐจะอุ่นขึ้นตามกลไกลของ Air Flow
  • ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการใช้อิฐในรูปแบบเดิมๆ
  • มีความแข็งแรงไม่ต่างจากอิฐที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไป
  • ราคาอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ต่ำกว่าอิฐประหยัดพลังงานอื่นๆ
  • น้ำหนักเบากว่าอิฐประหยัดพลังงานอื่นๆ

สำหรับใครที่กำลังจะก่อสร้างบ้านหรืออาคารอิฐประหยัดพลังงาน Air Flow Block ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากด้วยข้อดีต่างๆ ที่ดีกว่าอิฐทั่วๆ ไป รวมถึงอิฐประหยัดพลังงานแบอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะช่วยลดค่าก่อสร้างได้ รวมถึงยังช่วยให้บ้านหรืออาคารเย็นกว่า และช่วยประหยัดไฟได้สูงสุดถึง 20% เมื่อเทียบกับการใช้อิฐในรูปแบบเดิมๆ ใครที่สนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปที่เพจ Air Flow Block ได้เลย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ขวดใส่น้ำใสๆ กล่องใส่อาหารที่เป็นพลาสติกใสๆ ที่เราใช้อยู่เป็นพลาสติกแบบรีไซเคิลระดับ Food Grade เพราะเข้าใจกันมาตลอดว่าพวกพลาสติกรีไซเคิลนั้น จะไม่สามารถนำมาใช้ใส่อาหารได้ ซึ่งบทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับ พลาสติก PCR ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะเป็นพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade ที่นำมาใช้ได้จริง ช่วยลดปัญหาขยะ ลดโลกร้อน และลดการใช้พลังงาน

พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled Resin)

พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled Resin) คือ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตขึ้นจากพลาสติกที่ใช้งานแล้ว โดยจะเป็นพลาสติกที่ผู้บริโภคใช้กัน เช่น ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เป็นต้น พลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไปคัดแยก ทำความสะอาด และบดย่อยให้เป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็ก จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น

พลาสติก PCR สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง โดยยังคงคุณสมบัติและคุณภาพใกล้เคียงกับพลาสติกใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อดีหลายอย่างเช่น

  • ลดต้นทุนการผลิต
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันปิโตรเลียม
source : ENVICCO

บริษัท ENVICCO เป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade

สำหรับการรีไซเคิลพลาสติกให้มาเป็น พลาสติก PCR ในบ้านเรานั้น มีบริษัท ENVICCO เป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอส เอส พี เขตประกอบการอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท ALPLA Werke Alwin Lehner GmbH & Co KG หรือ ALPLA ผู้นำระดับโลกในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกและพลาสติกรีไซเคิล โดยทาง GC ยังได้มีการริเริ่ม GC YOUเทิร์น เป็นโครงการรีไซเคิลพลาสติกของทางบริษัท เข้ามาช่วยจัดการ ตั้งแต่วิธีการคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง เพื่อส่งต่อให้กับโรงงาน ENVICCO

นอกจากนี้บริษัท ENVICCO ยังได้รับการรับรองจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) ตัวบริษัทตั้งอยู่ที่นิคมเอเชีย มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ภายใต้แบรนด์ InnoEco

สำหรับเม็ดพลาสติก InnoEco PCR PET เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade ผ่านกระบวนการคัดแยกและล้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านกระบวนการอัดรีดกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปน และกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ มีคุณสมบัติและคุณภาพใกล้เคียงกับพลาสติกใหม่ จึงสามารถใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งผลิตจากพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย 100% รับประกันการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ (Traceability) ได้ 100%

โรงงาน ENVICCO มีพื้นที่รวม 100 ไร่ มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 45,000 ตันต่อปี ลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 140,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากยุโรปในการคัดแยก ทำความสะอาด และบดย่อยพลาสติกใช้แล้วให้เป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็ก จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PCR ของ ENVICCO ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015, ISO 14001:2015 และ US FDA สามารถใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มได้

GC YOUเทิร์น โครงการรีไซเคิลพลาสติก

GC YOUเทิร์น เป็นโครงการรีไซเคิลพลาสติกของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC มุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดแยก รวบรวม ขนส่ง จนถึงการแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง เพื่อนำกลับมาสร้างมูลค่าในรูปแบบต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

โครงการ GC YOUเทิร์น เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดย GC ได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมในโครงการ และเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล

การดำเนินงานของโครงการ GC YOUเทิร์น ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. การคัดแยกขยะพลาสติก GC YOUเทิร์น ส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะพลาสติกออกจากขยะอื่นๆ โดยจุดรับขยะพลาสติกของโครงการมีสัญลักษณ์ GC YOUเทิร์น ปรากฏอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถสังเกตและนำขยะพลาสติกมาทิ้งได้อย่างถูกต้อง
  2. รวบรวมและขนส่งขยะพลาสติก GC YOUเทิร์น มีเครือข่ายรถขนส่งขยะพลาสติกที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมขยะพลาสติกจากจุดรับขยะพลาสติกต่างๆ และนำส่งไปยังโรงงานแปรรูป
  3. การแปรรูปขยะพลาสติก ขยะพลาสติกที่รวบรวมได้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง โดยโรงงานแปรรูปของ GC หรือโรงงานแปรรูปของพันธมิตรของโครงการ

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากโครงการ GC YOUเทิร์น สามารถนำกลับมาสร้างมูลค่าในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ผลิตเป็นขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น

โครงการ GC YOUเทิร์น ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณขยะพลาสติกและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2565 โครงการสามารถรวบรวมขยะพลาสติกได้กว่า 10,000 ตัน และผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงได้กว่า 7,000 ตัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของ พลาสติก PCR ที่สามารถผลิตกันได้แล้วในประเทศไทย และเราก็มีโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งความต้องการใช้พลาสติก PCR ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก ช่วยในเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน ส่งเสริมทางเลือกให้กับการใช้พลาสติกรีไซเคิล และที่สำคัญที่สุด ผู้บริโภคสามารถใช้พลาสติก PCR ซึ่งเป็นพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade ได้อย่างปลอดภัย

Photo : freepik , envicco

StoreDot EV Battery คือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิดใหม่ ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท StoreDot สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล มีความพิเศษกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดิมๆ ที่เด่นชัดมากทึ่สุดคือ ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น และยังมีการทดสอบชาร์จมากถึง 1,000 ครั้ง โดยไม่มีการเสื่อมของแบตเตอรี่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ StoreDot EV Battery ยังได้มีการนำไปทดสอบกับรถยนต์ไฟฟ้าในการใช้งานจริง พบว่าแม้ชาร์จแบตเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถขับขี่ไปได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตรแล้ว ซึ่งผลทดสอบนี้ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก แก้ปัญหาของการชาร์จแล้วต้องมีการรอเป็นระยะเวลานานๆ ให้หมดไปได้เลย เกือบเทียบกับการขับรถเข้าปั๊มไปเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

คุณสมบัติที่น่าสนใจของ StoreDot EV Battery

  • ใช้เทคโนโลยีการชาร์จเร็วที่มีความเร็วสูงถึง 70% ของรอบการชาร์จ
  • ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น
  • ความเร็วในการชาร์จแบตแบบชาร์จช้า ตั้งแต่ 0 – 100% ใช้เวลาเพียง 28 นาที
  • สามารถชาร์จโดยใช้เวลา 5 นาที วิ่งได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตร
  • แบตเตอรี่มีความทนทานสูง มีการทดสอบชาร์จกว่า 1,000 รอบ โดยแบตเตอรี่ไม่เสื่อม

ล่าสุดทาง StoreDot ได้มีการร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Volvo ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเร็วๆ เราน่าจะได้เห็นการนำ StoreDot EV Battery ไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าของ Volvo รุ่นใหม่ๆ ที่น่าจะชูจุดเด่นเรื่องการชาร์จไว และอายุของตัวแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ตามคุณสมบัติของ StoreDot EV Battery แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างแน่นอน โดยมีการคาดการณ์กันว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ากับแบตรุ่นใหม่นี้ในช่วงปี 2024 สำหรับพันธมิตรในการพัฒาแบตเตอรี่ StoreDot EV Battery นี้ก็มีบริษัทชั้นนำมากมายอาทิเช่น BP, Daimler, VinFast, Volvo Cars, Polestar, Ola Electric, Samsung และ TDK

นอกจากนี้ทาง StoreDot ก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในการพัฒนา StoreDot EV Battery เอาไว้ด้วย โดยในปี 2024 นี้จะชาร์จไฟเพียง 5 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร ในปี 2023 จะพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้ชาร์จเพียง 3 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร และในปี 2032 จะใช้เวลาชาร์จเหลือเพียง 2 นาทีเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟได้ไม่ต่างจากการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว