วันนี้ขอเอาเรื่องราวของงานวิจัยในการพัฒนาการปลี่ยนความร้อนในร่างกายมาเป็นพลังงานสำหรับชาร์จสมาร์ทวอทช์ ที่ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติเราต้องสวมใส่นาฬิกาอยู่แล้ว หากสามารถพัฒนาจนใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง จะช่วยลดปัญหาเรื่องการชาร์จแบตให้กับสมาร์ทวอชไปได้เลย สำหรับงานวิจัยเรื่องนี้มาจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ (QUT) ซึ่งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

นวัตกรรมชาร์จสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคต

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ได้พัฒนา ฟิล์มพิเศษมีความยืดหยุ่น บางเบา ที่สามารถเปลี่ยนความร้อนจากร่างกายของเราให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งพลังงานไฟฟ้านี้ก็เพียงพอที่จะนำไปชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น สมาร์ทวอทช์ ได้นั่นเอง และในการพัฒนาครั้งนี้ก็เพื่อให้เราสามารถสวมใส่สมาร์ทวอทซ์ได้อย่างสบาย แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการชาร์จที่ดียิ่งขึ้น

หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้

หลักการทำงานก็จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film) ฟิล์มพิเศษนี้มีคุณสมบัติในการแปลงความแตกต่างของอุณหภูมิให้เป็นไฟฟ้า เมื่อความร้อนจากร่างกายสัมผัสกับฟิล์ม จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมา
  • ความยืดหยุ่น ฟิล์มนี้มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถติดตั้งบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่รบกวนการใช้งาน
  • ประสิทธิภาพ แม้ว่าจะยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากพอที่จะชาร์จสมาร์ทโฟนได้ แต่ก็เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างสมาร์ทวอทช์ และยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนาประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

รู้จักกับ ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film)

ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film) เป็นวัสดุที่สามารถเปลี่ยนพลังงานความร้อนให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือในทางกลับกันเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานความร้อนได้ โดยอาศัยหลักการทางเทอร์โมอิเล็กทริก นั่นก็คือ Seebeck Effect (เมื่อมีการนำฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกมาวางในบริเวณที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิ อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น) และ Peltier Effect (เมื่อมีการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก ด้านหนึ่งของฟิล์มจะดูดซับความร้อน อีกด้านหนึ่งจะคายความร้อนออกมา)

ภาพแผ่นฟิล์มที่ติดกับผิวหนังเพื่อเปลี่ยนความร้อนในร่างกายให้เป็นพลังงาน จากการวิจัยของ QUT : Copyright QUT

โครงสร้างของ ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film)

ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก มักประกอบด้วยชั้นของวัสดุนำไฟฟ้าชนิด P และชนิด N สลับกันหลายชั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงาน วัสดุที่นิยมใช้ในการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก ได้แก่

  • Bismuth telluride (Bi2Te3) มีประสิทธิภาพสูงที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งเป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่เหมาะมากสำหรับการแปลงความร้อนให้เป็นไฟฟ้าสำหรับการใช้งานที่ใช้พลังงานต่ำ เช่น เครื่องตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ
  • Lead telluride (PbTe) เหมาะสำหรับใช้งานที่อุณหภูมิสูง ประกอบด้วยธาตุตะกั่ว (Lead) และเทลลูเรียม (Tellurium) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษในด้านเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric) เนื่องจากสามารถแปลงความร้อนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Silicon germanium (SiGe) ใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการอุณหภูมิการทำงานสูง เป็นวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำซิลิคอน (Silicon) มาผสมกับเจอร์เมเนียม (Germanium) ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ได้คุณสมบัติทางไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้ว SiGe จะถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น ทรานซิสเตอร์ความเร็วสูงในวงจรรวม (Integrated Circuit) หรือ IC

สำหรับวัสดุต่างๆ ที่นำมาผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก อย่างเช่น บิสมัทเทลลูไรด์ (Bismuth Telluride) เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการผลิตอุปกรณ์เทอร์โมอิเล็กทริก เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการแปลงความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าสูง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ราคาสูง ความเป็นพิษ และความเปราะบาง ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ จึงทำให้ทางนักวิจัยได้มีการนำ นาโนไบน์เดอร์ (Nano Binder) เข้ามาใช้แทน

นาโนไบนเดอร์ (Nano Binder)

นาโนไบนเดอร์ (Nano Binder) เป็นสารที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่ออนุภาคนาโนเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความแข็งแรงสูง น้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่น การนำนาโนไบน์เดอร์มาใช้ในการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกแทนบิสมัทเทลลูไรด์ มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • ต้นทุนต่ำ นาโนไบน์เดอร์หลายชนิดมีราคาถูกกว่าบิสมัทเทลลูไรด์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
  • มีความยืดหยุ่น วัสดุที่ผลิตจากนาโนไบน์เดอร์มักมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการนำไปผลิตอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นาโนไบน์เดอร์บางชนิดมีอันตรายน้อยกว่าบิสมัทเทลลูไรด์
  • สามารถปรับแต่งสมบัติได้ โดยการเลือกชนิดและปริมาณของนาโนไบน์เดอร์ที่แตกต่างกัน สามารถปรับแต่งสมบัติของวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งานได้

กระบวนการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกจากนาโนไบน์เดอร์

  1. การเตรียมสารผสม ผสมอนุภาคนาโนของวัสดุนำไฟฟ้า (เช่น ซิลิคอนเจอร์เมเนียม) กับนาโนไบน์เดอร์ เพื่อให้ได้สารผสมที่มีความหนืดเหมาะสมสำหรับการพิมพ์
  2. การพิมพ์ ใช้เทคนิคการพิมพ์ เช่น การพิมพ์สกรีน หรือการพิมพ์อิงค์เจ็ท เพื่อพิมพ์สารผสมลงบนแผ่นพลาสติกหรือโลหะ
  3. การเผา นำฟิล์มที่พิมพ์ได้ไปเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอนุภาคต่างๆ อย่างแข็งแรง

ในงานวิจัยก็ได้ทดสอบประสิทธิภาพของฟิล์มตัวนี้ด้วยการ สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้นมา และมีการใช้แผ่นฟิล์มขนาด A4 ซึ่งแผ่นฟิลม์นี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตรเลยทีเดียว และมีข้อจำกัดเรื่องสภาวะแวดล้อมที่น้อยมากๆ ทำให้สามารถนำไปใช้เพื่อจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบ ถือว่าเป็นแผ่นฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการจ่ายพลังงานที่สูงมากในขณะนี้ นอกจากนี้ด้วยข้อดีในเรื่องของการปรับขนาดได้ มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เหมาะกับการนำไปใช้กับสมาร์ทวอทช์ และอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ได้หลากหลายมากขึ้น

Professor Zhi-Gang Chen นักวิจัยเรื่องเทอร์โมอิเล็กทริกเพื่อการเปลี่ยนความร้อนในร่างกายให้เป็นพลังงาน

นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย ด้วยข้อดีที่สามารถติดตั้งได้ในพื้นผิวต่างๆ ความสามารถในการแปลงพลังงานกลับคืนได้ ช่วยในเรื่องของการลดอุณหภูมิได้อีกด้วย เหมาะกับการนำไประบายความร้อนให้กับชิปต่างๆ ที่ปกติมักจะมีความร้อนในระหว่างการทำงานที่ค่อนข้างสูง เช่น สมาร์ทโฟน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ภายในรถยนต์

สำหรับงานวิจัยนี้ต้องขอบอกว่ามีความน่าสนใจมาก ซึ่งนักวิจัยก็เห็นแนวโน้มในการพัฒนาในทิศทางที่ดี และคาดว่าน่าจะต้องปรับปรุงและแก้ไขปัญหาบางอย่างเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความทนทาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงต้นทุนในการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สามารถนำไปผลิตเพื่อใช้งานได้จริงๆ ในราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน และเมื่อมีการผลิตมาใช้จริง ปัญหาเรื่องการชาร์จสมาร์ทวอทช์ก็จะหมดไปทันที ไม่ต้องมาคอยชาร์จกันบ่อยๆ โดยเฉพาะยี่ห้อยอดนิยมที่ต้องชาร์จกันทุกวัน

Reference: interestingengineering.com
Photo : freepik.com

เครื่องปรับอากาศถือได้ว่าเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟค่อนข้างมากในอันดับต้นๆ ซึ่งหลายท่านก็พยายามหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดเป็นเวลา หรือเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศา บางท่านก็ลองวิธีที่มีการแนะนำต่อๆ กันมา ก็คือ ตั้งอุณหภูมิไปที่ 27 องศา แล้วเปิดพัดลมช่วย ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ก็ถือว่า ช่วยประหยัดไฟได้บ้าง แต่ก็ยังค่อนข้างสูงอยู่ดี ดังนั้นก็เลยมีการคิดค้น เครื่องปรับอากาศรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ได้จากโซล่าร์เซลล์ ในชื่อ “แอร์โซล่าเซลล์”

แอร์โซล่าเซลล์คืออะไร?

แอร์โซลาร์เซลล์ คือ เครื่องปรับอากาศที่ผสานเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับระบบทำความเย็น ทำให้สามารถลดการพึ่งพาไฟฟ้าแบบปกติที่ใช้ตามบ้าน หรือสำนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักการทำงานคือ แผงโซลาร์เซลล์จะแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อนำมาใช้ในการขับเคลื่อนคอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในรูปแบบเดิมๆ อีกเลย ส่งผลให้เราไม่ต้องจ่ายค่าไฟในส่วนนี้นั่นเอง

แอร์โซลาร์เซลล์ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ก็คือ

  1. แอร์โซล่าร์เซลล์แบบ On-Grid เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของบ้าน สามารถจ่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้
  2. แอร์โซล่าร์เซลล์แบบ Off-Grid ไม่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของบ้าน ใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง
  3. แอร์โซล่าร์เซลล์แบบที่ใช้ได้ทั้ง 2 ระบบ สามารถใช้ไฟจากระบบโซล่าร์เซลล์ก็ได้ หรือจะใช้ไฟบ้านปกติก็ได้

ข้อดีของแอร์โซล่าเซลล์

  • ประหยัดค่าไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่มีแสงแดด ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 50-70%
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เหมาะสำหรับคนที่รักษ์โลกเป็นอย่างมาก
  • พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องไฟฟ้าดับ หรือค่าไฟฟ้าที่ผันผวน
  • เทคโนโลยีทันสมัย เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากจะมีข้อดีแล้ว แอร์โซล่าร์เซลล์ก็มีข้อสังเกตอยู่หลายๆ อย่างด้วยกัน

ข้อสังเกตของแอร์โซล่าเซลล์

  • ต้นทุนและราคาสูง แอร์โซล่าเซลล์มีราคาค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะมีตัวเครื่องแล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และซื้ออุปกรณ์อื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น แผงโซล่าเซลล์ , อินเวอร์เตอร์, แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ควบคุม
  • ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ การผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดดโดยตรง ในวันที่ฝนตกหรือเมฆมาก การผลิตไฟฟ้าจะลดลง และอุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ได้
  • มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเพิ่มเติม นอกจากจะต้องทำความสะอาดแอร์เหมือนแอร์ปกติแล้ว แผงโซลาร์เซลล์จำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อขจัดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนผิวแผง ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่ราคาสูง สำหรับระบบที่มีแบตเตอรี่อยู่ด้วย ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนของแบตเตอรี่เพิ่มเติม ซึ่งมีราคาสูง และมีอายุการใช้งานจำกัด
ภาพประกอบ : https://www.chaisinsolarcell.com/

ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับติดตั้งแอร์โซล่าร์เซลล์

  • แอร์ Solar Hybrid 1 ชุด
  • แผงโซล่าเซลล์ ขนาด 550w จำนวน 2 แผง
  • เบรกเกอร์ DC BOX 1 ชุด
  • สายไฟ PV 20 เมตร
  • MC-4 Link จำนวน 4 คู่
  • ติดตั้งแบบมาตรฐาน โดยทีมช่างผู้ชำนาญการ

หลักการทำงานของแอร์โซล่าร์เซลล์

แอร์โซลาร์เซลล์ทำงานโดยการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ในการทำความเย็น ซึ่งแตกต่างจากแอร์ทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้าจากกระแสไฟฟ้าหลัก โดยหลักการทำงานโดยรวมสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แผงโซลาร์เซลล์จะทำหน้าที่รับพลังงานจากแสงอาทิตย์และแปลงเป็นกระแสไฟฟ้ากระแสตรง (DC)
  2. การแปลงกระแสไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์จะทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้ากระแสตรงที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ให้เป็นกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ซึ่งเป็นชนิดที่เครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่ใช้
  3. การจ่ายไฟให้เครื่องปรับอากาศ กระแสไฟฟ้ากระแสสลับที่ได้จากอินเวอร์เตอร์จะถูกส่งไปยังเครื่องปรับอากาศเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนคอมเพรสเซอร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำความเย็น
  4. กระบวนการทำความเย็น เครื่องปรับอากาศจะทำงานตามหลักการทำความเย็นทั่วไป โดยคอมเพรสเซอร์จะอัดสารทำความเย็นให้มีแรงดันสูง แล้วปล่อยให้ไหลผ่านคอยล์ร้อนเพื่อระบายความร้อนออกสู่ภายนอก จากนั้นสารทำความเย็นจะไหลผ่านคอยล์เย็นเพื่อดูดซับความร้อนภายในห้อง ทำให้อากาศเย็นลง

แอร์โซล่าร์เซลล์ กับแอร์ปกติทั่วไป ต่างกันอย่างไร

การตัดสินใจเลือกใช้แอร์โซลาร์เซลล์หรือแอร์ปกตินั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงงบประมาณ ความต้องการในการใช้พลังงาน และความสำคัญที่ให้กับสิ่งแวดล้อม มาดูตารางเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

คุณสมบัติแอร์โซลาร์เซลล์แอร์ปกติ
แหล่งพลังงานหลักพลังงานแสงอาทิตย์ไฟฟ้าจากกระแสไฟฟ้าหลัก
ค่าไฟฟ้าประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยเฉพาะช่วงกลางวันค่าไฟฟ้าขึ้นอยู่กับการใช้งาน
สิ่งแวดล้อมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสร้างมลพิษจากการผลิตไฟฟ้า
ต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงกว่าแอร์ปกติ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์อื่นๆต่ำกว่าแอร์โซลาร์เซลล์
การบำรุงรักษาต้องทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์เป็นประจำบำรุงรักษาตามปกติ
ความเสี่ยงประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพอากาศไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

ราคาแอร์โซล่าเซลล์

ราคาแอร์โซล่าร์เซลล์ นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทำให้ราคาแต่ละรุ่นและแต่ละแบรนด์แตกต่างกันออกไป การเลือกซื้อแอร์โซล่าร์เซลล์จึงต้องพิจารณาหลายปัจจัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ากับการลงทุน สำหรับราคาในปัจจบุัน ก็สามารถเปิดดูได้ตามเว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งรูปแบบของการเอาแอร์ปกติ มาจัดชุดกับอุปกรณ์โซล่าร์เซลล์ แล้วขาย รวมถึงแอร์ที่ออกแบบมาตั้งแต่แรกเพื่อใช้กับโซล่าร์เซลล์เลย ในบทความนี้ก็ขอเอาราคาจากเว็บขายของออนไลน์มาให้ดูกันไปเลยครับ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาแอร์โซล่าร์เซลล์

  • ขนาด BTU ขนาดของแอร์จะส่งผลโดยตรงต่อราคา ยิ่ง BTU สูง ราคาจะยิ่งสูงขึ้น
  • แบรนด์: แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักจะมีราคาสูงกว่าแบรนด์ทั่วไป
  • คุณภาพวัสดุ: วัสดุที่ใช้ในการผลิต เช่น คอยล์ร้อน คอยล์เย็น และคอมเพรสเซอร์ มีผลต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของแอร์ ซึ่งส่งผลต่อราคา
  • จำนวนแผงโซลาร์เซลล์: จำนวนแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะส่งผลต่อราคาโดยตรง
  • ขนาดและประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ แผงโซลาร์เซลล์ที่มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพสูงจะมีราคาสูงกว่า
  • อุปกรณ์เสริม อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบควบคุม จะเพิ่มต้นทุนให้กับระบบ
  • ค่าติดตั้ง ค่าแรงในการติดตั้งระบบ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินสายไฟและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

บทสรุป

แม้ว่าแอร์โซลาร์เซลล์จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดค่าไฟฟ้าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อควรพิจารณาบางประการที่ผู้สนใจควรศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจติดตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของต้นทุน การบำรุงรักษา และประสิทธิภาพที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ซึ่งถ้าจะให้บอกว่าเหมาะกับใคร ก็น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศอยู่ตลอดทั้งวัน ซึ่งอาจจะเป็นที่พักอาศัยในเขตที่มีอากาศร้อน หรือความจำเป็นด้านอื่นๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหากใช้ในระยะยาวครับ

Photo : freepik.com

สัปดาห์ที่แล้ว ทางทีมงานได้นำเสนอเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 กันไป อาจจะยังมีบางท่านเกิดความสงสัยว่า บ้านเบอร์ 5 นั้นคืออะไร เป็นแบบไหน บ้านที่อยู่ทุกวันนี้เป็นบ้านเบอร์ 5 ได้มั้ย หรือว่าถ้ากำลังจะซื้อบ้านใหม่ จะรู้ได้ยังไงว่า โครงการบ้านที่เราจะซื้อนั้นเป็นบ้านเบอร์ 5 วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดนี้กันครับ

บ้านเบอร์ 5 คืออะไร?

บ้านเบอร์ 5 หรือบางคนอาจจะเรียกกันเต็มๆ ว่า บ้านประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นโครงการริเริ่มโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในบ้านเรือนและอาคารต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบและก่อสร้างที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม ไปจนถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานการประหยัดพลังงานตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย กฟผ. ซึ่งหมายความว่าบ้านหลังนั้นได้ถูกออกแบบและก่อสร้างให้ใช้พลังงานน้อยลงเมื่อเทียบกับบ้านทั่วไป ผลดีที่ตามมาก็คือการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บ้านเบอร์ 5 แตกต่างจากบ้านปกติอย่างไร?

บ้านเบอร์ 5 นั้นไม่ใช่แค่บ้านธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ยังเป็นบ้านที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้าง เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูงกว่าบ้านทั่วๆ ไป โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเมืองไทยก็จะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั่นเอง ซึ่งหลักๆ แล้ว บ้านเบอร์ 5 จะแตกต่างจากบ้านปกติในหลายๆ ด้าน ดังนี้

1. การออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพพลังงาน

  • การวางผังบ้าน บ้านเบอร์ 5 จะมีการคำนึงถึงทิศทางของแสงแดดและลม เพื่อให้บ้านได้รับแสงธรรมชาติและลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ลดความจำเป็นในการใช้แสงไฟและเครื่องปรับอากาศ
  • การติดตั้งฉนวนกันความร้อน ภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ผนัง หลังคา และพื้น เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้คงที่ ช่วยให้ภายในบ้านเย็นในฤดูร้อน และช่วยให้บ้านอบอุ่นมากขึ้นได้ในฤดูหนาว
  • ช่องเปิดภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการออกแบบช่องเปิดต่างๆ เช่น หน้าต่าง ประตู โดยคำนึงถึงขนาดและตำแหน่ง เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี และลดความร้อนจากภายนอกที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน

2. ระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • ระบบไฟฟ้าภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การใช้หลอด LED ที่ประหยัดไฟ และการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแสงสว่าง
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งมาในบ้านเบอร์ 5 จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูง ซึ่งปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีสลากประหยัดไฟติดแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้ว

3. วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บ้านเบอร์ 5 จะใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้ไผ่ อิฐมอญ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนได้ดี
  • วัสดุประหยัดพลังงาน บ้านเบอร์ 5 จะเลือกใช้วัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ เช่น กระจกเขียว หรือวัสดุที่มีฉนวนกันความร้อนในตัว รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่เน้นเรื่องของการประหยัดพลังงานเป็นพิเศษ

4. ระบบระบายอากาศ

  • ระบบระบายอากาศ ตัวบ้านเบอร์ 5 จะมีการออกแบบระบบระบายอากาศเอาไว้ด้วย เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศภายในบ้านได้อย่างสะดวก ลดความชื้น และช่วยให้อากาศภายในบ้านสดชื่น ซึ่งระบบระบายอากาศนี้จะไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแต่อย่างใด เน้นเรื่องของทิศทางลม ทางลมเข้า และทางลมออก เพื่อให้การระบายอากาศเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพของบ้านเบอร์ 5

การขอรับรองบ้านเบอร์ 5

การขอรับรองบ้านเบอร์ 5 สามารถทำได้เอง กรณีที่เราต้องการขอสำหรับบ้านที่จะปลูกสร้างใหม่ เพื่อให้ได้รับสลาก ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  1. ศึกษาเกณฑ์บ้านเบอร์ 5ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับบ้านเบอร์ 5 เพื่อให้สามารถเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน
  2. เลือกผู้รับเหมา เลือกผู้รับเหมาที่มีความรู้ความสามารถในการก่อสร้างบ้านเบอร์ 5 และมีประสบการณ์ในการขอรับรอง
  3. เตรียมเอกสาร ต่างๆ ดังนีี
  • แบบแปลนบ้านที่แสดงรายละเอียดของบ้านอย่างชัดเจน
  • รายละเอียดวัสดุก่อสร้างที่ใช้ เช่น ประเภทของวัสดุ ฉนวนกันความร้อน
  • รายละเอียดระบบไฟฟ้า เช่น จำนวนและประเภทของหลอดไฟ, เครื่องปรับอากาศ
  • รายละเอียดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้ง
  • เอกสารอื่นๆ ที่หน่วยงานกำหนด
  1. ยื่นขอรับการประเมิน ยื่นเอกสารที่เตรียมไว้ให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินบ้านเบอร์ 5 อาจเป็นการยื่นผ่านระบบออนไลน์ หรือการยื่นเอกสารด้วยตนเอง
  2. ชำระค่าธรรมเนียม ชำระค่าธรรมเนียมการประเมินตามที่หน่วยงานกำหนด
  3. ตรวจสอบและประเมิน หน่วยงานจะทำการตรวจสอบเอกสารและประเมินว่าบ้านของคุณเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่
  4. ตรวจสอบหน้างาน หากผ่านการประเมินเบื้องต้น จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบหน้างานจริง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ระบุในเอกสาร
  5. รับรองผล หากบ้านของคุณผ่านเกณฑ์ทั้งหมด หน่วยงานจะออกใบรับรองบ้านเบอร์ 5 ให้

ในเว็บไซต์ก็จะมีแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับส่งเอกสารให้ด้วย

ข้อดีของการขอรับรองบ้านเบอร์ 5

  • ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
  • รักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน บ้านเบอร์ 5 มีมูลค่าสูงกว่าบ้านทั่วไป
  • ได้รับความน่าเชื่อถือ เป็นการยืนยันว่าบ้านของคุณมีคุณภาพและประหยัดพลังงาน

โครงการบ้านเบอร์ 5 ตอนนี้มีที่ไหนบ้าง

ณ ตอนนี้มีโครงการบ้านเบอร์ 5 เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ดังนั้นแนะนำให้ทุกท่านที่ต้องการทราบ สามารถเข้าไปตรวจสอบโครงการบ้านเบอร์ 5 ได้ด้วยตัวเองที่เว็บไซต์ https://homeno5.egat.co.th/certified-projects/ ซึ่งจะมีการอัพเดตโครงการที่ผ่านเกณฑ์อยู่ตลอดครับ

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับบ้านเบอร์ 5 เพิ่มเติม ในฉบับสมบูรณ์ก็สามารถดาวน์โหลดคู่มือบ้านเบอร์ 5 มาอ่านได้เลย กดที่รูปด้านล่างนี้ครับ

วันนี้ทางทีมงานของพาทุกท่านมารู้จักกับ สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 กัน ซึ่งเป็นโปรโมชั่นล่าสุดจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ร่วมกับกฟผ. สำหรับบ้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเบอร์ 5 มีจุดเด่นที่ดอกเบี้ยต่ำ เฉลี่ย 3 ปีแรก อยู่ที่ 2.76% เท่านั้น และยังสามารถผ่อนได้นานสูงสุดถึง 40 ปี รายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลย

ระยะเวลาโปรโมชั่นของสินเชื่อบ้านเบอร์ 5

  • กำหนดระยะเวลายื่นคำขอกู้เงิน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 – วันที่ 30 ธันวาคม 2567
  • กำหนดระยะเวลาอนุมัติและทำนิติกรรมภายใน 30 ธันวาคม 2567

(ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดโครงการก่อนกำหนด หากธนาคารให้สินเชื่อเต็มวงเงินของโครงการแล้ว)

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเบอร์ 5

ปีอัตราดอกเบี้ย
ปีที่ 1= 1.99% ต่อปี
ปีที่ 2 – 3    = 3.15% ต่อปี
ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา
– กรณีลูกค้าสวัสดิการ= MRR-1.50% ต่อปี
– กรณีลูกค้ารายย่อย      = MRR-0.50% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (EIR)

  • ลูกค้าสวัสดิการ    =  4.26%
  • ลูกค้ารายย่อย      =  4.9%

หมายเหตุ :

  1. MRR ตามประกาศธนาคาร
  2. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา (Effective Interest Rate: EIR) 
    อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ระบุเป็นเพียงตัวอย่างที่คำนวณตามเงื่อนไขที่ใช้ในฉบับนี้เท่านั้น ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันตามเงื่อนไขการกู้ยืมของลูกค้าแต่ละราย โดยคำนวณจากสมมติฐานวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี ผ่อนชำระตามเงินงวดของผลิตภัณฑ์

คุณสมบัติของผู้กู้สินเชื่อบ้านเบอร์ 5

  • ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรร (FT/LTF/SFT/RFT/BZP) ที่ผ่านการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยใช้แบบบ้านประหยัดพลังงานของธนาคาร ที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  • เป็นลูกค้าสวัสดิการ และลูกค้ารายย่อยทั่วไป

เอกสารสำหรับการขอสินเชื่อ

เอกสารส่วนบุคคล

  • บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน / สำเนาทะเบียนสมรส / ใบหย่า / ใบมรณะบัตร
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ – สกุล
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)

เอกสารทางการเงิน

พนักงานประจำ

  • หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ / หนังสือรับรองเงินเดือน
  • สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน (กรณีอาชีพประจำ)

ผู้ประกอบอาชีพอิสระ

  • สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน/หลักฐานแสดงฐานะการเงินอื่นๆ (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  • สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียนบริษัท/ห้างหุ้นส่วน
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้
  • รูปถ่ายกิจการ
  • สำเนาใบประกอบวิชาชีพ

เอกสารหลักประกัน

  • สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย / สัญญาวางมัดจำ
  • ใบอนุญาตปลูกสร้าง 
  • สำเนาโฉนดที่ดิน/นส.3ก 
  • แบบแปลน
  • ใบประมาณการปลูกสร้าง / สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง

**  ธนาคารขอสงวนสิทธิ์ในการขอเอกสารต่างๆของผู้กู้เพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบพิจารณาการให้สินเชื่อของธนาคาร **

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้าน และต้องการใช้โปรโมชั่นตัวนี้ อย่างแรกเลย ต้องซื้อบ้านที่ผ่านการรับรองบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งในปี 2567 นี้ ก็มีหลายโครงการ ดังนี้

  • บริษัท อรสิริน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โครงการที่เข้าร่วม ฮาบิแทท ซุปเปอร์ไฮเวย์ และ ฮาบิแทท รวมโชค
  • บริษัท ศรีไทยใหม่วัสดุภัณฑ์ จำกัด โครงการที่เข้าร่วม บ้านหลังแรกดอนหัน 1
  • บริษัท มาลาดา จำกัด โครงการที่เข้าร่วม มาลาดา แกรนด์ คูลี่
  • บริษัท นนทวี เรสซิเด้นซ์ จำกัด โครงการที่เข้าร่วม นนทวี ไพรม์ 8
  • บริษัท มิตรตรัง คอนสตรัคชั่น จำกัด โครงการที่เข้าร่วม Devana Cleo by ว.แลนด์เฮาส์ , The Imperial Casa by ว.แลนด์เฮาส์ และ Western Blue by ว.แลนด์เฮาส์
  • บริษัท คิงส์ บูรพา เรียลเอสเตท จำกัด โครงการที่เข้าร่วม น้ำทิพย์ฟอร์จูนทาวน์@304
  • บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด โครงการที่เข้าร่วม ดิ อิเธอร์นิตี้ กรีนวู้ด รังสิต – วงแหวน
  • บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) โครงการที่เข้าร่วม โครงการที่เข้าร่วม ศุภาลัย ซีนิค เบย์ คอนโด ภูเก็ต
  • บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จํากัด โครงการที่เข้าร่วม เดอะ แกรนด์ แจ้งวัฒนะ-เมืองทองฯ และ แกรนดิโอ 2 วิภาวดี-รังสิต
  • บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) โครงการที่เข้าร่วม บ้านฟ้ากรีนเนอรี่ นีโอลา รังสิต คลอง2 , บ้านฟ้ากรีนเนอรี่ นีโอลา วงแหวน ลำลูกกา คลอง7 และ เอ็นซี ทิวา ปิ่นเกล้า-สาย5
  • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) โครงการที่เข้าร่วม บ้านกลางเมือง Classe รัชดา-ลาดพร้าว (โชคชัย 4) , บ้านกลางเมือง North ราชพฤกษ์ (ท่าอิฐ) , พลีโน่ สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ 60 และ พลีโน่ เพชรเกษม 81 (พุทธสาคร ซ.เหล็กเส้น)

สำหรับโครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมนั้น ทางทีมงานได้เข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมแล้วพบว่า บางโครงการจะเข้าร่วมเฉพาะบ้านบางแบบเท่านั้น แนะนำให้ทุกท่านที่สนใจ ลองสอบถามข้อมูลจากโครงการที่สนใจอีกครั้งครับ หรือจะสอบถามกับทางธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยตรงก็ได้เช่นกัน ส่วนโครงการที่เข้าร่วมนั้นสามารถเข้าไปดูอัพเดตเพิ่มเติมกันได้ที่ เว็บไซต์โครงการบ้านเบอร์ 5 ลิงค์ https://homeno5.egat.co.th/certified-projects/

โปรโมชั่นสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ทางผู้สนใจจะต้องยื่นคำขอ และทางธนาคารอนุมัติภายใน 30 ธันวาคม 2567 นี้เท่านั้นครับ ท่านใดสนใจก็รีบเลยครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

e-Fuels ถูกคิดค้นมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เป็นปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูง และต้องจำหน่ายในราคาที่สูงตามไปด้วย และปัจจุบันก็มีเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการมาของรถไฟฟ้า ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ทำให้เรื่องของ e-Fuels นั้น แทบจะถูกลืมกันไปเลย วันนี้ขอพาทุกท่านมารู้จักเรื่องราวของ e-Fuels กัน เผื่อว่าในอนาคตจะมีการนำ e-Fuels มาผลิตที่ต้นทุนต่ำลง ขายในราคาถูกลง ได้ เพราะสามารถใช้กับเครื่องยนต์ในปัจจุบันได้ทันที โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ

e-Fuels คืออะไร?

e-Fuels หรือชื่อเต็มๆ Electrofuels คือ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic fuel) ชนิดหนึ่งนั่นเอง เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บเอาไว้ และก๊าซไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ซึ่งทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก เมื่อเผาไหม้ e-Fuels จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณเท่ากับที่นำมาใช้ในการผลิต ทำให้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral)

และยังสามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมได้ ไม่ต้องเปลี่ยน หรือดัดแปลงเครื่องยนต์ ก็เรียกว่าใช้แทนน้ำมันแบบเดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ได้เลย และประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะหมดไป เพราะ e-Fuels เราสามารถผลิตขึ้นได้เอง

e-Fuels ใช้กับเครื่องยนต์สันดาปได้เลยมั้ย?

e-Fuels สามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไปได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงอะไรมากนัก นี่คือหนึ่งในข้อดีสำคัญที่ทำให้ e-Fuels เป็นที่สนใจ เพราะมันช่วยให้เราสามารถใช้รถยนต์ที่เรามีอยู่เดิมต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เหตุผลที่ e-Fuels สามารถใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้ก็เพราะว่า

คุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล e-Fuels ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกับน้ำมันดีเซลหรือแก๊สโซลีน ทำให้เครื่องยนต์สามารถเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงชนิดใหม่

Photo : freepik.com

กระบวนการผลิต e-Fuels

e-Fuels เชื้อเพลิงทางเลือกที่ผลิตจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิต ซึ่งเป็นกระบวนการที่น่าสนใจและมีความหวังว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขั้นตอนการผลิต e-Fuels โดยสรุปมีดังนี้

1.จับกักคาร์บอนไดออกไซด์

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกดึงออกมาจากอากาศโดยตรง หรือจากแหล่งปล่อยก๊าซ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
  • กระบวนการนี้เรียกว่า Carbon Capture and Utilization (CCU)

2.ผลิตไฮโดรเจน

  • น้ำจะถูกแยกออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis)
  • พลังงานที่ใช้ในการแยกน้ำจะมาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม

3.สังเคราะห์เชื้อเพลิง

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนที่ได้จากขั้นตอนก่อนหน้าจะถูกนำมาสังเคราะห์รวมกันภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • ปฏิกิริยาเคมีนี้จะทำให้เกิดโมเลกุลของเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เช่น e-ดีเซล หรือ e-แก๊สโซลีน

ภาพกระบวนการผลิต

Source : efuel-today.com

ข้อดีของ e-Fuels

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อเผาไหม้ e-Fuels จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณเท่ากับที่นำมาใช้ในการผลิต ทำให้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral)
  • สามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมได้ ไม่ต้องเปลี่ยนรถยนต์ทั้งหมดให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า
  • ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อจำกัดของ e-Fuels

  • ต้นทุนการผลิตยังสูง เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และต้องใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณมาก
  • ประสิทธิภาพการผลิต กระบวนการผลิต e-Fuels ยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก ทำให้สูญเสียพลังงานไปในระหว่างกระบวนการ
  • การเข้าถึงวัตถุดิบ การจับกักคาร์บอนไดออกไซด์และการผลิตไฮโดรเจนในปริมาณมากยังเป็นเรื่องท้าทาย

เปรียบเทียบ e-Fules กับไบโอดีเซล

คุณสมบัติไบโอดีเซลe-Fuels
วัตถุดิบหลักน้ำมันพืช, ไขมันสัตว์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ไฮโดรเจน
กระบวนการผลิตปฏิกิริยาเคมีการสังเคราะห์
ข้อดีผสมกับน้ำมันดีเซลได้, ลดมลพิษบางชนิดคาร์บอนเป็นกลาง, ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้
ข้อเสียแข่งขันกับการผลิตอาหาร, ผลผลิตจำกัด, ราคาผันผวนต้นทุนสูง, ต้องใช้พลังงานมาก, เทคโนโลยียังใหม่

ประเทศที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels

แม้ว่า e-Fuels ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายการผลิต e-Fuels ให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่ยังคงมีการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นจำนวนมาก

ประเทศชั้นนำที่กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ได้แก่

  • เยอรมนี เป็นหนึ่งในประเทศขับเคลื่อนการพัฒนา e-Fuels อย่างจริงจัง โดยมีบริษัทรถยนต์และพลังงานชั้นนำหลายแห่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้
  • สหรัฐอเมริกา มีการวิจัยและพัฒนา e-Fuels ในหลายสถาบันวิจัยและบริษัทเอกชน
  • ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนา e-Fuels เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์
  • ออสเตรเลีย มีศักยภาพสูงในการผลิต e-Fuels เนื่องจากมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์
  • ชิลี กำลังร่วมมือกับบริษัทต่างชาติในการสร้างโรงงานผลิต e-Fuels ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ให้ความสนใจและมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา e-Fuels เช่น

  • สวีเดน
  • นอร์เวย์
  • เดนมาร์ก
  • เนเธอร์แลนด์
  • สิงคโปร์

ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนกับหลายๆ ประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดหลายๆ ประการ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและสนับสนุนการพัฒนา e-Fuels โดยตรง

การพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง โดยในอนาคตเราอาจได้เห็นการขยายตัวของโรงงานผลิต e-Fuels ทั่วโลก และการนำ e-Fuels มาใช้ในภาคขนส่งอย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องแก้ไข เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูง และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดจำหน่าย e-Fuels