คณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group นำโดย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ประธานกรรมการ และ นางสาวจิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามความก้าวหน้าโครงการ Yunlin โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน เมื่อเร็ว ๆ นี้

โดยโครงการฯ ได้ติดตั้งเสากังหันลม (Monopiles) ครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่งานก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดีตามแผนงาน ปัจจุบันได้ติดตั้งกังหันลม (Wind Turbine Generators – WTGs) แล้วเสร็จ 64 ต้น ความก้าวหน้าดังกล่าวตอกย้ำความมั่นใจว่า โครงการฯ จะสามารถก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้งหมด 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปี 2567 เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดให้ EGCO Group อย่างต่อเนื่อง

บอร์ด EGCO Group ชี้โรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin 640 เมกะวัตต์ เสร็จทันสิ้นปีนี้

EGCO Group ถือหุ้นในสัดส่วน 26.56% ในโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ห่างจากชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของมณฑลหยุนหลิน ในไต้หวัน เป็นระยะทางประมาณ 8-30 กิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 90 ตารางกิโลเมตร โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับ Taipower (Taiwan Power Company)

ปัจจุบันกังหันลมที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) เฉลี่ยสูงกว่า 40% ยืนยันศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อโครงการ Yunlin ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชนชาวไต้หวันมากกว่า 600,000 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ECOFLOW ผู้ผลิตเครื่องจ่ายไฟที่มีแบตเตอรี่ในตัว เครื่องผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ สำหรับการใช้งานกลางแจ้งและนอกสถานที่ชื่อดัง ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดในชื่อ EcoFlow Power Hat หรือหมวกโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการผสมผสานเอานวัตกรรมเรื่องพลังงานมาเข้ากับแฟชั่น ได้อย่างลงตัว ภายใต้แนวความคิดของการนำเอาแสงอาทิตย์มาผลิตพลังงาน ซึ่งปกติแล้วเวลาเราใส่หมวกก็มักจะใช้กันแดดอยู่แล้ว และหมวกก็มีพื้นที่สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์เข้าไปได้ ก็ทำให้เกิดเป็นหมวกโซลาร์เซลล์ขึ้นมา

สำหรับ EcoFlow Power Hat นั้น รูปร่างหน้าตาก็จะเหมือนหมวกกันแดดทั่วๆ ไป ทั้งรูปทรง ดีไซน์ต่างๆ แต่หมวกใบนี้จะมีการซ่อนแผงโซลาร์เซลล์เอาไว้ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงแดด เพื่อให้นำไปใช้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่พกพาไปด้วย เช่น มือถือ เป็นต้น ตัวหมวกมีน้ำหนักอยู่ที่ 370 กรัม มีคุณสมบัติในการกันน้ำ และกันฝุ่น สามารถพับเก็บได้ ผู้ใช้สามารถพับใส่กระเป๋าเพื่อการพกพาไปใช้งานได้เลย ถ้าสังเกตจากรูปจะเห็นกว่าดีไซน์ของ EcoFlow Power Hat นั้นถ้าไม่บอกว่ามีการซ่อนแผ่นโซลาร์เซลล์อยู่ ก็แทบจะไม่ทราบเลย เพราะดูเหมือนหมวกปกติมาก แต่ถ้าเราสังเกตกันดีดี ก็จะเห็นตำแหน่งของการวางแผ่นโซลาร์เซลล์ไปยังบริเวณปีกหมวกโดยรอบ

ทำให้สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบการท่องเที่ยวได้ตามปกติ คือ สามารถใช้งานได้ไม่ต่างจากหมวกปกติที่เคยใช้กันมา มีสายรัดสำหรับกันหมวกปลิวและสามารถปรับระดับได้ด้วย ตัวหมวกมีการออกแบบให้มีความบางเป็นพิเศษ ส่วนที่อยู่บริเวณศรีษะจะเป็นช่องเหมือนตาข่ายเล็กๆ เพื่อให้ลดสามารถผ่านเข้าไปยังศรีษะได้ เพื่อช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน คล้ายๆ กับหมวกแนวนี้ที่เราคุ้นเคยกัน สำหรับสีที่มีให้เลือกตอนนี้มีเพียงสีดำเท่านั้น ส่วนขนาดนั้นจะมี 2 ขนาดคือ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ราคาอยู่ที่ 79 USD หรือราวๆ 3,000 บาท

การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ นั้น ตัวหมวกจะมีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ 2 แบบก็คือ USB-C และ USB-A ซึ่งเป็นพอร์ตที่นิยมใช้มากที่สุดในอุปกรณ์ต่างๆ ณ ตอนนี้ ใครที่จะนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่รองรับ USB-C หรือ USB-A ก็อาจจะต้องหาตัวหัวแปลงมาใช้งานเพิ่มเติม สำหรับการชาร์จนั้นก็จะใช้เวลานานกว่าการใช้พาวเวอร์แบงค์ ตัวอย่างเช่น การชาร์จมือถือที่มีความจุแบต 4,000 mAh จะใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงถึงจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้จนเต็ม 100%

ใครที่สนใจ EcoFlow Power Hat ต้องทำการพรีออเดอร์ เพราะยังมีขายตามปกติ และคาดว่าจะมีการจัดส่งให้ลูกค้าในช่วงเดือนกันยายนปีนี้เป็นต้นไป

Photo : designboom.com

ธนาคารกรุงเทพ รุกหนักผลักดันผู้ประกอบการไทยเดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างจริงจัง พร้อมเปิดตัว “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท คิดดอกเบี้ยต่ำ กู้ได้ยาวสูงสุด 8 ปี มุ่งช่วยธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์โลกสีเขียว

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในที่ประชุมรัฐภาคกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2065

แม้จะยังมีเวลาอีกหลายสิบปี แต่ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากในบางเขตเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism – CBAM) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป หากสินค้าในรายการที่กำหนดมีการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าที่ EU กำหนด ผู้นำเข้าจะต้องซื้อ CBAM Certificate มาชดเชย

ซึ่งหมายถึงการนำเข้าสินค้าของเราจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจนอาจแข่งขันได้ลำบาก และมาตรการลักษณะนี้กำลังจะถูกบังคับใช้ในอีกหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียด้วย ดังนั้น แรงกดดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ที่ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ซึ่งสะท้อนออกมาในทางปฏิบัติในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อแก่กิจกรรมสีเขียว (Green Loan) มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้และข้อมูลที่จำเป็นแก่ลูกค้า ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่สินเชื่อเพื่อให้พร้อมสำหรับการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ลูกค้า เสมือนเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ของลูกค้า

ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ ได้สร้างสรรค์ “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” (Bualuang Green Financing for Transition to Environmental Sustainability) เปิดตัวครั้งแรกภายในงาน Financing the Transition (การเงินเพื่อการปรับตัวสู่ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ) จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดยสินเชื่อดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสำหรับการปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ใน 3 ด้าน คือ 1) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก            

2) ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) ลดการสร้างมลพิษ โดยมีข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 8 ปี

โดยธนาคารได้จัดเตรียมวงเงินสินเชื่อไว้รองรับความต้องการของลูกค้าถึง 10,000 ล้านบาท

“ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยส่งผ่านจากนโยบายมาสู่การดำเนินงานทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัว “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการผลักดันให้ธุรกิจปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ธนาคารกรุงเทพมั่นใจว่าจะสามารถเป็น       ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่สนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวที่สามารถปรับตัวได้ดีและพร้อมแข่งขันท่ามกลางความท้าทายในอนาคต” นายชาติศิริกล่าว

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” สามารถรองรับทั้งกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงผู้ประกอบการประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย และมีสถานประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศไทย

โดยผู้ประกอบการจะต้องมีโครงการลงทุนปรับปรุงธุรกิจเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน คือ

1) การลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ปั๊มความร้อน (Heat Pump) เป็นต้น

2) การลงทุนเพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Farming Technology) ที่ช่วยลดการใช้น้ำ ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง การทำโรงเรือนระบบ EVAP (Evaporative Cooling System) ที่ช่วยลดอุณหภูมิในโรงเรือน รวมถึงช่วยป้องกันโรคติดต่อจากภายนอกลดการสูญเสียของผลผลิต และการลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

3) การลงทุนเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดการสร้างมลพิษ เช่น การลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย และการลงทุนระบบบำบัดมลพิษทางอากาศรวมถึงการลด PM 2.5 เป็นต้น 

“เราเน้นจุดสำคัญว่า ทุกโครงการที่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องสามารถสร้าง Impact ที่เป็นรูปธรรม ธนาคารจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ตามที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ การลงทุนที่ธนาคารสนับสนุนนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจในด้านการลดต้นทุน ลดความเสี่ยง เพิ่มผลกำไร สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และก้าวทันกับเทรนด์โลก” นายศิริเดชกล่าว 

ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพได้สนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงานและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการลดหรือใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งช่วยให้ลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จมาแล้ว

เช่น ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้น้ำปริมาณมาก ธนาคารช่วยสนับสนุนโครงการลงทุนให้ลูกค้านำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 70% หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน มีโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย Co-generation โดยใช้ก๊าซร้อนจากเครื่องจักรไปผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิต แทนที่จะระบายความร้อนทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจบริการ มีหลายรายที่ลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ทันสมัยหรือใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นในระบบงานที่ใช้พลังงานมาก เช่น ระบบความร้อน/ความเย็น ระบบอัดอากาศ การให้บริษัทจัดการพลังงานเข้ามาช่วยวางแผน รวมถึงปรับปรุงสำนักงานให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน แม้แต่ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร มีลูกค้าลงทุนติดตั้งระบบน้ำหยดในไร่อ้อย ปรับปรุงการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเปลี่ยนเครื่องยนต์สูบน้ำเป็นมอเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

Source: กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวดีพลังงาน  พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด ขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติแหล่งสินภูฮ่อมเพิ่ม เสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทพีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด  ได้แจ้งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่าได้ดำเนินการเจาะหลุมประเมินผล PH-14 ของโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม และพบก๊าซธรรมชาตินั้น นับว่าเป็นข่าวดีด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างต่อเนื่อง

วรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ


โดยบริษัทพีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด  เป็นผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5N หรือโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี ได้ดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 95 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวเฉลี่ยประมาณ 200 บาร์เรลต่อวัน

“เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 67 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการเจาะหลุมประเมินผล PH-14 ของโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อมตามแผนการดำเนินงาน และได้ขุดเจาะพบก๊าซธรรมชาติ โดยในเบื้องต้นบริษัทฯ มีการประเมินอัตราการไหลของก๊าซธรรมชาติได้ที่ประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศที่จะมีแหล่งพลังงานเพิ่ม สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งปิโตรเลียมนี้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าน้ำพองที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งประเทศยังได้รับประโยชน์จากค่าภาคหลวง และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไปด้วย” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว

Source : Energy News Center

พามาส่องความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจที่เดินหน้ารักษ์โลกอย่างต้องเนื่อง อักทั้งยังสนับสนุนการใช้ AI – นวัตกรรม มาช่วย Sustainability มากขึ้น เพราะ ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แถมแม่นยำ

ยุคนี้คือยุคแห่งเทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในการทำธุรกิจเพื่อเพิ่มความสะดวก สบาย ในการทำธุรกิจ ลดขั้นตอนบางอย่างลดได้ รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดคนทำงานลงได้ วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพามาดูอีกหนึ่งองค์กรธุรกิจที่มีการ AI – นวัตกรรม มาดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นั่นก็คือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA ที่นำทัพด้วยผู้บริหารหญิงแกร่งอย่าง “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) WHA ได้เผยว่า ทุกกลุ่มธุรกิจทรานส์ฟอร์มไปสู่เทคโนโลยีคอมปานี จนในปัจจุบันบริษัทได้ขับเคลื่อนด้วยการใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ได้ดำเนินการใน 4 ธุรกิจของกลุ่มบริษัทมีภารกิจที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยี ได้แก่ ด้านกรีนโลจิสติกส์ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง โดยสร้างแพลตฟอร์มและโปรแกรมในการควบคุมการเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งเวลาในการใช้สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า ทำให้ในภาพรวมจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด

  • ด้านนิคมอุตสาหกรรม สร้างแพลตฟอร์มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ให้ของเสียและของเหลือใช้อีกที่หนึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรให้อีกที่หนึ่ง รวมทั้งยังมีการจัดการระบบจราจรภายในพื้นที่นิคมฯ ด้วยเอไออีกด้วย
  • ด้านยูทิลิตี้และพลังงาน การบริหารและติดตั้งโซลาร์รูฟ และการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานของลูกค้า รวมทั้งเรื่องการใช้งานน้ำ
  • ด้านดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่ดับบลิวเอชเอจัดเก็บได้จากกลุ่มธุรกิจอื่น โดยที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาคนในองค์กรให้เข้าใจเรื่องการใช้งานเทคโนโลยี
ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

“การเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยีที่เราพูดถึงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐบาล โดยเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือการแก้ไขกฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่ล้าสมัย สนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอีโอซิสเต็มให้พร้อม รวมทั้งการบ่มเพาะทาเลนท์ โดยการให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านเอไอตั้งแต่ในวัยปฐมเหมือนกับที่จีน” 

อย่างไรก็ตามหากโฟกัสในการนำนวัตกรรม และ AI ไปใช้ในเรื่อง Sustainability นับว่าเป็นที่หลายองค์กรธุรกิจให้ความสำคัญมาก เพราะช่วยให้สะดวก สบาย แม่นยำ ประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างเช่นที่ WHA ใช้ AI ในการสำรวจความผิดปกติของโซลาร์เซลล์ของบริษัททั้งหมด ซึ่ง AI สามารถตรวจสอบดูกระบวนการผลิตว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ คำนวณปริมาณของแสงแดดในแต่ละวัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เท่าไหร่ สามารถตรวจสอบได้ว่าแผงโซลาร์เซลล์ชำรุด เพื่อวางแผนการซ่อมแซ่มได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ กว่าการที่ใช้แรงงานคนไปสำรวจด้วยตาเปล่า

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

“บริษัทของเชื่อว่า AI สำคัญในการทำ Sustainability บางองค์กรธุรกิจอาจมองว่ามันเป็นต้นทุนในการทำ ESG แต่เราต้องมองทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม เราต้องดูตัวเองว่านำมาใช้ขนาดไหน เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ซึ่ง AI เหมาะกับงานที่มีปริมาณมาก ซับซ้อน และการนำ AI มาใช้ในบริษัทสามารถช่วยต่ยอดไปจุดอื่นๆได้ง่าย  สุดท้ายเชื่อว่าการลงทุน AI บางอย่างไม่ต้องจำเป็นต้องลงทุนที่ใหญ่โต”

สำหรับการนำนวัตกรรมมาใช้ในส่วนอื่นๆ คือ การบริหารจัดการข้อมูลการใช้น้ำ โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จาก IoT ต่างๆ รวมถึงระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ที่ใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ในการเก็บข้อมูลการใช้น้ำจากมิเตอร์ที่มีอยู่เดิม วิธีนี้ช่วยให้สามารถติดตามการใช้น้ำ ตรวจสอบท่อรั่วซึมและจุดที่สิ้นเปลืองน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงงานบำบัดน้ำและระบบส่งต่างๆ

การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reclamation Water) WHAUP นำเสนอเทคโนโลยีการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำดิบจากธรรมชาติอย่างมีนัยยะ เทคโนโลยีเหล่านี้รวมไปถึงระบบเยื่อกรอง (Ultrafiltration: UF) และระบบการกรองแบบรีเวอร์สออสมอซิส (Reverse Osmosis: RO) ที่สามารถนำน้ำเสียมาบำบัดจนสามารถนำน้ำสะอาดกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตได้ ปัจจุบันทาง WHAUP สามารถลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า 7 ล้านลูกบาศเมตรต่อปี หรือเท่ากับการใช้น้ำอุปโภคบริโภคกว่า 200,000 คน

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพ WHAUP ได้นำแนวทางการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางชีวภาพของโครงการ Clean Water For Planet ที่ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเหมาะกับการดำเนินงานในนิคมอุตสาหกรรม อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติ โดยใช้พืชและแบคทีเรียที่มีความสามารถในการดูดซับของเสียที่ออกจากโรงงานและน้ำที่ผ่านกระบวนบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ภายในโรงงานได้อีก แนวทางการจัดการน้ำเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการให้ WHA บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

นอกจากนี้ WHAUP ยังมุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนอื่นๆ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่ง WHAUP ใช้ประโยชน์จากพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้แรงดันน้ำส่วนเกินในระบบมาผลิตไฟฟ้าผ่านกังหันน้ำขนาดเล็ก (Hydro Turbine) และเสริมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมทั้งแบตเตอรี่ที่ช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด สำหรับเป็นพลังงานในกระบวนการบำบัดน้ำรวมถึงระบบจำหน่าย

ธุรกิจหนุนใช้ AI – นวัตกรรม ช่วย Sustainability  ลดเวลา ค่าใช้จ่ายได้ดี แม่นยำ

อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น คือตัวอย่างความสำเร็จของ WHA และยังไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา โดยล่าสุดดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้โชว์ศักยภาพความเป็น Tech & Sustainable Company เต็มรูปแบบทุกมิติ ในงาน Techsauce Global Summit 2024 โดยบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เผยศักยภาพอาณาจักรธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในทุกมิติ ภายในงาน Techsauce Global Summit 2024 ด้วยการสร้างสรรค์ WHA Experience Zone สุดล้ำโชว์ไฮไลต์นวัตกรรมและเทคโนโลยีในระบบนิเวศของ WHA ที่ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก – โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัล โซลลูชัน 

พร้อมเผยเบื้องหลังความสำเร็จของการพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Tech & Sustainable Company เต็มรูปแบบ โดยทีมเทค (Technology) อันแข็งแกร่ง และเผยโฉม “โมบิลิกส์ (Mobilix)” โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรครั้งแรกของไทยที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์ของบูธ  WHA ในงาน Techsauce Global Summit 2024
โดยบูธ WHA ในงาน Techsauce Global Summit 2024 สร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบมัลติมีเดีย ต้อนรับผู้ชมงาน สู่อาณาจักรธุรกิจ และร่วมสัมผัสกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบนิเวศทางธุรกิจของ WHA โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่างๆ ดังนี้

  • Welcome to WHA Empire – เปิดตัวด้วยการต้อนรับด้วย AI ของ Group CEO คุณจรีพร จารุกรสกุล และรู้จักอาณาจักรของ WHA พร้อมโครงการที่สร้างให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมยั่งยืน ตามแนวคิด WHA: WE SHAPE THE FUTURE 
  • Mobilix Green Logistics Solution ครั้งแรกของประเทศไทย-เจาะลึกทุกแง่มุมของ Mobilix โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ ที่ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประหยัดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ธุรกิจ 
  • Highlight Technologies กับ 4 กลุ่มธุรกิจ -การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจพร้อมตอบโจทย์ความยั่งยืนครบทุกมิติ เช่น คลังสินค้าแบบ Built to Suit แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (SMART ECO Industrial Estates) แนวทางการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการสาธารณูปโภคและพลังงาน โครงการดิจิทัลที่สำคัญเพื่อเป้าหมายไปสู่การเป็น Tech Company 
  • AI Transformation – การใช้เทคโนโลยี AI ในการพลิกโฉมและยกระดับศักยภาพธุรกิจ ประกอบด้วย Solar Anomaly ตรวจจับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแผงโซลาร์เพื่อการดูแลรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ Solar Forecasting ประเมินและคาดการณ์ปริมาณแสงแดดล่วงหน้า เพื่อการวางแผนเพิ่มปริมาณการผลิตพลังงานและลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ  RO System Performance Forecastingใช้ Data Analytics ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการสูญเสีย และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม 
  • Sustainability Growth – เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ WHA เพื่อสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ใน 3 ด้านคือ Wellbeing การมุ่งสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน Human Progress การพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วนของสังคม และ Accessibility การสร้างโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งไฮไลต์โครงการและการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ของ WHA ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDG) ทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ

Source : Spring News