CoolPaint เทคโนโลยีสีประหยัดพลังงาน ที่คิดค้นและพัฒนาโดย Nissan แบรนด์รถยนต์ที่เรารู้จักกันดี โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ห้องโดยสาร และบริเวณภายในรถเย็นขึ้น ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ได้ ซึ่งถือว่าเป็นสีตัวรถเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

สำหรับเทคโนโลยีสีรถยนต์แบบใหม่ล่าสุดนี้ ทาง Nissan ใช้ชื่อว่า CoolPaint เป็นการคิดค้นและพัฒนาสีสำหรับรถยนต์ร่วมกับ Redi-Cool ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดค้นผลิตภัณฑ์ระบายความร้อน ด้วยการใช้วัสดุสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติในการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีโดยตรง

โดยทาง Nissan ได้คิดค้นมาตั้งแต่ปี 2021 แล้ว และมีการทดสอบกว่า 100 ตัวอย่าง ที่ความหนาของสีที่ 120 ไมครอน และล่าสุดก็ได้มีการทดสอบสีรถยนต์แบบใหม่ในปี 2023 กับรถที่มีการใช้งานจริงๆ โดยเลือกใช้กับรถ Nissan NV100 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ให้บริการในสนามบินของ All Nippon Airwasy โดยได้ตกลงความร่วมมือกับทาง Japan Airport Terminal Co.,Ltd. และบริการสนามบินของ All Nippon Airways รวมถึง Redi-Cool ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ระบายความร้อน

ในการทดสอบนั้น รถ Nissan NV100 ที่ได้นำมาทดสอบทำสีรถยนต์ด้วยสี CoolPaint นั้น สามารถลดอุณหภูมิภายนอกได้มากถึง 12 องศาเซลเซียส และสามารถลดอุณหภูมิภายในรถยนต์ได้มากถึง 5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเลยทีเดียว สำหรับตัวเลขที่ได้ผลออกมานี้ เป็นการเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้สีแบบปกติทั่วไป ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับประสิทธิภาพของสีรถยนต์ CoolPaint นี้จะเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดในขณะที่รถจอดอยู่กลางแดดเป็นเวลาที่ค่อนข้างนาน เหมือนเวลาเราไปจอดรถที่ลานจอดรถกลางแจ้งนั่นแหละครับ ได้ผลออกมาดีที่สุด

ซึ่งผลจากการลดความร้อนที่ทำได้นั้น ก็มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็น ลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ส่งผลให้ตัวรถมีการใช้พลังงานลดน้อยลงนั่นเอง รวมถึงลดภาระในการทำงานของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนในบริเวณอื่นๆ ของรถยนต์อีกด้วย ซึ่งการที่ร้อนน้อยลง ก็จะช่วยให้พวกวัสดุต่างๆ ในรถมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ใครที่เคยผ่านการใช้รถเป็นระยะเวลานานๆ น่าจะเคยพบเจอกับการหักของพลาสติกบางจุดภายในรถ หรือวัสดุที่เป็นยางบางจุดมีการเสื่อมสภาพเร็ว มักจะเป็นกับรถที่จอดตากแดดอยู่เป็นประจำ ซึ่งการเลือกใช้สี CoolPaint ในรถยนต์ก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้นั่นเอง

สำหรับเรื่องของคุณภาพสี CoolPaint นั้นยังได้มีการให้ข้อมูลแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทนทานของสี การใช้งานหรือผสมกับพวกสารเคลือบเงา ให้สีรถมีความเงางาม รวมถึงการร่วมกับเครื่องพ่นสีภายในโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งสี CooPaint นั้นจะมีความหนาของสีมากกว่าสีรถยนต์แบบปกติมากถึง 6 เท่า มีความทานทานต่อการแตก รอยขีดข่วน การลอก ท่อทานต่อไอเค็มจากทะเล และทนต่อปฏิกิริยาเคมีต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นสีที่มีความสม่ำเสมอ อีกด้วย

หลักการทำงานของ Nissan CoolPaint

  • เทคโนโลยี Metamaterials: สี Coolpaint ประกอบด้วยวัสดุพิเศษที่เรียกว่า Metamaterials ซึ่งมีโครงสร้างที่ออกแบบมาให้มีปฏิสัมพันธ์กับแสงและความร้อนในรูปแบบเฉพาะเจาะจง
  • การสะท้อนรังสีอินฟราเรด: Metamaterials ในสี Coolpaint จะช่วยสะท้อนรังสีอินฟราเรดจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความร้อน เมื่อรังสีอินฟราเรดถูกสะท้อนออกไป อุณหภูมิของตัวรถและภายในห้องโดยสารก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ลดการดูดซับความร้อน: นอกจากการสะท้อนรังสีอินฟราเรดแล้ว สี Coolpaint ยังช่วยลดการดูดซับความร้อนของตัวรถ ทำให้อุณหภูมิของตัวรถไม่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของสีรถเทคโนโลยีใหม่ CoolPaint จากทาง Nissan เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สภาพอากาศร้อนจัดเป็นส่วนใหญ่ การพัฒนาเทคโนโลยีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

องค์กรธุรกิจยุคใหม่ต้องใช้นวัตกรรมช่วยในการทำธุรกิจ เพื่อความสะดวก และลดต้นทุน วันนี้จะพามาดูการนำเอา AI ช่วยธุรกิจทำ ESG สามารถช่วยวัดคาร์บอน ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์ ตรวจจับความร้อน และมีโซลูชั่นอื่นๆ ที่ทันสมัยมากมาย ผลักดันสมาร์ทนิคม เสริมแกร่งอุตสาหกรรมไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเปลี่ยนโลกของเราไปมาก หากมองในแง่ดีก็จะช่วยให้คนเรา ภาคธุรกิจทำอะไรได้เร็ว สะดวกสบาย สามารถช่วยลดต้นทุนได้ แม้ว่าการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในชีวิต และธุรกิจช่วยแรกๆ อาจมีต้นทุนที่สูงพอสมควร โดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เผยข้อมูลว่า การใช้ประโยชน์ AI เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจขยายวงกว้างมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือแบรนด์ชั้นนำที่ตบเท้าเข้ามาใช้ประโยชน์ AI กันทั้งนั้น เพราะกระบวนการทำงานของ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยอดขาย ลดต้นทุนการดำเนินงาน ประหยัดเวลา ที่สำคัญยังช่วยสร้างengagement และค้นหา insight ของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าและใช้บริการที่โดนใจลูกค้าได้

ปัจจุบันมีการพัฒนา AI หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการใช้งานเฉพาะของแต่ละองค์กรมากขึ้น เช่น Fuzzy Logic, Artificial Neural Networks, Expert Systems, Genetic Algorithms, Machine Learning, และ Swarm Intelligence-based Algorithms เป็นต้นแม้ AI จะมีหลายแบบแต่หลักการพื้นฐานนั้นเหมือนกัน คือ มีความตรงไปตรงมา ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างอุปกรณ์กับลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการและความสนใจได้อย่างแม่นยำ จากการศึกษา Teradata ในหัวข้อ State of Artificial Intelligence for Enterprises เปิดเผยว่า 80% ของบริษัทที่ทำการสำรวจมีการใช้งานเทคโนโลยี AI แล้ว ด้วยเหตุนี้ ความต้องการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจจึง

จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า AI สำคัญในการทำธุรกิจในยุคนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการนำ AI มาปรับใช้ในเรื่องของความยั่งยืน หรือการทำ ESG ในยุคนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต้องทำรับเทรนด์โลก วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพามาดูความร่วมมือครั้งแรกของประเทศไทยระหว่าง “LIV-24” ผนึก “ภาครัฐผู้กำกับนโยบายอุตสาหกรรม” ได้ชู INDUSTRIAL TECH เพื่อผลักดันสมาร์ทนิคม พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทย โดย นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท LIV-24 จำกัด (ลีฟ ทเวนตี้โฟร์) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ  ก่อให้เกิดการจ้างงานในหลากหลายกลุ่ม

เจ๋ง! หนุน AI ช่วยธุรกิจทำ ESG วัดคาร์บอนองค์กร ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์

ตลอดจนผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยีของประเทศ วันนี้เราทำธุรกิจโดยใช้ AI เข้ามาช่วย สิ่งสำคัญคือ AI ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรับมือ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำ (การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการจัดหาวัตถุดิบ) กลางน้ำ (การผลิต การจัดการของเสีย) จนถึงปลายน้ำ (การขนส่ง กระจายสินค้า และบริการหลังการขาย) เพื่อให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น รับมือต่อความเสี่ยงและปัจจัยภายนอก สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

โดย “นิรมล” ได้ชูความล้ำของ AI ของ LIV-24 ว่ามีความทันสมัยมากมาย ดังนี้

  • รู้ทุกเหตุการณ์ที่ผิดปกติขององค์กรธุรกิจ
  • รู้ว่าไฟกำลังรั่ว อาจเกิดไฟไหม้ได้
  • รู้ว่าน้ำที่เข้ามาในองค์กรมีคุณภาพหรือไม่
  • รู้ว่าน้ำที่ปล่อยจากโรงงานของเราปลอดภัยตามมาตรฐานหรือไม่
  • รู้ว่าโรงงานของเราปลอดคาร์บอนไปแล้วเท่าไหร่
  • รู้ว่าใครผ่านเข้ามาในอาคารบ้าง รู้ว่ารถคันนี้กำลังไปไหน ออกนอกเส้นทางหรือไม่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง
  • รู้ว่าคนบุกรุกแบบไหนอันตราย แบบไหนไม่อันตราย
  • วิเคราะห์ประสานงานแก้ไขปัญหาทันที
  • แจ้งเตือนทุกปัญหาด้วยเทคโนโลยี
  • ตรวจจับความร้อน ระงับเหตุก่อนจะลุกลาม
  • บริหารจัดการพลังงานได้ดี ตรวจวัดน้ำเสียได้แบบเรียลไทม์

“เราได้ออกแบบ AI มาให้ภาคธุรกิจอย่างคุมค่าครอบคลุมทุกธุรกิจ ทุกขนาดธุรกิจไม่ว่าจะเป็น เล็ก กลาง ใหญ่ พร้อมทั้งเรายังมรผู้เชี่ยวชาญในการทำงานด้วย รับมือแบบทุกเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ปกป้องทุกคนเสี่ยง ช่วยเหลือทุกชีวิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พร้อมพาธุรกิจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี”

อย่างไรก็ตามล่าสุด บริษัท LIV-24 จำกัด ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมด้วย จัดงานใหญ่แห่งปี งานสัมมนา LIV-24 Industrial Tech Revolution: ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนด้วย AI และ Industrial Tech โดยมีผู้นำจากภาคธุรกิจต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 บริษัท ทั้งนี้ได้นำ INDUSTRIAL TECHNOLOGY ที่ใช้เทคโนโลยี AI ผสานเข้ากับประสบการณ์ของมนุษย์ ที่ออกแบบมาให้ตอบโจย์กับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย กล้องอัจฉริยะตรวจจับความผิดปกติ การดูแลระบบ เครื่องจักรต่างๆ ระบบขนส่ง การจัดการน้ำเสีย และการจัดการพลังงาน

เจ๋ง! หนุน AI ช่วยธุรกิจทำ ESG วัดคาร์บอนองค์กร ตรวจน้ำเสียแบบเรียลไทม์

โดยมีการเชื่อมต่อเข้าสู่ศูนย์ควบคุมส่วนกลาง (Command Centre) ที่สามารถดูแลแบบ Real-Time 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้โรงงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดเวลาที่เสียไปและเพิ่มผลผลิต  เพิ่มความปลอดภัย ด้วยระบบตรวจจับและเตือนภัยอัจฉริยะ 24 ชั่วโมง ป้องกันความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ลดต้นทุนในการใช้พลังงานช่วยดูแลรักษาอุปกรณ์ และลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชุมชน ส่งผลให้ลดต้นทุนรวมของธุรกิจได้มากถึง 20 %  ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม มิกซ์ยูสโครงการอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาคารสำนักงาน มีมูลค่าทรัพย์สินที่ดูแลรวมกันกว่า 300,000 ล้านบาท

“ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย ห่วงโซ่การผลิต เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เงินทุน และความพร้อมด้านวัตถุดิบมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และ LIV-24 จะเป็นอีกหนึ่ง key driver สำคัญในการสร้างโซลูชันที่สมบูรณ์แบบ เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่มนุษย์จะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญในวันนี้  จะช่วยสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความแข็งแกร่ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญเพื่อยกระดับประเทศสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไป” นางสาวนิรมล กล่าว

ด้าน รศ. วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนแผนขององค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง-กนอ. ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนของภาคเอกชนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในปีนี้ กนอ. ได้กำหนดแผนฟื้นฟูการลงทุน โดยลดบทบาทการเป็นหน่วยงานกำกับดูแล (regulator) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกด้าน

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการนำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วย ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town), ส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  มุ่งเน้นจัดการกากของเสียให้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมั่นว่าภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังคงเป็นอีกหนึ่ง sector ที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และ LIV-24 จะเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ ด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ และเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันสมาร์ทนิคม พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เทียบชั้นกับนานาชาติ”

นับว่าเป็นเรื่องราวที่ดีที่ได้มีการนำเทคโนโลยี “INDUSTRIAL TECHNOLOGY” โซลูชันอัจฉริยะ ที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมไทย เทียบชั้นนานาชาติ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ภายในปี 2568  สัดส่วนลูกค้า แบ่งเป็น กลุ่มคอมเมอร์เชียล และโรงงานอุตสาหกรรม 30% และ 70% กลุ่มที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน

Source : Spring News

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV มักมีประเด็นที่ถกเถียงกันบ่อยๆในเรื่องการลดราคา ข้อมูลล่าสุดได้เผยว่าแบตเตอรี่ EV มีราคาถูกลง 90% นับจากปี 2008 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราอยากชวนมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้แบตเตอรี่ถูกลง

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญและเป็นต้นทุนหลักในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อมูลล่าสุดพบว่า ราคาแบตเตอรี่ EV ถูกลงมากถึง 90% เมื่อเทียบจากปี 2008 ถึงปัจจุบัน 

การศึกษาวิจัยใหม่ของ Department of Energy สหรัฐฯ เผยว่า ต้นทุนแบตเตอรี่ EV ลดลงมากถึง 90% นับตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2023 ซึ่งแปลว่าราคาลดลงจาก 1,319 ยูโร ต่อ kW/h เหลือเพียง 130 ยูโรต่อ kW/h 

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

โดยตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ในอนาคตว่าราคารถยนต์ไฟฟ้ากำลังจะถูกลงและผู้คนทั่วโลกจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น

มีหลากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาแบตเตอรี่ EV ลดลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในเทคโนโลยีกระบวนการผลิตที่ได้รับการปรับปรุง ประกอบกับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นล้วนมีส่วนทำให้ราคาลดลง

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

บริษัทวิเคราะห์การตลาดอย่าง Gartner ได้คาดการณ์ว่าภายในปี 2027 “รถยนต์ไฟฟ้าจะมีต้นทุนการผลิตถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน” ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกแรกสำหรับลูกค้ารายใหม่ที่ต้องการซื้อรถ

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

การลดลงของราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดยานยนต์ในหลายด้าน ดังนี้

ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือช่องว่างของราคาที่ลดลงระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ไฟฟ้าจึงมีราคาถูกลงมากขึ้น ทำให้กลายเป็นคู่แข่งของรถยนต์สันดาปทั้งเบนซินและดีเซล

ชี้อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV \"ถูกลง 90%\" เมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว

ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นอาจเท่ากับรถยนต์สันดาป เร็วที่สุดในปี 2025 และรถยนต์ไฟฟ้าอาจมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในปี 2027 การเปลี่ยนแปลงนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการแข่งขันในตลาดยานยนต์ ผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์สร้างสรรค์นวัตกรรมและเสนอราคาที่แข่งขันได้มากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ต้นทุนที่ต่ำลงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ทางการเงินมากขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป การเปลี่ยนผ่านสู่การเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะเร็วขึ้น ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น สิทธิประโยชน์ของรัฐบาลสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

ค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาที่ลดลง รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดมากขึ้นเรื่อยๆ การศึกษาเมื่อไม่นานนี้ของ JD Power พบว่าใน 48 จาก 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในระยะเวลา 5 ปีนั้น ต่ำกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เทียบเท่ากัน

อย่างไรก็ตามต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง ก็ยังไม่ได้แปลว่าคนจะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งยังมีปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่างในประเทศไทยที่ยังไม่มีโครงข่ายสถานีชาร์จมากนักในต่างจังหวัดหรือชานเมือง หรือคนส่วนใหญ่ยังคงชอบในความสะดวกสบายและความคุ้นเคยกับรถสันดาปมากกว่าอยู่ดี

สรุปได้ว่าแม้ว่าต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ EV จะถูกลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยอื่นๆที่คนอาจยังไม่มั่นใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคันมาใช้งานเป็นหลัก แต่ก็ถือเป็นข่าวสารที่ทำให้เราได้รู้อนาคตว่า “ในเร็วๆนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเทียบเท่ารถสันดาป”

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News

“บ้านปู” ใช้เทคโนโลยี_AI ลดต้นทุน-คาร์บอน เผยงบลงทุนปีนี้กว่า 350 ล้านดอลลาร์ ย้ำการลงทุนต้องรอบคอบเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว เตรียมพร้อมประมูลขายไฟสะอาดรอบ2 กว่า 3.6 พันเมกะวัตต์ ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรก 2567 รายได้กว่า 8.8 หมื่นล้าน กำไรสุทธิ 2.4 พันล้าน

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) มีความคืบหน้าจากโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Sequestration: CCUS) ในสหรัฐฯ ที่ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Sequestered Gas: CSG) ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งใน Scope 1  2 และ 3 

ขณะเดียวกัน ยังผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ (Digitalization) เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบนิเวศภายในบ้านปู รวมทั้ง มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายโอกาสด้านการขายและการตลาด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานในอินโดนีเซีย และสหรัฐฯ”

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทย่อยในสหรัฐฯ BKV Corporation (BKV) ขายสินทรัพย์ในธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำบางส่วนที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในแหล่งก๊าซธรรมชาติมาร์เซลลัส (Marcellus) ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 132 ล้านดอลลาร์ การขายสินทรัพย์ในครั้งนี้ทำให้ BKV ยังคงวินัยทางการเงินที่ดีและสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพย์สินที่มีผลตอบแทนสูงกว่า 

ส่วนโครงการ Ponder Solar โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 2.5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ในแหล่งก๊าซบาร์เนตต์ รัฐเท็กซัส มีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนส.ค. 2567 โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ BKV จะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 2 จากธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำในธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่บริษัทเป็นเจ้าของและดำเนินการเอง

ทั้งนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของ BKV จะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโดยตรงและทางอ้อม ลดการพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากภายนอก และใช้พลังงานที่ผลิตเองจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการ Ponder Solar และการดำเนินโครงการ CCUS เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งของบริษัทและของบริษัทอื่น ๆ

สำหรับผลการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ในช่วงครึ่งปีแรก 2567 ประกอบด้วย 

1. กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน มุ่งควบคุมประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อคงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด โดยตั้งเป้าลดต้นทุนในธุรกิจเหมืองที่ 1.5 – 3.0 ดอลลาร์ต่อตัน และในธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่ 0.06 – 0.07 ดอลลาร์ต่อพันลูกบาศก์ฟุต ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ BKV ได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลางกับ ENGIE Energy Marketing NA, Inc. และ Kiewit Infrastructure South Co. โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้มาพร้อมกับก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลางของ BKV มาจากการดำเนินโครงการ CCUS และเมื่อได้รับการรับรองจาก American Carbon Registry แล้ว คาดว่าจะสามารถส่งมอบก๊าซดังกล่าวได้ภายในสิ้นปี 2567

2. กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ยังคงสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II ในสหรัฐฯ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 288 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นจากการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ Temple II ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม และออสเตรเลีย ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ

3. กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ในครึ่งแรกของปี 2567 ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ได้ลงนามสัญญาใหม่เพื่อผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับพันธมิตรในประเทศไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม กำลังผลิตรวม 1.9 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตที่ดำเนินการแล้วเพิ่มขึ้น 4.1 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 100 เมกะวัตต์ 

ขณะที่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop PPA) ในอินโดนีเซีย จำนวน 10 เมกะวัตต์ ธุรกิจแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เริ่มเดินหน้าสายการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของโรงงาน SVOLT Thailand และส่งมอบแบตเตอรี่ลิเธียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ออกไซด์ (NMC) ชุดแรกให้กับผู้ให้บริการรถบัสรายใหญ่ที่สุดในไทย ขณะที่การก่อสร้างโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) ในญี่ปุ่น มีความคืบหน้าตามแผนถึง 97% 

สำหรับธุรกิจอีโมบิลิตี้ รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า MuvMi ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและเดินหน้าขยายเส้นทางการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้ให้บริการรับส่งแล้วมากกว่า 13 ล้านเที่ยว ในขณะที่ธุรกิจการบริหารจัดการพลังงาน เดินหน้าเพื่อการขยายระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลางในเฟส 2 ของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซนซี และยังได้ลงนามในสัญญาบริการจำนวน 25 สัญญาให้แก่ SB Design Square ในจังหวัดภูเก็ตด้วย 

นอกจากนั้น หน่วยงาน Corporate Venture Capital ยังได้เข้าลงทุนใน enspired ผู้นำในการพัฒนาแพลตฟอร์มให้บริการซื้อ-ขายพลังงานไฟฟ้า เป็นระบบข้อมูลที่มีการซื้อ-ขายเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มและระบบอัตโนมัติที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการดำเนินงานในธุรกิจแบตเตอรี่และการซื้อขายพลังงานของบ้านปู เน็กซ์

“ด้วยพอร์ตพลังงานที่ครบวงจรและผสมผสานทั้งพลังงานรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่อย่างสมดุลของบ้านปูในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เราตั้งเป้าให้แต่ละกลุ่มธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งเพื่อผลตอบแทนที่มั่นคง สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียและร่วมขับเคลื่อนโลกให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน” นายสินนท์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2567 ด้วยรายได้จากการขายรวม 2,441 ล้านดอลลาร์ (88,425 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 650 ล้านดอลลาร์ (23,547 ล้านบาท) และกำไรสุทธิ 69 ล้านดอลลาร์ (2,489 ล้านบาท) พร้อมลงทุนปีนี้กว่า 350 ล้านดอลลาร์ เตรียมพร้อมเข้าประมูลขายไฟสะอาดรอบ2 ที่รัฐบาลเตรียมเปิดดูว่า 3.6 พันเมกะวัตต์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. โดยทีม  “โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น” หรือ PRISM จัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 15 แนะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เร่งปรับตัวรับเทรนด์โลกมุ่งสู่ความยั่งยืน ด้านกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ชี้ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตอาจชะลอตัว ห่วงเศรษฐกิจไทยระยะยาว จับตานโยบายรัฐบาลหลังตั้งนายกฯ ใหม่ อาจมีมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้   

วันที่ 16 ส.ค. 2567 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ 15th PTT Group Petrochemical Outlook Forum : ภายใต้หัวข้อ “Shaping the Future of Petrochemicals Along the Sustainable Pathway” เพื่อเผยแพร่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก แนวโน้มปิโตรเคมีและโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจปิโตรเคมีในอนาคต โดยมี นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และทีมงาน PRISM ร่วมบรรยาย

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยระยะสั้นคาดว่ายังเติบโตได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ในอนาคตมีแนวโน้มจะลดลง ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งหารายได้จากส่วนอื่นๆ มาช่วย พร้อมกันนี้ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่ว่าจะมีอะไรมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง ส่วนเศรษฐกิจไทยระยะยาวยังคงน่าเป็นห่วง ซึ่งเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัว และภาคธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ กระทบเศรษฐกิจโดยรวมได้

ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดคือ สหรัฐฯ และจีน ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงมีเศรษฐกิจที่เติบโตได้ 2.5% ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 แต่ในปี 2568 มีแนวโน้มจะลดลงเหลือเพียง 2% โดยปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง ขณะที่ประเทศจีนก็เร่งผลิตสินค้าและส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าจีนทุบตลาดสินค้าแต่ละประเทศ จนนำมาสู่มาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าตอบโต้

ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยตรง เนื่องจากความต้องการใช้สินค้าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่การผลิตสินค้ามีมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าล้นตลาดได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นความท้าทายของภาคปิโตรเคมีที่จะเกิดขึ้นต่อไป

นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดสัมมนาฯของ PRISM ครั้งนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งหากมองไปอีก 15 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2573 ซึ่งเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับหมุดหมายที่หลายประเทศคาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันสูงสุด (peak oil) จะเกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เช่น เกิดการลดใช้น้ำมันลงในบางประเทศ อย่างประเทศในชาติตะวันตก แต่ในส่วนของฝั่งเอเชียยังมีการใช้อยู่ ซึ่งการคาดการณ์แนวโน้มตลาดปิโตรเคมีใน 15 ปีข้างหน้า ถือเป็นเรื่องที่ยาก ขณะที่การลงทุนเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องใช้งบประมาณลงทุนจำนวนมากและต้องเตรียมพร้อมในระยะยาว ฉะนั้น การประเมินปัจจัยต่างๆที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางตลาดปิโตรเคมีในอนาคตจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาปัจจัยต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจและปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

ด้าน ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM) ได้ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเริ่มจากตลาดโพลิเอทิลีน(PE) โดยคาดว่าความต้องการใช้จะยังเติบโตเฉลี่ย 3% ไปจนถึงปี 2572 แต่จะได้รับแรงกดดันจากกำลังผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงปี 2570-2571 โดยเฉพาะกำลังผลิตจากจีน ส่งผลให้ราคาโพลิเอทิลีน จะยังอยู่ในระดับทรงตัว แม้ว่าดีมานด์จะเติบโตแต่ยังมีปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องปรับตัวโดยการพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

Screenshot

ด้านตลาดโพลิโพรพิลีน(PP) ประเมินว่า จะยังเติบโตได้ในระดับเฉลี่ย 3% ต่อปี เนื่องจากยังได้รับแรงกดดันจากปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในช่วงปี 2567- 2572 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์(สเปรด)ของโพลิโพรพิลีน (PP) กับแนฟทา ในช่วง 5 ปีนี้จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน ขณะที่ในปี 2572 ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล จะเติบโตประมาณ 10-12% ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้รับกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หันเข้าหานวัตกรรมเพิ่มการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเรื่องของรีไซเคิล พร้อมจับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างการแข่งขันไปสู่ความยั่งยืนทางธุรกิจ

ส่วนตลาดอะโรเมติกส์ (พาราไซลีน (PX),เบนซีน(BZ)) ประเมินว่า จะปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางของดีมานด์ที่จะเติบโตตาม GDP ขณะที่ซัพพลายใหม่ไม่ได้มีเข้ามาเพิ่มเติมมากนัก แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตยังต้องปรับตัวตามทิศทางของตลาด และเพิ่มเรื่องของการรีไซเคิลให้มากขึ้น

ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (Styrenic) ประเมินว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะยังเติบโตเฉลี่ย 5% ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเร็วขึ้น ภายใน 2-3 ปี จากอดีตจะปรับเปลี่ยนภายใน 3-5 ปี ส่งผลให้พลาสติกชนิดโพลีสไตรีน (PS) และ ABS จะมีดีมานด์เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายใหม่ไม่เข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเหมือนก่อน ฉะนั้นคาดว่าธุรกิจ Styrenic จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตจะต้องปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และมุ่งสู่เรื่องของความยั่งยืนให้มากขึ้น 

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า เทรนด์การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2566 และเห็นได้ชัดเจนในปี 2566 ที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) แทนรถยนต์สันดาป โดยมีการใช้สูงถึง 14 ล้านคัน เติบโตขึ้น 35% จากปีก่อน และจีนเป็นประเทศที่มีการใช้มากที่สุด อยู่ที่ 8.1 ล้านคัน ขณะที่ไทยมีการใช้ปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 76,000 คัน เติบโตขึ้น 600% และนอร์เวย์ เป็นประเทศแรกในยุโรป ที่ประกาศว่า ในปี 2568 รถที่ใช้ในประเทศจะต้องเป็น EV 100% ซึ่งการที่นอร์เวย์ จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เกิดจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐบาล

Screenshot

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมรถ EV ในไทย ระยะแรกจะเป็นลักษณะของ OEM และในปี 2567 นี้ จะเป็นปีแรกที่เห็นการประกอบรถ EV ในไทย ขณะที่การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ณ เดือน มิ.ย.2567 มีอยู่ประมาณ 10,846 หัวจ่าย จาก 3,125 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน ทางสมาคมฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อประเมินความเหมาะสมของจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าต่อการใช้งานของรถEV เพื่อปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมต่อไป

คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังเผชิญกับความท้าทายนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ขณะเดียวกันก็มองว่า ตลาดฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะ “อินเดีย” เป็นประเทศเป้าหมายที่ “รัฐบาลใหม่” ควรให้ความสำคัญและทำอย่างไรก็ได้เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ได้ เนื่องจากอินเดียมีจำนวนประชากรมากและในอนาคตจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยในอนาคตได้

Source : Energy News Center