แคนาดาลงทุนเทคโนโลยี Carbon Capture เตรียมตั้งโรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในแคนาดาได้ 110 ล้านเหรียญสหรัฐ

หากใครจำกันได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 67 ที่ผ่านมา ไอซ์แลนด์เปิดตัวโรงงานดักจับคาร์บอนที่ใหญ่สุดในโลก ชื่อว่า “แมมมอธ” โดยสามารถดักจับคาร์บอนได้ 36,000 ตันต่อปี หรือประมาณ 10 เท่าของ Deep Sky

โรงงานดักจับคาร์บอน แมมอธ Credit Climeworks
โรงงานดักจับคาร์บอน แมมอธ Credit Climeworks

รงงานดักจับคาร์บอนของ Deep Sky ถูกนิยามว่าเป็นศูนย์นวัตกรรมดักจับคาร์บอนในอากาศ ซึ่งจะถูกดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นแห่งแรกของโลก โดยจะตั้งอยู่ที่เมืองอินนิสเฟล ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา บนพื้นที่ 5 เอเคอร์ ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 50 ล้านดอลลาร์

Deep Sky ระบุไว้บนเว็บไซต์บริษัทว่าโรงงานแห่งนี้สามารถดักจับคาร์บอนได้ 3,000 ตันต่อปี คำถามคือตัวเลขที่ว่านี้มันเรียกว่าน้อยหรือมาก เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือสามารถชดเชยการปล่อยคาร์บอนของชาวแคนาดาประมาณ 227 คนเท่านั้น ทั้งนี้ ชาวแคนาดามีปริมาณการปล่อยคาร์บอนต่อหัวราว 2.181 ตันคาร์บอนต่อคน

ทั้งนี้ Deep Sky เปิดเผยว่าโรงงานดักจับคาร์บอนแห่งนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนได้มากถึง 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยโรงงานแห่งนี้สามารถรองรับเทคโนโลยีดักจับทางอากาศโดยตรง (Direct Air Capture หรือ DAC) ได้ทั้งหมด 10 เทคโนโลยี บริษัทเปิดเผยว่าปัจจุบันเตรียมการติดตั้ง DAC แล้วทั้งหมด 8 เทคโนโลยี จึงสามารถรองรับเพิ่มเติมได้อีก 2 เทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการขยายเพิ่มเติมในอนาคต 

โรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แหางแรกของโลก Credit Deep Sky
โรงงานดักจับคาร์บอนเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก Credit Deep Sky

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสูงสุดของ Deep Sky คือการสร้าง ‘คาร์บอนเครดิตที่มีความสมบูรณ์สูง’ ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เรื่อยมา เนื่องจากมีรายงานว่าคาร์บอนเครดิตหลายประเภทมากกว่า 90% ถูกทิ้งเสียเปล่า

และอาจทำให้ปัญหาการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมเลวร้ายลง ตัวอย่างเช่นสื่อดัง The Guardian ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้รับรองคาร์บอนเครดิตระดับโลกอย่าง Verra

ทั้งนี้ Deep Sky เปิดเผยว่าโรงงานของตนนั้น จะมีขั้นตอนการตรวจสอบคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการวัด การรายงานและการตรวจสอบแบบดิจิทัล (Measurement, Reporting and Verification หรือ MRV) และได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานคาร์บอนที่เข้มงวดที่สุด

ที่มา: Deep Sky Climate
Source : Spring News

เนื้อหาในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับร่างแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงของ กรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งได้จัดทำร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยเป็น 1 ใน แผนพลังงานชาติ ที่ประกอบไปด้วย

  1. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP 2024)
  2. แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2567-2580 (Gas Plan 2024)
  3. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567-2580 (Oil Plan 2024)
  4. แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP2024)
  5. แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2567-2580 (EEP2024)

รวมทั้งหมด 5 แผน ซึ่งในครั้งที่แล้ว เราได้ทำเนื้อหาเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP 2024) กันไปเรียบร้อยแล้ว สามารถอ่านได้โดยคลิกที่นี่เลยครับ คราวนี้เราก็จะนำ แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2024) มาให้ทุกท่านได้รับทราบรายละเอียดกันบ้าง ซึ่งแผนนี้ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะจะเกี่ยวของกับเรื่องของการจัดการพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่เราใช้อยู่กันในทุกวันนี้

เป้าหมาย แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2024)

  1. มีความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤต ด้านน้ำมันสูงขึ้น
  2. การจัดหาและการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง สอดคล้องความต้องการตามเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนไป
  3. การผลิตและการขนส่ง น้ำมันเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพ
  4. ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กรอบดำเนินงาน 4 ด้าน

  1. การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง ศึกษาความเหมาะสมการจัดทำ Strategic Petroleum Reserve (SPR) และรูปที่เหมาะสมกับไทย และมีการปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฏหมายให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากลไกการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. การบริหารจัดการน้ำมันภาคขนส่ง มีการสนับสนุนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการผลิต การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงสะอาดจากวัตถุดิบที่มีในประเทศ รวมถึงกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีราคาที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระกับประชาชน
  3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่ง เริ่มจากในส่วนของโรงกลั่น มีการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นให้มีเพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการใช้ ในส่วนของท่อขนส่งน้ำมัน มีการผลกดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และศึกษาแนวทางการปรับปรุงค่าขนส่งให้ราคาน้ำมันเท่ากันทุกภูมิภาค สำหรับสถานีบริการน้ำมัน จะมีการเพิ่มจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมัน และกำกับดูแลการติดตั้งและการใชงานสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันให้มีควมปลอดภัย
  4. การส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต ในธุรกิจปิโตรเคมีและไบโอพลาสติก จะมีการส่งเริ่มการลงทุนปิโตรเคมีขั้นปลาย และพลาสติกชีวภาพ ในส่วนของเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ก็จะมีการสนับสนุนการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยื่น (SAF) เพื่อใช้ในประเทศและส่งออก มีการส่งเสริมการลงทุนผลิต SAF ทั้งรูปแบบ Co-processed และ Stand Alone รวมถึงผลักดันการลงทุนผลิต SAF ในประเทศโดยใช้วัตถุดิบที่ไทยมีศักยภาพ และสุดท้ายในส่วนของน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จะสนับสนุนการลงทุนผลิตน้ำมันหม้อแปลไฟฟ้าชีวภาพอีกด้วย
source : กรมธุรกิจพลังงาน
source : กรมธุรกิจพลังงาน

source : กรมธุรกิจพลังงาน

source : กรมธุรกิจพลังงาน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ด้านเศรษฐกิจ

  • ภาคการขนส่งทางบก โดยสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตเอทานอล – ไบโอดีเซล 71,300 ล้านบาท / ปี
  • ประหยัดเงินจากการนำเข้าน้ำมันดิบ 59,000 ล้านบาท/ ปี
  • เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ เม็ดเงินรวม 113,901 ล้านบาท

ด้านสังคม

  • ได้สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการปลูกพืชพลังงาน 41,500 ล้านบาท/ปี

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ลดการปล่อยก๊าซ CO2 7.1 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า/ปี

ปรับเปลี่ยนชนิดน้ำมันให้เหมาะสม

source : กรมธุรกิจพลังงาน

ในร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) นี้ยังได้มีการวางแผนปรับเปลี่ยนชนิดน้ำมันพื้นฐานให้เหมาะสมใหม่ด้วย รวมถึงการปรับลดชนิดน้ำมันในประเทศลง โดยน้ำมันดีเซลจะกำหนดให้ไบโอดีเซล B7 และให้ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก และกำหนดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5-9.9% (จากปัจจุบันกำหนดสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ 6.6-7%) ในส่วนของน้ำมันเบนซินอยู่ระหว่างกำหนดให้น้ำมันชนิดใดเป็นน้ำมันพื้นฐาน ระหว่างแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 หรือแก๊สโซฮอล์ 91 หรือ E10  ทั้งนี้จะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568 

source : กรมธุรกิจพลังงาน

อย่างไรก็ตามหลังจากรับฟังความคิดเห็นร่างแผน Oil Plan 2024 แล้ว กระทรวงพลังงานจะรวบรวมทั้ง 5 แผนดังกล่าวไว้ในแผนพลังงานชาติ ซึ่งคาดว่าจะจัดทำเสร็จในเดือน ก.ย. 2567 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่า แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) นี้จะเกิดเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ มากถึง 113,901 ล้านบาท

Source : กรมธุรกิจพลังงาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เทสลากำลังสร้างโรงงาน Gigafactory ใกล้กรุงเบอร์ลิน บริษัทได้ตัดต้นไม้ลงไปประมาณครึ่งล้านต้น แสดงให้เห็นผลกระทบของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แม้จะดีกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบเก่าอย่างมากก็ตาม

บริษัท Kayrros ซึ่งวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ได้ทำการคำนวณนี้ ผลปรากฏว่าเทสลาได้ถางป่าไปประมาณ 813 เอเคอร์ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงพฤษภาคม 2023

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ไม่ใช่ป่าบริสุทธิ์ ป่าในบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นสวนป่าสน ต้นไม้เหล่านี้ไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองของภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังมีถนนที่พลุกพล่าน รางรถไฟ และเครื่องบินที่บินขึ้นจากสนามบินใกล้เคียง ซึ่งหมายความว่าป่าแห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับสัตว์ป่าอยู่แล้ว

แม้กระนั้น โรงงาน Gigafactory นี้ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน Kayrros ประเมินว่าการสูญเสียต้นไม้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 13,000 ตัน หรือเทียบเท่ากับการปล่อยมลพิษประจำปีของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเกือบ 3,000 คัน

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

Antoine Halff หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Kayrros ได้กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนเรื่องคาร์บอนในการให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า “โรงงานเทสลาในเยอรมนีนำไปสู่การตัดต้นไม้จำนวนมาก แต่ต้องมองในมุมมองของประโยชน์ที่ได้จากการแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถยนต์ไฟฟ้า” เทสลาขายรถยนต์ไปเกือบ 500,000 คันในปีที่แล้ว ซึ่งน่าจะทดแทนการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

เทสลา มีแผนที่จะขยายโรงงานกิกะแฟคทอรีต่อไป โดยในที่สุดจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 500,000 คันต่อปีเป็น 1 ล้านคันต่อปี (โรงงานนี้เป็นหนึ่งในหกโรงงานที่บริษัทมีทั่วโลก ซึ่งผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ โดยมีอีกหนึ่งโรงงานอยู่ในขั้นตอนการวางแผน) 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศได้ประท้วงการขยายตัวนี้ โดยอ้างถึงการสูญเสียต้นไม้จำนวนมากขึ้น ภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่น และความจำเป็นในการปกป้องสัตว์ป่า รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การทำเหมืองลิเธียมและโคบอลต์ ในที่สุดบริษัทรถยนต์ได้แก้ไขแผนเพื่อหลีกเลี่ยงการถางป่าอีก 250 เอเคอร์

Tesla ตัดต้นไม้ 500,000 ต้นเพื่อสร้างโรงงาน Gigafactory ในเยอรมนี

โรงงานในเยอรมนีนี้เป็นโรงงานเทสลาแห่งที่สาม และเปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม 2022 มีพนักงาน 12,500 คน และผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 500,000 คันต่อปี

อย่างไรก็ตาม โรงงานนี้ประสบปัญหาหลายประการระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตคุ้มครองน้ำดื่มและติดกับเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ

ในท้องถิ่นมีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลปริมาณมากของเทสลาในภูมิภาคที่ประสบปัญหาภัยแล้งมาหลายปี รวมทั้งความไม่พอใจต่อจำนวนป่าที่ถูกโค่นเพื่อสร้างโรงงาน

ในเดือนพฤษภาคม 2021 โรงงานประสบเหตุวางเพลิงโดยกลุ่ม Vulkan (ภูเขาไฟ) ทำให้สายไฟฟ้าหลายสายเสียหาย ในจดหมายที่โพสต์บนแพลตฟอร์มฝ่ายซ้ายสุดโต่ง นักเคลื่อนไหวระบุว่าพวกเขาได้ตัดการจ่ายไฟให้กับพื้นที่ของเทสลาโดยการวางเพลิงเผาสายไฟแรงสูงหกสายที่อยู่เหนือพื้นดิน

ต่อมาในเดือนมกราคม 2024 เทสลาต้องหยุดการผลิตส่วนใหญ่ที่โรงงานเป็นเวลาสองสัปดาห์ เนื่องจากการจัดส่งชิ้นส่วนล่าช้าจากการโจมตีเรือในทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี

ในเดือนมีนาคม 2024 การผลิตของเทสลาที่กิกะแฟคทอรีเบอร์ลิน-บรานเดนบวร์กต้องหยุดชะงักอีกครั้งเป็นเวลาหลายวัน หลังจากเกิดเหตุวางเพลิงอีกครั้ง กลุ่มนักเคลื่อนไหว Vulkan อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีครั้งนี้อีกครั้ง โดยระบุว่าโรงงานนี้บริโภคทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน และไม่ใช่ทั้งเชิงนิเวศหรือยั่งยืน

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2024 ผู้ประท้วงด้านสภาพภูมิอากาศถึง 800 คนพยายามบุกเข้าโรงงานเพื่อประท้วงแผนการขยายกิจการ

นับตั้งแต่นั้นมา นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศได้ประท้วงต่อต้านแผนการขยายโรงงานกิกะแฟคทอรี โดยตั้งค่ายในป่าใกล้เคียงและพยายามบุกเข้าพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมหลายสิบครั้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งมีการผลิตเซลล์แบตเตอรี่หลายล้านเซลล์ด้วย รวมถึงการรั่วไหลหรือการหกของน้ำมันดีเซล สี และอลูมิเนียม

ก่อนหน้านี้ เทสลายอมรับว่ามีเหตุการณ์หลายครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่โรงงานระหว่างการก่อสร้างและตั้งแต่เริ่มดำเนินการ บริษัทกล่าวว่าไม่มีเหตุการณ์ใดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และหากจำเป็น ได้มีการดำเนินมาตรการแก้ไขแล้ว

ที่มา :  Silicon UK , theguardian
Source : Spring News

กยท. เร่งสร้างความเข้าใจ ซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในสวนยาง ยกระดับอาชีพสวนยางยั่งยืน ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถประเมินคาร์บอนเครดิตครั้งแรกเพื่อเริ่มดำเนินการขายในปี 2569 ตั้งเป้าดึงสวนยาง 20 ล้านไร่ทั่วประเทศเข้าร่วม100 % ภายในปี 2593

นายจิรวิทย์ มีชูภัณฑ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต เปิดเผยว่าตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กยท. จึงมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบฉบับ BCG Model(Bio-Circular-Green Economy) ที่คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม

โดยการดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท.เนื่องจากต้นยางพาราเป็นพืชเกษตรที่มีศักยภาพสูงในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ได้

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่ผ่านมา กยท. ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต” กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้สามารถนำต้นยางพาราที่อยู่ในพื้นที่สวนยางเข้าสู่กระบวนการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“ที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตและยื่นขึ้นทะเบียนโครงการนำร่องกับ อบก. มีชาวสวนยางในพื้นที่ จ.จันทบุรี จ.เลย และ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมจำนวน 2,299ราย โดยมีพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมแล้วกว่า 43,481ไร่

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

โดยคาดว่าการดำเนินโครงการนำร่องในช่วง 7 ปี จะสามารถสะสมปริมาณคาร์บอนเครดิตได้กว่า 1.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)คิดเป็นมูลค่ากว่า 390 ล้านบาท และในอนาคต กยท. ตั้งเป้าหมายในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตให้ครอบคลุมพื้นที่สวนยาง ทั้ง 20 ล้านไร่ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2593”

ทั้งนี้ กยท. ได้จัดประชุมสัมมนาสร้างการรับรู้การดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของ กยท.

รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับนโยบายด้านคาร์บอนเครดิตของ กยท.หลักปฏิบัติในการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของ กยท.สามารถนำไปพัฒนาการทำอาชีพการทำสวนยางพาราและบริหารจัดการพื้นที่สวนยางอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

กยท.วางเป้า 20 ปี ดึงสวนยางร่วมสะสมคาร์บอนเครดิต 100% ล๊อตแรกเริ่มขายปี 2569

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน1,609ราย เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าเกษตรกรชาวสวนยางได้รับการขึ้นทะเบียนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)และเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ตามโครงการฯ สามารถสร้างรายได้จากการสะสมปริมาณคาร์บอนเครดิตในสวนยางได้ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2573 ตามระยะเวลาโครงการ 7 ปี เพื่อนำสวนยางเข้าสู่กระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่ง กยท. คาดว่าจะประเมินคาร์บอนเครดิตครั้งแรกเพื่อเริ่มดำเนินการขายในปี 2569 ต่อไป

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) บนพื้นที่เกาะสมุย โดยมีคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี ณ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อเร็วๆ

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดหาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) พิกัดใช้งาน 12.5 เมกะวัตต์ (MW) /25 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) จำนวน 2 ชุด บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยรูปแบบการเช่าใช้บริการ ดำเนินการติดตั้งให้บริการเช่าพร้อมการบำรุงรักษาโดยบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PEA เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำเส้นเดิมให้สูงขึ้น รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

PEA กำหนดเป้าหมายการบริหารจัดการพลังงานให้ BESS มีความสามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบของ PEA ได้ไม่น้อยกว่า 50,000 หน่วยต่อวัน ตลอดระยะเวลา 120 เดือน เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าช่วงความต้องการสูงสุดเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และแก้ไขปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าของเกาะสมุย ปัจจุบัน PEA มีสายเคเบิลใต้น้ำจำนวน 4 เส้น จ่ายไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย แต่มีสายเคเบิลใต้น้ำ 1 เส้น จ่ายไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าเกาะสมุย 2 ซึ่งเป็นการลดภาระและความเสี่ยงในการใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำ และเป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ห่างไกลอื่น ๆ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของพื้นที่ห่างไกลให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาและต่อยอดการนำเทคโนโลยี Energy Storage มาใช้งานร่วมกับ Renewable Energy รวมถึงการแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าในอนาคตและสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวาง

Source : Energy News Center