ตอนนี้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในเรื่องของพลังงานสะอาด มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้เป็นศูนย์ และยังคงมีการพัฒนาและหาวิธีการหาแหล่งพลังงานสะอาดที่สามารถให้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปด้วย ซึ่งหนึ่งในแหล่งพลังงานสะอาดที่กำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั่นก็คือ TOKAMAK โทคาแมค เป็นเทคโนโลยีฟิวชั่น ที่สามารถสร้างพลังงานสะอาดได้อย่างมหาศาล

TOKAMAK โทคาแมค คืออะไร?

โทคาแมคเป็นเครื่องจำลองปฏิกิริยาฟิวชัน ซึ่งเลียนแบบการทำงานของดวงอาทิตย์ มีความสามารถในการกักเก็บพลาสมาพลังงานสูงโดยใช้สนามแม่เหล็ก โดยเป็นการจำลองการรวมกันของนิวเคลียสของธาตุที่มีน้ำหนักเบา อย่างดิวทีเรียม (Deuterium) และทริเทียม (Tritium) ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิที่สูงมาก มีการใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ในสหภาพโซเวียต โดยเครื่องที่มีชื่อว่า T-10 ในปัจจุบันเครื่อง JET ในอังกฤษ เป็นเครื่องโทคาแมกที่สร้างพลังงานจากฟิวชันได้สูงสุดที่ 30 MW นอกจากนี้ในหลายๆ ประเทศอาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โปรตุเกส เกาหลีใต้ และจีน ก็ได้มีมีการศึกษาทดลองเกี่ยวกับโทคาแมกอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

โดยการที่จะให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นนั้น จะใช้วิธีการหลักๆ คือ

  • ใช้กระแสวิ่งผ่าน (ohmic heating) โดยใช้สมบัติการเป็นตัวนำไฟฟ้าของพลาสมา คล้ายกับการที่อิเล็กตรอนสร้างความร้อนในสายไฟ
  • ใช้ลำอนุภาคไร้ประจุ (neutral beam injection) วิ่งเข้าชนกับพลาสมาและให้ถ่ายเทพลังงานให้กับพลาสมา
  • ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (radio frequency heating) โดยคลื่นนี้มีพลังงานในช่วงคลื่นวิทยุ โดยอนุภาคมีประจุในพลาสมา จะถูกเร่งและเข้าชนกับอนุภาคตัวอื่น ๆ  

เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นขึ้นได้ จำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ได้แก่

  • อุณหภูมิสูงมาก หลายล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้อนุภาคมีพลังงานสูงพอที่จะเอาชนะแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างกัน
  • ความหนาแน่นสูง เพื่อเพิ่มโอกาสที่อนุภาคจะชนกัน
  • การกักเก็บพลาสมา พลาสมาคือสภาวะของสสารที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากนิวเคลียส ต้องมีระบบที่สามารถกักเก็บพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงได้

TOKAMAK โทคาแมค ในประเทศไทย

เครื่องโทคาแมคในประเทศไทยนั้น ทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้รับอุปกรณ์บางส่วนของเครื่องโทคาแมคที่เลิกใช้งานแล้ว จากสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Institute of Plasma Physics of Chinese Academy of Sciences : ASIPP) เข้ามา และทางสนทได้มีการพัฒนาร่วมกับทาง ASIPP โดยจะใช้ชื่อว่า Thai Tokamak-1 หรือเรียกสั้นๆ ว่า TT-1 เครื่องนี้จะถูกติดตั้งเอาไว้ที่ สนท. องครักษ์ จ.นครนายก และเดินเครื่องอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถือเป็นโทคาแมคเครื่องแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเมื่อเริ่มการทำงานของเครื่องแล้ว ทางนักวิจัยคาดว่าอุณหภูมิของพลาสมาในระยะแรกจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 องศาเซลเซียส และ ทาง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน. มีแผนในการพัฒนาระบบให้ความร้อนเสริมแก่พลาสมาด้วยวิธีการให้ความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อเพิ่มระดับอุณหภูมิของพลาสมาไปสู่ที่ระดับ 1,000,000 องศาเซลเซียส

และในอนาคตนี้ จะมีการออกแบบและจัดสร้างเครื่องโทคาแมคตัวใหม่ขึ้นเอง โดยจะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Superconducting magnet ที่จะทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงมากขึ้นสำหรับกักพลาสมา และช่วยในเรื่องของการให้ความร้อนเสริมด้วยวิธีการต่าง ๆ ทางนักวิจัยคาดว่าจะสามารถสร้าง พลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงในระดับ 10,000,000 องศาเซลเซียสได้อย่างแน่นอน สำหรับเครื่องโทคาแมคที่ติดตั้งที่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ จะใช้สำหรับการศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต และการนำพลาสมาไปใช้ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และด้านการแพทย์

ทำไมโทคาแมคจึงสำคัญ?

  • พลังงานสะอาด พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีหรือก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีโทคาแมคทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาโทคาแมคส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศ
  • ศักยภาพในการแข่งขัน การเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีโทคาแมคจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

สรุป

TOKAMAK โทคาแมคเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคตที่น่าจับตามอง หากการวิจัยประสบความสำเร็จ จะเป็นการแก้ไขปัญหาพลังงานของโลกและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับมนุษยชาติได้อย่างแน่นอน

Source : MGRONLINE / สนท TINT / EGAT
Photo : freepik

“GC” ดีเดย์! พร้อมผลิตเชื้อเพลิง SAF เชิงพาณิชย์เดือนม.ค.68 กำลังผลิตเบื้องต้น 5 แสนลิตรต่อวัน ย้ำสายการบินที่จะบินเข้าพื้นที่ประเทศจะต้องมีสัดส่วนของน้ำมัน SAF เบื้องต้น 1% จากการผสมน้ำมันทั้งหมด

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวในงาน GC Sustainable Living Symposium 2024: GEN S GATHERING ภายใต้แนวคิด “ยั่งยืนไม่ยาก” ว่า GC มีเป้าหมายในการเป็นองค์กรต้นแบบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ “การเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต” พร้อมสร้างสมดุุลด้านความยั่งยืนผ่านการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ใน 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี มาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2564 GC ได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ผ่านการกำหนดแผนงาน การวัดผลและการตรวจสอบที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่เราดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนี้ สอดคล้องกับข้อตกลงสำคัญหลายประการจากการประชุมผู้นำระดับโลกในหลายๆ เวที ผู้นำทั่วโลกต่างก็หยิบยกประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา GC ดำเนินการตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านการดำเนินโครงการมากกว่า 200 โครงการ มีการใช้หลัก 5R ใช้พลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีและ Digitalization เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน รวมถึงแผนการบริหารจัดการคาร์บอน ภายใต้ความร่วมมือในกลุ่มปตท. ทั้งการศึกษาการกักเก็บ การใช้ประโยชน์จากคาร์บอน และการแสวงหาโอกาสในธุรกิจไฮโดรเจน  

ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่จะนำไปสู่ Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย นอกจากนี้ GC ยังมีความร่วมมือครอบคลุมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการปลูกและดูแลป่า ทั้งป่าบก ป่าชายเลน ป่าชุมชน จนมาถึงการศึกษาการปลูกข้าวนาเปียกสลับแห้ง

สำหรับงาน GC Sustainable Living Symposium 2024: GEN S GATHERING จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาความร่วมมือ เพื่อบรรเทาปัญหาโลกเดือด และสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ พร้อมชวนทุกคนมาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ Net Zero Lifestyles รวมถึงจัดนิทรรศการผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอเคมีภัณฑ์เคลือบผิวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์การใช้งานในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สีเคลือบผิวรถยนต์ สีพ่นตู้คอนเทนเนอร์ สีเฟอร์นิเจอร์ 

ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ Coating Resins จาก allnex ผู้นำด้านเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนระดับโลก ที่มีความปลอดภัยต่อการใช้งาน ลดการปล่อยของเสียในกระบวนการผลิต จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  และยังมีผลิตภัณฑ์ไบโอเคมิคอล ไบโอพลาสติก หรือ พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่น แคปซูลกาแฟ  บรรจุภัณฑ์ และเส้นใยสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ

GC ดีเดย์! ขายเชื้อเพลิง SAF ม.ค.68 กำลังผลิตเบื้องต้น 5 แสนลิตรต่อวัน

นอกจากนี้ GC เป็นบริษัทไทยรายแรกที่ปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันดิบ ด้วยเทคโนโลยีการกลั่นขั้นสูงให้สามารถรองรับวัตถุดิบเหลือใช้จากการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำมันพืชใช้แล้ว สู่การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF ซึ่งถือเป็นพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable & Sustainable Energy ที่มีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

โดยมีแผนจะผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือนมกราคม 2568 โดยเบื้องต้นจะผลิต 500,000 ลิตร และจะเพิ่มปริมาณขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าว่าจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 20,000 ตันต่อปี โดยผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยคาร์บอน ISSC Plus และ ISSC Corsia ซึ่งรับรองว่าผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้ง Value Chain

Source : กรุงเทพธุรกิจ

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำสัปดาห์วันที่ 7 – 11 ต.ค. 67 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 14 – 18 ต.ค. 67 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันโลกยังคงกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ด้าน OPEC ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกปี 2567 และ 2568  

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 67 โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พลตรี Patrick Ryder กล่าวว่าสหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) พร้อมทหารสหรัฐฯ 100 นาย เพื่อดำเนินการติดตั้งระบบให้อิสราเอล เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอาจยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค หลังอิสราเอลมีแนวโน้มจะตอบโต้ที่ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 67

ด้านกลุ่ม OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2567 ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 โดยรายงานฉบับเดือน ต.ค. 67 ของ OPEC คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2567 จะเพิ่มขึ้น 1.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 104.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อน 0.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และในปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 1.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 105.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากครั้งก่อน 0.20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เนื่องจากจีนหันไปใช้พลังงานทางเลือก ประกอบกับเศรษฐกิจจีนอ่อนแอ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (National Bureau of Statistics: NBS) รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ +0.4% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) อยู่ที่ -2.8% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ +2.4% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 64 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

Source : Energy News Center

OR  ร่วม “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนกว่า 130 ราย โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดย OR ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงานและค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการด้วยการจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าบริเวณสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมโครงการ 1,000 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงได้ลดค่าเช่าพื้นที่ห้องว่างในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ OR เป็นเจ้าของ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าปลีกภายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการไทยเด็ด ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น และสินค้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center 

ทั้งนี้ OR มีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และร้านค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Source : Energy News Center

การก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างความตื่นตะลึงทั่วโลก แต่มาพร้อมกับความท้าทายด้านพลังงานที่น่ากังวล การใช้งาน AI อย่างแชตบอต ChatGPT เพียงครั้งเดียวสิ้นเปลืองพลังงานมหาศาลมากกว่า Google ถึง 10 เท่า! ยิ่งไปกว่านั้น แผนการสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ของ OpenAI ซึ่งแต่ละแห่งกินพลังงานเทียบเท่าทั้งเมือง ยิ่งตอกย้ำความต้องการพลังงานมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้ 

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว โอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ผุดขึ้นมา นั่นคือ “ระบบจัดเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” (Battery Energy Storage SystemBESS) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและสร้างมูลค่าสูงถึงล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต

อย่างที่ทราบกันว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤติโลกร้อนขั้นรุนแรง ดังจะเห็นได้จากข่าวดอกไม้บานในแอนตาร์กติกาหรือแม้แต่มีต้นไม้สีเขียวขึ้นที่ทะเลทรายซาฮารา การหันมาใช้พลังงานสะอาด อาจเป็นทางรอดไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสในการเลี่ยงหายนะทางมนุษยชาติ

แต่ปัญหาคือ พลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์และกังหันลมนั้นให้พลังงานไม่สม่ำเสมอ บางวันแดดน้อย บางครั้งก็ไม่มีลม ด้วยเหตุนี้ การมีระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ด้วยแบตเตอรี่ไว้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งคล้ายกับ “พาวเวอร์แบงก์ขนาดยักษ์” เก็บไฟฟ้าส่วนเกินในวันปกติ และจ่ายไฟออกมาในวันที่ไม่มีแดด ไม่มีลม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าที่ได้มีความต่อเนื่องและเพียงพอ

ศักยภาพโตถึงล้านล้านดอลล์! ‘แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน’ ธุรกิจดาวรุ่งต่อจาก AI– แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (เครดิต: Shutterstock) –

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า กำลังการผลิตแบตเตอรี่เก็บพลังงานทั่วโลกจะต้องเพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 200 กิกะวัตต์ในปีที่ผ่านมา เป็นมากกว่า 1 เทระวัตต์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และต้องแตะเกือบ 5 เทระวัตต์ภายในปี 2050 หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือพูดให้ง่ายคือ หากไม่ต้องการให้มนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์

นั่นหมายความว่า นี่จะเป็นแรงผลักดันความต้องการแบตเตอรี่เก็บพลังงานให้พุ่งทะยานได้ จนเป็นธุรกิจที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นอกเหนือจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

Bain ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำของโลกได้คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดสำหรับระบบเก็บพลังงานระดับใหญ่ด้วยแบตเตอรี่ มีแนวโน้มขยายตัวจากประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 เป็นระหว่าง 200,000-700,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และแตะ 1-3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040

จีน ฮับแห่งแบตเตอรี่

ตามข้อมูลของ BloombergNEF ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาแบตเตอรี่ลิเทียมได้ลดลงกว่า 40% ถือเป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้แบตเตอรี่ลิเทียมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ผู้ผลิตแบตเตอรี่จึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งมีเทคโนโลยีคล้ายกับแบตเตอรี่ในอีวี

สำหรับศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่ของโลก คือ “จีน” เพราะเป็นที่ตั้งของ 4 ใน 5 ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง CATL และ BYD

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี สัดส่วนการผลิตแบตเตอรี่ของจีนที่นำไปใช้เก็บพลังงาน ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเกือบศูนย์ในปี 2563 มาสู่ระดับประมาณ 1 ใน 5 ของการผลิตทั้งหมด แซงหน้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเห็นได้ชัด การเติบโตที่รวดเร็วนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดของรัฐบาลจีน ซึ่งกำหนดให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่ ต้องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานควบคู่กันไป

บริษัทแบตเตอรี่ของจีนมีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมอย่างมาก ตัวอย่างเช่น CATL เพิ่มการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาขึ้น 8 เท่าตั้งแต่ปี 2018 เป็น 2,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

BYD ซึ่งลงทุนอย่างมากในหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ได้สร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเหอเฝย์ของจีน ซึ่งเกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ก็กำลังเผชิญกับปัญหาการผลิตล้นเกิน

ตามข้อมูลของ BloombergNEF ปัจจุบันจีนผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมได้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทั่วโลกทุกประเภท อุตสาหกรรมของจีนได้ประกาศแผนการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5.8 เทระวัตต์ต่อชั่วโมงภายในปี 2025 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของกำลังการผลิตทั่วโลกปัจจุบันที่ 2.6 เทระวัตต์ต่อชั่วโมง

ในขณะเดียวกัน การผลิตล้นเกินนี้ก็ได้ทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อบริษัทสตาร์ทอัพด้านแบตเตอรี่ในยุโรปหลายแห่ง โดยเฉพาะ Northvolt ของสวีเดน ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนสำคัญในการแข่งขันกับบริษัทจีน

ปีที่แล้ว Northvolt ขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 285 ล้านดอลลาร์เป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ จนคาดว่าจะทำให้เกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่โรบิน เจิง (Robin Zeng) ซีอีโอของ CATL เคยคาดการณ์ไว้

แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงในหมู่ผู้ผลิตแบตเตอรี่และอาจทำให้ผู้เล่นที่อ่อนแอกว่าออกจากอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อตลาดโดยรวมในการผลักดันนวัตกรรม ทำให้มีราคาถูกลง และผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีการเก็บพลังงานได้ง่ายขึ้น

แบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตา

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ได้ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง “แบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง เพราะไม่ต้องพึ่งพาลิเทียมที่มีราคาแพง แม้จะมีพลังงานน้อยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น แต่ก็เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานคงที่อย่างระบบเก็บพลังงาน

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิงรายงานว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้เปิดใช้งาน “โรงกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่โซเดียมไอออนฝูหลิน” ซึ่งเป็นโรงกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศจีน โดยสามารถกักเก็บพลังงานสะอาดเพื่อใช้ภาคครัวเรือน ตอนนี้เริ่มเปิดใช้งานเฟสแรกก่อน

เมื่อโครงการที่นครหนานหนิงนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 73 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้า 35,000 คน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50,000 ตัน

ในฝั่งสหรัฐ Natron บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทน้ำมัน Chevron ได้ประกาศลงทุนมหาศาลกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนแห่งใหม่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2027

ขณะเดียวกัน แลนดอน มอสเบิร์ก (Landon Mossburg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Peak Energy สตาร์ทอัพด้านโซเดียม-ไอออน ก็ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้บริษัทของเขาเป็น “CATL ของอเมริกา”

ทอม เจนเซน (Tom Jensen) ผู้บริหารสูงสุดของ Freyr Battery บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่มองว่า กุญแจสำคัญในการแข่งขันของบริษัทแบตเตอรี่ในตะวันตกคือ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ล้ำสมัย 

ปัจจุบันมีบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งกำลังทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ EnerVenue ซึ่งกำลังเดินหน้าผลิต “แบตเตอรี่นิเกิล-ไฮโดรเจน” เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากการระดมทุนกว่า 400 ล้านดอลลาร์ บริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตในรัฐเคนทักกี สหรัฐ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและสามารถกักเก็บพลังงานได้ยาวนาน

อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจกรุงเทพธุรกิจ(2)economistthaibiz
Source : กรุงเทพธุรกิจ