สำหรับเนื้อหาในสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอเรื่องของ “เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5” กันครับ เชื่อว่าหลายท่านคงอดสงสัยไม่ได้ว่า เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 นี้ มันเหมือนพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้สลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบนั้นหรือเปล่า และมันจะประหยัดไฟได้ยังไง วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังในเรื่องเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กัน

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร?

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือบางท่านอาจจะเรียกสั้นๆ ว่า เสื้อผ้าเบอร์ 5 ซึ่งก็คือ เสื้อผ้าที่ผ่านการทดสอบและได้รับมาตรฐาน CoolMode ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รับรองว่าผ้าชนิดนี้มีคุณสมบัติในการซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายแม้ในสภาพอากาศร้อนชื้น นอกจากนี้ เสื้อผ้าเบอร์ 5 ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมาย เช่น

  • เนื้อผ้ายับยาก ไม่ต้องรีด ประหยัดเวลาและพลังงานที่ใช้ในการรีดผ้า
  • เนื้อผมมีความคงรูปทรง เนื้อผ้ามีความคงทน ไม่ย้วย ไม่เสียรูป
  • เนื้อผ้ามีสีสันที่สดใส สีไม่ตก ไม่ซีดจางง่าย
  • เนื้อผ้ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพ สีที่ใช้ย้อมผ้าปลอดภัยจากสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก

ข้อดีของ เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5

มาดูข้อดีของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กันก่อน ต้องบอกก่อนว่ามีข้อดีหลายอย่างกันเลยทีเดียว ประกอบไปด้วย

  • ประหยัดพลังงานกว่าเสื้อผ้าแบบปกติทั่วไป การไม่ต้องรีดผ้าช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เป็นเสื้อผ้าที่ใส่สบาย เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
  • ประหยัดเวลาของเราไปได้มากมาย ไม่ต้องเสียเวลารีดผ้า
  • ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย เพราะการที่ไม่ต้องรีดผ้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน

วิธีการเลือกซื้อเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5

สำหรับวิธีการเลือกซื้อเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้น ก็ไม่ได้อยากเย็นอะไร เริ่มจาก ตรวจสอบฉลากสินค้ากันก่อน โดย ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ได้รับมาตรฐาน CoolMode จะมีฉลากระบุชัดเจนอยู่แล้ว อย่าลืมสังเกตตรงนี้ก่อนเป็นอันดับแล้ว จากนั้นลองสัมผัสเนื้อผ้ากันต่อ ผ้า CoolMode ที่ดีจะมีเนื้อสัมผัสเย็นสบาย มีความคงรูป ยับยากอีกด้วย ต่อไปให้ทำการพิจารณาในส่วนของวัสดุ ผ้า CoolMode นั้นจะทำจากวัสดุหลากหลายชนิด เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรือใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย และสุดท้ายแนะนำให้ลองอ่านรีวิวตามเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ การอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น และทราบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ครับ

หากยังไม่แน่ใจ ก็สามารถเข้าไปดูรายการเสื้อผ้าที่ได้รับสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ได้ที่เว็บไซต์ ของโครงการสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ได้เลย คลิ้กที่ลิงค์นี้ https://labelno5.egat.co.th เราจะเจอหมวดข้อมูลเสื้อผ้าที่ได้รับสลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เจอแล้วก็คลิ้กเข้าไปดูได้เลย สามารถเลื่อนดูทีละหน้า หรือค้นหาด้วยชื่อยี่ห้อก็ได้ครับ

หลังจากเราทราบถึงข้อมูลต่างๆ ของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 กันแล้ว ต่อไปเราจะมารู้จักกับมาตรฐานของเสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีชื่อว่า CoolMode กัน ว่าคืออะไร

มาตรฐาน CoolMode คืออะไร ?

มาตรฐาน CoolMode เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับรองว่าเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติพิเศษในการ ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเย็นสบายแม้ในสภาพอากาศร้อนชื้น หรือในห้องที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศไปได้มากพอสมควร และมาตรฐาน CoolMOde นี้ยังเป็นการรับรองคุณภาพของเสื้อผ้าที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งผ้าที่นำมาใช้ตัดเย็บนี้ก็จะต้องผ่านมาตรฐาน CoolMode แล้ว

สำหรับคุณสมบัติเด่นของผ้าที่ได้รับมาตรฐาน CoolMode ก็มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิเช่น

  • ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี เส้นใยของผ้า CoolMode มีโครงสร้างพิเศษ ช่วยดึงซับเหงื่อจากผิวหนังและกระจายไปยังพื้นผิวผ้า ทำให้ระเหยได้เร็วขึ้น ผลลัพธ์คือร่างกายรู้สึกเย็นสบาย
  • เบา สบาย ผ้า CoolMode มักมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว
  • คงรูปทรง แม้จะซักบ่อย ผ้า CoolMode ก็ยังคงรูปทรงและสีสันได้ดี
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตผ้า CoolMode บางชนิดใช้วัสดุธรรมชาติหรือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพจาก : ACME SUPERIOR

เสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้นเหมาะกับใครบ้าง?

ผู้ที่เหมาะสำหรับการใช้งานเสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้น ก็มีความหลากหลายค่อนข้างมาก แต่ก็จะเน้นไปในกลุ่มที่มีการสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อทำกิจกรรม แล้วเกิดความร้อนขึ้นในขณะนั้น เป็นหลัก ซึ่งในกลุ่มที่เหมาะกับการใช้มาก ก็จะเป็นผู้อาศัยอยู่ในเขตร้อนชื้น ผ้า CoolMode ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายตลอดทั้งวัน และยังเหมาะกับผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ร้อน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้องครัว การทำงานที่มีกิจกรรมค่อนข้างหนัก ซึ่งก่อนให้เกิดความร้อนขณะทำงาน และยังเหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกาย ช่วยระบายเหงื่อได้ดี ทำให้รู้สึกสดชื่น ระบายความร้อนที่เกิดจากการออกำลังกายได้รวดเร็ว และสุดท้าย ผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ เพราะเมื่อไม่ร้อน ก็ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากเตารีด เมื่อผ้ามาตรฐาน CoolMode นั้นยับยาก ทำให้หลังซักหรือทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรีดให้เรียบแต่อย่างใดนั่นเอง

เสื้อผ้ามาตรฐาน CoolMode ต้องดูและอะไรเป็นพิเศษมั้ย?

จริงๆ แล้วก็สามารถใช้ได้แบบเสื้อทั่วๆ ไปเลย แต่ถ้าอยากให้เสื้อผ้ามีความคงทนใช้งานได้นาน เราก็สามารถดูคำแนะนำในฉลากที่ติดมากับเสื้อผ้าได้ ซึ่งจะมีคำแนะนำในการซักเสื้อผ้าที่ถูกต้อง เช่น การหลีกเลี่ยงสารฟอกขาว ซึ่งอาจจะไปทำลายเส้นใยของผ้าได้ หรือจะเป็นเรื่องของการตากผ้า ที่มีคำแนะนำให้ตากในที่ร่มเป็นหลัก เพราะการตากผ้าในที่ร่วมจะช่วยรักษาสีสันของผ้าให้อยู่ยาวนานมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างแบบฟอร์มการขอทดสอบมาตรฐาน CoolMode

ข้อเสียของผ้า CoolMode ที่ควรรู้

ถึงแม้ผ้า CoolMode จะมีข้อดีมากมายในเรื่องของการระบายอากาศและความสบายในการสวมใส่ แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่คุณควรทราบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ดังนี้

  • ราคา โดยทั่วไปแล้ว เสื้อผ้าที่ทำจากผ้า CoolMode มักจะมีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป เนื่องจากเป็นนวัตกรรมและมีเทคโนโลยีพิเศษ
  • ความทนทาน แม้ว่าผ้า CoolMode จะมีความทนทาน แต่หากดูแลไม่ถูกวิธี อาจทำให้เสื่อมสภาพได้เร็วกว่าผ้าชนิดอื่นๆ
  • ตัวเลือกจำกัด ปัจจุบัน แบรนด์ที่ผลิตเสื้อผ้าจากผ้า CoolMode อาจยังมีจำกัด ทำให้ตัวเลือกในการเลือกซื้อค่อนข้างน้อย
  • ความรู้สึกเมื่อสัมผัส บางคนอาจรู้สึกว่าเนื้อผ้า CoolMode เย็นเกินไป หรือรู้สึกไม่นุ่มลื่นเท่าที่ควร
  • วัสดุส่วนใหญ่เป็นสังเคราะห์ ผ้า CoolMode ส่วนใหญ่ทำจากโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้หรือระคายเคืองต่อใยสังเคราะห์

บทสรุป

เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือเสื้อผ้าที่ผ่านมาตรฐาน CoolMode นั้นเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความสะดวกสบายและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยคุณสมบัติในการระบายความร้อนและซับเหงื่อได้ดี ทำให้สวมใส่สบาย ไม่ต้องเสียเวลาในการรีดผ้า และยังช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกด้วย ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสื้อผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Cover Photo : freepik

จุฬาฯ จับมือกรม Climate Change และเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวหลักสูตร “TOP Green” หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในสภาวะ “โลกเดือด” หรือ Global Boiling การที่ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ Green Transition เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065  ประเทศไทยยังต้องการผู้นำที่มีความเข้าใจในด้านความยั่งยืนและสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาอย่างตอบโจทย์ทุกภาคส่วน การมีหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำด้านความยั่งยืนให้กับประเทศจึงเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ UN Global Compact Network Thailand จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตร “TOP Green Executive Program” 

โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นารีรัตน์ พันธ์มณี ผู้แทนอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ,อมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้แทนประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ,อดุล ขาวละออ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.ธนัยพร กฤชิติธำรง Executive Director, UN Global Compact Network Thailand เข้าร่วมแถลงข่าว

Sustainable Growth เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

จุฬาฯ โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี CU Envi Enterprise และ Degree Plus ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ UN Global Compact Network Thailand พัฒนาหลักสูตรอบรม “TOP Green” หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มองไกลกว่าความยั่งยืน

“ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า สำหรับจุฬาฯ เรื่อง Sustainability ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายเรื่องเริ่มจากในมหาวิทยาลัย เช่น ปัจจุบันการสร้างหรือปรับปรุงอาคาร จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับ Green Building Design Standards หรือโครงการ Chula Zero Waste สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกในจุฬาฯ ลงได้ถึงกว่าร้อยละ 90 เมื่อมองในภาพใหญ่ของประเทศ

จุฬาฯ ตระหนักดีว่ามีความท้าทายอีกมากในการสร้าง Sustainable Growth มีโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากทั้ง 5 องค์กรพันธมิตรชั้นนำที่มาเป็นเจ้าภาพร่วมในหลักสูตร TOP Green เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

หลักสูตร TOP Green สร้างเครือข่ายผู้นำอย่างยั่งยืน

“ศ.ดร.วิเลิศ” กล่าวเสริมว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกองค์กร ผู้นำแต่ละองค์กรต้องร่วมกันสร้างพลังและเรียนรู้ไปด้วยกัน หลักสูตรนี้จึงเป็นศูนย์รวมของผู้บริหารระดับสูงที่มาเรียนรู้จากวิทยากรชั้นนำ โดยไม่ได้มุ่งที่ความยั่งยืนในระยะสั้น แต่เป็นการวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาว สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจุฬาฯ ในการพัฒนาสังคมระยะยาวอย่างยั่งยืน

เมื่อมีปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อม จุฬาฯ มีบทบาทในการให้คำตอบ จึงขอเชิญชวนผู้นำองค์กรเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรนี้ซึ่งมีความพิเศษคือเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวที่รวมพลังผู้นำที่สร้างผลกระทบทางด้านความยั่งยืนให้ประเทศไทยในวงกว้าง โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 พันธมิตรที่ร่วมกันสร้างหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคมสู่ความยั่งยืน

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล” ประธานอำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า การออกแบบหลักสูตรร่วมกับพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำให้สามารถออกแบบหลักสูตรได้ตอบโจทย์ทุกภาคส่วน ทำให้หลักสูตร TOP Green เป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มองไกลกว่าความยั่งยืนอย่างแท้จริง เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ กรรมการและผู้บริหารระดับ C-Level ของธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายของประเทศหรือกำกับดูแลด้านที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“นารีรัตน์ พันธุ์มณี” ผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ทางกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการวางแผนควบคุมและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อวางแนวทางการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนให้เข้าใจถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ หลักสูตรนี้จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่มิติต่างๆ ของสังคมให้มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“อมรเทพ ทวีพาณิชย์” ผู้แทนจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ในภาคการค้า การบริการ และการท่องเที่ยว พร้อมที่จะปรับตัว โดยมีคีย์เวิร์ด 3 คำที่ให้ความสำคัญ คือ การเชื่อมโยง (Connect) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive) และความยั่งยืน (Sustainable) หากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสถาบันการศึกษาร่วมมือกันเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่ง จะสามารถทำให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“อดุล ขาวละออ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัว ดังนั้นสภาอุตสาหกรรมจึงได้จัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 4 Go ซึ่งประกอบไปด้วย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Go Digital) นวัตกรรม (Go Innovation) ความเป็นสากล (Go Global) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Go Green) เพื่อให้เราก้าวไปในทิศทางที่มั่นคงและมีความก้าวหน้า

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ” Executive Director ของ UN Global Compact Network Thailand กล่าวว่า เราคาดหวังให้วงการวิชาการและภาคธุรกิจทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผสมผสานแนวคิดจากหลากหลายศาสตร์มาร่วมเป็นหลักสูตรเดียวที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อให้สามารถมองภาพรวมในระยะยาวได้ ธุรกิจแบบใดที่จะสามารถตอบโจทย์และอยู่รอดได้ในอนาคตนั้นเป็นคำถามสำคัญที่จะได้รับคำตอบจากหลักสูตรนี้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ(Biogas) ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่ช่วยให้คนในชุมชนได้ใช้ก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG)

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาระบบ Biogas Network มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการกรองก๊าซชีวภาพ โดยเฉพาะก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งส่งผลให้ภาชนะหุงต้มผุพัง รวมถึงอุปกรณ์ภายในบ้านที่เป็นโลหะต่าง ๆ เสียหาย

อีกทั้งยังมีปัญหาแรงดันก๊าซเบา เนื่องจากไม่มีสถานีเพิ่มแรงดันทำให้ก๊าซไปไม่ถึงปลายท่อ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ซีเนอร์จี้ โซลูชั่นส์ จากสหรัฐ ได้มอบเทคโนโลยีพร้อมอุปกรณ์ในการบรรจุแก๊สลงถังโดยใช้เทคโนโลยีการดูดซับก๊าซ หรือ ANG ในการอัดเก็บก๊าซชีวภาพที่ได้มาจากฟาร์มสุกรของหมู่บ้าน และมีระบบการกรองและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า (H2S) และความชื้นที่มากับก๊าซชีวภาพ ทำให้ก๊าซชีวภาพที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการอัดใส่ถังก๊าซความจุ 47.5 ลิตร โดยถังที่อัดด้วยความดัน 20 บาร์ สามารถใช้ทำอาหารได้ประมาณ 5-7 วัน ในราคาถังละ 70 บาท และถังก๊าซที่อัดด้วยความดัน 40 บาร์ สามารถใช้ทำอาหารได้ประมาณ 10-15 วัน ในราคาถังละ 130 บาท ปัจจุบันสถานีอัดก๊าซ มีจำนวน 1 สถานีที่บ้านทุ่งยาว ครอบคลุมการใช้งานประมาณ 70 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นำโดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (กลาง) ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่ม ปตท. อาทิ การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ผลักดันโมเดลการพัฒนา Eastern Thailand CCS Hub ยกระดับความร่วมมือการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ การทำธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ร่วมกันในกลุ่ม ปตท. และศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุคาร์บอน

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านการลงทุนและแสวงหาความร่วมมือเพื่อต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและพัฒนา อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา และผลิตภัณฑ์ภายใต้บัญชีนวัตกรรม มุ่งวางรากฐานและขับเคลื่อนนวัตกรรมกลุ่ม ปตท. และประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และนายสวรา แขวงโสภา กรรมการ บริษัท เอ็กซ์เพรสโซ เอ็นบี จำกัด ร่วมในพิธีลงนาม

Source : Energy News Center

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ.2608

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สำคัญของ กฟผ. ที่ช่วยขับเคลื่อนไทยไปสู่พลังงานสะอาดก็คือ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสถานีชาร์จ EV ภายใต้ชื่อ EleX by EGAT ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

อย่างไรก็ดี กฟผ. ยังมีการบริหารจัดการสถานีด้วยระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า BackEN EV ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน เพื่อต่อยอด และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 66

ตั้งเป้าสถานีชาร์จ EV 520 แห่งปี 68

นางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ. ระบุว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีสถานีชาร์จ EV อยู่ 211 แห่งที่ดำเนินการเอง และมีสถานีชาร์จอีก 88 แห่งที่เป็นรูปแบบของผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน หรือ BackEN EV โดยตั้งเป้าสถานีชาร์จ Elex by EGAT ให้ได้ 250 แห่ง และ BackEN EV ให้ได้ 110 แห่งภายในสิ้นปี 67 ซึ่งจะทำให้ กฟผ. มีสถานีชาร์จ EV ทั้ง 2 รูปแบบทั้งหมด 360 แห่ง

ส่วนปี 68 กฟผ. ตั้งเป้าเพิ่ม Elex by EGAT ให้ได้อีก 50-60 แห่ง ส่วน BackEN EV จะเพิ่มให้ได้อีก 100 แห่ง ซึ่งจะทำให้ กฟผ. มีสถานีขาร์จ EV ทั้งหมดประมาณ 520 แห่งในปี 68

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

“การดำเนินการของ กฟผ. มีจุดเริ่มต้นมาจากการทำตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอีวี (EV System) ในไทยให้แข็งแกร่ง จากเดิมที่ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปในภูมิภาค โดยภาครัฐเล็งเห็นว่าอีวี กำลังจะเข้ามามีบทบาท จึงมีการเตรียมการเพื่อรองรับ”

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นแหล่งผลิตรถยนต์สันดาปไปสู่รถอีวี จะต้องทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้รถอีวี และทำให้ผู้บริโภคในประเทศต้องการที่จะเปลี่ยนมาใช้รถอีวี เพื่อต่อยอดให้ไทยเป็นผู้ประกอบการรถอีวีของภูมิภาค กฟผ. จึงเข้ามามีบาทบาทในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

สร้างโอกาสผู้ประกอบการ

จากแนวโนโยบายดังกล่าว อีกทั้ง กฟผ. เล็งเห็นว่าผู้ประกอบการมีความสนใจที่จะลงทุนอีวีเป็นจำนวนมาก จึงมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น TOTAL SOLUTION ที่มีตั้งแต่การออกแบบ แนะนำรูปแบบการติดตั้ง แนะนำการลงทุน และการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อนำมาใช้สำหรับการให้บริการสถานีชาร์จ EV เรียกว่ารองรับทั้งส่วนของผู้ลงทุนสถานี และผู้ใช้งานอีวี โดยมีการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

นางณิศรา ระบุอีกว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีแพ็คเกจสำหรับผู้ที่สนใจลงทุน 3 ขนาด แบ่งเป็น S ,M และ L เพื่อให้ผู้สนใจลงทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับสถานที่และรูปแบบธุรกิจ ทั้งขนาดของเครื่องชาร์จ เวลาในการใช้บริการในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการต่อยอด และช่วยสร้างโอกาสในการทำธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

สำหรับแพคเกจ S นั้น ขนาดของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ AC 22kW จำนวน 2 เครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ โรงแรม ,อาคารสำนักงาน ,คอนโด และพิพิธภัณฑ์

ส่วนแพคเกจ M ขนาดของของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ DC 30 – 60 kW 1 เครื่อง มี 1-2 หัวชาร์จต่อเครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ,ร้านอาหาร และค่าเฟ่

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

ขณะที่แพคเกจ L ขนาดของของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ DC 120kW 1 เครื่อง จำนวน 2 หัวชาร์จต่อเครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 30-45 นาที ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ ปั๊มน้ำมัน ,จุดพักรถ และพื้นที่ติดถนนหลัก

“งบประมาณในการลงทุนเริ่มต้นจะอยู่ทีประมาณ 3 แสนบาทถึง 1.4 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาในการคุ้มทุนประมาณ 4 ปี หรือไม่เกิน 5 ปี”

Source : ฐานเศรษฐกิจ