ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการกำหนดราคาให้กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกหลักที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน หลักการสำคัญของภาษีคาร์บอนก็คือ การทำให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง เมื่อผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปล่อยก๊าซ พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจที่จะหันมาใช้วัตถุดิบและพลังงานที่สะอาดมากขึ้น หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รายได้ที่ได้จากการเก็บภาษีคาร์บอนยังสามารถนำไปใช้ในการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์ป่าไม้ หรือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภาษีคาร์บอนคืออะไร?

ภาษีคาร์บอนเป็นค่าธรรมเนียมหรือภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ประกอบการและองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายหลักของภาษีคาร์บอนคือเพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไปหันมาใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ธุรกิจไหนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ก็จำเป็นที่ต้องจ่ายเงินค่า ภาษีคาร์บอนสูงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจไหนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ก็จะจ่ายเงินค่า ภาษีคาร์บอนน้อย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทุกธุรกิจให้ความสำคัญในเรื่องของกระบวนการต่างๆ ในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องมีภาษีคาร์บอน?

  • เพื่อลดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจะไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกของเราร้อนขึ้น เกิดภาวะโลกร้อนตามมา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวน ภาษีคาร์บอนจึงเป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกคนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด เมื่อมีการเก็บภาษีคาร์บอน ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปก็จะหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ เพราะพลังงานเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  • เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐ เงินที่ได้จากการเก็บภาษีคาร์บอน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

ยกตัวอย่าง ออกมาได้ดังนี้ สมมติว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมาก รัฐบาลก็จะเรียกเก็บภาษีจากโรงงานแห่งนี้ตามปริมาณของก๊าซที่ปล่อยออกมา เมื่อโรงงานต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โรงงานก็จะมีแรงจูงใจที่จะหันมาใช้พลังงานสะอาด หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดมลพิษน้อยลง สรุปง่ายๆ ได้ว่า ภาษีคาร์บอนก็เหมือนกับการให้รางวัลกับคนที่ทำดี (ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) และลงโทษคนที่ทำไม่ดี (ปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เพื่อให้ทุกคนร่วมมือกันดูแลโลกของเราให้ดีขึ้น

ที่มา : กรมสรรพสามิต

ประเภทของภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

ภาษีคาร์บอนแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามวิธีการเก็บและเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ภาษีคาร์บอนทางตรง (Direct Carbon Tax)

  • เก็บภาษีจากแหล่งกำเนิด เป็นการเก็บภาษีโดยตรงจากแหล่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า หรือยานพาหนะ
  • คำนวณตามปริมาณการปล่อย อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาโดยตรง
  • ตัวอย่าง ภาษีที่เก็บจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรม, ภาษีที่เก็บจากการผลิตปูนซีเมนต์

ข้อดี

  • ชัดเจนและตรงไปตรงมา ง่ายต่อการคำนวณและติดตามผล
  • กระตุ้นให้ลดการปล่อยโดยตรง ผู้ประกอบการจะมีแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด

ข้อเสีย

  • อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการ
ที่มา : กรมสรรพสามิต

2. ภาษีคาร์บอนทางอ้อม (Indirect Carbon Tax)

  • เก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ เป็นการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, รถยนต์
  • คำนวณตามปริมาณคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ
  • ตัวอย่าง ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง, ภาษีที่เก็บจากรถยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง

ข้อดี

  • ง่ายต่อการบริหารจัดการมากขึ้น และสามารถนำระบบภาษีที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ได้
  • ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลาย และสามารถเก็บภาษีได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างกว้างขวางมากกว่าแบบทางตรง

ข้อเสีย:

  • อาจไม่ตรงเป้าหมาย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้โดยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเล็กน้อย

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบของภาษีคาร์บอนอื่นๆ อีก เช่น

  • ภาษีคาร์บอนแบบผสม เป็นการผสมผสานระหว่างภาษีคาร์บอนทางตรงและทางอ้อม
  • ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นระบบที่อนุญาตให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นหน่วยวัดปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกได้

แนวทางของภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีการเริ่มนําแนวคิดการจัดเก็บภาษีคาร์บอนมาใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เป็นอันดับแรก ตามกฎกระทรวงกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งถือเป็นการจัดเก็บภาษีคาร์บอนทางอ้อมจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะมีการอ้างอิงตามปริมาณ CO₂ ที่ได้จากการเผาไหม้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนมากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 35% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 38% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษี 30% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 33% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษี 25% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 29% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 22% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 26% ในปี 2573
• รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 13% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในปี 2573

ที่มา : กรมสรรพสามิต

อีกทั้งกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจาณาแนวทางการนําภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้แบบเต็มระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องการเดินหน้าสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และขยับสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2608

จากตัวเลขการเรียกเก็บภาษีจะเห็นได้ว่ามีอัตราที่ยังไม่สูงมากขึ้น และจะมีการขยับปรับขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ สามารถปรับตัวในเรื่องนี้ได้ และไม่กระทบกับธุรกิจโดยภาพรวม ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากที่สุดในขณะนี้

และทั้งหมดนี้คือข้อมูลเรื่องของ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งสรุปได้ว่า ภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างไรก็ตาม การนำภาษีคาร์บอนมาใช้ต้องมีการวางแผนและออกแบบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคม

Photo : Freepik / กรมสรรพสามิต

EU จ่อเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนสูง 35.3% หวั่นผู้ผลิตจีนได้เปรียบจากการอุดหนุนของรัฐ จีนขู่ตอบโต้ อนาคตอุตสาหกรรมรถ EV ทั่วโลกกำลังสั่นคลอนจากปัญหาระหว่าง EU และ จีนที่ยังไม่สามารถหารือกันได้อย่างลงตัว

ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) และจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการค้าที่ละเอียดอ่อน เกี่ยวกับประเด็นภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน EU มีแนวโน้มที่จะเรียกเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนในอัตราที่สูงถึง “35.3%”

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสืบสวนที่ชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม นำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดยุโรป

แน่นอนว่า การดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการคัดค้านจากจีน ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาโดยการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์สงครามการค้า

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การหารือระดับสูงระหว่าง Valdis Dombrovskis กรรมาธิการการค้าของ EU และ Wang Wentao รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการหาทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่าย “ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้”

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

EU กำลังพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาในรูปแบบอื่น เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน หรือการส่งเสริมการลงทุนในโรงงานผลิตภายในยุโรป

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และลดผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ดี จีนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความพยายามของ EU ในการเจรจาข้อตกลงแยกต่างหากกับบริษัทรถยนต์แต่ละราย โดยมองว่าเป็นการบั่นทอนกระบวนการเจรจาทวิภาคี

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการที่จีนเริ่มต้นการสืบสวนการค้าสินค้าส่งออกจาก EU เช่น บรั่นดี เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์นม ซึ่ง EU มองว่าเป็นการตอบโต้ทางการค้าต่อกรณีข้อพิพาทเรื่องภาษีรถยนต์ไฟฟ้า

แม้จะเผชิญกับความท้าทาย แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันที่จะดำเนินการเจรจาทางเทคนิคต่อไป ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งไปสู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ

ผลลัพธ์ของการเจรจานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และ EU เป็นตลาดสำคัญ ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยไฟฟ้า

แม้จะเผชิญกับอุปสรรคทางการค้า แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังคงมีศักยภาพในการเติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุน เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และการขยายตัวของตลาดภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการค้ากับ EU อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวในตลาดโลก ผู้ผลิตจีนจำเป็นต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มการลงทุนใน EU การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News

ปฏิญญาและคำมั่นสัญญาทั้ง 9 ฉบับ เพื่อการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ใช่ภาครัฐ และชุมชนระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

นายมุคตาร์ บาเยฟ ประธาน COP29 ได้ประกาศปฏิญญาและคำมั่นสัญญาทั้ง 9 ฉบับ (Declarations and Pledges) ฉบับไฟนอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการดำเนินการสำหรับการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ หรือ COP29 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 – 22 พฤศจิกายน 2567 ณ กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

ทั้งนี้ ปฏิญญาและคำมั่นสัญญาทั้ง 9 ฉบับ เป็นชุดแผนงานที่ครอบคลุมซึ่งออกแบบมาเพื่อ “เสริม” ไม่ใช่ “แทนที่” กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และแม้ว่าคำมั่นสัญญาทั้ง 9 ฉบับจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่เป็นตัวกลางในการเปิดโอกาสให้รัฐบาลจากประเทศต่างๆ ผนวกเป้าหมายเหล่านี้ไว้ในแผนสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะภาคเอกชน ในการตกลงหลักการเพื่อเสริมสร้างความพยายามร่วมกันในสภาพภูมิอากาศ

ปฏิญญาและคำมั่นสัญญาทั้ง 9 ฉบับ มีดังนี้

  • COP29 Truce Appeal (การเรียกร้องให้มีการหยุดยิง) การเรียกร้องให้มีการสงบศึก ซึ่งจำลองมาจากข้อตกลง Olympic Truce จะเน้นย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยจะมุ่งเตือนให้ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหาแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อปกป้องผู้ที่เปราะบางที่สุด
  • COP29 Global Energy Storage and Grids Pledge มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มความจุในการกักเก็บพลังงานทั่วโลก 6 เท่าจากระดับปี 2022 โดยจะไปถึง 1,500 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 เพื่อปรับปรุงโครงข่ายพลังงาน และเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อกริด
  • COP29 Green Energy Zones and Corridors Pledge มุ่งมั่นเกี่ยวกับเขตและระเบียงพลังงานสีเขียว รวมถึงเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนา ปรับปรุง และขยายโครงสร้างพื้นฐาน และส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค
  • COP29 Hydrogen Declaration ปลดล็อกศักยภาพของตลาดไฮโดรเจนสะอาดทั่วโลกโดยการแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี การเงิน และมาตรฐาน
  • COP29 Declaration on Green Digital Action เป้าหมายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เป็นบวกต่อสภาพภูมิอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลสีเขียว
  • COP29 Declaration on Reducing Methane from Organic Waste ปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งสู่พันธกรณีของภาคส่วนขยะที่สอดคล้องกับประการที่ 1.5 ในเอกสารนโยบายสภาพอากาศแห่งชาติโ ดยมีเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดก๊าซมีเทนในขยะและระบบอาหาร
  • COP29 Multisectoral Actions Pathways (MAP) Declaration to Resilient and Healthy Cities มุ่งเน้นที่จะเพิ่มความร่วมมือหลายภาคส่วนเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในเมืองต่างๆ และริเริ่มที่จะสร้างการเชื่อมโยงในความพยายามทั้งหมดเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศในเมืองและเร่งปฏิกิริยาการเงินด้านสภาพภูมิอากาศในเมือง
  • COP29 Declaration on Enhanced Action in Tourism มีเป้าหมายส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน โดยลดการปล่อยมลพิษและเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวในท้องถิ่น และเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเตรียมกรอบการทำงานด้านระบบอาหารที่ยั่งยืนในภาคการท่องเที่ยว
  • COP29 Declaration on Water for Climate Action เรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใช้แนวทางแบบบูรณาการในการต่อสู้กับสาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแอ่งน้ำและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ บูรณาการมาตรการบรรเทาและปรับตัวที่เกี่ยวข้องกับน้ำในนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ

นายบาบาเยฟ กล่าวว่า คำประกาศและคำมั่นสัญญา 9 ประการนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยจะส่งสัญญาณทางการตลาดที่ชัดเจน ช่วยกำหนดทิศทางของกระแสเงินทุน และส่งเสริมความรู้สึกถึงความรับผิดชอบร่วมกัน

“ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนเอกสารเหล่านี้และช่วยสร้างแรงผลักดันก่อนการประชุม COP29 แม้ว่าการลงนามในคำมั่นสัญญาเพียงอย่างเดียวจะไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการ แต่เอกสารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของประธานการประชุม COP29 ที่จะเสริมสร้างความทะเยอทะยานและกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการ”

ทั้งนี้ “การเรียกร้องให้มีการหยุดยิง” ได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก 127 ประเทศและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐเกือบ 1,100 แห่ง คำร้องดังกล่าวเรียกร้องให้มีการหยุดความขัดแย้งในช่วงการประชุม COP29 เพื่อลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมทางทหารและส่งเสริมสันติภาพโลก

Source : กรุงเทพธุรกิจ
ที่มาภาพ : COP29.az

COP29 การประชุมครั้งที่ 29 ของภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) จะมุ่งเน้นไปที่ ‘การเสริมสร้างความทะเยอทะยาน’ เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศต่างๆ มุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายระดับชาติที่ทะเยอทะยานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความมุ่งมั่นเหล่านี้เรียกว่า Nationally Determined Contributions (NDCs) ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของความพยายามระดับโลกในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกําหนดเส้นตายในการอัปเดตกําลังใกล้เข้ามาในช่วงต้นปี 2567 

NDC ทําไมถึงสําคัญ

NDCs และ ‘กลไกวงล้อ’ ของการอัปเดตและเป็นหัวใจสําคัญของข้อตกลงปารีส ซึ่งได้รับการรับรองที่ COP21 ในปี 2558 ฝ่ายต่างๆ ตกลงที่จะรักษาภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศา เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ตลอดจนพยายามอย่างแข็งขันเพื่อ “จํากัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 1.5 องศา เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม”

ข้อมูลจาก  World Economic Forum ระบุว่าข้อตกลงปารีสมีผลผูกพันตามกฎหมายและทํางานในรอบห้าปีของความมุ่งมั่นที่ทะเยอทะยานมากขึ้นในการดําเนินการด้านสภาพอากาศ แนวทางนี้ได้รับการขนานนามว่า ‘กลไกวงล้อ’ เนื่องจากประเทศต่างๆ ค่อยๆ ‘เพิ่ม’ แผนของพวกเขาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของศูนย์สุทธิภายในปี 2597

NDCs รวมถึงคํามั่นสัญญาของแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเฉพาะ ตลอดจนมาตรการที่ประเทศต่างๆ กําลังดําเนินการเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การดําเนินการและกรอบเวลาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้

ตามชื่อที่แนะนํา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสําหรับแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ ความสามารถ และลําดับความสําคัญเฉพาะในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

NDC แรกเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงปารีสที่ตกลงกันโดยทั้ง 196 ฝ่าย การอัปเดตครั้งแรกคือในปี 2563 และกําหนดเส้นตายในการอัปเดตความมุ่งมั่นเหล่านี้อีกครั้งคือเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป้าหมายคือการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2573

ประเทศใดได้กําหนด NDCs และทำไมใดจึงมีความสําคัญ

บางประเทศจะประกาศการอัปเดต NDC ครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายนที่ COP 29 ก่อนกําหนดเส้นตายในเดือน ก.พ.

ตัวอย่างเช่น ในเดือน ส.ค. รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักรด้านความมั่นคงด้านพลังงานและ Net Zero ได้เขียนจดหมายถึงคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อขอคําแนะนําเกี่ยวกับ NDC ปี 2035 ภายในสิ้นเดือนต.ค.

เมื่อส่งแล้ว NDC ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ใน NDC Registry โดย UNFCCC ซึ่งคุณสามารถดูการอัปเดตก่อนหน้าได้ และบางประเทศ รวมถึงชิลีและสหราชอาณาจักร ได้ประดิษฐาน NDC ของตนไว้ในกฎหมาย

แพลตฟอร์ม Climate Watch ของ World Resources Institute (WRI) กําลังเปิดตัว NDC Tracker แบบโต้ตอบก่อน COP29 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามและวิเคราะห์การส่งใหม่ได้

ทําหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสําหรับนโยบายและการดําเนินการด้านสภาพอากาศแห่งชาติ NDCs ขับเคลื่อนการลงทุนในพลังงานสะอาด การขนส่งที่ยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ

NDCs ยังส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในความพยายามด้านสภาพอากาศทั่วโลก เนื่องจากประเทศต่างๆ จําเป็นต้องรายงานความคืบหน้าของตนเป็นประจํา

NDCs ที่มีรายละเอียด ทะเยอทะยาน และน่าเชื่อถือ กําหนดเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษสําหรับภาคส่วนมลพิษที่สําคัญ เช่น พลังงานและการขนส่ง ในขณะที่มั่นใจว่านโยบายระดับชาติ เช่น เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลจะไม่เป็นทางขวางทางความก้าวหน้า ระดับรายละเอียดอาจรวมถึงแผนการสร้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดและโครงร่างของโครงการ นโยบาย และความต้องการทางการเงินที่สามารถช่วยดึงดูดเงินทุนได้จริง

NDC ในปัจจุบันไปไกลพอที่จะจํากัดภาวะโลกร้อนหรือไม่?

NDC ที่มีอยู่ไม่ได้ทะเยอทะยานพอที่จะจํากัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 1.5 องศา ตามรายงานของ WRI ระบุว่า “การดําเนินการที่ระบุไว้ใน NDC ที่มีอยู่กําลังติดตามภาวะโลกร้อน 2.5-2.9 องศา ภายในปี 2643 ” 

ในปี 2566 สรุปรายงานห้าปีของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวว่า

เพื่อให้อยู่ภายในขีดจํากัด 1.5 องศา การปล่อยมลพิษจําเป็นต้องลดลงอย่างน้อย 43% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับปี 2019 และอย่างน้อย 60% ภายในปี 2578

ในเดือน มิ.ย. 2567 ผู้เชี่ยวชาญของ WRI ได้ระบุแผนห้าจุดสําหรับ NDC รุ่นต่อไป โดยเรียกร้องให้รัฐบาล ลดการปล่อยมลพิษให้ไกลกว่า NDC ในปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอดีต มีหน้าที่รับผิดชอบในการ ลดการปล่อยมลพิษให้ลึกที่สุดในขณะที่จัดหาเงินทุนให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศกําลังพัฒนาเร่งดําเนินการด้านสภาพอากาศ

ในปี 2566 การวิเคราะห์โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่าประเทศกําลังพัฒนาและประเทศที่เปราะบางกําลัง “มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในความทะเยอทะยาน” ตัวอย่างเช่น คํามั่นสัญญาจากประเทศในแอฟริกานั้นแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

บางประเทศรวมถึงเยอรมนีได้ส่งสัญญาณว่าพวกเขาตั้งใจที่จะแนะนําเป้าหมาย ‘net-negative’ เมื่อก๊าซเรือนกระจกถูกกําจัดมากกว่าที่ปล่อยออกมา สิ่งนี้ไปไกลกว่าศูนย์สุทธิซึ่งสร้างสมดุลให้กับทั้งสอง

ที่ COP28  เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และปานามาได้เริ่มกลุ่มผู้ปล่อยเชิงลบ (GONE) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักรรายงานว่า “มีเพียงหนึ่งในสามของการลดการปล่อยมลพิษที่จําเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2573 ของประเทศเท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองโดยแผนที่น่าเชื่อถือ”

เทคโนโลยีการกําจัดคาร์บอนสามารถช่วยได้อย่างไร

ในขณะที่การลดคาร์บอนที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเป็นความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุด การเร่งอัตราการกําจัดคาร์บอนก็มีความสําคัญไม่แพ้กันในการบรรลุเป้าหมายของปารีส

IPCC กล่าวว่าการบรรลุศูนย์สุทธิเพียงอย่างเดียวจะต้อง “การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยรวมลงอย่างมาก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่ลดลงน้อยที่สุด และการใช้การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เหลือ การอนุรักษ์พลังงานและประสิทธิภาพ และการบูรณาการที่มากขึ้นทั่วทั้งระบบพลังงาน”

นวัตกรรมใน CCS และการดักจับและการใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCU) เป็นสิ่งจําเป็นเพื่อปรับสมดุลระดับคาร์บอนนชั้นบรรยากาศและป้องกันภาวะโลกร้อนในอนาคต

แต่ด้วยความเร่งด่วน การขยายขนาดเทคโนโลยีการกําจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (CDR) ที่ ‘ทางวิศวกรรม’ รวมถึงพลังงานชีวภาพที่มีการดักจับและจัดเก็บคาร์บอน (BECCS) การดักจับและจัดเก็บคาร์บอนในอากาศโดยตรง (DACCS) และการผุกร่อนของหินที่เพิ่มขึ้น (ERW) ก็มีความสําคัญเช่นกัน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จากรายงาน “World Energy Outlook” ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ภายในปี 2030 เครื่องปรับอากาศทั่วโลกจะต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 697 เทระวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ถึงสามเท่า ในขณะเดียวกันยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 854 เทระวัตต์ชั่วโมง IEA กล่าว

นักวิจัยจาก IEA กล่าวว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นในโลกกำลังพัฒนาและอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง และการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมากจะส่งผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าของโลก ในทศวรรษหน้าอย่างใหญ่หลวงและคาดเดาไม่ได้

ปัจจุบันสหรัฐและญี่ปุ่น 90% ของครัวเรือนมีเครื่องปรับอากาศ แต่ในไนจีเรียมี 5% เท่านั้นที่มีเครื่องปรับอากาศ ส่วนอินโดนีเซียมี 15% และอินเดียมีน้อยกว่า 20%

ฟาติห์ บิโรล หัวหน้า IEA กล่าวในบทสัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า “เมื่อระดับรายได้เพิ่มขึ้น และจากผลกระทบที่เพิ่มขึ้นของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศ”

IEA กล่าวว่าการใช้พลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศในที่พักอาศัยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 280% ภายในปี 2050 หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยจะคิดเป็น 14% ปริมาณพลังงานที่ใช้ภายในอาคาร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ต่ำกว่า 7%

อย่างไรก็ตาม หากแต่ละประเทศสามารถทำตามแผนที่ให้คำมั่นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศไว้ได้อย่างครบถ้วน การใช้พลังงานของปรับอากาศยังคงเพิ่มขึ้นเกือบ 200% อยู่ดี เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มมากขึ้นอย่างท่วมท้น ซึ่งความต้องการจะเพิ่มขึ้นอีกหากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดคลื่นความร้อนบ่อยขึ้น

โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่คาด

ในปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตรา 1,000 TWh ต่อปี และคาดว่าในปี 2035 ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 6% เป็น 2,200 TWh ซึ่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ยากที่จะลดการปล่อยคาร์บอน

บิโรลกล่าวว่าในตอนนี้หลายประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังหมุนเวียนมากขึ้น โดยในปี 2024 มีการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสูงขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2023 ซึ่งเกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจ ไม่ใช่โดยนโยบายด้านสภาพอากาศ

แม้จะจะผลิตพลังงานสะอาดได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังเทียบไม่ได้เลยกับกำลังไฟฟ้าที่โลกผลิต โดยตลอดปี 2023 การผลิตพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 4,800 TWh จากปี 2010 แต่การผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกือบ 8,400 TWh ดังนั้นไฟฟ้าที่เหลือจึงต้องผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ส่งผลให้ในปี 2023 มีการปล่อยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

IEA ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในปี 2050 เป็น 50,000 tWh โดยจีนเป็นประเทศที่ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นราวสองในสามของการเติบโต สาเหตุมาจากการใช้รถ EV และแอร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติม

“พลังงานสะอาดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น แต่การกำหนดนโยบายในปัจจุบันและสภาพตลาดยังไม่สามารถเติบโตเร็วพอที่จะก้าวไปสู่เส้นทางสู่เน็ตซีโร” รายงานระบุ

พลังงานที่มีการปล่อยมลพิษต่ำน่าจะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้งานไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2030 และเป็นเวลาเดียวกับที่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังจะถึงจุดสูงสุด ทำให้จีนจะกลายเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐภายในปี 2030

ในทางกลับกัน เนื่องจากจีนต้องการพลังงานจำนวนมาก ทำให้จีนเป็นผู้นำในด้านการผลิตอุปกรณ์ที่สำหรับใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน โดยเป็นผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์และเซลล์แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 80% ที่โลกผลิตได้ 

นอกจากนี้ จีนยังเป็นประเทศที่มีรถไฟฟ้ามากที่สุดในโลก ซึ่งคนจีนเป็นเจ้าของรถไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่ใช้กันอยู่ในโลก และภายในปี 2030 คาดว่าเกือบ 70% ของรถยนต์ใหม่ที่ขายได้ในจีนจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเกือบ 40% ในปี 2023 ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2030 หากประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามนโยบายด้านสภาพอากาศที่ประกาศไว้ 

ขณะเดียวกัน พลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงสุดก่อนปี 2030 จากนั้นการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะลดลงจนเหลือ 58% จากทั้งหมดในปี 2050 ทั้งนี้คาดว่าจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2030 ได้ ตั้งแต่ในปี 2024

การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคาดว่าจะสูงถึง 850,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แต่ IEA ระบุว่าจำเป็นต้องการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรสองในสามของโลก และมีการลงทุนเพียง 15% ในปัจจุบัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคเน็ตซีโรให้เร็วที่สุด


ที่มา: Financial TimesNikkeiThe New York TimesThe Wall Street Journal
Source : กรุงเทพธุรกิจ