สัปดาห์ที่แล้ว ทางทีมงานได้นำเสนอเกี่ยวกับสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 กันไป อาจจะยังมีบางท่านเกิดความสงสัยว่า บ้านเบอร์ 5 นั้นคืออะไร เป็นแบบไหน บ้านที่อยู่ทุกวันนี้เป็นบ้านเบอร์ 5 ได้มั้ย หรือว่าถ้ากำลังจะซื้อบ้านใหม่ จะรู้ได้ยังไงว่า โครงการบ้านที่เราจะซื้อนั้นเป็นบ้านเบอร์ 5 วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดนี้กันครับ

บ้านเบอร์ 5 คืออะไร?

บ้านเบอร์ 5 หรือบางคนอาจจะเรียกกันเต็มๆ ว่า บ้านประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นโครงการริเริ่มโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในบ้านเรือนและอาคารต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบและก่อสร้างที่คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม ไปจนถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานการประหยัดพลังงานตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย กฟผ. ซึ่งหมายความว่าบ้านหลังนั้นได้ถูกออกแบบและก่อสร้างให้ใช้พลังงานน้อยลงเมื่อเทียบกับบ้านทั่วไป ผลดีที่ตามมาก็คือการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บ้านเบอร์ 5 แตกต่างจากบ้านปกติอย่างไร?

บ้านเบอร์ 5 นั้นไม่ใช่แค่บ้านธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ยังเป็นบ้านที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้าง เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูงกว่าบ้านทั่วๆ ไป โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเมืองไทยก็จะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั่นเอง ซึ่งหลักๆ แล้ว บ้านเบอร์ 5 จะแตกต่างจากบ้านปกติในหลายๆ ด้าน ดังนี้

1. การออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพพลังงาน

  • การวางผังบ้าน บ้านเบอร์ 5 จะมีการคำนึงถึงทิศทางของแสงแดดและลม เพื่อให้บ้านได้รับแสงธรรมชาติและลมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ลดความจำเป็นในการใช้แสงไฟและเครื่องปรับอากาศ
  • การติดตั้งฉนวนกันความร้อน ภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ผนัง หลังคา และพื้น เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้คงที่ ช่วยให้ภายในบ้านเย็นในฤดูร้อน และช่วยให้บ้านอบอุ่นมากขึ้นได้ในฤดูหนาว
  • ช่องเปิดภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการออกแบบช่องเปิดต่างๆ เช่น หน้าต่าง ประตู โดยคำนึงถึงขนาดและตำแหน่ง เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี และลดความร้อนจากภายนอกที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน

2. ระบบไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • ระบบไฟฟ้าภายในบ้านเบอร์ 5 จะมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เช่น การใช้หลอด LED ที่ประหยัดไฟ และการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแสงสว่าง
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งมาในบ้านเบอร์ 5 จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานสูง ซึ่งปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีสลากประหยัดไฟติดแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้ว

3. วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บ้านเบอร์ 5 จะใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้ไผ่ อิฐมอญ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนได้ดี
  • วัสดุประหยัดพลังงาน บ้านเบอร์ 5 จะเลือกใช้วัสดุที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ เช่น กระจกเขียว หรือวัสดุที่มีฉนวนกันความร้อนในตัว รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่เน้นเรื่องของการประหยัดพลังงานเป็นพิเศษ

4. ระบบระบายอากาศ

  • ระบบระบายอากาศ ตัวบ้านเบอร์ 5 จะมีการออกแบบระบบระบายอากาศเอาไว้ด้วย เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศภายในบ้านได้อย่างสะดวก ลดความชื้น และช่วยให้อากาศภายในบ้านสดชื่น ซึ่งระบบระบายอากาศนี้จะไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแต่อย่างใด เน้นเรื่องของทิศทางลม ทางลมเข้า และทางลมออก เพื่อให้การระบายอากาศเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพของบ้านเบอร์ 5

การขอรับรองบ้านเบอร์ 5

การขอรับรองบ้านเบอร์ 5 สามารถทำได้เอง กรณีที่เราต้องการขอสำหรับบ้านที่จะปลูกสร้างใหม่ เพื่อให้ได้รับสลาก ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

  1. ศึกษาเกณฑ์บ้านเบอร์ 5ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับบ้านเบอร์ 5 เพื่อให้สามารถเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน
  2. เลือกผู้รับเหมา เลือกผู้รับเหมาที่มีความรู้ความสามารถในการก่อสร้างบ้านเบอร์ 5 และมีประสบการณ์ในการขอรับรอง
  3. เตรียมเอกสาร ต่างๆ ดังนีี
  • แบบแปลนบ้านที่แสดงรายละเอียดของบ้านอย่างชัดเจน
  • รายละเอียดวัสดุก่อสร้างที่ใช้ เช่น ประเภทของวัสดุ ฉนวนกันความร้อน
  • รายละเอียดระบบไฟฟ้า เช่น จำนวนและประเภทของหลอดไฟ, เครื่องปรับอากาศ
  • รายละเอียดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้ง
  • เอกสารอื่นๆ ที่หน่วยงานกำหนด
  1. ยื่นขอรับการประเมิน ยื่นเอกสารที่เตรียมไว้ให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินบ้านเบอร์ 5 อาจเป็นการยื่นผ่านระบบออนไลน์ หรือการยื่นเอกสารด้วยตนเอง
  2. ชำระค่าธรรมเนียม ชำระค่าธรรมเนียมการประเมินตามที่หน่วยงานกำหนด
  3. ตรวจสอบและประเมิน หน่วยงานจะทำการตรวจสอบเอกสารและประเมินว่าบ้านของคุณเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่
  4. ตรวจสอบหน้างาน หากผ่านการประเมินเบื้องต้น จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบหน้างานจริง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ระบุในเอกสาร
  5. รับรองผล หากบ้านของคุณผ่านเกณฑ์ทั้งหมด หน่วยงานจะออกใบรับรองบ้านเบอร์ 5 ให้

ในเว็บไซต์ก็จะมีแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับส่งเอกสารให้ด้วย

ข้อดีของการขอรับรองบ้านเบอร์ 5

  • ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
  • รักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน บ้านเบอร์ 5 มีมูลค่าสูงกว่าบ้านทั่วไป
  • ได้รับความน่าเชื่อถือ เป็นการยืนยันว่าบ้านของคุณมีคุณภาพและประหยัดพลังงาน

โครงการบ้านเบอร์ 5 ตอนนี้มีที่ไหนบ้าง

ณ ตอนนี้มีโครงการบ้านเบอร์ 5 เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ดังนั้นแนะนำให้ทุกท่านที่ต้องการทราบ สามารถเข้าไปตรวจสอบโครงการบ้านเบอร์ 5 ได้ด้วยตัวเองที่เว็บไซต์ https://homeno5.egat.co.th/certified-projects/ ซึ่งจะมีการอัพเดตโครงการที่ผ่านเกณฑ์อยู่ตลอดครับ

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับบ้านเบอร์ 5 เพิ่มเติม ในฉบับสมบูรณ์ก็สามารถดาวน์โหลดคู่มือบ้านเบอร์ 5 มาอ่านได้เลย กดที่รูปด้านล่างนี้ครับ

เกาหลีใต้กำลังเดินหน้าปฏิวัติภาคเกษตรครั้งใหญ่ด้วยแนวคิดเกษตรกรรมหมุนเวียนและการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 นับเป็นความท้าทายที่สำคัญเนื่องจากภาคการเกษตรมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ โดยส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกพืช และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกพระราชบัญญัติส่งเสริมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก 5.2% เป็น 10% ภายในปี 2025 พร้อมทั้งสนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีให้เกษตรกร นโยบายดังกล่าวครอบคลุมมาตรการต่างๆ เช่น การให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรที่เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดตั้งระบบรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มาตรการสำคัญมาตรการหนึ่งคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมจะได้รับเงินอุดหนุนสำหรับการติดตั้งเทคโนโลยีสีเขียว เช่น ระบบพลังงานหมุนเวียน และสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการดำเนินงานของเกษตรกร รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายคาร์บอนเครดิต

ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจคือฟาร์มปลูกพริกหวานในจังหวัดคยองกี ที่เปลี่ยนจากการใช้หม้อต้มน้ำมันดีเซลมาใช้ระบบปั๊มความร้อนใต้ดิน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1,002 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในเวลาสามปี นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงร้อยละ 50 และเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 10 เนื่องจากสามารถควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนได้แม่นยำมากขึ้น แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงถึง 200 ล้านวอน แต่รัฐบาลได้สนับสนุนเงินอุดหนุนร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือฟาร์มมะเขือเทศเชอร์รี่ที่ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคนิคการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง เช่น การใช้ม่านฉนวนหลายชั้นในโรงเรือนเพื่อลดการใช้พลังงาน การใช้เทคนิคการไม่ไถพรวนดินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากเศษวัสดุทางการเกษตร และการใช้วิธีการควบคุมศัตรูพืชแบบผสมผสาน ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 84 เมื่อเทียบกับการผลิตแบบทั่วไป

นอกจากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรยังได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนต่ำสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 2-3 เท่า โดยเฉพาะในตลาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงเรียนและหน่วยงานราชการ นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และการลดการใช้สารเคมียังช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น มีรสชาติดีขึ้น และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้น

นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนโรงเรือนเกษตร การพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในฟาร์ม และการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมหมุนเวียนยังมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะต้นทุนเริ่มต้นที่สูงในการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ และการขาดความรู้และทักษะของเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีและวิธีการใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการสร้างการยอมรับจากผู้บริโภคและการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เกษตรกรผ่านกองทุนพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความสำคัญของผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนและดำเนินโครงการต่างๆ

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ การกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน และการบูรณาการนโยบายด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการพัฒนากรอบกฎหมายที่ครอบคลุมและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ควรพิจารณาการพัฒนาระบบรับรองผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร

การนำบทเรียนจากเกาหลีใต้มาปรับใช้จะต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศเกษตร อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนสามารถสร้างประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ หากมีการวางแผนที่ดีและได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนเกษตรกร ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จับตาตลาด“คาร์บอนเครดิต” มาแรง ‘เอกชน’ เผยอาจเป็นภาคบังคับ ลุ้นสิทธิโอนได้สร้างแรงจูงใจนิติบุคคลมีส่วนร่วม แนะพัฒนาตลาดให้สอดคล้องมาตรฐานสากล เปิดโอกาสซื้อขายกับต่างประเทศแข่งขันระดับโลก ‘บิทคับ’ หนุนบล็อกเชนทำให้อยู่ในระบบเดียวกันทั่วโลกโปร่งใส

ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทยหนุนรัฐทำ RE 100 ดันลงทุน

ภายในงาน “Sustainability Forum 2025: Synergizing for Driving Business” ของ “กรุงเทพธุรกิจ” มีเสวนาหัวข้อ “Carbon Market : Green Solution for All” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและความรู้ เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ยั่งยืนและความจำเป็นในการปฏิบัติตามข้อกำหนดคาร์บอนเครดิต และส่งเสริมความพยายามทั่วโลกสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ไทยส่งเสริมตลาดคาร์บอน

นางสาวอโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิตองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ตลาดคาร์บอนกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตใน 2 รูปแบบ คือ 1. คาร์บอนเครดิตที่เกิดจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และ 2. สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นมาตรการภาคบังคับจากภาครัฐสำหรับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก

“ในการทำโครงการคาร์บอนเครดิต การขายคาร์บอนเครดิตเพื่อเพิ่มผลกำไรมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดและทวนสอบ นอกจากนี้ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดยังต้องพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพื่อให้ผู้ซื้อได้รับคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง มีการตรวจสอบได้ โปร่งใส และถาวร นอกจากนั้น การประเมินความคุ้มค่าโครงการคาร์บอนเครดิตขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบต้นทุนกับราคาตลาดคาร์บอนเครดิต วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ต้นทุนโครงการ การรับรอง และราคาตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจลงทุน”

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

สำหรับประเทศไทย มีแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ภายในปี 2030 และอาจเพิ่มเป็น 40% อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน

ด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ อนุญาตให้ซื้อขายระหว่างประเทศภายใต้ข้อตกลง ส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานระดับโลก เช่น Verra และ Gold Standard รวมถึงมาตรฐาน Premium ที่รับรองคุณภาพสูงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังส่งเสริมโครงการคาร์บอนเครดิต เน้นความน่าเชื่อถือและการทำงานร่วมกัน รวมถึงเปลี่ยนจากนโยบายสมัครใจเป็นภาคบังคับ นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิตของไทยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูลและกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิโอนเครดิตคาร์บอนให้นิติบุคคลอื่นในระบบอนุญาตอีกด้วย นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวม และสร้างแรงจูงใจให้นิติบุคคลมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

มุ่งเน้นลดมลพิษจากต้นทาง

นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า องค์กรสามารถลดการปล่อยคาร์บอนและใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยได้ แต่สิ่งสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงเป็นอันดับแรก

ปัจจุบันหลายองค์กรประสบความสำเร็จลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 90% และใช้คาร์บอนเครดิตเพียง 10% ที่เหลือในการชดเชย อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตมีบทบาทเพียงบรรเทาผลกระทบปลายทางเท่านั้น การมุ่งเน้นที่การลดการปล่อยมลพิษจากต้นทางยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

ตลาดคาร์บอนภายในประเทศมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนอกจากจะช่วยสร้างกลไกลดปล่อยมลพิษแล้ว ยังมีบทบาทระดมทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดการปล่อยก๊าซ ทั้งนี้ การพัฒนาตลาดคาร์บอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเปิดโอกาสในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกับต่างประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

“บิทคับ”ชูบล็อกเชนตลาด“คาร์บอนเครดิต”

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด มองว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชน” จะเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เป็นไปได้ในการทำ“คาร์บอนเครดิต” ให้อยู่ระบบเดียวกันทั่วโลกโปร่งใส ตรวจสอบได้

ความแตกต่างราคาคาร์บอนเครดิตปัจจุบัน สะท้อนถึงความหลากหลายของมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบที่กำกับดูแลการผลิต และการลดก๊าซเรือนกระจกแต่ละประเทศ เนื่องจากไม่มีเกณฑ์มาตรฐานเชื่อมโยงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั่วโลก ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง และความโปร่งใส ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

ดังนั้น บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาให้คาร์บอนเครดิตเทรดได้ทั่วโลก แม้ราคาคาร์บอนเครดิตยังมีความผันผวน และแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่หากสามารถพัฒนาระบบเทคโนโลยีและมาตรฐานให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกและโปร่งใสเป็นระบบเปิดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เป็นการปูทางไปสู่การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตโลกที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคต โดย “บิทคับ” พร้อมเปิดสวิตช์การเทรดคาร์บอนเครดิตใน 24 ชั่วโมง 

หนุนรัฐทำ RE 100 ดันลงทุน

นายเจมส์ แอนดริว มอร์ คณะกรรมการสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100) กล่าวว่า พลังงานสะอาดมีความจำเป็นมากขึ้นในการทำธุรกิจ การขยายลงทุนไปในประเทศต่างๆ หลายประเทศมีการวางแผนให้บริษัทมีการใช้พลังงานสะอาด 100% (RE100) รวมทั้งในแง่ซัพพลายเชนด้วย ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ AI และดาต้าเซนเตอร์มากขึ้น ซึ่งยังไม่ทิ้งแนวคิดและความจำเป็นเรื่องของซัพพลายเชนที่ต้องกรีน และแฟคตอรี่ที่ต้องกรีนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กริดแต่ละประเทศยังไม่เพียงพอ ขณะที่เห็นแล้วว่าประเทศไทย มีความพยายามทำในส่วนนี้เช่นการมีการทำพลังงานสะอาดมากขึ้น กำหนดแผนการผลิตพลังงานสะอาดมากขึ้นในแผนพลังงานชาติ (PDP) การออก PPA ที่ไทยออกมา 5,000 เมกะวัตต์ มีการขายไฟฟ้าที่มีใบการันตีพลังงานหมุนเวียน (UTG)

ตลาด‘คาร์บอนเครดิต’มาแรง บิทคับหนุนซื้อขายบนบล็อกเชน

สำหรับคาร์บอนเครดิตมีบทบาทในโลกมาก ซึ่งมีกิจกรรมที่สามารถทำให้คาร์บอนลดลงเพื่อให้โลกไม่ร้อนเกิน 2 องศาฯ แต่ขณะนี้ แต่ละตลาดยังมีเรื่องของกฎเกณฑ์ และกฎระเบียบที่ไม่เหมือนกัน ยังรอความชัดเจนเรื่องกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นการกำหนดเรื่องตลาดภาคสมัครใจ ขณะที่สิงคโปร์นั้นเป็นตลาดภาคบังคับที่มีการกำหนด Carbon Tax ทำให้เกิดความชัดเจนในแง่การบริหารงานด้านนี้ของภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เตรียมเปิดประชุมภายในเดือน ธ.ค. 2567 นี้ เพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 นี้ ปัจจุบันกองทุนฯ อุดหนุนราคา LPG 4.8 บาทต่อกิโลกรัม เผยกว่า 2 ปีใช้เงินกองทุนฯ พยุงราคาแล้วกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ขณะปลายปีราคา LPG โลกขยับขึ้นเป็น 632.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในฤดูหนาว  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการประชุมภายในเดือน ธ.ค. 2567 นี้ เพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 ว่าจะดำเนินการตรึงราคาต่อไปหรือไม่

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ได้ตรึงราคา LPG มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2565 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยกองทุนฯ ใช้เงินตรึงราคาไปทั้งสิ้นประมาณ 47,347 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้กำหนดกรอบวงเงินสำหรับชดเชยราคา LPG ไว้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ดังนั้นยังเหลือวงเงินที่ชดเชยราคาได้อีกประมาณ 2,653 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนฯ ยังคงชดเชยราคาจำหน่าย LPG อยู่ 4.8504 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 72.76 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่าย LPG ในท้องตลาดอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามมติ กบง. ที่ผ่านมา แต่หากไม่ชดเชยราคาดังกล่าวจะส่งผลให้ราคา LPG อยู่ที่ 30.72 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาจำหน่าย LPG ที่แท้จริงอยู่ที่ 460.8 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม

ทั้งนี้แม้กองทุนฯ ยังชดเชยราคา LPG อยู่ 4.8504 บาทต่อกิโลกรัม แต่ก็ยังมีรายได้เข้ามาจากทางผู้ค้า LPG อยู่เล็กน้อยประมาณวันละ 5.96 ล้านบาท หรือประมาณ 178 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีรายได้เข้ามาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯ อีก 144.43 ล้านบาทต่อวัน หรือ 4,333 ล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด (1 ธ.ค. 2567) กองทุนฯ ติดลบเหลือ -84,331 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -36,984 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม  -47,347 ล้านบาท     

สำหรับสถานการณ์ราคา LPG โลกช่วงปลายปี คาดว่าราคาจะปรับสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ LPG ที่เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันราคา LPG โลกอยู่ที่ 632.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2567 ที่ราคาอยู่ที่ 582.50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

ดังนั้นเมื่อพิจารณาสถานการณ์กองทุนฯ บัญชี LPG ที่ยังมีรายได้เข้าสู่กองทุนฯ วันละ 5.96 ล้านบาท ประกอบกับกรอบวงเงินชดเชยราคา LPG ยังเหลืออีกกว่า 2,653 ล้านบาท แม้ภาพรวมกองทุนฯ บัญชี LPG จะติดลบรวม -47,347 ล้านบาท แต่กองทุนฯ ยังสามารถดูแลราคา LPG ในอัตรา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ต่อไปได้ ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบาย กบง. ว่าจะตัดสินใจตรึงราคาต่อ หรือปรับโครงสร้างราคา LPG  เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุม กบง. เคยเสนอแนวคิดจะทยอยปรับขึ้นราคา LPG ครั้งละ 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อลดภาระกองทุนฯ ลง

Source : Energy News Center

วัน แบงค็อก ประกาศลงนามสัญญาสินเชื่อสีเขียวระยะยาว พัฒนาโครงการ มูลค่า 5 หมื่นล้านบาทสูงเป็นประวัติการณ์ จับมือ 5 สถาบันการเงินชั้นนำของไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ 

นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกที่ 5 สถาบันการเงินชั้นนำของไทยร่วมกันให้สินเชื่อสีเขียวซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย เพื่อใช้สนับสนุนการพัฒนาและดำเนินโครงการ วัน แบงค็อก แลนด์มาร์คใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ มูลค่าการลงทุน 120,000 ล้านบาท โดยสินเชื่อสีเขียว หรือ Green Loan คือสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงการฯ

วัน แบงค็อก จับมือ5สถาบันการเงินชั้นนำ
วัน แบงค็อก จับมือ5สถาบันการเงินชั้นนำ

ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่ง วัน แบงค็อก ได้รับอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวด้วยแนวคิดของโครงการที่สอดคล้องกับหลักความยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม

นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า การลงนามในสัญญาสินเชื่อสีเขียวครั้งสำคัญนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่สถาบันการเงินชั้นนำทั้ง 5 แห่งมีต่อศักยภาพอันโดดเด่นของ วัน แบงค็อก ในฐานะโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ครบวงจรซึ่งสามารถดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวแล้ว

ยังเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มทีซีซี แอสเซ็ทส์ และเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ในฐานะผู้ถือหุ้น  ในการนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มาพัฒนาโครงการนี้ให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งความยั่งยืน ที่มุ่งเน้นทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน และสังคม ซึ่งมีบทพิสูจน์ความสำเร็จจากการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาโครงการในระยะต่าง ๆ ตามแผนการที่วางไว้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนและต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

การให้การสนับสนุนสินเชื่อในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ภาคการเงินมีต่อศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอาคารสำนักงานสีเขียวคุณภาพสูงที่มีความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจรีเทล ที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่ ตลอดจนธุรกิจโรงแรมที่ได้รับปัจจัยส่งเสริมจากการขยายตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

 โดย “วัน แบงค็อก” มีศักยภาพรองรับการเติบโตดังกล่าว ด้วยการเป็นโครงการต้นแบบกรีนสมาร์ทซิตี้ที่ครบครันใจกลางกรุงเทพฯ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน  โดยล่าสุด เป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองโดยมาตรฐาน LEED for Neighborhood Development ระดับแพลตตินัม รวมถึง มาตรฐาน WiredScore และ SmartScore ในระดับแพลตตินัมเช่นเดียวกัน  ทั้งยังมุ่งสู่การรับรองโดยมาตรฐานรับรองอาคาร WELL เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้บริการ

วัน แบงค็อก เริ่มเปิดให้บริการแล้วในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา  ประกอบด้วย พื้นที่รีเทล Parade และ The Storeys  รวมถึง One Bangkok Forum ศูนย์กลางการจัดงานมาตรฐานระดับโลก และ POST 1928 ที่จะเปิดให้บริการในเฟสถัดไป ด้านอาคารสำนักงานระดับพรีเมียม ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 2 อาคาร ได้แก่ Tower 3 และ Tower 4 โดยได้รับการตอบรับจากบริษัทชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศมากมาย และจะยังมีอีก 3 อาคารที่เตรียมเปิดในเฟสถัดไป โรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่และไลฟ์สไตล์

ประกอบด้วย เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ ที่พร้อมเปิดในเดือนธันวาคม 2567 โรงแรมแอนดาซ วัน แบงค็อก ซึ่งพร้อมเปิดในปี 2568 รวมถึง เฟรเซอร์ สวีทส์ กรุงเทพ ที่คาดว่าจะเปิดในปี 2569 โดยจะมีอีก 2 โรงแรมที่จะเปิดในเฟสถัดไป  อาคารที่พักอาศัยระดับลักซ์ชัวรี่จำนวน 3 อาคาร ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ภายในโครงการฯ ยังมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งรวมกว่า 50 ไร่ รวมถึงโปรแกรมทางศิลปะและวัฒนธรรม ตอบโจทย์ทุกความต้องการและเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกมิติ

Source : ฐานเศรษฐกิจ