วันนี้ขอเอาเรื่องราวของงานวิจัยในการพัฒนาการปลี่ยนความร้อนในร่างกายมาเป็นพลังงานสำหรับชาร์จสมาร์ทวอทช์ ที่ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติเราต้องสวมใส่นาฬิกาอยู่แล้ว หากสามารถพัฒนาจนใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง จะช่วยลดปัญหาเรื่องการชาร์จแบตให้กับสมาร์ทวอชไปได้เลย สำหรับงานวิจัยเรื่องนี้มาจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ (QUT) ซึ่งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย

นวัตกรรมชาร์จสมาร์ทวอทช์แห่งอนาคต

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ได้พัฒนา ฟิล์มพิเศษมีความยืดหยุ่น บางเบา ที่สามารถเปลี่ยนความร้อนจากร่างกายของเราให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งพลังงานไฟฟ้านี้ก็เพียงพอที่จะนำไปชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น สมาร์ทวอทช์ ได้นั่นเอง และในการพัฒนาครั้งนี้ก็เพื่อให้เราสามารถสวมใส่สมาร์ทวอทซ์ได้อย่างสบาย แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการชาร์จที่ดียิ่งขึ้น

หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้

หลักการทำงานก็จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film) ฟิล์มพิเศษนี้มีคุณสมบัติในการแปลงความแตกต่างของอุณหภูมิให้เป็นไฟฟ้า เมื่อความร้อนจากร่างกายสัมผัสกับฟิล์ม จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมา
  • ความยืดหยุ่น ฟิล์มนี้มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถติดตั้งบนอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่รบกวนการใช้งาน
  • ประสิทธิภาพ แม้ว่าจะยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากพอที่จะชาร์จสมาร์ทโฟนได้ แต่ก็เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างสมาร์ทวอทช์ และยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนาประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

รู้จักกับ ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film)

ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film) เป็นวัสดุที่สามารถเปลี่ยนพลังงานความร้อนให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าหรือในทางกลับกันเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานความร้อนได้ โดยอาศัยหลักการทางเทอร์โมอิเล็กทริก นั่นก็คือ Seebeck Effect (เมื่อมีการนำฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกมาวางในบริเวณที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิ อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น) และ Peltier Effect (เมื่อมีการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก ด้านหนึ่งของฟิล์มจะดูดซับความร้อน อีกด้านหนึ่งจะคายความร้อนออกมา)

ภาพแผ่นฟิล์มที่ติดกับผิวหนังเพื่อเปลี่ยนความร้อนในร่างกายให้เป็นพลังงาน จากการวิจัยของ QUT : Copyright QUT

โครงสร้างของ ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric Film)

ฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก มักประกอบด้วยชั้นของวัสดุนำไฟฟ้าชนิด P และชนิด N สลับกันหลายชั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงาน วัสดุที่นิยมใช้ในการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก ได้แก่

  • Bismuth telluride (Bi2Te3) มีประสิทธิภาพสูงที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งเป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่เหมาะมากสำหรับการแปลงความร้อนให้เป็นไฟฟ้าสำหรับการใช้งานที่ใช้พลังงานต่ำ เช่น เครื่องตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ
  • Lead telluride (PbTe) เหมาะสำหรับใช้งานที่อุณหภูมิสูง ประกอบด้วยธาตุตะกั่ว (Lead) และเทลลูเรียม (Tellurium) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษในด้านเทอร์โมอิเล็กทริก (Thermoelectric) เนื่องจากสามารถแปลงความร้อนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Silicon germanium (SiGe) ใช้ในอุปกรณ์ที่ต้องการอุณหภูมิการทำงานสูง เป็นวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำซิลิคอน (Silicon) มาผสมกับเจอร์เมเนียม (Germanium) ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ได้คุณสมบัติทางไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้ว SiGe จะถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น ทรานซิสเตอร์ความเร็วสูงในวงจรรวม (Integrated Circuit) หรือ IC

สำหรับวัสดุต่างๆ ที่นำมาผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริก อย่างเช่น บิสมัทเทลลูไรด์ (Bismuth Telluride) เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการผลิตอุปกรณ์เทอร์โมอิเล็กทริก เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการแปลงความร้อนเป็นพลังงานไฟฟ้าสูง แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ราคาสูง ความเป็นพิษ และความเปราะบาง ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ จึงทำให้ทางนักวิจัยได้มีการนำ นาโนไบน์เดอร์ (Nano Binder) เข้ามาใช้แทน

นาโนไบนเดอร์ (Nano Binder)

นาโนไบนเดอร์ (Nano Binder) เป็นสารที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่ออนุภาคนาโนเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความแข็งแรงสูง น้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่น การนำนาโนไบน์เดอร์มาใช้ในการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกแทนบิสมัทเทลลูไรด์ มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  • ต้นทุนต่ำ นาโนไบน์เดอร์หลายชนิดมีราคาถูกกว่าบิสมัทเทลลูไรด์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
  • มีความยืดหยุ่น วัสดุที่ผลิตจากนาโนไบน์เดอร์มักมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการนำไปผลิตอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นาโนไบน์เดอร์บางชนิดมีอันตรายน้อยกว่าบิสมัทเทลลูไรด์
  • สามารถปรับแต่งสมบัติได้ โดยการเลือกชนิดและปริมาณของนาโนไบน์เดอร์ที่แตกต่างกัน สามารถปรับแต่งสมบัติของวัสดุให้เหมาะสมกับการใช้งานได้

กระบวนการผลิตฟิล์มเทอร์โมอิเล็กทริกจากนาโนไบน์เดอร์

  1. การเตรียมสารผสม ผสมอนุภาคนาโนของวัสดุนำไฟฟ้า (เช่น ซิลิคอนเจอร์เมเนียม) กับนาโนไบน์เดอร์ เพื่อให้ได้สารผสมที่มีความหนืดเหมาะสมสำหรับการพิมพ์
  2. การพิมพ์ ใช้เทคนิคการพิมพ์ เช่น การพิมพ์สกรีน หรือการพิมพ์อิงค์เจ็ท เพื่อพิมพ์สารผสมลงบนแผ่นพลาสติกหรือโลหะ
  3. การเผา นำฟิล์มที่พิมพ์ได้ไปเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอนุภาคต่างๆ อย่างแข็งแรง

ในงานวิจัยก็ได้ทดสอบประสิทธิภาพของฟิล์มตัวนี้ด้วยการ สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้นมา และมีการใช้แผ่นฟิล์มขนาด A4 ซึ่งแผ่นฟิลม์นี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเซนติเมตรเลยทีเดียว และมีข้อจำกัดเรื่องสภาวะแวดล้อมที่น้อยมากๆ ทำให้สามารถนำไปใช้เพื่อจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ได้หลากหลายรูปแบบ ถือว่าเป็นแผ่นฟิล์มที่มีประสิทธิภาพในการจ่ายพลังงานที่สูงมากในขณะนี้ นอกจากนี้ด้วยข้อดีในเรื่องของการปรับขนาดได้ มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เหมาะกับการนำไปใช้กับสมาร์ทวอทช์ และอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ได้หลากหลายมากขึ้น

Professor Zhi-Gang Chen นักวิจัยเรื่องเทอร์โมอิเล็กทริกเพื่อการเปลี่ยนความร้อนในร่างกายให้เป็นพลังงาน

นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย ด้วยข้อดีที่สามารถติดตั้งได้ในพื้นผิวต่างๆ ความสามารถในการแปลงพลังงานกลับคืนได้ ช่วยในเรื่องของการลดอุณหภูมิได้อีกด้วย เหมาะกับการนำไประบายความร้อนให้กับชิปต่างๆ ที่ปกติมักจะมีความร้อนในระหว่างการทำงานที่ค่อนข้างสูง เช่น สมาร์ทโฟน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ภายในรถยนต์

สำหรับงานวิจัยนี้ต้องขอบอกว่ามีความน่าสนใจมาก ซึ่งนักวิจัยก็เห็นแนวโน้มในการพัฒนาในทิศทางที่ดี และคาดว่าน่าจะต้องปรับปรุงและแก้ไขปัญหาบางอย่างเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความทนทาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงต้นทุนในการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สามารถนำไปผลิตเพื่อใช้งานได้จริงๆ ในราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน และเมื่อมีการผลิตมาใช้จริง ปัญหาเรื่องการชาร์จสมาร์ทวอทช์ก็จะหมดไปทันที ไม่ต้องมาคอยชาร์จกันบ่อยๆ โดยเฉพาะยี่ห้อยอดนิยมที่ต้องชาร์จกันทุกวัน

Reference: interestingengineering.com
Photo : freepik.com

“พลังงาน” เดินเกมรุกจับมือ “อุตสาหกรรม” เร่งปลดล็อกการอนุมัติด้านไฟฟ้าให้เร็วขึ้น หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในอุตสาหกรรม S-Curve พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดมิติใหม่ของการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งปลดล็อกลดขั้นตอนขออนุญาตด้านไฟฟ้ายกระดับสู่ One Stop Service ชูแนวทางผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพไปสู่อุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่ารองรับการยกเลิกอุดหนุน และร่วมผลักดันกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน คิดไกลดูแลเทคโนโลยีพลังงานตั้งแต่ผลิตถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่หมดอายุ นำระบบ Big Data ยกระดับการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมประสานพลังพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมรองรับพลังงานไฮโดรเจนและการลงทุนจากต่างประเทศ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนำโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงทั้ง 2 กระทรวง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายสำคัญระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ได้แก่

ประเด็นการดำเนินการ One Stop Service การอนุมัติ/อนุญาตด้านไฟฟ้า เพื่อลดขั้นตอนกระบวนการและระยะเวลาการอนุมัติ/อนุญาตด้านไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการยกเลิกขั้นตอนขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4 ลำดับที่ 88) จาก พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 แล้ว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายว่าด้วยการยกเลิกใบอนุญาต รง.4 ดังกล่าว รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชนที่กระทรวงพลังงาน เตรียมส่งเสริมในปีหน้า เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

ไม่เพียงเท่านี้การประชุมยังมีการหารือประเด็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชื้อเพลิงชีวภาพในอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อเพิ่มมูลค่า เนื่องจากมาตรการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นต้นทางของเอทานอลจะได้รับผลกระทบ กระทรวงพลังงานจึงเตรียมมาตรการเพื่อส่งเสริมการใช้ทดแทนเอทานอลในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง การสกัดสมุนไพร สุราสามทับ พลาสติกชีวภาพ หรือการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง

ไทยเร่งปลดล็อกลดขั้นตอน “ขออนุญาตด้านไฟฟ้า” หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลักดันให้สามารถจำหน่ายเอทานอลไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นเพื่อชดเชยบางส่วนได้ในทันที ส่วนปริมาณที่เหลือจะหารือเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้เอทานอลมากขึ้นต่อไป ในส่วนของไบโอดีเซล จะร่วมกันผลักดันกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน เพื่อสร้างกรอบในการกำหนดทิศทางการใช้ประโยชน์ของปาล์มน้ำมัน พร้อมไปกับการเพิ่มโอกาสนำเชื้อเพลิงชีวภาพให้สามารถผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนของสากลเพื่อนำไปผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รองรับความต้องการที่สูงขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือแนวทางการรับซื้อใบอ้อย/ยอดอ้อยเพื่อผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องในฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย โดยข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถรองรับการใช้ใบอ้อย/ยอดอ้อยในสัดส่วน 10 – 30%

พร้อมร่วมพิจารณาการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมโดยไม่กระทบค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินอัตรารับซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อย/ยอดอ้อยอยู่ในระดับ 2.67 บาท/หน่วย ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมรับข้อเสนอและคาดว่าในปีหน้าจะสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ใบอ้อยในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นหลังจากดำเนินนโยบายการรับซื้อในราคาที่จูงใจ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลดการเผาแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกด้วย

รวมทั้งประเด็นหารือความร่วมมือแนวทางการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ที่หมดอายุใช้งาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งทั้งสองกระทรวงเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงขอความร่วมมือจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำกับคุณภาพและความปลอดภัยของแผงโซลาร์เซลล์ และให้ทบทวนมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์

โดยเพิ่มเติมแนวทางการบริหารจัดการแผงโซลาร์เซลล์ให้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดการแผงที่หมดอายุใช้งานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีการร่างกฎหมายและจัดตั้งกองทุนเพื่อบริหารจัดการสำหรับแก้ไขปัญหาและชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากแผงโซลาร์เซลล์ ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน

โดยสำนักงาน กกพ. มีฐานข้อมูล ปริมาณการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าทั้งในระบบและนอกระบบที่สามารถนำไปประเมินปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุในอนาคตได้ รวมทั้งจะร่วมมือพัฒนาส่งเสริมการนำแบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) มาใช้งานเป็น 2nd Life Battery คือนำไปใช้งานร่วมกับแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือเป็นระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) สำหรับบ้าน อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

ในด้านประเด็นการส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนในภาคอุตสาหกรรมนั้น ตามแผนการพัฒนาการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนในภาคพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับร่างแผน PDP2024 มีการกำหนดสัดส่วนผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 5 ภายในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในภาคพลังงาน โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันเตรียมการให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงพิจารณาแนวทางการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องจักร รองรับการใช้เชื้อเพลิงผสมดังกล่าว โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมตามแนวท่อก๊าซธรรมชาติ โดยทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้นี้ เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางการเงินและเศรษฐศาสตร์สำหรับการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) อยู่ระหว่างผลักดันการใช้ Factory Energy Code ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินนโยบาย BCG พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลโรงงาน เครื่องจักรของอุตสาหกรรม และข้อมูลการใช้พลังงานในโรงงานควบคุมและนอกข่ายควบคุม

 “ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้กำกับดูแลทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งโดยเนื้อหาของงานทั้งในภาคนโยบายและภาคปฏิบัติมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างมากการได้หารือร่วมกับหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมท่าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่จะสร้างความร่วมมือให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญคือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งสร้างความชัดเจนในการพลิกโฉมการบริหารจัดการพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ช่วยนำประเทศเข้าใกล้เป้าหมายที่ประกาศจะสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2065” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำงานกันอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมดัน GDP ของไทยให้เพิ่มขึ้น 1% โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ เน้นการเพิ่มมูลค่าในด้านการผลิต ด้านการเกษตร และผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อในการเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ที่สำคัญจะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมแบบมีความรับผิดชอบ และพร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจใหม่อย่างการนำขยะมาสร้างมูลค่า ซึ่งก็ต้องใช้กฎหมายเข้ามาเป็นตัวช่วยผู้ประกอบการไทย ซึ่งจะพยายามดำเนินการให้เสร็จให้เร็วที่สุด

Source : Spring News

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติทั่วโลก นานาประเทศต่างมุ่งเป้าลดสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหินและน้ำมัน เพราะมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก 

ดังนั้น “พลังงานไฮโดรเจน” ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีการเผาไหม้สะอาด ไม่ปล่อยมลพิษ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและยังนำไปใช้เป็นพลังงานที่หลากหลายจึงตอบโจทย์การ “ลดโลกร้อน” โดยปัจจุบันพลังงานไฮโดรเจนได้รับความสนใจจากทั่วโลก เชื่อว่าจะเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน (Energy Transition) จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ ไฮโดรเจน (H2) มีการคิดค้นเพื่อใช้งานตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 โดยน้ำ (H2O) เป็นสารประกอบที่ประกอบสำคัญ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจน ทั้งนี้ไฮโดรเจนมีคุณสมบัติอยู่ได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยจะเปลี่ยนสถานะไปตามอุณหภูมิและแรงดัน โดยสามารถผลิตได้จากหลายวิธีการ ซึ่งแต่ละกระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ต่างกัน จึงมีการเรียกชื่อไฮโดรเจนด้วยสีต่าง ๆ ตามวิธีการผลิต ดังนี้

  • ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยใช้กระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis) ด้วยไฟฟ้าที่ใช้มีต้นกำเนิดมาจากพลังงานนิวเคลียร์
  • ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ผลิตจากกระบวนการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ (Water Electrolysis) โดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พลังงานลม 

“ไฮโดรเจนสีเขียวจึงเป็นพลังงานสะอาดที่สุด แต่ในปัจจุบันการผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำที่รวมทั้งไฮโดรเจนสีฟ้า ชมพู เละเขียว มีสัดส่วนเพียง 1% ของไฮโดรเจนที่ใช้งานทั่วโลก แต่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทด้านพลังงานหลังปี 2573 ปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในฝั่งยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง”

ปตท. ชู \'พลังงานไฮโดรเจน\' สร้างโอกาสธุรกิจ สร้างความยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำหนดการใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน 3 ภาคส่วน คือ

  • ภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และการกลั่นน้ำมัน 
  • ภาคการผลิตไฟฟ้า นำไฮโดรเจนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงหรือผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซผ่านกระบวนการเผาไหม้โดยตรงหรือผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) 
  • ภาคการขนส่ง สามารถใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงรวมถึงรถโดยสารและรถบรรทุก

แม้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนปัจจุบันจะยังสูง แต่จะเริ่มมีแนวโน้มลดลง จากค่าเฉลี่ยต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมลดลงกว่า 40-90% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2563) ทำให้ราคาไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตได้ทั่วโลกอยู่ในช่วง $2 – $10 ต่อกิโลกรัม

ปตท. ชู \'พลังงานไฮโดรเจน\' สร้างโอกาสธุรกิจ สร้างความยั่งยืน

ตามแผนนโยบายภาครัฐได้วางแนวทางพัฒนาส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนของประเทศไทยสอดคล้อง 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1. พัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจ 2. ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรม 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และ 4. ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ 

  • ระยะสั้น (ปี 2568-2573) เตรียมความพร้อม โครงการสาธิตเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีไฮโดรเจน และปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐาน
  • ระยะกลาง (ปี 2574-2583) พัฒนาไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์ในภาคพลังงานผสมไฮโดรเจน 5-10% ในการผลิตไฟฟ้าผ่านระบบท่อส่งก๊าซ การนำไฮโดรเจนมาใช้ในภาคขนส่งหรือในรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายสถานีไฮโดรเจน ส่งเสริมการลงทุน และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ติดตาม และปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ มาตรฐานคุณภาพก๊าซฯ และการจัดเก็บ
  • ระยะยาว (ปี 2584-2593) เพิ่มสัดส่วนผสมไฮโดรเจน 10-20% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ FCEV การกำหนดภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา พัฒนาแพลตฟอร์มและการซื้อขายคาร์บอน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขยายสถานีเติมไฮโดรเจน สร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน RE-power รองรับไฮโดรเจนสีเขียว และกำหนดมาตรฐานการขนส่ง FCEV และสถานีเติมไฮโดรเจน

ปตท. ในฐานะผู้นำทางด้านพลังงาน และบริษัทในกลุ่มเล็งเห็นความสำคัญของการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ รวมถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจ โดยที่ผ่านมาได้ติดตามความความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

โดยปี 2562 ได้จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club (ปัจจุบันคือ Hydrogen Thailand Association) ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันในเรื่องเทคโนโลยีไฮโดรเจนให้กับประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิก 77 บริษัท

ปี 2565 ร่วมกับ OR, TOYOTA และ BIG ติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง FCEV ทั้งสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกแห่งแรกของประเทศไทย ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคขนส่งของประเทศ

ขณะที่ ปตท.สผ. ได้ชนะการประมูลการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน นอกจากนี้สถาบันนวัตกรรมปตท. ยังได้ดำเนินการทดสอบการเผาไหม้เชื้อเพลิงก๊าซไฮโดรเจนผสมใน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต

Source : กรุงเทพธุรกิจ

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน หรือ CEP ชวนผู้ประกอบการธุรกิจเข้าร่วมอบรม หลักสูตรการบริหารจัดการ การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ETC) รุ่นที่ 7 โดยอบรมทุกวันพุธ เริ่มพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง พุธที่ 26 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้เนื้อหาที่สำคัญใน 6 Module จากวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงในแต่ละเรื่อง โดยรายละเอียดการอบรม ประกอบด้วย

Module 1 Introduction/Renewable Energy 

Module 2 Energy Transition Infrastructure/Energy Efficiency 

Module 3 Low Carbon Design 

Module 4 Carbon Reduction/Removal 

Module 5 Carbon Neutrality / Carbon Credit 

การศึกษาดูงาน วันที่ 12 มีนาคม 2568

เนื้อหาสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับ Supporting Module Sustainable Finance 

และ Module 6 Digital Trading Platform 

หลักสูตรดังกล่าวผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม

โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมีค่าลงทะเบียนท่านละ  36,000 บาท

ชำระค่าลงทะเบียน  : ชื่อบัญชี น.ส. พรรณทิพย์ กาหยี นายศิวพันธุ์ ชูอินทร์ และ น.ส. ทัศนาวลัย อุฑารสกุล เลขบัญชี 074-7-47611-7 ส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่ E-mail : pantip.ka@ssru.ac.th

หมายเหตุ : 

1. ชำระเงินภายในวันที่ 20 มกราคม 2568

2. ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม

กิจกรรม Networking session กับ ETC Family ทุกครั้งหลังเลิกเรียน

และ ETC Field Trip

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.พรรณทิพย์ กาหยี (คณะวิทย์ฯ มรภ. สวนสุนันทา)

E-mail : pantip.ka@ssru.ac.th

โทร : 090-9584-888

คุณสรัญญา สุขสวัสดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิฯ

E-mail : etc@cep.or.th

โทร : 084-978-6361

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cep.or.th/etc07/

ใบสมัคร : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6T-Xaubp1PrrDsPpVJVELRyDIoptGGrFY4DEj_HCQPcawXA/viewform

ไทยเดินหน้าหนุนโรงเรียน-ศูนย์ชุมชน ใช้ “โซลูชันพลังงานสะอาด” พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและทักษะทางดิจิทัลให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน นำทีมโดย หัวเว่ย และ เจเอ โซลาร์ ,องค์การยูเนสโก กระทรวงศึกษาธิการ

ไทยยังคงเดินหน้าสนับสนุนทุกภาคส่วนใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคประชาชน และสถาบันการศึกษา เพื่อนำไทยไปสู่ Net Zero ที่สำคัญการผลิตพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เองจะใช้ให้หน่วยงานต่างๆ ประหยัดค่าไฟได้ด้วย โดยในปี2568 กระทรวงพลังงาน ยังคงจะเปิดแผนเดินหน้านโยบายพลังงานปี 2568 ที่รัฐจะมุ่งส่งเสริมพลังงานสะอาด  ควบคู่การจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ในประเทศ

ในขณะดียวกันหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และภาคเอกชนที่มีศักยภาพก็เดินหน้าส่งเสริมเรื่องพลังงานสะอาดให้กับนักเรียน และชุมชนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก กลุ่มนักเรียนและประชาชนในชุมชนได้มารวมตัวกันภายใต้หลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่งติดตั้งใหม่ เพื่อรับฟังคำอธิบายจากหัวเว่ยและผู้ติดตั้ง เกี่ยวกับการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่เพียงแต่ในห้องสมุดสาธารณะ แต่ยังสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโครงการ “ดิจิทัลบัสเพื่อสังคม” (Digital Bus) ซึ่งได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาด การตระหนักรู้ด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ดิจิทัลบัสดังกล่าวได้ทำการฝึกอบรมนักเรียนกว่า 4,500 คนใน 10 จังหวัดพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ภายใต้โครงการ #TECH4ALL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่มในการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัลระดับโลกของหัวเว่ย โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหัวเว่ย, เจเอ โซลาร์, องค์การยูเนสโก และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายในการนำโซลูชันพลังงานสะอาดและโอกาสทางดิจิทัลไปสู่ 11 โรงเรียนและศูนย์ชุมชน พร้อมพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและทักษะทางดิจิทัลให้กับนักเรียนรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมอนาคตที่ยั่งยืน

รัฐ-เอกชน หนุนนำ “โซลูชันพลังงานสะอาด” มาใช้ในโรงเรียน-ศูนย์ชุมชน

การเปลี่ยนห้องเรียนและชุมชนให้เป็นแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลง

โครงการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่เป็นการบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ (PV) แต่เป็นการสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืนและโอกาสในการพัฒนา โดยการติดตั้งระบบพลังงานทดแทนในโรงเรียนและส่งเสริมทักษะทางเทคนิค โครงการนี้จึงเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายในด้านการศึกษาและพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

โครงการนี้ได้รับการขับเคลื่อนด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา – การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงเรียนมัธยมศึกษา พร้อมการฝึกอบรมครูและนักเรียนเกี่ยวกับประโยชน์และการดำเนินงานของพลังงานสะอาด
  • โรงเรียนสีเขียวสำหรับการศึกษาด้านวิชาชีพ – การเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคให้แก่นักเรียนในสถาบันการศึกษาเทคนิคและวิชาชีพ ผ่านการเรียนรู้และการปฏิบัติงานกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเตรียมความพร้อมพวกเขาสู่การทำงานในภาคพลังงานทดแทนที่กำลังเติบโต
  • ชุมชนสีเขียว – การสนับสนุนห้องสมุดสาธารณะและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยระบบพลังงานทดแทน พร้อมโปรแกรมการศึกษาดิจิทัลเคลื่อนที่ รวมถึงการฝึกอบรมด้านพลังงานสะอาดและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผ่านโครงการดิจิทัลบัส (Digital Bus) ของหัวเว่ย

การเปิดตัวที่สถานที่สำคัญ

สองแห่งแรกที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นรูปธรรม:

  • วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษก หนองจอก: สถาบันการอาชีพนี้จะนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับการบริจาคมาใช้ในการสอนนักเรียนเกี่ยวกับการติดตั้ง การบำรุงรักษา และการดำเนินงานของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานในอนาคต
  • ·ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ้านนา: ศูนย์ชุมชนที่ให้การฝึกอบรมแบบไม่มีค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะเติมเต็มช่องว่างทักษะในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร

ทั้งนี้ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความยั่งยืนและการปฏิรูปการศึกษา เป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ สอดคล้องกับความพยายามในการปรับปรุงระบบการศึกษาและเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนด้วยทักษะที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการในอนาคต แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ: การเข้าถึงการศึกษาด้านพลังงานสะอาดและการรู้เท่าทันดิจิทัลยังคงมีความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

“โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแค่โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) แต่เป็นการลงทุนระยะยาวในเยาวชนและอนาคตของประเทศไทย” นายเดวิด หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าว “การผสานโซลูชันพลังงานสะอาดเข้ากับการศึกษาผ่านการปฏิบัติจริง เรามุ่งหวังที่จะสร้างแบบอย่างสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างความเท่าเทียม”

ด้านผู้อำนวยการฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเจเอ โซลาร์ กล่าวว่า ด้วยภารกิจในการ พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประโยชน์แก่โลก เจเอ โซลาร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรชั้นนำที่มีความยั่งยืน เราภูมิใจที่ได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของประเทศไทย และเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติให้กับนักเรียน โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในชุมชน

นอกจากนี้ครูจากโรงเรียนท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการนี้ว่า โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่มีอิทธิพลเนื่องจากเป็นการร่วมมือระหว่างบริษัทระดับโลกและโรงเรียนท้องถิ่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า การบริจาคอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์จะมอบโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน

โครงการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่มอบทรัพยากรที่สำคัญให้กับนักเรียนและชุมชน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางของนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ในอนาคต หัวเว่ย, เจเอ โซลาร์ และพันธมิตรจะขยายขอบเขตของโครงการนี้ โดยเชิญชวนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและเครื่องมือให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ยั่งยืน

Source : Spring News