e-Fuels ถูกคิดค้นมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่เป็นปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูง และต้องจำหน่ายในราคาที่สูงตามไปด้วย และปัจจุบันก็มีเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการมาของรถไฟฟ้า ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ทำให้เรื่องของ e-Fuels นั้น แทบจะถูกลืมกันไปเลย วันนี้ขอพาทุกท่านมารู้จักเรื่องราวของ e-Fuels กัน เผื่อว่าในอนาคตจะมีการนำ e-Fuels มาผลิตที่ต้นทุนต่ำลง ขายในราคาถูกลง ได้ เพราะสามารถใช้กับเครื่องยนต์ในปัจจุบันได้ทันที โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงใดๆ

e-Fuels คืออะไร?

e-Fuels หรือชื่อเต็มๆ Electrofuels คือ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic fuel) ชนิดหนึ่งนั่นเอง เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บเอาไว้ และก๊าซไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ซึ่งทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก เมื่อเผาไหม้ e-Fuels จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณเท่ากับที่นำมาใช้ในการผลิต ทำให้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral)

และยังสามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมได้ ไม่ต้องเปลี่ยน หรือดัดแปลงเครื่องยนต์ ก็เรียกว่าใช้แทนน้ำมันแบบเดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ได้เลย และประเด็นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะหมดไป เพราะ e-Fuels เราสามารถผลิตขึ้นได้เอง

e-Fuels ใช้กับเครื่องยนต์สันดาปได้เลยมั้ย?

e-Fuels สามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไปได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงอะไรมากนัก นี่คือหนึ่งในข้อดีสำคัญที่ทำให้ e-Fuels เป็นที่สนใจ เพราะมันช่วยให้เราสามารถใช้รถยนต์ที่เรามีอยู่เดิมต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด เหตุผลที่ e-Fuels สามารถใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้ก็เพราะว่า

คุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล e-Fuels ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกับน้ำมันดีเซลหรือแก๊สโซลีน ทำให้เครื่องยนต์สามารถเผาไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงชนิดใหม่

Photo : freepik.com

กระบวนการผลิต e-Fuels

e-Fuels เชื้อเพลิงทางเลือกที่ผลิตจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิต ซึ่งเป็นกระบวนการที่น่าสนใจและมีความหวังว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขั้นตอนการผลิต e-Fuels โดยสรุปมีดังนี้

1.จับกักคาร์บอนไดออกไซด์

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกดึงออกมาจากอากาศโดยตรง หรือจากแหล่งปล่อยก๊าซ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
  • กระบวนการนี้เรียกว่า Carbon Capture and Utilization (CCU)

2.ผลิตไฮโดรเจน

  • น้ำจะถูกแยกออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis)
  • พลังงานที่ใช้ในการแยกน้ำจะมาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม

3.สังเคราะห์เชื้อเพลิง

  • ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนที่ได้จากขั้นตอนก่อนหน้าจะถูกนำมาสังเคราะห์รวมกันภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • ปฏิกิริยาเคมีนี้จะทำให้เกิดโมเลกุลของเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เช่น e-ดีเซล หรือ e-แก๊สโซลีน

ภาพกระบวนการผลิต

Source : efuel-today.com

ข้อดีของ e-Fuels

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อเผาไหม้ e-Fuels จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณเท่ากับที่นำมาใช้ในการผลิต ทำให้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral)
  • สามารถใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในเดิมได้ ไม่ต้องเปลี่ยนรถยนต์ทั้งหมดให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า
  • ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อจำกัดของ e-Fuels

  • ต้นทุนการผลิตยังสูง เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และต้องใช้พลังงานหมุนเวียนในปริมาณมาก
  • ประสิทธิภาพการผลิต กระบวนการผลิต e-Fuels ยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก ทำให้สูญเสียพลังงานไปในระหว่างกระบวนการ
  • การเข้าถึงวัตถุดิบ การจับกักคาร์บอนไดออกไซด์และการผลิตไฮโดรเจนในปริมาณมากยังเป็นเรื่องท้าทาย

เปรียบเทียบ e-Fules กับไบโอดีเซล

คุณสมบัติไบโอดีเซลe-Fuels
วัตถุดิบหลักน้ำมันพืช, ไขมันสัตว์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ไฮโดรเจน
กระบวนการผลิตปฏิกิริยาเคมีการสังเคราะห์
ข้อดีผสมกับน้ำมันดีเซลได้, ลดมลพิษบางชนิดคาร์บอนเป็นกลาง, ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้
ข้อเสียแข่งขันกับการผลิตอาหาร, ผลผลิตจำกัด, ราคาผันผวนต้นทุนสูง, ต้องใช้พลังงานมาก, เทคโนโลยียังใหม่

ประเทศที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels

แม้ว่า e-Fuels ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายการผลิต e-Fuels ให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่ยังคงมีการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นจำนวนมาก

ประเทศชั้นนำที่กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ได้แก่

  • เยอรมนี เป็นหนึ่งในประเทศขับเคลื่อนการพัฒนา e-Fuels อย่างจริงจัง โดยมีบริษัทรถยนต์และพลังงานชั้นนำหลายแห่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้
  • สหรัฐอเมริกา มีการวิจัยและพัฒนา e-Fuels ในหลายสถาบันวิจัยและบริษัทเอกชน
  • ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนา e-Fuels เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์
  • ออสเตรเลีย มีศักยภาพสูงในการผลิต e-Fuels เนื่องจากมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์
  • ชิลี กำลังร่วมมือกับบริษัทต่างชาติในการสร้างโรงงานผลิต e-Fuels ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ให้ความสนใจและมีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา e-Fuels เช่น

  • สวีเดน
  • นอร์เวย์
  • เดนมาร์ก
  • เนเธอร์แลนด์
  • สิงคโปร์

ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนกับหลายๆ ประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดหลายๆ ประการ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนและสนับสนุนการพัฒนา e-Fuels โดยตรง

การพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuels ยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง โดยในอนาคตเราอาจได้เห็นการขยายตัวของโรงงานผลิต e-Fuels ทั่วโลก และการนำ e-Fuels มาใช้ในภาคขนส่งอย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องแก้ไข เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูง และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดจำหน่าย e-Fuels

‘พีระพันธุ์’ แจ้งข่าวดี!! ก.พลังงาน สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ผลิตต้นแบบอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูกสำเร็จ ตั้งเป้าวางจำหน่ายปีหน้า ปลดภาระค่าไฟประชาชน

เรื่องค่าไฟแพง คือ สิ่งที่ประชาชน ภาคธุรกิจทุกข์ร้อนที่สุด ดังนั้นรัฐจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปตรวจราชการ ณ  ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  เพื่อเยี่ยมชมการทดสอบเครื่อง Inverter ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักของระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ที่เป็นผลงานการออกแบบของ นายทวีชัย ไกรดวง หรือ ครูน้อย พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทดสอบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) และห้องปฏิบัติการทดสอบแบตเตอรี่ โดยมีคณะผู้บริหาร สวทช.ให้การต้อนรับ

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การมาตรวจราชการครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับการลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนตามที่ตนได้เคยกล่าวไว้ 2 เรื่อง  นั่นคือ การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์รูฟ ให้ทำได้สะดวกรวดเร็วขึ้น  และการจัดหาอุปกรณ์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ประชาชนในราคาถูก

เพราะถึงแม้กระทรวงพลังงานจะพยายามตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับ 4.18 บาท โดยไม่ได้ขยับขึ้นมาตลอด แต่ตนเข้าใจว่าปัญหาค่าไฟก็ยังเป็นภาระของพี่น้องประชาชนอยู่ ดังนั้น สิ่งที่จะลดปัญหาตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน ก็คือ การปรับปรุงกฎหมาย และการจัดหาอุปกรณ์ระบบโซลาร์ราคาถูก ซึ่งเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่สามารถประหยัดค่าไฟไปได้มาก

เตรียมเงินรอเลย! โซลาร์เซลล์ราคาถูก วางขายปี’68 ก.พลังงานจัดให้

ปัจจุบันอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบโซลาร์ในท้องตลาดมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น สิ่งที่ผมจะทำต่อเนื่องจากการปรับปรุงกฎหมาย ก็คือ การผลิตอุปกรณ์ระบบโซลาร์เซลล์ ที่เรียกกันว่า โซล่ารูฟ  ออกจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูก และถือเป็นครั้งแรกของกระทรวงพลังงานที่มีนโยบายในแนวทางนี้  โดยล่าสุด คณะทำงานของกระทรวงพลังงานได้ผลิตต้นแบบของเครื่องอินเวอร์เตอร์ (Inverter) 

ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สำเร็จแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพ ความเสถียร และความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยเราตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างครบชุดเพื่อจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้ในปี 2568 ที่จะถึงนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

สำหรับอุปกรณ์ต้นแบบที่นำมาทดสอบครั้งนี้ เป็นผลงานการออกแบบของ นายทวีชัย ไกรดวง หรือ ครูน้อย  ซึ่งเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์หลายอย่างเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเป็นหนึ่งในคณะทำงานของกระทรวงพลังงาน โดยเครื่อง Inverter ต้นแบบนี้สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด

เตรียมเงินรอเลย! โซลาร์เซลล์ราคาถูก วางขายปี’68 ก.พลังงานจัดให้

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และมีแผนที่จะจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับพี่น้องประชาชนในราคาถูกในปี  2568 เพื่อช่วยลดภาระจากปัญหาค่าไฟแพงอีกทางหนึ่ง

“สิ่งที่ผมได้พูดไป  ผมทำจริงทุกเรื่อง กระทรวงพลังงานภายใต้การดำเนินนโยบายตามแนวทาง รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง ของผม พูดจริง ทำจริงทุกเรื่อง และพร้อมทำให้เห็น ผมมั่นใจว่า เมื่อกฎหมายมี อุปกรณ์มี  พี่น้องประชาชนจะสามารถหลุดพ้นจากปัญหาภาระค่าไฟที่เป็นอยู่ได้อย่างแน่นอน “ นายพีระพันธุ์ กล่าว

ที่มา : กระทรวงพลังงาน
Source : Spring News

“กรุงเทพธุรกิจ” เกาะติดสถานการณ์ การประชุม COP29 ที่กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน จนถึงจุดสิ้นสุดการประชุมในวันนี้ (22 พฤศจิกายน 2567) เป็นระยะเวลา 12 วัน ที่ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลก ร่วมหารือปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เร่งด่วน และทำงานสู่อนาคตที่ยั่งยืนเพื่อความก้าวหน้าในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การประชุมในปีนี้ได้สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงครั้งสำคัญที่กำหนดเป้าหมายการเงินด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) ที่ทะเยอทะยาน เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ในการจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่

ระดมทุนจากทุกแหล่ง

หลังจากการปรึกษาหารือและเจรจาอย่างเข้มงวด “มุคทาร์ บาบาเยฟ” ประธาน COP29 ได้เปิดเผยชุดข้อความที่เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับเป้าหมายการเงินใหม่ ซึ่งเรียกร้องให้ภาคีทั้งหมดระดมทุนอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035 ซึ่งเป็นเป้าหมายการระดมทุนรวมทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด และมุ่งหวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากทุกแหล่ง ทั้งแหล่งสาธารณะและเอกชนสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา

นอกจากนั้น ยังขยายเป้าหมายการระดมทุนร่วมกันของประเทศพัฒนาแล้ว จาก 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035 ซึ่งเป็นการเพิ่มพลังอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศพัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำสนับสนุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

COP29 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดโลกร้อน

“วันนี้เราได้วางรากฐานสำหรับเส้นทางที่เป็นธรรมและมีความทะเยอทะยานสำหรับการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ความพยายามร่วมกันของเราจะไม่เพียงสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังรับรองอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับทุกคน” บาบาเยฟกล่าว

วันสุดท้ายของ COP29 ได้สร้างเวทีสำหรับยุคใหม่ในการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระตุ้นความพยายามระดับโลกในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนประเทศที่เปราะบางที่สุดในการเดินทางไปสู่ความยั่งยืน

เสียงแตกด้านการเงิน

รัฐบาลที่คาดว่าจะเป็นผู้นำในการจัดหาเงินทุน ได้แก่ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ แคนาดา นิวซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ แต่การจัดหาเงินทุนของประเทศพัฒนาแล้วจำนวน 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่า ได้กระตุ้นให้เกิดการวิจารณ์จากทุกฝ่าย

ความคิดเห็นจากประเทศกำลังพัฒนา

“ฮวน คาร์ลอส มอนเทอร์เรย์ โกเมซ” ผู้แทนพิเศษด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของปานามา ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า จำนวนเงินที่เสนอมานั้นต่ำเกินไป และเปรียบเทียบว่า “รู้สึกเหมือนว่าโลกที่พัฒนาแล้วต้องการให้โลกถูกเผาไหม้”

ความคิดเห็นจากยุโรป

ในทางตรงข้าม “ผู้เจรจาจากยุโรป” แสดงความคิดเห็นว่าร่างข้อตกลงใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป และไม่ได้ทำอะไรมากพอที่จะขยายจำนวนประเทศที่ร่วมสนับสนุนเงินทุน โดยกล่าวว่า “ไม่มีใครสบายใจกับตัวเลขนี้ เพราะมันสูงเกินไป และแทบไม่มีการสนับสนุนฐานผู้สนับสนุนใดๆ เลย”

การแบ่งแยกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลจากทั่วโลกต้องเผชิญในการหาฉันทามติเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่มีความเท่าเทียมและเพียงพอต่อความต้องการของประเทศที่มีรายได้น้อย

COP29 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดโลกร้อน

จีนอินเดียไม่ควรเป็นผู้รับอีกต่อไป

ผู้แทนหลายคนมีความเห็นว่า จีนและอินเดียไม่ควรได้รับการปฏิบัติเหมือนประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป เพราะไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทเดียวกับไนจีเรียและประเทศในแอฟริกาอื่นๆ ได้

และจีนควรรับผิดชอบเพิ่มเติมในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่คนยากจนและเปราะบาง ขณะที่อินเดียไม่ควรมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน เนื่องจากไม่มีปัญหาในการดึงดูดการลงทุน ผู้แทนบางคนกล่าว

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อปี 1992 ที่มีการลงนามอนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) การจำแนกประเภทในตอนนั้นให้จีนและอินเดียถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่มีภาระผูกพันอย่างเป็นทางการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจน และในทางเทคนิคแล้วก็มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือด้านสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าจีนจะเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้นก็ตาม

COP29 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดโลกร้อน

ข้อตกลงปารีส Article 6

การจัดตั้งตลาดคาร์บอนระดับโลก : COP29 ได้รับรองมาตรฐานการดำเนินงานใหม่สำหรับกลไกภายใต้ข้อ 6 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการเปิดทางสำหรับตลาดคาร์บอนระดับโลก กลไกนี้เรียกว่า ข้อ 6.4 มุ่งสร้างระบบการจัดการศูนย์กลางที่ดูแลโดยสหประชาชาติสำหรับประเทศและบริษัทเพื่อชดเชยและซื้อขายการปล่อยก๊าซคาร์บอน

การซื้อขายคาร์บอนแบบทวิภาคี : ข้อ 6.2 อนุญาตให้สองประเทศสร้างข้อตกลงการซื้อขายคาร์บอนแบบทวิภาคีตามเงื่อนไขของตนเอง เส้นทางนี้ได้เห็นข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น ไทยและสวิตเซอร์แลนด์แล้ว

องค์กรกำกับดูแลและมาตรฐาน : องค์กรกำกับดูแลข้อ 6.4 ได้สรุปมาตรฐานสำคัญที่ครอบคลุมโครงการกำจัดคาร์บอนและแนวทางวิธีการ มาตรฐานเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อความสมบูรณ์และความโปร่งใสของตลาดคาร์บอน

ความท้าทายและความกังวล : แม้ว่าจะมีความก้าวหน้า แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการนี้ ผู้แทนบางคนกังวลว่าการนำมาตรฐานเหล่านี้มาใช้อย่างรวดเร็วอาจทำลายกระบวนการกำกับดูแลแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายต่อเนื่องเกี่ยวกับความคงทนและความเชื่อถือได้ของเครดิตคาร์บอน

มุมมองขององค์กรสิ่งแวดล้อม : องค์กรสิ่งแวดล้อมได้แสดงความมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวัง พวกเขามองว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อ 6.4 เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่เน้นความจำเป็นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับความน่าเชื่อถือของตลาดในระยะยาว

ปฏิญญาลดมีเธนจากขยะอินทรีย์

ความก้าวหน้าที่เห็นได้เด่นชัด คือ กว่า 30 ประเทศเป็นผู้ลงนามเริ่มแรกที่ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากของเสียอินทรีย์ (Reducing Methane from Organic Waste Declaration) และบรรจุใน NDCs ของตนเอง เช่น สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, บราซิล, สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้รวมกันมีสัดส่วนปล่อยก๊าซมีเทนจากของเสียอินทรีย์กว่า 50% ของโลก

“มาร์ตินา ออตโต” หัวหน้าสหพันธ์ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและอากาศสะอาด (CCAC) ของ UNEP กล่าวว่า การเร่งดำเนินการลดมีเธนจากขยะอินทรีย์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเป้าหมายของข้อตกลงปารีสให้อยู่ในระยะที่เข้าถึงได้ และสามารถเสริมสร้างระบบอาหารในระดับโลก ขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

“เนื่องจากกว่าครึ่งของขยะมูลฝอยเป็นขยะอินทรีย์ที่ปล่อยมีเธน และเกือบ 1/3 ของอาหารทั้งหมดที่ผลิตขึ้นในแต่ละปีสูญเสียหรือเสียหาย ปฏิญญานี้จะช่วยเพิ่มความทะเยอทะยานในการป้องกัน การเก็บรวบรวมแยก และการจัดการขยะอินทรีย์ที่ดีขึ้น รวมถึงผ่านการกำหนดเป้าหมายในแผนสภาพภูมิอากาศรอบต่อไปของประเทศต่างๆ ความร่วมมือในทุกระดับของรัฐบาล และการเงิน ช่วยให้เราเก็บอาหารออกจากหลุมฝังกลบ”

COP29 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดโลกร้อน

สนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงการเงิน

โครงการริเริ่มสภาพภูมิอากาศ Baku Harmoniya เป็นความพยายามระดับโลกที่สำคัญที่เปิดตัวในระหว่างการประชุม COP29 ที่กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน โดยร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประธานการประชุม COP29

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรและชุมชนชนบท โดยส่งเสริมระบบการเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยการสร้างระบบการเกษตรที่ยั่งยืนและปรับตัวได้

การรวมความพยายาม : รวบรวมโปรแกรมระดับโลกและระดับภูมิภาคกว่า 90 โปรแกรมเพื่อประสานความพยายามและสร้างกลยุทธ์ที่สอดคล้องในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร อาหาร และน้ำ

การแบ่งปันความรู้ : ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแบ่งปันความรู้ ทำให้แนวปฏิบัติและนวัตกรรมที่ดีที่สุดในระดับโลกสามารถเข้าถึงได้ในระดับท้องถิ่น

การประสานงานการเงิน : มุ่งมั่นที่จะประสานงานและทำให้การเงินด้านสภาพภูมิอากาศเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเกษตรกรและชุมชนชนบท

การเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกร : เน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้หญิงและเยาวชนในภาคการเกษตร โดยให้เครื่องมือและการฝึกอบรมที่จำเป็นในการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

พอร์ทัลดิจิทัล : ทำพอร์ทัลดิจิทัลแผนที่โปรแกรมที่มีอยู่ ระบุความร่วมมือ และแก้ไขช่องว่าง ที่มีอยู่ทั้งหมดมารวมกันบนแพลตฟอร์มเดียว

ความร่วมมือ : ส่งเสริมความร่วมมือข้ามภาคส่วนและข้ามพรมแดน เพื่อเร่งความก้าวหน้าในการรักษาความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์น้ำ และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

“คาเวห์ ซาเฮดี” ผู้อำนวยการสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมของ FAO กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการริเริ่มสภาพภูมิอากาศ Baku Harmoniya สำหรับเกษตรกร เป็นการเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเกษตรอาหารที่ยั่งยืน ครอบคลุม และยืดหยุ่น

“โครงการ Harmoniya ยอมรับบทบาทสำคัญของเกษตรกรในฐานะตัวแทนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและเป็นโอกาสที่ไม่มีเทียบเท่าในการขับเคลื่อนโซลูชั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรมผ่านระบบเกษตรอาหาร”

Water for Climate Action

ได้มีการเปิดตัวโครงการ Water for Climate Action ภายใน COP29 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Action Agenda โครงการนี้มีประเทศเกือบ 50 ประเทศลงนามรับรอง โดยให้คำมั่นที่จะใช้แนวทางแบบบูรณาการในการต่อสู้กับสาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อลุ่มน้ำ เปิดทางให้เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติที่มากขึ้น

การประกาศนี้ยังเรียกร้องให้มีการรวมมาตรการลดผลกระทบและการปรับตัวที่เกี่ยวข้องกับน้ำไว้ในนโยบายสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เช่น NDCs และ NAPs เพื่อสนับสนุนความพยายามเหล่านี้ ผู้ลงนามจะทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างการผลิตหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและลุ่มน้ำ รวมถึงผ่านการแบ่งปันข้อมูลและการสร้างสถานการณ์สภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมลุ่มน้ำใหม่

แพลตฟอร์มนี้สร้างความร่วมมือระหว่าง COPs ในประเด็นน้ำและการเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษ และการกันดารอาหาร เพื่อให้หัวข้อสำคัญนี้ยังคงอยู่ในวาระสภาพภูมิอากาศ

“อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน” รองเลขาธิการสหประชาชาติและผู้อำนวยการบริหารของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ในขณะที่ผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“COP29 มีความสำคัญมากต่อการที่โลกจะจัดการระบบนิเวศน้ำจืด การเสวนาบากูเกี่ยวกับการดำเนินการด้านน้ำเพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปิดตัววันนี้ที่ COP29 จะช่วยเสริมสร้างลำดับความสำคัญของน้ำในวาระสภาพภูมิอากาศระดับโลก UNEP หวังว่าจะได้ร่วมงานกับประเทศสมาชิกและประธาน COP29 เพื่อขับเคลื่อนวาระสำคัญนี้ไปข้างหน้า”

COP29 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยประเทศกำลังพัฒนาลดโลกร้อน

ไทยลุ้นเป้าหมายการเงินใหม่

“ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช” อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ระหว่างการประชุม COP29 ว่า ไทยได้รับเงินสนับสนุนโครงการสีเขียวเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ที่จัดสัดส่วนการเงินให้ประเทศกำลังพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ เงินสำหรับเตรียมความพร้อม และเงินสำหรับดำเนินโครงการต่าง ๆ

“ไทยได้รับเงินสนับสนุน 7 ล้านดอลลาร์ เป็นเงินให้เปล่าที่ใช้ดำเนิน 8-9 โครงการ ใช้พัฒนาขีดความสามารถการทำแผนงานของไทย และสร้างเครื่องมือในการศึกษาทางเทคนิคเพื่อเตรียมดำเนินการตาม พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยได้เงินมาดำเนินการ 2 โครงการ เป็นแบบเงินให้เปล่าทั้งคู่ ได้แก่ 

1.โครงการสร้างภูมิคุ้มกันและการจัดการน้ำและการเกษตร โดยได้จัดสรรงบประมาณรวม 16 ล้านดอลลาร์

2.โครงการปลูกข้าวลดโลกร้อน ระบบ ฟาร์มอัจฉริยะ ได้งบประมาณ 43 ล้านดอลลาร์ ทำงานร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)

นายพิรุณ กล่าวว่า GCF มีเงินอยู่ 3,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกใช้กับประเทศที่กำลังพัฒนา แต่การประชุม COP29 กำลังพูดถึงเป้าหมายทางการเงินใหม่ (NCQG) ที่จะกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วมีส่วนร่วมในการช่วยประเทศที่กำลังพัฒนา โดยอาจกำหนดวงเงินตั้งแต่ 1 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

ในส่วนของการระดมเงินทุน จะเริ่มตั้งแต่ปี 2568-2569 ไปจบในปี 2573 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงหารือ ส่วนของเครื่องมือทางการเงินจะแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ 1.เงินให้เปล่า 2.เงินกู้เงื่อนไขการผ่อนสูง 3.ตราสารหนี้ และ 4.ธนบัตร

“เงินเหล่านี้จะช่วยให้ไทยขับเคลื่อนเป้าหมาย NDC ประจำประเทศได้ โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ประเทศทำเองได้ 3.4% และสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศอีก 6.7%

นอกจากนั้น ใน COP29 ไทยได้มีเจรจาความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หารือแนวทางเตรียมนำระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ระบบดาวเทียมที่ใช้ก๊าซมาช่วยยกระดับการรายงาน และเร่งรัดการซื้อขายและเครดิตระหว่างสองประเทศ

COP30 บราซิล

การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศครั้งถัดไปหรือ COP30 จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์สำคัญเนื่องจากบราซิลเป็นผู้เล่นหลักในนโยบายสภาพภูมิอากาศระดับโลกและมีโอกาสที่จะแสดงความมุ่งมั่นต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์ป่าฝน การเกษตรที่ยั่งยืน และพลังงานทดแทน

COP30 คาดว่าจะต่อยอดจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นใน COP29 และเสริมความแข็งแกร่งให้กับความพยายามของโลกในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทั่วโลกจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดเมื่อบราซิลนำการเป็นเจ้าภาพในงานสำคัญนี้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เลขา กกพ.) สั่งระงับการรับซื้อไฟฟ้าสีเขียว เฟส 2 จำนวน 2,180 เมกะวัตต์ เป็นการเร่งด่วน ชี้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบันจะเข้ามาบริหารงาน อีกทั้งผลการหารือกับกฤษฎีกา เห็นควรระงับการรับซื้อชั่วคราวจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสร็จสิ้นก่อน  

รายงานข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ระบุว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามในหนังสือราชการส่งถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่องให้ระงับการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรม ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) เป็นการชั่วคราว

โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีข้อสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าจาก “พลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT)” ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2566 วันที่ 9 มี.ค. 2566 ปริมาณ 2,180 เมกะวัตต์  แบ่งเป็นปริมาณการรับซื้อไฟฟ้ารวมไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานลม และไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ซึ่งเป็นการดำเนินการมาก่อนที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน จะเข้ารับตำแหน่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) นั้น

จากข้อสอบถามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ประกอบกับต่อมามีการโต้แย้งของบุคคลภายนอก สอดคล้องกับข้อสอบถามดังกล่าวในบางประเด็น อีกทั้ง น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในกรณีดังกล่าวด้วย  นายพีระพันธุ์ จึงหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในเบื้องต้นเห็นควรระงับการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมตามโครงการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจิรงและข้อกฎหมายเสร็จสิ้น

ด้วยเหตุข้างต้น จึงขอให้สำนักงาน กกพ. ระงับการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสร็จสิ้น และให้ดำเนินการตามหนังสือดังกล่าวโดยด่วนที่สุด  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ได้ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567” หรือไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 รอบแรก เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา

โดยกำหนดรับซื้อไฟฟ้าเฉพาะไฟฟ้าจากพลังงานลม ไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์ รวมเป็น 2,180 เมกะวัตต์  โดยจะเน้นให้สิทธิ์ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในโครงการไฟฟ้าสีเขียว เฟสแรก แต่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคขั้นต่ำ และได้รับการประเมินความพร้อมตามเกณฑ์คะแนนคุณภาพแล้ว ซึ่งมีทั้งสิ้น 198 ราย จะได้รับสิทธิ์ในการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 นี้ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมอยู่ที่ 3.1014 บาทต่อหน่วย และไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มอยู่ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย

สำหรับโครงการไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 รอบแรกนี้ เกิดขึ้นหลังจาก กกพ. เปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟสแรก ไปเมื่อเดือน เม.ย. 2566 โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า 5,203 เมกะวัตต์ แต่มีผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการในเฟสแรกทั้งสิ้น 175 ราย ปริมาณไฟฟ้ารับซื้อรวม 4,852.26 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากยังมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก ทาง กพช. ในสมัย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงมีมติให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 โดยมีเป้าหมายรับซื้อ 3,668.5 เมกะวัตต์

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากการเลือกตั้ง และนายพีระพันธุ์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กระบวนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 ที่ยังคงดำเนินต่อไป โดย กบง. เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2567 จึงได้กำหนดให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 รอบแรก จำนวน 2,180 เมกะวัตต์ ดังกล่าวก่อน จากนั้นจึงจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวที่เหลืออีกประมาณเกือบ 1,500 เมกะวัตต์ ในรอบต่อไป แต่ล่าสุด นายพีระพันธุ์ ได้สั่งการให้ระงับการรับซื้อไฟฟ้าสีเขียวเฟส 2 ดังกล่าวแล้ว

Source : Energy News Center

ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตคึกคัก เปิดปีงบประมาณ 2568 ซื้อขาย 46,955 ตัน มูลค่า 9.66 ล้านบาท อบก.เผยความต้องการจากประเภทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการทำลายป่า และความเสื่อมโทรมของป่า และกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าดันราคาพุ่ง 1,500 บาทต่อตัน สอดรับกับราคาในตลาดโลก

เปิดปีงบประมาณ 2568 สถานการณ์การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ดูค่อนข้างเป็นไปอย่างคึกคัก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.รายงานว่า เดือนตุลาคม 2567 การซื้อขายคาร์บอนเครดิตแยกตามประเภทโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ภายใต้การซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter : OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง

มีปริมาณซื้อขาย อยู่ที่ 46,955 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) คิดเป็นมูลค่าซื้อขาย 9,661,100 บาท จาก 19 โครงการ ใน 3 ประเภทโครงการ ได้แก่ 1.ประเภทการจัดการขยะมูลฝอย 1 โครงการ ปริมาณการซื้อขาย 40 tCO2eq คิดเป็นมูลค่า 4,000 บาท มีราคาเฉลี่ยที่ 100 บาทต่อตัน

2.ประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการย่อยประเภทการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ (P-REDD+) มี 7 โครงการ ปริมาณการซื้อขาย 4,733 tCO2eq คิดเป็นมูลค่า 7,099,500 มีราคาเฉลี่ยที่ 1,500 บาทต่อตัน

จากประเภทป่าไม้ 1 โครงการ ปริมาณการซื้อขาย 2,190 tCO2 eq คิดเป็นมูลค่า 875,000 บาท มีราคาเฉลี่ยที่ 399.54 บาทต่อตัน และการกักเก็บคาร์บอนและลดการปล่อย GHG สำหรับพืชเกษตรยืนต้น 1 โครงการ ปริมาณการซื้อขาย 10 tCO2 eq คิดเป็นมูลค่า 10,000 บาท มีราคาเฉลี่ยที่ 1,000 บาทต่อตัน

3.ประเภทพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล จากชีวมวล 5 โครงการ รวมปริมาณการซื้อขาย 28,752 tCO2eq คิดเป็นมูลค่า 1,062,855 บาท มีราคาเฉลี่ย 36.97 บาทต่อตัน โดยมีโครงการผลิตพลังงานความร้อนจากชีวมวล ขนาด 133.6 เมกะวัตต์ โดยมิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ ภูเขียว (ส่วนที่ 2) ถือเป็นส่วนสำคัญในการซื้อขายครั้งนี้ และจากพลังงานแสงอาทิตย์ 4 โครงการ ปริมาณการซื้อขาย 11,230 tCO2 eq คิดเป็นมูลค่า 609,745 บาท มีราคาเฉลี่ยที่ 54.30 บาทต่อตัน

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเฉลี่ยในเดือนตุลาคม 2567 นี้ ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากมาอยู่ที่ 205.75 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเฉลี่ยทั้งปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 125.05 บาทต่อตัน หรือเห็นได้จากเดือนกันยายน 2567 การซื้อขายคาร์บอนเครดิต จากพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล จากพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 47.60 บาทต่อตัน ประเภทป่าไม้เฉลี่ยที่ 312.21 บาทต่อตัน เป็นต้น

สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการคาร์บอนเครดิต จากประเภทประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร (P-REDD+) มีความต้องการมากขึ้น จึงส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตมีราคาสูงกว่าจากประเภทป่าไม้ทั่วไป

ประกอบกับราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศ ปรับตัวสอดคล้องกับทิศทางของราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังจากมีความชัดเจนในการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และมีการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ นับจากปีงบประมาณ 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตราว 3,535,018 tCO2eq คิดเป็นมูลค่าการซื้อขาย 313,819,046 บาท ขณะที่การซื้อขายผ่าน Exchange Platform FTIX มีปริมาณ 13,665 tCO2eq คิดเป็น

มูลค่าการซื้อขาย 727,204 บาท ปัจจุบันมีการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้วปริมาณ 20,499,603 tCO2eq มีการชดเชยคาร์บอนเครดิตแล้ว 1,920,076 tCO2eq ส่งผลให้ยังมีคาร์บอนเครดิตที่เหลืออยู่ตลาดราว 18,579,527 tCO2eq

ปัจจุบันมีโครงการที่ขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตแล้ว 468 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้13,492,284 tCO2eq/ปี ในจำนวนดังกล่าวมีโครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต 175 โครงการ อยู่ระหว่างรอการรับรอง 258 โครงการ และสิ้นสุดโครการแล้ว 60 โครงการ

ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ได้ขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณประมาณ 80,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHPs) ในจีนทั้ง 3 แห่ง มูลค่า 7.5 ล้านหยวน ให้กับนักลงทุน ที่เป็นผลจากการบริหารจัดการและควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

รวมทั้งโรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 618 เมกะวัตต์ ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วม เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเติมด้วย

Source : ฐานเศรษฐกิจ