ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทยและทั่วโลก ในแต่ละวันประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นมากกว่า 70,000 ตันต่อวัน ซึ่งการกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบแบบเดิมไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน เทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งด้านการจัดการขยะและการผลิตพลังงานทดแทน

โดยภาครัฐได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น การแปรรูปขยะเป็นพลังงานไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากหลุมฝังกลบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ซึ่งบทความนี้ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานที่สำคัญ 6 รูปแบบมาเรียบเรียงให้ทุกท่านได้อ่านกัน ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดนี้กำลังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาขยะและการผลิตพลังงานทดแทน เพื่อนำไปสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืนในอนาคต

1.เทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ

ขอบคุณภาพจาก https://www.energynewscenter.com/

เทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ (Landfill Gas to Energy) เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการขยะที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากสามารถกำจัดขยะปริมาณมากและผลิตพลังงานได้ในเวลาเดียวกัน ระบบนี้อาศัยกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของขยะอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนการฝังกลบขยะเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง แต่ยังเป็นการเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการฝังกลบเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

การเตรียมพื้นที่ฝังกลบ และการออกแบบหลุมฝังกลบ

  • ต้องมีระบบกันซึมที่พื้นและผนังหลุม
  • ติดตั้งระบบระบายน้ำชะขยะ
  • วางระบบท่อรวบรวมก๊าซชีวภาพ
  • ความลึกของหลุมต้องมากกว่า 12 เมตร

กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ

ขั้นตอนที่ 1: การย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน

  • แบคทีเรียชนิดใช้ออกซิเจนย่อยสลายสารอินทรีย์
  • เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ
  • อุณหภูมิในกองขยะสูงขึ้น

ขั้นตอนที่ 2: การย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน

  • แบคทีเรียกลุ่มผลิตกรด (Acid forming bacteria) ย่อยสลายสารอินทรีย์เป็นกรดอินทรีย์
  • แบคทีเรียกลุ่มผลิตมีเทน (Methane forming bacteria) เปลี่ยนกรดอินทรีย์เป็นก๊าซมีเทน

ข้อดี

  • สามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ทุกประเภท
  • ไม่จำเป็นต้องมีระบบคัดแยกก่อน
  • ได้พลังงานจากก๊าซชีวภาพที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้า
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ข้อควรระวัง

  • ต้องมีระบบรองพื้นที่ดีเพื่อป้องกันน้ำใต้ดินปนเปื้อน
  • ต้องมีระบบรวบรวมก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการติดตามตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซอย่างสม่ำเสมอ

2.เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ

ขอบคุณภาพจาก https://erdi.cmu.ac.th/

เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) เป็นนวัตกรรมการจัดการขยะอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยอาศัยกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ซึ่งสามารถเปลี่ยนของเสียอินทรีย์ให้เป็นก๊าซชีวภาพที่มีมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ แต่ยังสร้างประโยชน์ด้านพลังงานทดแทนและผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

ปัจจุบัน เทคโนโลยีหมักไร้อากาศได้รับการพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นระบบที่มีต้นทุนดำเนินการต่ำ ใช้พื้นที่น้อย และสามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้ ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หลักการทำงานของ เทคโนโลยีหมักไร้อากาศ

กระบวนการย่อยสลาย แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

  1. Hydrolysis
  • สารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ถูกย่อยให้เล็กลง
  • โปรตีนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน
  • คาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
  • ไขมันเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน
  1. Acidogenesis
  • น้ำตาลและกรดอะมิโนถูกเปลี่ยนเป็นกรดอินทรีย์
  • เกิดกรดอะซิติก กรดโพรพิโอนิก และกรดบิวทิริก
  • มีการผลิตก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
  1. Acetogenesis
  • กรดอินทรีย์ถูกเปลี่ยนเป็นกรดอะซิติก
  • เกิดก๊าซไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเติม
  1. Methanogenesis
  • กรดอะซิติกถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซมีเทน
  • ก๊าซไฮโดรเจนรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์เกิดเป็นมีเทน

ข้อดี

  • ลดปริมาณขยะอินทรีย์
  • ผลิตพลังงานสะอาด
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำ

ข้อควรระวัง

  • ระวังก๊าซมีเทนและไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งติดไฟง่ายและเป็นอันตรายเมื่อสูดดม5
  • ต้องมีระบบระบายอากาศที่ดีและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

3.เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ

ขอบคุณภาพจาก https://www.energynewscenter.com/

เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เป็นกระบวนการแปรรูปขยะมูลฝอยให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม โดยผ่านกระบวนการคัดแยก ลดขนาด และปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของขยะ เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะและการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ เชื้อเพลิง RDF ยังมีค่าความร้อนสูง สามารถควบคุมคุณภาพได้ และสะดวกต่อการขนส่ง ทำให้เป็นที่นิยมในการใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงงานปูนซีเมนต์ โรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานความร้อนสูง

หลักการทำงานของ เทคโนโลยีเชื้อเพลิงขยะ มีอยู่ด้วยกัน 3 หัวข้อหลักๆ ดังนี้

การคัดแยกขยะ

  • แยกวัสดุที่เผาไหม้ไม่ได้ออก เช่น แก้ว โลหะ
  • คัดแยกขยะอันตรายออก
  • แยกขยะอินทรีย์ที่มีความชื้นสูงออก

การปรับปรุงคุณภาพ

  • บดย่อยให้มีขนาดเล็กลง
  • ลดความชื้นให้ต่ำกว่า 15%
  • อัดเป็นแท่งหรือเม็ดเพื่อสะดวกในการขนส่ง

การควบคุมคุณภาพ

  • ตรวจสอบค่าความร้อน
  • วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
  • ควบคุมขนาดและความหนาแน่น

ข้อดีของเทคโนโลยี RDF

  • ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • สร้างรายได้จากการขายเชื้อเพลิง
  • ลดต้นทุนการกำจัดขยะ
  • สร้างงานในท้องถิ่น

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมความชื้นอย่างเคร่งครัด
  • ระวังการปนเปื้อนของสารอันตราย
  • ต้องมีระบบป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องควบคุมการเผาไหม้ให้สมบูรณ์
  • ต้องมีระบบบำบัดมลพิษอากาศที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องเก็บในที่แห้งและมีการระบายอากาศดี
  • ระวังการลุกติดไฟเองจากการสะสมความร้อน
  • ต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่เหมาะสม

4.เทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

ขอบคุณภาพจาก http://www.mechdesign.co.th/

เทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ (Waste Gasification) เป็นกระบวนการแปรรูปขยะให้เป็นก๊าซเชื้อเพลิงด้วยความร้อนสูงในสภาวะที่มีออกซิเจนจำกัด โดยก๊าซที่ได้เรียกว่า “Syngas” ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจน และมีเทนเป็นหลักเทคโนโลยีนี้ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการขยะและผลิตพลังงาน เนื่องจากสามารถกำจัดขยะได้หลากหลายประเภท ลดปริมาตรขยะได้มากถึง 95% และให้พลังงานสูงกว่าการเผาไหม้โดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมมลพิษได้ดีกว่าการเผาขยะแบบทั่วไป ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หลักการทำงานของเทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

กระบวนการแก๊สซิฟิเคชัน

  • ให้ความร้อนสูง 800-1,200°C
  • ควบคุมปริมาณออกซิเจน 20-30% ของที่ต้องการในการเผาไหม้สมบูรณ์
  • เกิดปฏิกิริยาเคมีหลายขั้นตอน

ขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยา

  1. การอบแห้ง (Drying)
  2. การสลายตัวด้วยความร้อน (Pyrolysis)
  3. การเผาไหม้บางส่วน (Partial Oxidation)
  4. การรีดักชัน (Reduction)

การทำความสะอาดก๊าซ

  • กำจัดฝุ่นและเขม่า
  • กำจัดทาร์และน้ำมันดิน
  • ลดอุณหภูมิก๊าซ

ข้อดี

  • ปล่อยมลพิษน้อยกว่าการเผาไหม้โดยตรง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เหลือเถ้าน้อยกว่าการเผาไหม้ทั่วไป
  • ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูง
  • ก๊าซที่ได้มีความบริสุทธิ์สูง
  • สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย
  • ต้นทุนดำเนินการต่ำในระยะยาว
  • สร้างรายได้จากการขายพลังงาน
  • ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิและปริมาณออกซิเจนอย่างแม่นยำ
  • ต้องมีระบบทำความสะอาดก๊าซที่มีประสิทธิภาพ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ระวังการรั่วไหลของก๊าซ
  • ต้องมีระบบป้องกันการระเบิด
  • ต้องมีระบบระบายความร้อนฉุกเฉิน
  • ต้องคัดแยกขยะอันตรายออกก่อน
  • ควบคุมความชื้นของขยะให้เหมาะสม
  • ต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบ

5.เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก

ขอบคุณภาพจาก https://www.bestongroup.com/

เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก (Plastic to Fuel) เป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและการขาดแคลนเชื้อเพลิงไปพร้อมกัน โดยใช้กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งเป็นการสลายตัวของพลาสติกด้วยความร้อนในสภาวะไร้ออกซิเจนเทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลับมาเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล โดยพลาสติก 1 กิโลกรัมสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 0.7-0.8 ลิตร ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก

การเตรียมวัตถุดิบ

  • คัดแยกพลาสติกตามประเภท
  • ทำความสะอาดและกำจัดสิ่งปนเปื้อน
  • บดย่อยให้มีขนาดเล็กลง

กระบวนการไพโรไลซิส

  • ให้ความร้อนที่ 300-500°C
  • ทำในสภาวะไร้ออกซิเจน
  • พลาสติกจะสลายตัวเป็นไอ
  • ไอระเหยผ่านการควบแน่นเป็นน้ำมัน

การปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน

  • กลั่นแยกส่วน
  • กำจัดสารปนเปื้อน
  • ปรับปรุงคุณสมบัติให้ได้มาตรฐาน

ข้อดี

  • ลดปริมาณขยะพลาสติก
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • สร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ
  • ลดต้นทุนการกำจัดขยะ
  • ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
  • สร้างงานในท้องถิ่น
  • ส่งเสริมการคัดแยกขยะ
  • พัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ
  • ต้องป้องกันการรั่วไหลของก๊าซ
  • ต้องมีระบบบำบัดไอเสียที่มีประสิทธิภาพ
  • ระวังการระเบิดจากก๊าซสะสม
  • ต้องมีระบบดับเพลิงที่เหมาะสม
  • ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
  • ต้องควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
  • ต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
  • ต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีระบบจัดการของเสียที่เหมาะสม

6.เทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา

ขอบคุณภาพจาก https://www.greennetworkthailand.com/

เทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา (Incineration) เป็นกระบวนการกำจัดขยะด้วยความร้อนสูงที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดปริมาตรขยะได้ถึง 90% และนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้าหรือไอน้ำระบบเตาเผาสมัยใหม่ได้รับการออกแบบให้มีระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถกำจัดสารพิษและฝุ่นละอองได้มากกว่า 99% ทำให้เป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ฝังกลบ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับการฝังกลบ และสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน

หลักการทำงานของเทคโนโลยีการเผาในระบบเตาเผา

ขั้นตอนการเผาไหม้

  1. การอบแห้งและระเหยน้ำ (100-200°C)
  2. การเผาไหม้สารระเหย (200-750°C)
  3. การเผาไหม้คาร์บอนคงตัว (750-1,100°C)
  4. การเผาไหม้สมบูรณ์ (>850°C)

ระบบควบคุมมลพิษ

  • ระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต
  • ระบบบำบัดก๊าซกรด
  • ระบบกำจัดไดออกซินและฟูแรน
  • ระบบดักจับโลหะหนัก

การนำพลังงานกลับมาใช้

  • หม้อไอน้ำผลิตไฟฟ้า
  • ระบบผลิตน้ำร้อนและไอน้ำ
  • ระบบทำความเย็น

ข้อดี

  • ลดปริมาตรขยะได้มาก
  • กำจัดขยะได้หลายประเภท
  • ทำลายเชื้อโรคได้สมบูรณ์
  • ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง
  • มีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูง
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ควบคุมมลพิษได้ดี
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ใช้พื้นที่น้อยกว่าการฝังกลบ

ข้อควรระวัง

  • ต้องควบคุมอุณหภูมิให้สูงกว่า 850°C
  • ต้องควบคุมปริมาณอากาศให้เหมาะสม
  • ต้องควบคุมระยะเวลาเผาไหม้ให้เพียงพอ
  • ต้องตรวจสอบระบบบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีการตรวจวัดมลพิษอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องมีแผนรองรับกรณีระบบขัดข้อง
  • ต้องมีระบบป้องกันการระเบิด
  • ต้องมีระบบดับเพลิงฉุกเฉิน
  • ต้องมีแผนอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมระบบ
  • ต้องมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • ต้องมีการจัดการเถ้าที่เหมาะสม
  • ต้องมีระบบสำรองไฟฟ้า

บทสรุป

เทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นพลังงานเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยแต่ละเทคโนโลยีมีข้อดีและความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เทคโนโลยีการฝังกลบเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่และต้องการระบบที่ดูแลง่าย เทคโนโลยีหมักไร้อากาศเหมาะกับขยะอินทรีย์และสามารถผลิตปุ๋ยได้ด้วยเทคโนโลยี RDF เหมาะสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพสูงและขนส่งสะดวก

ในขณะที่เทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชันให้ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงและควบคุมมลพิษได้ดี ส่วนเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากพลาสติกช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและสร้างเชื้อเพลิงคุณภาพสูง และเทคโนโลยีเตาเผาสามารถกำจัดขยะได้ปริมาณมากและผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งประเภทและปริมาณขยะ งบประมาณ พื้นที่ติดตั้ง และความพร้อมของบุคลากร โดยอาจใช้หลายเทคโนโลยีร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการขยะ ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษและความปลอดภัยในการดำเนินงาน รวมถึงการบำรุงรักษาระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การเลี้ยงแกะใต้แผงโซลาร์เซลล์ของฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์หลายประการ นอกจากจะช่วยรักษาพื้นดินแล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน ลดการเกิดน้ำท่วม และทำให้แกะมีความสุขและมีสุขภาพดีขึ้น

อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเฟื่องฟูทั่วโลก และใครจะคิดว่า “แกะ” จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้ “โซลาร์ฟาร์ม” ได้ผลผลิตที่ดีมากยิ่งขึ้น

แนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ ร่วมกับการใช้งานเชิงเกษตรกรรม หรือที่เรียกว่า “อะกริวอลเทอิกส์” (Agrivoltaics) ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและพลังงานไปพร้อม ๆ กันแล้วกัน พืชพรรณต่าง ๆ จะป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลบ่าและการกัดกร่อนมาปนเปื้อนแหล่งน้ำ แต่ก็ต้องควบคุมเช่นกัน

ต้นไม้ใบหญ้าที่เริ่มสูงอาจเริ่มบังแสงแดดให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ การไฟไหม้จากหญ้าแห้ง ครั้นจะคอยตัดหญ้าบ่อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เพราะมีความเสี่ยงที่เครื่องตัดหญ้าจะไปโดนเสาและแผงโซลาร์เซลล์

ดังนั้น จึงเกิดแนวคิด “ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์” (Solar Grazing) เป็นวิธีการนำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็น “แกะ” แต่ก็ยังมีสัตว์แทะเล็มชนิดอื่น ๆ ที่ถูกเลี้ยงด้วยเช่นกัน เพราะพวกมันสามารถเข้าไปจัดการกับหญ้าที่อยู่ตามซอกหลืบเล็ก ๆ และแทะกินได้ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร

แนวคิดนี้กำลังได้รับนิยมในสหรัฐ เนื่องจากจำนวนแกะในสหรัฐกำลังลดลง ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 5 ล้านตัว เมื่อเทียบกับจำนวนสูงสุด 50 ล้านตัวในปี 1947 อุตสาหกรรมแกะกำลังประสบปัญหา และลูกแกะประมาณสองในสามของประเทศเป็นสินค้านำเข้า

สมาคมปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์แห่งอเมริกาประมาณการว่า ปัจจุบันมีแกะราว 80,000 ตัว ถูกเลี้ยงในโซลาร์ฟาร์ม 500 แห่งใน 27 รัฐ คิดเป็นพื้นที่กว่า 2,500,000 ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าในเวลาเพียง 2 ปี แม้แนวคิดนี้จะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐ แต่ในยุโรปเกิดแนวคิดนี้มากสักระยะแล้ว

เมื่อปี 2023 Iberdrola บริษัทผลิตพลังงานสะอาด ประกาศว่าได้ปล่อยฝูงแกะ 300 ตัวในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ในโปรตุเกส โดยบริษัทระบุว่า วิธีนี้ช่วยรักษาระบบนิเวศของพื้นดินและลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ขณะที่สัตว์ก็ยังมีอาหาร และมีร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นที่กำบังจากแสงแดด ฝน และลมอีกด้วย

ขณะที่ โครงการฟาร์มโซลาร์ขนาด 1GW ในนอตทิงแฮมเชียร์ สหราชอาณาจักร จะแบ่งพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ให้กับฝูงแกะจำนวน 4,000 ตัว และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9,000 ตัว เมื่อเริ่มตกลูก และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการตัดหญ้าได้ราว 6.12 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุการใช้งาน 40 ปี

Enel Green Power บริษัทผลิตพลังงานหมุนเวียน ได้ใช้แกะเล็มหญ้าในโซลาร์ฟาร์ม มาตั้งแต่ 2016  ส่วนโซลาร์ฟาร์มในฝรั่งเศสเริ่มใช้แกะดูแลแผงโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี 2015 

แกะและแผงโซลาร์เซลล์พึ่งพาอาศัยกัน

การที่แกะกินหญ้าใต้แผงโซลาร์เซลล์ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อฟาร์มโซลาร์เซลล์เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อแกะด้วย โทนี่ อินเดอร์ เกษตรกรในออสเตรเลีย ระบุว่า ตั้งแต่มีการติดตั้งฟาร์มโซลาร์เซลล์บนที่ดินของเขา การผลิตขนแกะจากแกะที่กินหญ้าใต้แผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 15%

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Applied Animal Behaviour Science ในปี 2022 พบว่าแกะที่อยู่ในโซลาร์ฟาร์มใช้เวลาในการกินหญ้ามากกว่าแกะที่ไม่มีแผงโซลาร์เซลล์ นักวิจัยเชื่อว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผงโซลาร์เซลล์ช่วยให้แกะได้รับร่มเงา

รายงานในปี 2018 พบว่าที่กำบังจากแผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยเพิ่มความชื้นในดินอีกด้วย เพราะการควบแน่นและน้ำฝนที่ไหลบ่าจะช่วยเพิ่มความชื้นในดิน ทำให้ได้อาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทั้งเมื่อแกะเดินไปมาในทุ่ง พวกมันจะเหยียบย่ำเศษพืชเก่า ๆ ลงในดิน ทำให้ดินได้รับปุ๋ยและฟื้นฟู นอกจากจะช่วยเสริมคุณภาพของอาหารสัตว์แล้ว ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับปรุงสุขภาพดินในระยะยาว โดยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนและสารอาหาร

SolarPower Europe องค์กรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พบว่าดินที่เลี้ยงสัตว์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าถึง 80% นอกจากนี้ยังช่วยกักเก็บน้ำได้ 20-30% และบริษัทพบว่ามีแมลงผสมเกสรเพิ่มขึ้น 60%

เกษตรกรทั่วโลกต้องดิ้นรน เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และตลาดที่ผันผวน การนำโซลาร์เซลล์มาติดพร้อมกับปล่อยสัตว์แทะเล็มสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายทาง อย่างแรกเลยคือค่าเช่าในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และรายได้จากการขายสัตว์ที่เลี้ยงไว้ โดยการวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แนะนำว่า เกษตรกรสามารถหารายได้ได้ 300-500 ดอลลาร์ ต่อ 2.5 ไร่ต่อปี

Lightsource BP ผู้พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์กล่าวว่า “สิ่งที่เกษตรกรเป็นกังวลมากที่สุด คือการใช้ประโยชน์จากที่ดินและปริมาณผลผลิตที่ได้ การวิจัยจากสหรัฐพบว่า ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชผลและปรับปรุงความเป็นอยู่ของปศุสัตว์ได้อย่างมาก”

การศึกษาของโจชัว เพียซ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น พบว่ารูปแบบธุรกิจปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์สามารถสร้างกำไรมหาศาล พร้อมแนะนำว่าโซลาร์ฟาร์มที่มีอยู่ทั้งหมด ควรมีแกะไว้เล็มหญ้า เพราะจะช่วยเพิ่มผลผลิตแกะในท้องถิ่น และลดต้นทุนของฟาร์ม ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย เช่น น้ำดื่มสำหรับแกะ การจัดการเลี้ยงสัตว์ และปัญหาแกะติดโรคหรือถูกนักล่าฆ่า

ปศุสัตว์พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดคาร์บอนนั้นชัดเจน ไม่ว่าจะเลี้ยงแกะหรือสัตว์แทะเล็มอื่น ๆ นอกจากนี้ อะกริวอลเทอิกส์ ยังสามารถปลูกพืชได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรอกโคลี ข้าวโพด ผักกาดหอม มันฝรั่ง ผักโขม มะเขือเทศ และแม้แต่ข้าวสาลี


ที่มา: AP NewsEuro NewsThe Conversation
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ( กกพ.) จับมือ 3 การไฟฟ้า เปิดขายไฟฟ้าสีเขียว เป็นครั้งแรกของไทย พร้อมกำหนดราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (UGT1) จำนวน 2,000 ล้านหน่วยต่อปี ในอัตราค่าบริการที่เพิ่มจากค่าไฟฟ้าปกติ 6 สตางค์ต่อหน่วย  เริ่ม 2 ม.ค.- 28 ก.พ. 2568 ปัจจุบันมีผู้สมัครแล้ว 600 ล้านหน่วย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง ( กฟน.) พร้อมเปิดให้บริการราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (UGT1) ซึ่งเป็นราคาส่วนเพิ่มจากค่าไฟฟ้าตามปกติประมาณ 6 สตางค์ต่อหน่วย

โดย 3 การไฟฟ้าได้จัดเตรียม UGT 1 ไว้รองรับความต้องการในปริมาณรวมประมาณ 2,000  ล้านหน่วยต่อปี พร้อมทั้งเตรียมออกเอกสารรับรองไฟฟ้าสะอาดและแหล่งที่มาภายใต้มาตรฐาน I-REC ซึ่งเป็นใบรับรองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดมาตรฐานหนึ่งในระดับสากล โดยการไฟฟ้าได้เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่ 2 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา และมีผู้สมัครใช้บริการแล้ว 600 ล้านหน่วย

ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการได้ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ PEA ผ่านแพลตฟอร์ม  ugt.pea.co.th ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ กฟน. ผ่านเว็บไซต์ mea.or.th และลูกค้าตรง กฟผ. ผ่านเว็บไซต์ egat.co.th  ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2568

อย่างไรก็ตามราคาค่าส่วนเพิ่มดังกล่าวจะเรียกเก็บเฉพาะผู้ที่ใช้ไฟฟ้า UGT1  เท่านั้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยืนยัน จะส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังงานและ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน ม.ค. 2568 นี้ เสนอให้ทบทวนเงื่อนไขสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) เหตุกลุ่มนี้คุ้มทุนและได้ค่าตอบแทนนานพอสมควรแล้ว ปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลง แต่รัฐยังสนับสนุนในอัตราสูง ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าโดยรวม ชี้หากปรับเงื่อนไขได้ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าประชาชนลงได้ 17 สตางค์ต่อหน่วย หรือประหยัดได้ 33,150 ล้านบาท

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)  ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน ม.ค. 2568 นี้ เพื่อเสนอทางเลือกให้ภาครัฐทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไข การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ “การให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder)” และ “การสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT)” ของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุนสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย

“นโยบายเกี่ยวกับการลดค่าไฟฟ้านั้น ทาง กกพ. เห็นว่าควรหารือกับทุกฝ่าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ใครเสียเปรียบใคร แต่เวลานี้ต้องหยิบเรื่องทั้งหมดขึ้นมามอง กกพ. เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่พยายามนำเสนอมุมมองเพื่อให้ภาครัฐได้คิดทบทวนในเรื่องนี้ แต่เรื่องการตัดสินใจและนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายที่ต้องหารือให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

อย่างไรก็ตามหากมีการเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้น มองว่าควรเจรจากันบนความเข้าใจที่ตรงกันและเห็นถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เห็นถึงผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และหากการเจรจาสามารถตกลงกันได้ถือเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ ไม่ได้เป็นการไปทำลายบรรยากาศความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ทำกับภาครัฐแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายจะลดค่าไฟฟ้าของประเทศลงให้เหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย เมื่อ 7 ม.ค. 2568 ส่งผลให้ กกพ. ในฐานะผู้กำกับดูแลราคาพลังงาน ได้ตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะสามารถลดลงได้ และพบว่า มาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแบบให้ Adder และ FiT ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าประชาชนอยู่ 17 สตางค์ต่อหน่วย

โดย เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 กกพ.ได้ออกมาแถลงรายละเอียดว่า หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หน่วยละ 8 บาท (10 ปี) รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัวหรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการด้วย 2 เหตุผลคือ

1. ผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าผ่านจุดคุ้มทุนแบบ Adder และได้รับค่าตอบแทนจากโครงการพอสมควร จึงควรปรับค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้

 2. การรับซื้อไฟฟ้าในอดีตหน่วยละ 11.1617 บาท เนื่องจากอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีต้นทุนสูง แต่ในปัจจุบันราคาอุปกรณ์ดังกล่าวลดลงมาก ราคาไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อควรลดลงตามมาด้วยเช่นกัน หรือแม้โครงการผ่าน 10 ปีและเงินอุดหนุน 8 บาทหมดไปแล้ว แต่ราคารับซื้อก็ยังอยู่ที่ 3.1617 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาที่ สนพ. คำนวณในปี 2565 ไว้ที่หน่วยละ 2.1679 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเป็นเงินหน่วยละ 0.9938 บาท ถือเป็นกำไรที่ผู้ประกอบการไม่ควรได้รับ ประการสำคัญสัญญารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มนี้ระบุว่าให้ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ หมายความว่า ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีการปรับปรุงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผู้ประกอบกิจการก็จะได้กำไรเกินควร อันเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่มีวันสิ้นสุด

จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2568 ได้ระบุถึงค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์ หากคณะรัฐมนตรี หรือ กพช. กำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ก็จะลดค่าไฟฟ้าลงได้ทันที่ 17 สตางค์ หากค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.15 บาท ก็จะลดลงเหลือหน่วยละ 3.89 บาท

จากประมาณการตลอดทั้งปี 2568 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้า 195,000 ล้านหน่วย หากลดได้หน่วยละ 17 สตางค์ ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ถึง 33,150 ล้านบาท

Source : Energy News Center

NIO ได้ยื่นเอกสารขออนุมัติรถยนต์รุ่นแรกของแบรนด์ย่อย Firefly ซึ่งคาดว่าจะวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ MIIT ได้เผยแพร่รายชื่อรถยนต์รุ่นล่าสุดที่จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศ โดยมีรถยนต์รุ่นแรกของ Firefly รวมอยู่ด้วย

NIO เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ภายใต้แบรนด์ Firefly โดยมีราคาเริ่มต้น 148,800 หยวน (ประมาณ 7 แสนบาท) โดยคาดว่าจะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ โดยตั้งเป้าเป็นคู่แข่งกับ BMW, MINI และ Smart ของ Mercedes-Benz

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

โดยรถรุ่นนี้มีชื่อรหัสว่า NAL7000BSEVY1 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่รองรับการสลับแบตเตอรี่ ผลิตที่โรงงาน F2 ของ Nio ในเมืองเหอเฟย์ มณฑลอานฮุย

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

สเปค NIO Firefly

ขนาดตัวรถ : ยาว 4,003 x กว้าง 1,781 x สูง 1,557 x ระยะฐานล้อ 2,615 (มม.) น้ำหนัก : 1,492 กิโลกรัม

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวจาก XPT กำลังสูงสุด 105 kW, ความเร็วสูงสุด : 150 กม./ชม., แบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) จาก Sunwoda ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ NIO ใช้แบตเตอรี่จากผู้ผลิตรายนี้

Sunwoda เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ A-share ในปี 2011 ในฐานะซัพพลายเออร์ของ Apple ในปี 2008 Sunwoda เริ่มผลิตชุดแบตเตอรี่และระบบจัดการแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ และในปี 2018 ก็เริ่มการผลิตเซลล์แบตเตอรี่จำนวนมากอย่างเป็นทางการ

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ก่อนหน้านี้ ซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ของ NIO ได้แก่ CATL, BYD และ CALB

NIO เปิดตัวแบรนด์ Firefly อย่างเป็นทางการในงาน Nio Day 2024 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลก วางตำแหน่งเป็น ‘รถยนต์เล็กระดับพรีเมียม’ 

รถรุ่นนี้เริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าในประเทศจีนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ในราคา 148,800 หยวน (20,300 ดอลลาร์) และมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน

NIO ไม่ได้จำกัด Firefly ไว้แค่ในประเทศจีน ดังนั้น การขยายตลาดมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นไปได้สูง

แน่นอนว่า การที่ William Li ใช้คำว่า “สาม” ในภาษาไทย อาจเป็นแค่การสร้างสีสันให้กับงานเปิดตัว NIO Firefly แต่เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ NIO จะนำ Firefly มาทำตลาดในประเทศไทยในอนาคต

ที่มา : ArenaEV , CNEVPOST
Source : Spring News