ในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ที่มีราคาต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการรถคันที่สองสำหรับเดินทางในเมือง รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มนี้แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน มาดูกัน 5 รุ่นที่น่าสนใจกัน

1.Pocco MM 299,000 บาท

Pocco MM เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความน่ารักและราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด ด้วยดีไซน์ที่กะทัดรัดทำให้เหมาะกับการใช้งานในเมืองและการจอดในพื้นที่จำกัด แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบครัน ระบบขับเคลื่อนที่เงียบและนุ่มนวลช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 27 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 100 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 9.2 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 116 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 100 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 6-8 ชั่วโมง (AC Type 2)

จุดเด่น
Pocco MM โดดเด่นด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในตลาด พร้อมดีไซน์ที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานในเมือง มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ระบบขับเคลื่อนที่เงียบและนุ่มนวล ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างผ่อนคลาย

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://pocco-thailand.com

2.Wuling Binguo 419,000-449,000 บาท

Wuling Binguo นำเสนอความลงตัวระหว่างการออกแบบที่ทันสมัยและประสิทธิภาพการใช้งาน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและภายในที่กว้างขวางกว่าที่คาด ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะกลาง การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 67 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 150 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 31.9 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 333 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 120 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 5.5 ชั่วโมง (AC), 35 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
Wuling Binguo นำเสนอความลงตัวระหว่างการออกแบบที่ทันสมัยและประสิทธิภาพการใช้งาน ภายในกว้างขวางกว่าที่คาด ระบบขับเคลื่อนให้กำลังที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะกลาง การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.wulingthai.com

3.Changan Lumin 379,000-399,000 บาท

Changan Lumin โดดเด่นด้วยการออกแบบที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์จนได้รับฉายา “น้องหน้าง่วง” รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดีและมีพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การขับขี่ที่คล่องตัวเหมาะกับการใช้งานในเมือง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 48 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 83 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 27.98 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 301 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 101 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 10 ชั่วโมง (AC), 35 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
Changan Lumin โดดเด่นด้วยการออกแบบที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดีและมีพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัว ระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ทันสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติม :  https://www.changan.co.th

4.Neta V-II 449,000-469,000 บาท

Neta V-II เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย นำเสนอความคุ้มค่าด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน การออกแบบภายนอกที่ทันสมัยสะท้อนความเป็นยานยนต์แห่งอนาคต ห้องโดยสารกว้างขวางและตกแต่งอย่างประณีต ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทันสมัยช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ การรับประกันที่ยาวนานสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งาน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 95 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 150 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 36.1 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 382 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 124 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 8 ชั่วโมง (AC), 30 นาที (DC 30-80%)

จุดเด่น
NETA V-II มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย หน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ระบบชาร์จมือถือไร้สาย และระบบความปลอดภัย ADAS 8 ระบบในรุ่น SMART

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.neta.co.th

5.Volt City EV 365,000-425,000 บาท

Volt City EV นำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ด้วยตัวเลือกทั้งแบบ 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่งที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย การออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทันสมัยช่วยให้การใช้งานในเมืองเป็นเรื่องง่าย ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกพื้นฐานที่ครบครันตอบโจทย์การใช้งานประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • มอเตอร์: Permanent Magnet Synchronous Motor
  • กำลังสูงสุด: 46 แรงม้า
  • แรงบิดสูงสุด: 102 นิวตันเมตร
  • แบตเตอรี่: 28.5 kWh
  • ระยะทางวิ่ง: 200 กิโลเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 100 กม./ชม.
  • เวลาชาร์จ: 5.5 ชั่วโมง (AC)

จุดเด่น
Volt City EV โดดเด่นด้วยการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทางเลือกทั้งแบบ 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่ง ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 46 แรงม้า และแรงบิด 102 นิวตันเมตร ทำให้การขับขี่ในเมืองเป็นไปอย่างคล่องตัว การมีสองโหมดการขับขี่ทั้ง ECO และ SPORT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการใช้งานได้ตามต้องการ นอกจากนี้ การออกแบบภายในที่เน้นความโปร่งโล่งด้วยการตัดคอนโซลกลางออก ทำให้ห้องโดยสารดูกว้างขวางกว่าที่คาด ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ประหยัดมาก เพียง 0.3 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้คุ้มค่าในระยะยาว

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://voltthailand.com

ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดทางเทคนิค

รายละเอียดPocco MMWuling BinguoChangan LuminNETA V-IIVolt City EV
ราคา (บาท)299,000419,000-449,000379,000-399,000449,000-469,000365,000-425,000
กำลังสูงสุด (แรงม้า)2767489546
แรงบิดสูงสุด (Nm)10015083150102
แบตเตอรี่ (kWh)9.231.927.9836.128.5
ระยะทางวิ่ง (กม.)116333301382200
ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.)100120101124100
เวลาชาร์จ AC (ชม.)6-85.51085.5
เวลาชาร์จ DC (30-80%)ไม่รองรับ35 นาที35 นาที30 นาทีไม่รองรับ
จำนวนที่นั่ง2+24452/4
ความจุห้องเก็บสัมภาระ (ลิตร)100210104-580380160

หมายเหตุ: ข้อมูลทางเทคนิครวมถึงราคาจำหน่ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามรุ่นย่อยและปีผลิต ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับตัวแทนจำหน่ายอีกครั้ง

รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดทั้ง 5 รุ่นนี้ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้รถยนต์ไฟฟ้า แม้จะมีข้อจำกัดด้านระยะทางการวิ่งและขนาดตัวรถ แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและการเดินทางระยะใกล้ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟที่ถูกกว่าน้ำมัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรพิจารณาการใช้งานและความต้องการของตนเองเป็นหลัก เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุด

Toyota Urban Cruiser รถยนต์ SUV ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่ล่าสุด ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในยุโรปที่งาน Brussels Motor Show, AutoSalon/Salon de l’Auto 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ถึง 19 มกราคม ที่ Brussels Expo

Toyota Urban Cruiser รถ SUV ไซส์กะทัดรัด พร้อมลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตเร็วที่สุด การสั่งจองล่วงหน้าสำหรับรถรุ่นใหม่นี้ได้เปิดให้บริการในบางประเทศแล้ว 

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

มิติตัวรถ Toyota Urban Cruiser  ยาว 4,285 x กว้าง 1,800 x สูง 1,635 x ระยะฐานล้อ: 2,700 (มม.)

ในแง่ของขนาด Urban Cruiser มีขนาดภายนอกที่ใหญ่กว่า Yaris Cross เล็กน้อย และมีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.2 เมตร ทำให้คล่องตัวในการขับขี่ในเมือง

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser ภายในห้องโดยสาร มาพร้อมฐานล้อที่ยาวถึง 2,700 มม. (ยาวกว่า Yaris Cross 140 มม.) ประกอบกับจัดวางเบาะหลังแบบเลื่อนได้อย่างยืดหยุ่น เบาะนั่งพับแยกส่วนได้แบบ 40:20:40 และสามารถปรับเอนได้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในให้กว้างขวาง พื้นที่วางขาของเบาะหลังสามารถขยายได้เทียบเท่ากับรถยนต์ในระดับ D-segment

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

การออกแบบห้องโดยสารของ Urban Cruiser ยังคงเอกลักษณ์ของ SUV ไว้ด้วยแผงหน้าปัดแนวนอนที่ต่ำและตำแหน่งที่นั่งยกสูง ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดีรอบด้าน บรรยากาศภายในห้องโดยสารสามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบไฟส่องสว่างที่มีให้เลือกถึง 12 สี

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งออกแบบมาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่โดยเฉพาะ การออกแบบนี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้คานขวางใต้ท้องรถ จึงมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับแบตเตอรี่โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ห้องโดยสาร

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

สเปค Toyota Urban Cruiser 

Toyota Urban Cruiser มีแบตเตอรี่ให้เลือก 2 ขนาด คือ 49 kWh (144 แรงม้า, ขับเคลื่อนล้อหน้า) และ 61 kWh (174 – 184 แรงม้า, ขับเคลื่อนล้อหน้า/สี่ล้อ) ทั้งสองแบบใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอรอนฟอสเฟต รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อมาพร้อมมอเตอร์เสริม ระบบ Downhill Assist Control และโหมด Trail/Snow เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพถนน

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Toyota Urban Cruiser จะมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยเชิงรุกขั้นสูงและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน เช่น ระบบ pre-collision, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และระบบเตือน/ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser ยังมาพร้อมจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว และจอแสดงผลมัลติมีเดียขนาด 10.1 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในชุดเดียว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ง่ายทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto อุปกรณ์ระดับพรีเมียม เช่น กล้อง 360 องศา, ระบบเสียง JBL, เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟ

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ที่มา : Toyota
Source : Spring News

นอร์เวย์” กลายเป็นผู้นำด้านการใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” โดยรถยนต์ใหม่ที่ขายได้ในปี 2024 มีถึงเกือบ 90% ที่เป็นรถอีวี อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศนี้ แล้วประเทศอื่น ๆ สามารถเรียนรู้จากสิ่งนี้ได้หรือไม่

รถยนต์เกือบทุกคันสัญจรที่บนท้องถนนในกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ต่างมีตัวอักษร “E” ซึ่งย่อมาจาก electric ที่แปลว่าไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่เลือกใช้รถ EV กันหมด และกลายเป็นบรรทัดฐานของประเทศ และกำลังจะเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกการขายรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล

ตามข้อมูลจากสหพันธ์ท้องถนนแห่งนอร์เวย์ หรือ OFV แสดงให้เห็น 88.9% ของรถยนต์ใหม่ที่ขายในประเทศในปี 2024 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 82.4% ในปี 2023 ทำให้ในปีที่ผ่านมานอร์เวย์มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แซงหน้ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นครั้งแรก และเมื่อรวมรถยนต์ดีเซลเข้าไปด้วย จะมีรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของรถยนต์ทั้งหมดในนอร์เวย์

ในบางเดือน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า สูงถึง 98% แทบจะมีคนซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลใหม่แล้ว ต่างจากประเทศอื่น ๆ เช่น ในสหราชอาณาจักรมีรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 20% เท่านั้นที่จดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปี 2024 แม้ว่านี่จะเป็นสถิติสูงสุดและเพิ่มขึ้นจาก 16.5% ในปี 2023 ก็ตาม ส่วนในสหรัฐตัวเลขอยู่ที่เพียง 8% เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นขึ้นเล็กน้อยจากปี 2023 ที่ 7.6%

นอร์เวย์จึงกลายเป็นผู้นำในการใช้ รถ EV อย่างไม่ต้องสงสัย แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลากว่าสามทศวรรษ 

ทุกอย่างเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่นอร์เวย์เริ่มมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ เช่น Buddy (เดิมชื่อ Kewet) และ TH!NK City แม้ว่าในปัจจุบันทั้งสองบริษัทจะเลิกกิจการไปแล้ว แต่ยังคงส่งต่อแรงจูงใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่

แม้ว่านอร์เวย์จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ แต่นอร์เวย์ก็ตั้งเป้าที่จะจำหน่ายรถใหม่ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ไว้ตั้งแต่ปี 2017 ซึ่ง จากยอดขายในปัจจุบันก็แสดงให้เห็นว่านอร์เวย์ใกล้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว และคาดว่าในปี 2025 น่าจะถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก

เซซิลี คนีบ์ คร็อกลันด์ รองรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของนอร์เวย์กล่าวว่า “เป้าหมายของเรา คือ แสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์นั้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และเป็นทางออกที่ดีเสมอ และตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายนั้น ซึ่งฉันคิดว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ฉันคิดว่าเราได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลแล้ว”

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของนอร์เวย์ คือ การออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว 

แทนที่จะห้ามใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รัฐบาลกลับชี้นำให้รถอีวีให้เป็นทางเลือกของผู้บริโภค นอกจากจะเพิ่มภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราที่สูงขึ้นแล้ว ยังลดภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งยังมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามมา เช่น ที่จอดรถฟรี ส่วนลดค่าผ่านทาง และการเข้าวิ่งในเลนของรถประจำทาง

ทั้งนี้ นอร์เวย์ยังคงอนุญาตให้ขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลได้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เลือกซื้อรถยนต์เหล่านี้

“จากนั้นรัฐค่อย ๆ ขึ้นภาษีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล จนรถเหล่านี้มีราคาแพงมาก ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยกเว้นภาษี” คริสตินา บู เลขาธิการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์กล่าวกับ BBC

เมื่อเทียบกันแล้ว สหภาพยุโรปมีแผนที่จะห้ามการขายรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ภายในปี 2035 ขณะรัฐบาลปัจจุบันของสหราชอาณาจักรมีแผนห้ามขายรถยนต์ใช้น้ำมันในปี 2030

ปั๊มน้ำมันในนอร์เวย์หลายแห่งถูกเปลี่ยนเป็นสถานีชาร์จรถไฟฟ้า และปัจจุบันมีสถานีชาร์จสาธารณะมากกว่า 27,000 แห่งทั่วนอร์เวย์ นั่นหมายความว่านอร์เวย์มีสถานีชาร์จ 447 แห่งต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับ 73,699 แห่งในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 12 เท่า แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรมีเพียง 89 แห่งต่อประชากร 100,000 คน

สำหรับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดของนอร์เวย์เมื่อปี 2023 ได้แก่ Tesla, VW และ Toyota ส่วนแบรนด์รถยนต์ของจีน เช่น MG, BYD, Polestar และ XPeng ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 10% ตามข้อมูลของ OFV ทั้งนี้นอร์เวย์ไม่ได้เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งต่างจากสหรัฐและสหภาพยุโรปที่ตั้งกำแพงภาษี

นางบูกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ประเทศอื่นจะเลียนแบบนอร์เวย์ไม่ได้ เพราะความจริงแล้วคนนอร์เวย์ไม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนในที่อื่น ๆ แต่เป็นเพราะนโยบายที่เข้มแข็ง และผู้คนค่อย ๆ เข้าใจว่าการขับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้ในชีวิตจริง

อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยมากเช่นกัน โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีมูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซจำนวนมหาศาล ซึ่งหมายความว่านอร์เวย์มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น และแบกรับภาระการสูญเสียรายได้จากการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังมีพลังงานไฟฟ้าจากน้ำหมุนเวียน ซึ่งคิดเป็น 88% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

เคล แวร์เนอร์ โยฮันเซน จากศูนย์วิจัยการขนส่งแห่งนอร์เวย์กล่าวว่า “ปัจจุบันรถยนต์ 1 ใน 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฉันคิดว่ารัฐบาลจะยังคงให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือไฮบริดรุ่นใหม่ ๆ วางขายอยู่บ้าง แต่ฉันไม่รู้จักใครเลยที่อยากซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลในทุกวันนี้”

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยม แต่บริษัทให้เช่ารถยนต์บางแห่งก็ยังคงซื้อรถที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว นอร์เวย์ภูมิใจที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่เลิกใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความทรงจำในอดีตและความสนุกสนานในบางครั้ง ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้ง่ายขึ้นและควบคุมการต่อต้านได้

ที่มา: BBCBloombergESG
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า รวมทั้งมีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่มีการลงทุนใหม่ กำหนดรับซื้อไฟฟ้า 2 ปี ระหว่างปี 2568 – 31 ธ.ค. 2569 ราคารับซื้อไฟฟ้ากลุ่มเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ 2.20 บาทต่อหน่วย, กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ 1 บาทต่อหน่วย และพลังงานลม 0.50 บาทต่อหน่วย

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า นายสหัส ประทักษ์นุกูล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 ประกาศ “เชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า (ฉบับที่ 4)  พ.ศ. 2568”

ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่มีมติให้ขยายมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนส่วนเพิ่มจากปี 2567 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยรับซื้อตั้งแต่ปี 2568-2569 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2569

สำหรับสาระสำคัญของประกาศดังกล่าวระบุว่า การทำสัญญาจะเป็นรูปแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm) และต้องมีความพร้อมจ่ายไฟฟ้าภายในปี 2569 ซึ่งหากพบข้อจำกัดด้านศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Capacity) การไฟฟ้าสามารถบอกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ และให้การไฟฟ้าสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้จัดหาไฟฟ้าตามประกาศนี้ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยยายของภาครัฐ หรือ หมดความจำเป็น หรือเป็นภาระเกินควรแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า หรือเหตุอื่นที่เกิดขึ้นจนทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้

โดยประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่กำหนดรายละเอียดไว้ดังนี้ กพช. มีมติให้ขยายมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนส่วนเพิ่ม โดยรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และ ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) จากสัญญาเดิมหรือนอกเหนือจากกลุ่มสัญญาเดิม โดยรับซื้อพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่มีการลงทุนใหม่ และมีความพร้อมในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สามารถรองรับได้ โดยรับซื้อตั้งแต่ปี 2568-2569 ไม่เกิน 2 ปี (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2569 ) ในรูปแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm)

ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้า เป็นดังนี้

เชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ รับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย

พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ,แบบติดตั้งบนพื้นดิน และแบบทุ่นลอยน้ำ รับซื้อ 1 บาทต่อหน่วย

 และพลังงานลม รับซื้อ 0.50 บาทต่อหน่วย

สำหรับความเป็นมาของมาตรการรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานนั้น ต้องย้อนกลับไปในปี 2565  เมื่อเกิดปัญหาวิกฤติราคาพลังงาน จากผลกระทบของสงครามระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ประกอบกับเป็นช่วงที่แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณยังผลิตก๊าซฯ เข้าระบบไม่เต็มที่ตามสัญญา ทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งด้านราคาและปริมาณ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงนั้นเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ในการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เหลือใช้ของผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า และลดปัญหาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ช่วงนั้นมีราคาแพงมาก

จากนั้นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศโครงการ “รับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ทั้งจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีสัญญาและไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า” ในปี 2565  ต่อมา กพช. ได้ขยายเวลาโครงการดังกล่าวต่อไปอีก ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 นี้

โดยที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 64 เมกะวัตต์  ตามข้อกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าดังนี้ เชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพและขยะ อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา แบบติดตั้งบนพื้นดิน แบบทุ่นลอยน้ำ และพลังงานลม กำหนดอัตรารับซื้อไว้ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มนี้จะไม่สูงเกินกว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าในสัญญาเดิม โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จะเป็นแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm)

ต่อมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2567 ได้เห็นชอบตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เสนอต่ออายุโครงการดังกล่าวออกไปอีก 2 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568- 31 ธ.ค. 2569 โดยเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จาก 50 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 1 บาทต่อหน่วย โดยจะไม่มีการกำหนดปริมาณรับซื้อโดยรวมไว้  เพื่อจูงใจผู้ประกอบการโรงงาน และอาคารธุรกิจให้ร่วมขายไฟฟ้าเข้าระบบมากขึ้น

ทั้งนี้เนื่องจากทางกระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วพบว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในช่วงของวิกฤติพลังงาน แต่โครงการดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์ เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าไม่แพง ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ และลดการนำเข้า LNG ลงได้ประมาณ 1 ลำเรือ หรือประมาณ 60,000 ตัน  นอกจากนี้เมื่อได้สอบถามความเห็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็พบว่า ยังมีความสนใจขายไฟฟ้าส่วนเกินดังกล่าวให้ภาครัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่า 2 ปีจากนี้ น่าจะรับซื้อได้ประมาณเกือบ 100 เมกะวัตต์ 

Source : Energy News Center

กรมส่งเสริมการเกษตร เน้นใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรรับมือการเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2568 ลดฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

ในเวลานี้ฝุ่น PM2.5 กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่กระทบกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นจึงต้องเร่งช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ ล่าสุด นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงต้นปีประเทศไทยมักจะประสบปัญหาฝุ่นละออง และหมอกวัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง อากาศแห้งและเย็น ประกอบการกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ที่ก่อให้เกิดควัน

ซึ่งกิจกรรมภาคการเกษตรก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการดำเนินงานภายใต้การรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 เพื่อเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการจัดการทั้งในระดับพื้นที่และในระดับการส่งเสริมการเกษตรเพื่อช่วยลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ดังนี้ 

1) มาตรการสร้างความตระหนักรู้และป้องปราม จัดทำฐานข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่เสี่ยงต่อการเผา (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย) และข้อมูลเกษตรกรในแต่ละจังหวัดเพื่อวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ที่เสี่ยงการเผา และใช้เทคโนโลยีโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและจุดความร้อนเพื่อติดตามและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

2) มาตรการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า พร้อมสนับสนุนการแปรรูปเศษวัสดุ โดยจัดเตรียมข้อมูลและความร่วมมือกับโรงงานแปรรูปวัสดุเหลือใช้เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุมาขายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า

3) มาตรการปรับลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชจากพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ข้าว อ้อย มาเป็นพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง เช่น ถั่ว หรือพืชผักเพื่อให้การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทำได้ง่ายขึ้น

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

4) มาตรการไม่เผาเรารับซื้อ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกเผา โดยการให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกรที่ไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตหรือการจัดการเศษวัสดุในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5) มาตรการไฟจำเป็น ควบคุมและบริหารจัดการการเผา ในการขออนุญาติเผาตามความจำเป็น ตามข้อกำหนดและมาตรการของแต่ละจังหวัด เช่น การกำจัดศัตรูพืช หรือการจัดการวัสดุทางการเกษตรก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีการใช้ระบบ “Burn Check” หรือช่องทางกระบวนการอื่นๆ ตามมาตรการของจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตการเผาอย่างถูกต้อง

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

และ 6) การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ใช้สื่อชุมชนสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษวัสดุ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพราะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน พร้อมข้อมูลเกษตรกรแยกรายจังหวัด

เพื่อนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรการบริการจัดการพื้นที่เกษตรที่เสี่ยงการเผาไหม้ เพื่อจัดทำระบบปฏิบัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงรายจังหวัด อำเภอ และตำบล ตามรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนในแต่ละจังหวัด

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถลดจุด Hotspot จากการเผาในพื้นที่เกษตรรายพืช ปี 2568 ได้แก่ ข้าว ลดลง 30%  ข้าวโพด ลดลง 10% และอ้อย ลดลง 15% ส่วนการลดจุด Hotspot รายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (17 จังหวัด) ลดลง 30% จาก 4,550 จุด เหลือ 3,185 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 20% จาก 9,928 จุด เหลือ 7,942 จุด ภาคตะวันตก ลดลง 15% จาก 1,608 จุด เหลือ 1,367 จุด ภาคกลาง ลดลง 10% จาก 2,032 จุด เหลือ 1,829 จุด

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

ภาคตะวันออก ลดลง 10% จาก 2,052 จุด เหลือ 1,847 จุด ภาคใต้ ลดลง 10% จาก 1,017 จุด เหลือ 915 จุด โดยเกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ไปใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ยหรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า และเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนและพืชมูลค่าสูงในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างรายได้ให้เกษตรกรนำไปสู่การไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างถูกต้องได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

Source : Spring News