วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับน้ำมันสำหรับเครื่องบินที่มีชื่อเรียกว่า SAF กันครับ ซึ่งย่อมาจากคำว่า Sustainable Aviation Fuel โดยน้ำมันประเภทนี้ต้องบอกก่อนว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพลังงานสะอาดให้กับเครื่องบินนั่นเอง เพราะในแต่ละปีสายการบินต่างๆ ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนให้เกิดมลพิษทางอากาศเป็นจำนวนมหาศาล หากมีการเปลี่ยนมาให้พลังงานสะอาด ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยรักษ์โลกได้นั่นเอง

น้ำมัน SAF คืออะไร?

SAF มาจากคำว่า Sustainable Aviation Fuel เป็นน้ำมันสำหรับเครื่องบิน ในไทยเราจะคำเรียกกันว่า น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน เป็นพลังงานทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมการบิน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงแบบเดิมๆ ที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งน้ำมัน SAF นั้นสามารถนำมาใช้กับเครื่องบินได้ทันที โดยไม่มีผลกระทบใดๆ กับเครื่องยนต์

ขอบคุณภาพจาก บางจาก

น้ำมัน SAF ผลิตจากอะไร?

น้ำมัน SAF ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil หรือ UCO) เป็นหลัก โดยในบ้านเราจะมีการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มาสำหรับผลิตน้ำมัน SAF ด้วย แต่ในหลายๆ ประเภทนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลว่า นอกจากจะใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ตัวน้ำมัน SAF ก็ยังสามารถใช้ไขมันสัตว์ เศษอาหารจากครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงพวกกากน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นของเสียทางการเกษตร มาใช้ผลิตเป็นน้ำมัน SAF ได้ด้วย ซึ่งต้นทุนในการผลิตก็จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่สิ่งที่นำมาใช้ รวมถึงจำนวนน้ำมัน SAF ที่ได้ออกมาด้วย

และด้วยการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาผลิตเป็นน้ำมัน SAF นั้น ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการเหลือทิ้งของน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วด้วย เพราะส่วนใหญ่จะนำมาใช้ซ้ำ ทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพ หรือไม่ก็นำมาเททิ้งตามที่ต่างๆ ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก จากข้อมูลพบว่าคนไทยนั้นใช้น้ำมันมากถึง 1,000 ล้านลิตรต่อปี และมีน้ำมันปรุงอาหารที่เหลือทิ้งอยู่ราวๆ 1 ใน 4 ก็อยู่ที่ประมาณ 200 – 300 ล้านลิตรต่อปี ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากจนน่าตกใจกันเลยทีเดียว เมื่อมีการรับซื้อมาเพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำมัน SAF แล้ว ก็ช่วยลดการใช้น้ำมันซ้ำได้ ลดผลเสียต่างๆ ที่เกิดกับแหล่งน้ำ ท่อระบายน้ำได้ เพราะการเทน้ำมันใช้แล้วลงท่อระบายน้ำ จะทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย และเกิดการหมักหมมในท่อ ทำให้เกิดเชื้อโรคต่างๆ ตามมา นอกจากนี้น้ำมันที่เราใช้แล้ว ยังจะไปเคลือบผิวของจุลินทรีย์ส่งผลให้จุลินซีย์ไม่สามารถรับออกซิเจน สารอาหาร และน้ำได้เลย ส่งผลให้เกิดน้ำเน่าเสียได้อีก

ประโยชน์ของน้ำมัน SAF

น้ำมัน SAF หรือเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมการบิน มาทำความเข้าใจกันว่าทำไมน้ำมัน SAF จึงสำคัญ และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • ลดมลพิษทางอากาศ น้ำมัน SAF ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินทั่วไป
  • ชะลอภาวะโลกร้อน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีส่วนช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2. ยั่งยืน

  • ใช้ประโยชน์จากของเสีย น้ำมัน SAF ผลิตจากวัตถุดิบทางเลือก เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ หรือเศษอาหาร ช่วยลดปริมาณขยะและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่
  • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้ น้ำมัน SAF ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้

3. อนาคตของการบิน

  • เป็นทางเลือกที่ยั่งยืน น้ำมัน SAF เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมการบินที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การใช้ น้ำมัน SAF สอดคล้องกับเป้าหมายของหลายประเทศในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

4. ประโยชน์อื่นๆ

  • เพิ่มความหลากหลายของพลังงาน การใช้ น้ำมัน SAF ช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานเดียว
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจ การผลิตและการใช้ น้ำมัน SAF สร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ๆ

น้ำมัน SAF ในประเทศไทย

น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน และการตอบสนองต่อแนวโน้มของการบินที่ยั่งยืนในระดับโลก

ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย

  1. การพัฒนาและการผลิต
    • บริษัท ปตท. และ บางจาก เป็นผู้เล่นสำคัญในด้านการพัฒนาน้ำมัน SAF ในประเทศไทย ทั้งสองบริษัทมีการลงทุนและการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต SAF จากวัตถุดิบที่หลากหลาย เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว ไขมันสัตว์ และชีวมวล
    • บางจากมีโรงงานที่สามารถผลิต SAF ในระดับต้นแบบ และมีแผนจะขยายกำลังการผลิตในอนาคต
  2. นโยบายและการสนับสนุน
    • รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการพัฒนา SAF ผ่านนโยบายพลังงานทดแทน และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบชีวภาพที่ผลิตในประเทศ
    • การขับเคลื่อนตามเป้าหมายของ ICAO (International Civil Aviation Organization) ที่ส่งเสริมการใช้ SAF ในการลดการปล่อยคาร์บอน
  3. สายการบิน
    • สายการบินไทย เช่น การบินไทย และ บางกอกแอร์เวย์ส ได้มีการทดลองใช้ SAF ในบางเที่ยวบิน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเครื่องยนต์และการลดคาร์บอน
    • การบินไทยร่วมมือกับองค์กรในประเทศและต่างประเทศเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของ SAF
  4. วัตถุดิบในประเทศไทย
    • วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต SAF ในประเทศไทย ได้แก่ น้ำมันปาล์ม ไขมันสัตว์ น้ำมันพืชใช้แล้ว และขยะชีวมวล
    • การวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้วัตถุดิบและลดต้นทุนยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทาย

  1. ต้นทุนการผลิต SAF มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงปกติ (Jet A-1) อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การใช้งานในวงกว้างยังคงจำกัด
  2. โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและจัดจำหน่ายยังต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม
  3. นโยบายระหว่างประเทศ การแข่งขันในระดับโลกและข้อกำหนดจากองค์กรระหว่างประเทศมีผลต่อการพัฒนาตลาด SAF ในประเทศไทย

แนวโน้มในอนาคต

  • ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้นำการผลิต SAF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากสามารถพัฒนานโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
  • การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น Power-to-Liquid (PtL) และ การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) จะช่วยเพิ่มศักยภาพในระยะยาว

มีน้ำมันใช้แล้ว ขายได้ที่ไหนบ้าง

ขอบคุณรูปภาพจาก บางจาก

ตอนนี้ทางบางจากเขามีโครงการที่ชื่อว่า “ทอดไม่ทิ้ง” ซึ่งจะรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว ที่ที่สถานีบริการบางจาก จำนวน 162 สถานี โดยรับซื้อ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท (ราคาอาจมีการปรับขึ้นลงตามกลไกตลาดน้ำมันพืช) เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนมีร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมโดยไม่ทิ้งน้ำมันที่ใช้แล้วสู่พื้นที่สาธารณะ นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว มาจำหน่ายในโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง“ นำไปผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการบางจากที่ร่วมโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ได้ที่ https://www.bangchak.co.th/en/newsroom/bangchak-news/1151/

และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ราคาขายน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ได้ที่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด โทร. 0 2335 8008, 08 3829 5431 หรือ Add Line: 08 3829 5431

ขอบคุณรูปภาพจาก บางจาก

บทสรุป

น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel) เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสอดรับกับนโยบายพลังงานระดับโลก แม้จะยังเผชิญกับความท้าทายในด้านต้นทุนการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนา SAF ด้วยทรัพยากรชีวมวลที่อุดมสมบูรณ์และการสนับสนุนจากภาครัฐ

อนาคตของ SAF ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย การพัฒนานโยบายที่ชัดเจน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หากสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ ประเทศไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก SAF ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้

Photo Cover : Freepik

ขณะที่เมืองไทยกำลังถกเถียงกันเรื่อง “ภาษีรถติด” นิวยอร์กก็เริ่มเก็บ “ค่าธรรมเนียมรถติด” (Congestion Pricing) ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มเก็บตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2568 ซึ่งผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารจะต้องจ่าย 9 ดอลลาร์เพื่อเข้าสู่แมนฮัตตันในวันธรรมดา ระหว่างเวลา 05.00-21.00 น. และในวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างเวลา 09.00-21.00 น. ในช่วงนอกเวลาทำการ อัตราค่าผ่านทางจะอยู่ที่ 2.25 ดอลลาร์สำหรับรถยนต์บุคคลธรรมดา

ค่าธรรมเนียมรถติดมีไว้เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านแห่งนี้ การจราจรในนิวยอร์กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่มีการจราจรคับคั่งที่สุดในโลก แซงหน้าลอนดอน ปารีส และเม็กซิโกซิตี้ ในผลสำรวจการจราจรประจำปี 2023 ที่จัดทำโดย INRIX

คาดว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ 15,000 ล้านดอลลาร์ เงินที่ได้จะนำไปใช้ซ่อมแซมและปรับปรุงระบบรถไฟใต้ดินเก่าของนิวยอร์ก และเส้นทางรถไฟสำหรับผู้โดยสารประจำ 2 เส้นทาง 

รวมถึงการปรับปรุงสัญญาณรถไฟใต้ดินให้ทันสมัย อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารที่มีความทุพพลภาพ และเพิ่มจำนวนรถบัสไฟฟ้าของเมือง โดยระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จะจัดเก็บข้อมูลจาก จุดตรวจจับกว่า 100 แห่งซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของแมนฮัตตัน และส่งข้อความแจ้งเตือนให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม

“นี่คือระบบเก็บค่าผ่านทางที่ไม่เคยมีใครลองใช้มาก่อนในแง่ของความซับซ้อน เราไม่คาดหวังว่าชาวนิวยอร์กจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในชั่วข้ามคืน ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งนี้” ยานโน ลีเบอร์ ประธานและซีอีโอของสำนักงานควบคุมระบบขนส่งมวลชนมหานครนิวยอร์ก หรือ MTA กล่าว

เดิมทีค่าธรรมเนียมนี้กำหนดไว้ที่ราคา 15 ดอลลาร์ แต่ แคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต คิดว่าแพงเกินไป จึงปรับราคาลงมาเป็น 9 ดอลลาร์ และค่าธรรมเนียมนี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถที่เรียกใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก และแอปพลิเคชันเรียกรถ โดยรถฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาล รถดับเพลิง และรถตำรวจ รวมถึงรถของรัฐอื่น ๆ เช่น รถบรรทุกขยะ รถกวาดหิมะ และรถโรงเรียนและรถโดยสารประจำทางจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น หากต้องข้ามสะพานและอุโมงค์ต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ทั้งนี้ผู้ขับขี่ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่แมนฮัตตันโดยใช้อุโมงค์บางแห่งในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงถึง 3 ดอลลาร์

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มเก็บค่าผ่านทางในเช้าวันอาทิตย์ แม้จะจราจรหนาแน่นในถนนสายที่ 60 และถนนสายที่ 2 แต่ก็สามารถเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่าผู้ขับขี่หลายคนจะไม่รู้พวกเขาจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งหลายคนถึงกับหัวเสียที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ และกล่าวว่าเป็นไอเดียที่สิ้นคิด

ขณะเดียวกัน ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และผู้โดยสารขนส่งสาธารณะบางส่วนกลับรู้สึกดีกับโครงการนี้  หวังว่าโครงการนี้จะช่วยลดปัญหาการจราจรคับคั่ง และเสียงแตรในละแวกบ้านจะลดน้อยลง และยังได้งบช่วยปรับปรุงระบบรถไฟใต้ดินให้ทันสมัย

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่จากพรรครีพับลิกัน ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติโครงการนี้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ก่อนหน้านี้นโยบายเก็บค่าธรรมเนียมเคยหยุดชะงักลงในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ด้วยเหตุผลที่ว่ารอการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลกลาง

ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทรัมป์ ซึ่งมีอาคาร Trump Tower อยู่ในโซนเก็บค่าผ่านทาง กล่าวว่าอัตราค่าผ่านทาง “จะทำให้เมืองนิวยอร์กเสียเปรียบเมืองและรัฐคู่แข่ง และธุรกิจต่าง ๆ จะย้ายออกไป” 

ทั้งนี้ ลีเบอร์ ซีอีโอของ MTA กล่าวว่าเขาไม่ได้กังวลว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะสามารถยกเลิกโครงการนี้ได้ โดยระบุว่า “ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเรื่องนี้ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ตระหนักถึงเรื่องนี้และเริ่มนำเรื่องนี้มาพิจารณาในการวางแผน” 

เมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก รวมทั้งลอนดอนและสตอกโฮล์ม ก็มีโครงการเก็บค่าภาษีรถติดที่คล้ายกัน แต่สำหรับสหรัฐแล้ว นิวยอร์กเป็นเมืองแรกที่มีโครงการนี้ ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้สังเกตว่าโครงการนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เมื่อเริ่มดำเนินการในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไปสักพักประชาชนจะรับรู้ถึงประโยชน์ของมันได้ เช่น รถบัสมีทำเวลาได้ดีขึ้น การจราจรคล่องตัว มีรถบนท้องถนนน้อยลง

ค่าผ่านทางจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ดอลลาร์ในปี 2028 และเป็น 15 ดอลลาร์ในปี 2031 แผนใหม่นี้ตั้งเป้าว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก จากนั้นจะเพิ่มเป็น 700 ล้านดอลลาร์เมื่อค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และเมื่อค่าธรรมเนียมกลับมาเป็นอัตราปรกติจะสร้างรายได้ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ 

เจ้าหน้าที่คมนาคมคาดว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่เข้าสู่เขตการจราจรหนาแน่นได้อย่างน้อย 13% อย่างไรก็ตาม น่าจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนเพื่อประเมินว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยลดปัญหาการจราจรได้หรือไม่ รวมถึงจะสามารถรอดพ้นจากกระแสคัดค้านและความพยายามล้มเลิกโครงการของโดนัลด์ ทรัมป์ได้หรือไม่

ที่มา: AP NewsCBS NewsThe New York Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจเช่าเสื้อผ้า” แทนการซื้อกำลังมาแรงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยอัตราการเติบโต 10% ต่อปี ขณะเดียวกันก็ช่วยให้วงการแฟชั่นสามารถรับผิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก ที่เกิดจาก “ฟาสต์แฟชั่น” แต่แนวทางนี้มีประโยชน์ต่อโลกจริงหรือไม่? คำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด

อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก ธุรกิจบริการให้เช่าเสื้อผ้าจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อช่วยให้วงการแฟชั่นมีทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า โดยผู้บริโภคสามารถเช่าเสื้อผ้าได้เป็นระยะเวลาจำกัด และส่งคืนเสื้อผ้าได้หลังจากใช้งาน แทนที่จะซื้อเสื้อผ้าและใส่เพียงไม่กี่ครั้งแล้วก็ทิ้ง นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคที่ชอบแต่งตัว แต่ก็รักษ์โลกและต้องการลดปริมาณคาร์บอนไปพร้อมกัน

บริการตามพื้นฐานของการเข้าถึง” หรือ ABS (Access-based Services) ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดง่าย ๆ นั่นคือ แทนที่จะเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากสินค้าชั่วคราว โดยแลกกับการจ่ายเงินสนับสนุน ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินค้าเหล่านั้นอีกต่อไป ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เห็นได้จากการเติบโตของแอปพลิเคชันเรียกรถ บริการเช่าที่พัก เช่าเครื่องใช้ในครัวเรือน และมาจนถึงให้เช่าเสื้อผ้า

การศึกษาวิจัยที่ดำเนินการร่วมกันโดยโรงเรียนธุรกิจ EDHEC ของฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัย UCL Louvain ของเบลเยียม พบว่า ในบางครั้งการเช่าเสื้อผ้าอาจไม่ช่วยลดปริมาณคาร์บอน หรือทำให้ปริมาณคาร์บอนแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากการเช่าเสื้อผ้าอาจกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งที่ควรจะลดลง

บริการให้เช่าเสื้อผ้า เรามักจะคุ้นเคยกับการเช่าชุดสำหรับใช้ในอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน กีฬาสี หรืองานเลี้ยงแฟนซี แต่ปัจจุบันพร้อมให้บริการสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน เมื่อสามารถเช่าเสื้อผ้าได้ง่าย ราคาถูก และมีให้เลือกหลากหลาย ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยอมจ่ายค่าเช่าจำนวนมาก หรือแม้แต่ขอซื้อเสื้อผ้าที่เช่ามาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง 

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนนำเงินที่เหลือจากการเช่าชุดไปซื้อสินค้าอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้าน หรือแม้แต่ไปท่องเที่ยว ล้วนแต่ส่งผลให้การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า ไม่ใช่ผู้ใช้บริการเช่าเสื้อผ้าทุกคนที่จะมีพฤติกรรมสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติมากขึ้น แต่มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่จะเพิ่มปริมาณคาร์บอน กลุ่มแรกคือ “ผู้แสวงหาสิ่งบันดาลใจและความสุข” (stimulation and pleasure seekers) พวกเขาแสวงหาความแปลกใหม่และความหลากหลาย สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว การเช่าเสื้อผ้าจะกระตุ้นความต้องการอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ตลอดเวลา ซึ่งอาจเพิ่มการบริโภค

กลุ่มที่สองคือ “เยาวชนที่ไม่สนใจชีวิตในเมือง” (urban apathetic youth) ถึงแม้จะไม่ได้มีแรงจูงใจในการแสวงหาความสุขเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะซื้อเสื้อผ้าประเภทอื่นเพิ่มขึ้นหลังจากเช่าเสื้อผ้า โดยกลุ่มนี้มักเป็นคนในเมือง ที่มักเป็นโสดและมีการศึกษา คิดเป็นประมาณ 18% ของผู้ใช้บริการ และมีแนวโน้มสร้างผลกระทบทางอ้อมเป็นพิเศษ

ตลาดการเช่าเสื้อผ้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าตลาดในปี 2024 คาดว่าจะสูงถึง 1,770 ล้านดอลลาร์ และจะทะลุ 2,470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 ตามรายงานของ Mordor Intelligence ซึ่งบริษัทอย่าง Rent the Runway, Gwynnie Bee และ Tuileries เป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดนี้ แต่บริษัทใหม่ ๆ หลายแห่งกำลังเข้ามาในตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเสนอการสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปี ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเสื้อผ้าได้หลากหลาย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดนี้ไม่ได้รับประกันว่าการเช่าเสื้อผ้าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากใช้ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นช่องทางกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้การเช่าเสื้อผ้าจะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็อาจส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมให้สูงสุด บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ แทนที่จะส่งเสริมประโยชน์จากการเช่าเสื้อผ้าเพียงด้านสุขนิยม ด้วยความหลากหลายและความแปลกใหม่ บริษัทต่าง ๆ ควรเน้นที่ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง และส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น

แพลตฟอร์มต่าง ๆ ควรสนับสนุนการเช่าผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแบรนด์ และแบรนด์ที่ให้ความสำคัญทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ขณะที่การจำกัดจำนวนชิ้นในการเช่าแต่ละครั้ง รวมทั้งเพิ่มระยะเวลาในการเช่าก็เป็นวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแฟชั่นที่ยั่งยืน บริษัทและผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้แนวทางที่รับผิดชอบมากขึ้น โดยบริษัทให้เช่าเสื้อผ้าต้องมีส่วนร่วมในการให้ความรู้ผู้บริโภค เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการตัดสินใจใช้บริการ ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับรอยเท้าคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเช่า ผู้บริโภคจะสามารถเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงได้ดีขึ้น และส่งเสริมการปฏิบัติที่รับผิดชอบมากขึ้น

การเช่าเสื้อผ้าอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจแทนการซื้อแบบดั้งเดิม แต่ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะถึงแม้จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลกระทบย้อนกลับ ที่อาจรุนแรงกว่าประโยชน์ที่ควรได้หลายเท่า


ที่มา: Fashion UnitedForbesThe Conversation
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 จากการจัดอันดับโดย Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์กว่า 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 25 จากปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวทางธุรกิจ ผลประกอบการ และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

การติดอันดับองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในครั้งนี้ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” ในการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ให้เหมาะกับบริบทขององค์กร ด้วยการสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดย ปตท. ได้เน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเร่งสร้างความแข็งแรงและเพิ่มศักยภาพในธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็น Core Business ของ ปตท. รวมทั้งการดำเนินธุรกิจ Non-Hydrocarbon ที่มี Attractiveness หรือมีความน่าสนใจ และ ปตท. มี Right to Play หรือมีจุดแข็ง สามารถเข้าไปต่อยอดในธุรกิจนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ ปตท. ยังมีเป้าหมาย NET ZERO ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สร้างการเติบโตควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก ผลักดันธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฮโดรเจน และการดำเนินโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Storage : CCS)  โดยทำงานแบบบูรณาการทั้งกลุ่ม ปตท. ภายใต้การบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี

นอกจากนี้ ปตท. ยังติดอันดับที่ 3 ของแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุดในไทย จากการประเมินของ Brand Finance โดยได้รับการประเมินอยู่ที่ 82.4 คะแนนจาก 100 คะแนน สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างสมดุล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งยังเป็นองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนในไทย โดยมีมูลค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Value) สูงถึง 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ของบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

Mr. Alex Haigh, Managing Director – Asia Pacific of Brand Finance กล่าวว่า ปตท. เป็นองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดของไทย 4 ปีซ้อน นับเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศทั้งในด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนและการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนมุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สู่การสร้างมาตรฐานในธุรกิจด้านพลังงาน โดยเน้นหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ความยึดมั่นในแบรนด์ และสร้างความโดดเด่นในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับสากล

การได้รับการจัดอันดับโดย Brand Finance ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานให้แก่ประเทศ ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพลักษณ์ของ   แบรนด์ ปตท. ที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน (Iconic Brand) รวมทั้งใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น นำไปสู่การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ปตท. ให้เป็นที่รักและจดจำ  นอกจากนี้ ยังช่วยตอบสนองความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล

Source : Energy News Center

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังเป็นทางเลือกใหม่ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero GHG Emission และ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 โดยมีความปลอดภัยสูง และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ปล่อยคาร์บอน

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ประเทศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค.ศ.2065

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

ทั้งนี้ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) คาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของโลกจะขยายตัวถึง 2.5 เท่า ภายในปี ค.ศ. 2050 และจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจาก SMR มากถึง 140 กิกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากยานยนต์ไฟฟ้า การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยี AI

ทั่วโลกผุดโรงไฟฟ้า SMR ตอบโจทย์ Net Zero

โรงไฟฟ้า SMR นับเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ที่ ได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาของหลายประเทศ อาทิ ประเทศนอร์เวย์วางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR เพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อนให้กับนิคมอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ Data Center ประเทศแคนาดาตั้งเป้าก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกภายในปี 2577 และเกาหลีใต้ได้ประกาศร่างแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติชุดใหม่ โดยมีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR ให้พร้อมใช้งานด้วย

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR ที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า Akademik Lomonosov เป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำ ขนาด 70 เมกะวัตต์ (MWe) ตั้งอยู่ที่เมืองชูคอตกา ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 1 แสนคน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ HTR-PM ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ขนาด 210 MWe เริ่มเดินเครื่องเมื่อปี 2565 สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนกว่า 3 แสนครัวเรือน นอกจากนี้จีนยังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้า Hainan Changjiang SMR ขนาด 125 MWe คาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569

โรงไฟฟ้าไร้คาร์บอนแบบมั่นคงและแข่งขันได้

สำหรับโรงไฟฟ้า SMR เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 MWe โดยออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันให้มีขนาดเล็กลงบรรจุไว้ในโมดูลสำเร็จรูปที่ประกอบเบ็ดเสร็จจากโรงงานผู้ผลิต และสามารถขนย้ายโมดูลโดยรถบรรทุกหรือรถไฟเพื่อนำไปติดตั้งในพื้นที่โรงไฟฟ้าได้อย่างสะดวก จึงช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 3 – 4 ปี และใช้พื้นที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบทั่วไปถึง 10 เท่า

อีกทั้ง แร่ยูเรเนียมยังเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีอยู่จำนวนมาก มีราคาต่ำใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีการผูกขาดเหมือนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จึงไม่มีความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสามารถแข่งขันได้ ดังนั้น โรงไฟฟ้า SMR จึงเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถใช้เดินเครื่องร่วมกับพลังงานหมุนเวียนได้ โดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง

เทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR ได้รับการออกแบบให้มีระบบป้องกันความปลอดภัยมากขึ้น สามารถหยุดการทำงานได้เองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มีระบบหล่อเย็นภายในตัว สามารถระบายความร้อนได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและเจ้าหน้าที่ควบคุมเช่นในอดีต เพราะระบบระบายความร้อนใช้หลักการธรรมชาติ เช่น การถ่ายเทความร้อน การปล่อยน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินโรงไฟฟ้าจะไม่เกิดความเสียหายแม้ไม่มีกระแสไฟฟ้าในระบบเลยก็ตาม แตกต่างจากกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ ประเทศญี่ปุ่น ที่ระบบหล่อเย็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า นอกจากนี้บางเทคโนโลยียังออกแบบให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่ใต้ดินเพื่อช่วยลดความเสี่ยงเมื่อเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง เช่น สึนามิ พายุ แผ่นดินไหว อีกทั้งการลดความซับซ้อนของอุปกรณ์ ทำให้การควบคุมตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุและรังสีรั่วไหลจึงน้อยลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ ขนาดของโรงไฟฟ้าที่เล็กลงและการออกแบบให้มีความปลอดภัยมากขึ้น จึงทำให้พื้นที่สำหรับการวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉินมีรัศมีที่ลดลงด้วย โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มีรัศมีถึง 16 กิโลเมตร ขณะที่โรงไฟฟ้า SMR มีรัศมีน้อยกว่า 1 กิโลเมตร เท่านั้น

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

โรงไฟฟ้า SMR ทางเลือกความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าไทย

สำหรับประเทศไทยได้เตรียมการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์และประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน มาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ของสหประชาชาติ ได้ประเมินความพร้อมของประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการตัดสินใจสำหรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ติดตามศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และ SMR จากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานกว่า 17 ปี

ด้านกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือ ERS ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า SMR ตามที่ระบุไว้ในร่างแผน PDP2024 โดยเสนอแนะเพิ่มเติมให้กำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ให้เกิดขึ้นได้จริง

SMR โรงไฟฟ้าสะอาด ตอบโจทย์ Net Zero

Source : ฐานเศรษฐกิจ