ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของโลก โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ก๊าซเรือนกระจกเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับและปลดปล่อยรังสีความร้อน ทำหน้าที่เสมือนผ้าห่มที่คลุมโลกไว้ แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิของโลกให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โลกจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าปัจจุบันถึง 33 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ แต่ในทางกลับกัน การมีก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปก็ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด ทั้งแหล่งกำเนิด ผลกระทบ และวิธีการลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความยั่งยืนของโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก รวมถึงผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

1.คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีปริมาณการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด และมีอายุการคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 200 ปี ก๊าซนี้เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณ CO2 เพิ่มสูงขึ้น การปล่อย CO2 ที่มากเกินไปส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก
  • ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น
  • ทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล

2.มีเทน (CH4)

มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 84 เท่า แม้จะมีอายุการคงอยู่ในชั้นบรรยากาศเพียง 12 ปี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก แหล่งกำเนิดหลักของก๊าซมีเทนมาจากการทำปศุสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงวัวและควาย การทำนาข้าว การจัดการขยะในหลุมฝังกลบ และการรั่วไหลจากการผลิตและขนส่งก๊าซธรรมชาติ การลดการปล่อยมีเทนจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบที่สำคัญ

  • เร่งการเกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง
  • ทำให้คุณภาพอากาศแย่ลง ส่งผลต่อสุขภาพ
  • ก่อให้เกิดหมอกควันและมลพิษทางอากาศ
  • ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร

3.ไนตรัสออกไซด์ (N2O)

ไนตรัสออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภาวะเรือนกระจกสูงถึง 260 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานกว่า 100 ปี ก๊าซนี้เกิดขึ้นจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในภาคเกษตรกรรม กระบวนการอุตสาหกรรม และการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ยังมีการปล่อยจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียและการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในดิน การควบคุมการใช้ปุ๋ยและการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซชนิดนี้

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ
  • ส่งผลกระทบต่อระบบหายใจของมนุษย์
  • ทำให้เกิดฝนกรด
  • ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน

4.ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs)

ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ทดแทนสารทำลายชั้นโอโซนในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ ก๊าซชนิดนี้มีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 12,400 เท่า แม้จะมีอายุการคงอยู่ในชั้นบรรยากาศเพียง 15-29 ปี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมาก การใช้งาน HFCs เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในวงกว้าง
  • เร่งการเกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง
  • ทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น
  • เป็นอันตรายต่อสุขภาพหากสูดดมโดยตรง
  • ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

5.เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs)

เพอร์ฟลูออโรคาร์บอนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตสารกึ่งตัวนำ รวมถึงในกระบวนการหลอมอะลูมิเนียม ก๊าซชนิดนี้มีความคงทนสูงมากและสามารถอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 2,600-50,000 ปี ศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนของ PFCs สูงกว่า CO2 ถึง 7,390-12,200 เท่า การปล่อย PFCs แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำลายชั้นบรรยากาศอย่างถาวร
  • ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นเวลานานหลายพันปี
  • เพิ่มอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง
  • ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
  • เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตหากได้รับในปริมาณมาก

6.ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)

ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยมีค่าสูงกว่า CO2 ถึง 23,500 เท่า ก๊าซชนิดนี้ถูกใช้เป็นฉนวนไฟฟ้าในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง และในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ SF6 สามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 3,200 ปี ทำให้การปล่อยก๊าซชนิดนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างยาวนาน

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกรุนแรงที่สุด
  • ทำลายชั้นบรรยากาศอย่างถาวร
  • ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นเวลานานหลายพันปี
  • เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพหากสูดดม
  • ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

7.ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)

ไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในการผลิตจอ LCD หน่วยความจำ และแผงโซลาร์เซลล์ ก๊าซชนิดนี้มีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงถึง 17,200 เท่าของ CO2 และสามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 740 ปี การใช้งาน NF3 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ผลกระทบที่สำคัญ

  • ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ
  • มีความเป็นพิษสูงต่อสิ่งมีชีวิต
  • ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว
  • ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
  • เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจ

บทสรุป

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะก๊าซที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นอย่างกลุ่มฟลูออริเนตที่มีศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่า การแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคนมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การประหยัดพลังงาน การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และการลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก หากเราไม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในระยะยาว การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน

Photo : freepik

พามาดูผลงานด้านพลังงานของไทยปี 2567 ที่ผ่านมา และแผนงานปี 2568 ไทยติดตั้งโซลาร์พื้นที่ทุรกันดาร รวม 595 แห่ง 1,588 ลดใช้พลังงานในโรงงานอาคารได้ 7,583 ล้านบาท พร้อมลุยพลังงานทดแทนต่อ

การเดินหน้าเรื่องพลังงานทดแทนเป็นนโยบายสำคัญของประเทศไทย พามาดูผลงานของกระทรวงพลังงานที่ผ่านมา ล่าสุดนางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2567 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เช่น ติดตั้งโซลาร์ช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ทุรกันดาร รวม 595 แห่ง 1,588 ระบบ,ประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังน้ำกว่า 235 ครัวเรือน, กำกับและส่งเสริมให้มีการลดใช้พลังงานในโรงงานอาคารได้กว่า 7,583 ล้านบาท, ถ่ายทอดความรู้ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระดับครัวเรือน ชุมชน กว่า 24,606 คน และพัฒนาหลักสูตรด้านพลังงานเพื่อสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน 

และในปี 2568 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าพลังงานสะอาดให้มากขึ้นและลดใช้พลังงานอย่างเข้มข้น ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงาน อาทิ ด้านความมั่นคง : พัฒนากฎหมายเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้คล่องตัวขึ้น ให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีไฟฟ้าใช้จากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ ด้านเศรษฐกิจ : เร่งผลักดันมาตรการทางภาษีส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน, ด้านความยั่งยืน : ยกระดับมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน พร้อมเร่งรัดจัดการเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนเพื่อลดปัญหา PM2.5 เป็นต้น

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา สนพ. ได้ปฏิบัติภารกิจงานด้านการวางแผนนโยบายพลังงานภายใต้หลักคิด (1) ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) สนพ. ได้จัดทำแผนบูรณาการการลงทุนและการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า พัฒนา EV Data Platform

อีกทั้งยังจะส่งเสริมการใช้ EV ในภาคราชการ โดยในเดือนมิถุนายน 2567 สนพ. ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 (PDP2024) และร่างแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2567-2580 (Gas Plan2024) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำความเห็นที่ได้จากการ Public hearing ไปปรับปรุงเพื่อเสนอ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอข้อสรุปผลการดำเนินโครงการนำร่องการตอบสนองด้านโหลด หรือ Demand response (DR) ปี 2566 และแนวทางพัฒนาแหล่งทรัพยากร DR ในระยะแรกปี 2567 – 2569 เพื่อตอบสนองการใช้ไฟฟ้าของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (2) ด้านการดูแลราคาพลังงาน (Economics) สนพ. ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติและหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ กำหนดราคา Pool Gas ราคาเดียว (Single Pool) และทบทวนค่าบริการส่งก๊าซธรรมชาติ (ค่าผ่านท่อก๊าซ) ซึ่งช่วยให้ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ NGV ลดลง

ขณะเดียวกัน สนพ. ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของไทย และนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงาน ได้แก่ การรักษาระดับค่าไฟฟ้าปี 2567 ที่ 4.18 บาท/หน่วย และช่วยเหลือค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง การคงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ 423 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม ต่อเนื่องมามากกว่า 2 ปี และการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 33 บาท/ลิตร สำหรับ (3) ด้านความยั่งยืน (Sustainability)

“สนพ. มีนโยบายที่คำนึงถึงพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อเสนอแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่อง Direct PPA ไม่เกิน 2,000 MW สำหรับธุรกิจ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น”

ในปี 2568 สนพ. ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจที่ทำในปี 2567 ทั้งในส่วนของความมั่นคงด้านพลังงาน และ การดูแลราคาพลังงานให้มีความเหมาะสมกับประชาชน โดยมีงานสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ การปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสมทั้งในส่วนของโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และ โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2569 – 2573 เป็นต้น

Source : Spring News

การศึกษาของ 4 Day Week Foundation เปิดเผยว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสหราชอาณาจักรได้ 127 ล้านตันต่อปี แถมช่วยลดการขับรถได้มากถึง 558 ล้านไมล์ต่อสัปดาห์

ดูจะเป็นเรื่องที่เรา ๆ ได้แต่ฝันหาสำหรับการได้ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ในเมืองไทยยังไม่มีนโยบายนี้ ทว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปกติในต่างประเทศ เพราะช่วยให้เรามีเวลาว่างไปทำสิ่งอื่น ๆ ที่ชอบ และการศึกษาล่าสุดก็พบว่ามันสามารถลด ‘มลพิษ’ ได้ด้วย

ข้อมูลอัปเดตล่าสุดจาก 4 Day Week Foundation แคมเปญที่สนับสนุนแนวคิดการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และลดชั่วโมงการทำงาน เปิดเผยว่า บริษัทกว่า 200 แห่งในสหราชอาณาจักรเริ่มใช้นโยบายทำงานสี่วันต่อสัปดาห์

รู้ไหมว่า หากเราทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ จะลดคาร์บอนฯ เท่าเลิกขับรถ 27 ล้านคัน

โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยังจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม และไม่ได้ใช้แค่ชั่วคราวในระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่บริษัทหลาย ๆ แห่ง แจ้งกับพนักงานแล้วว่าจะใช้นโยบายนี้ถาวร โดยหลัก ๆ แล้วเป็นบริษัท หรือธุรกิจในแวดวงวิศวกรรม ครีเอทีฟ HR ก่อสร้าง ฯลฯ

ทำงานน้อยลง 1 วัน มีข้อดียังไง?

จากการศึกษาพบว่า การทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย และจิตใจของพนักงาน ทุกคนมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น สามารถจัดสรรไปใช้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว คนรัก หรือแม้แต่พาลูก ๆ ไปใช้เวลานอกบ้าน ซึ่งปกติอาจทำได้แค่วันหยุดเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าวันลาป่วยลดลง 65 เปอร์เซ็นต์

นี่อาจจะเป็นผลประโยชน์จากฝ่ายพนักงานเพียงอย่างเดียว เพื่อให้แฟร์กับฝ่ายนายจ้างไปดูกันหน่อยว่าผลกระทบอีกด้านเป็นอย่างไร อ้างอิงจากข้อมูลของ 4 Day Week Foundation พบว่า ธุรกิจแทบไม่ได้รับผลกระทบ บางแห่งรายงานว่ามีผลกำไรที่สูงขึ้น แถม effective มากยิ่งขึ้น

ข้อดีต่อสภาพภูมิอากาศ

การศึกษาของ 4 Day Week Foundation พบว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสหราชอาณาจักรได้ 127 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการใช้รถยนต์ 27 ล้านคันบนท้องถนนเลยทีเดียว

งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 ระบุว่า การลดชั่วโมงการทำงานลงร้อยละ 10 อาจทำให้ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ลดลง กล่าวคือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลง 4.2% และคาร์บอนฟุ๊ตพริ้นท์ลดลง 14.6%

งานวิจัยอีกหนึ่งชิ้นที่น่าสนใจคือ Henley Business School ซึ่งร่วมมือกับธุรกิจ และบริษัทหลายร้อยแห่งในสหราชอาณาจักร พบว่า ลดการทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดระยะทางที่คนเดินทางไปทำงานได้ถึง 558 ล้านไมล์ต่อสัปดาห์

รู้ไหมว่า หากเราทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ จะลดคาร์บอนฯ เท่าเลิกขับรถ 27 ล้านคัน

“การได้วันหยุดสามวัน ทำให้คนงานมีโอกาสออกกำลังกาย ใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง และปรับปรุงสุขภาพกายและใจไมากขึ้น” Anupam Nanda ศาสตราจารย์ จาก Henley Business School กล่าว

Nanda ยังเปิดเผยอีกว่า เวลาที่ทำงานน้อยลงหนึ่งวันก็เท่ากับว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ทำงานสึกหรอน้อยลงหนึ่งวัน อาทิ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวัสดุสิ้นเปลืองอื่นๆ จะต้องเปลี่ยนใหม่น้อยลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพอากาศมากขึ้น

อย่างไรก็ดี โครงการ 4 Day Week ได้เริ่มต้นโครงการนำร่องใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2024 โดยปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 1,000 คนที่กำลังทดสอบว่าสัปดาห์การทำงานที่สั้นลงจะได้ผลสำหรับพวกเขาอย่างไร โดยระบุว่ามีแผนที่จะจัดโครงการนำร่องใหม่อย่างน้อย 3 โครงการในปี 2025

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับไอเดียนี้ คุณในที่นี้หมายรวมทั้งลูกจ้าง และนายจ้าง

ที่มา: Euro news
Source : Spring News

ครั้งแรกในโลก! นักวิทยาศาสตร์ใช้ยีสต์ขนมปังและราผุสีขาวมาทำเป็นแบตเตอรี่ สามารถย่อยสลายได้เองหลังใช้งาน

ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุแห่งสหพันธรัฐสวิส หรือ EMPA ได้พัฒนา “แบตเตอรี่” ที่ใช้ “เชื้อรา” ผลิตไฟฟ้า สำหรับจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์วัดอุณหภูมิและอุปกรณ์ขนาดเล็ก และสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ไม่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์สร้างเซลล์เชื้อเพลิงเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) จากเชื้อราสองชนิด ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae (ยีสต์ขนมปัง) และ Trametes pubescens (ราผุสีขาว) ซึ่งนิยมใช้ทำขนมปัง เบียร์ และชีส ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติในการบำบัดน้ำเสียและลดพิษของโลหะหนักในพืชผล

“การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อราทั้ง 2 ชนิด สามารถนำมาพิมพ์แบบ 3 มิติร่วมกับนาโนคริสตัลเซลลูโลสและนาโนไฟบริลเซลลูโลสได้ และเชื้อราทั้งสองชนิดเติบโตภายในหมึกที่ทำจากเซลลูโลส การเติมคาร์บอนแบล็กและเกล็ดกราไฟต์ลงในหมึกทำให้หมึกมีคุณสมบัติเป็นสื่อไฟฟ้า จึงสามารถใช้เป็นอิเล็กโทรดในแบตเตอรี่ราได้ โดยเฉพาะเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ (MFC)” ผู้เขียนการศึกษากล่าว

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อม

สิ่งมีชีวิตทั้งหมด รวมทั้งเชื้อรา เผาผลาญสารอาหารอินทรีย์จากอาหารเพื่อผลิตพลังงาน เซลล์เชื้อเพลิงราที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นใช้กลไกที่คล้ายคลึงกันในการแปลงพลังงานส่วนหนึ่งเป็นไฟฟ้า

เช่นเดียวกับแบตเตอรี่อื่น ๆ เซลล์เชื้อเพลิงจากเชื้อราประกอบด้วยขั้วบวกและขั้วลบ ขั้วบวกจะมียีสต์ขนมปังซึ่งปล่อยอิเล็กตรอนผ่านกระบวนการเผาผลาญ ส่วนราผุสีขาวจะอยู่ที่ขั้วลบ โดยผลิตเอนไซม์ที่ช่วยให้จับและถ่ายโอนอิเล็กตรอนเหล่านี้ออกจากเซลล์ได้

เมื่อทดสอบแล้ว แบตเตอรี่เชื้อราสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ระหว่าง 100-200 mV ซึ่งเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้กับเซนเซอร์บลูทูธขนาดเล็กที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ที่ใช้ในเกษตรกรรมหรือการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลาหลายวัน

“คุณสามารถเก็บแบตเตอรี่เชื้อราไว้ในสภาพแห้งและเปิดใช้งานได้ทันทีโดยเพียงแค่เติมน้ำและสารอาหาร” แคโรไลนา เรเยส ผู้เขียนคนแรกของการศึกษาและนักวิจัยที่ EMPA กล่าว

‘แบตเตอรี่’ จาก ‘ยีสต์-เชื้อรา’ ย่อยสลายได้เอง ไม่ปล่อยพิษสู่สิ่งแวดล้อม

ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของแบตเตอรี่เชื้อราตามที่ Empa คือ ไม่มีพิษและย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ โดยนักวิจัยระบุว่า “เมื่อทำงานเสร็จแล้ว มันจะสลายตัวจากภายใน” 

แม้จะมีความพยายามรวบรวมและรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่เสมอ  แต่เซนเซอร์และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมักถูกมองข้าม ทั้งที่อุปกรณ์เหล่านี้มักทำจากวัสดุที่ไม่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ และมักมีวัสดุที่เป็นพิษซึ่งสามารถปนเปื้อนดินและน้ำ

ตามรายงานของผู้เขียนการศึกษา คาดว่าภายในปี 2030 จะมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ถึง 74.7 ล้านตัน หมายความว่าเราจะต้องจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากับหอไอเฟล 10,000 แห่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมนานัปการ 

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สีเขียวที่ใช้ส่วนประกอบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดสารพิษ และหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยเป้าหมายต่อไปของทีม EMPA คือการเพิ่มอายุการใช้งานและกำลังไฟฟ้าของแบตเตอรี่เชื้อราเพื่อให้สามารถนำไปใช้กับส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ได้

ที่มา: AAEuronewsInteresting Engineering
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ทรัมป์ เดินหน้าลงนามถอน โปรเจกต์พลังงานลมทั่วประเทศ แต่ไฟฟ้าที่ชาวสหรัฐฯ ใช้ในปัจจุบันนี้ กว่า 10% ได้มาจากพลังงานลม งานนี้ชาวอเมริกันจะเกิดความไม่พอใจหรือไม่?

หนึ่งในลายเซ็นต์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ถูกใช้ไปกับการลงนามระงับอุตสาหกรรม ‘พลังงานลม’ ไม่ว่าจะเป็นการระงับการออกกฎหมาย ใบอนุญาต การขายหรือแม้กระทั่งสัญญาเช่าโครงการพลังงานลมทั่วประเทศ

ไม่ว่าก่อนหน้านี้ หรือหลังดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทรัมป์ 2.0 จะเดินหน้า “เจาะ เจาะ และเจาะ” หาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเบือนหน้าหนีพลังงานหมุนเวียนทุกชนิด โดยเฉพาะพลังงานลม

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะหากพลิกไปดูข้อมูลจะพบว่า ไฟฟ้าที่ชาวสหรัฐฯ ใช้ในปัจจุบันนี้ กว่า 10% ได้มาจากพลังงานลม (Wind energy) แบ่งเป็น พลังงานลมบนบก 9,124 กิกะวัตต์ และพลังงานลมนอกชายฝั่ง 4,249 กิกะวัตต์

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมาคมพลังงานสะอาดแห่งสหรัฐฯ (American Clean Power Association) ระบุว่า ในปี 2023 สหรัฐฯ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ 425,235 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ให้พลังงานแก่บ้านเรือนกว่า 39 ล้านหลัง

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

แล้วทำไมทรัมป์ถึงต้องการตัดขาดกับพลังงานลมล่ะ ทั้ง ๆ ที่สำคัญกับชาวอเมริกันมากขนาดนี้ ?

ในปี 2006 ควักเงินซื้อที่ดินริมชายฝั่งสกอตแลนด์เพื่อสร้างสนามกอล์ฟ หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องก็กระเด็นเข้าหูทรัมป์ว่า รัฐบาลมีโปรเจกต์จะสร้างฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งในบริเวณดังกล่าว เจ้าตัวก็มองว่ามันจะ ‘บดบังวิว’

จากนั้น จึงยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐบาล โดยอธิบายว่าฟาร์มกังหันลมแห่งนี้คือ ‘สิ่งที่น่าเกลียด’ ที่ฉุดรั้งแนวชายฝั่งของสกอตแลนด์ ทางที่ดีควรไปสร้างที่อื่น หรือไม่ก็ล้มเลิกโครงการไปซะ นับแต่นั้น ทรัมป์ก็ดูจะฉุนกับพลังงานลม (โดยส่วนตัว) เรื่อยมา

รวมวาทะกรรมแซ่บจาก ‘ทรัมป์’ ถึง ‘พลังงานลม’

ทรัมป์เคยโพสต์ลง X (Twitter) หลายร้อยครั้งว่า ‘กังหันลม’ ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งยังทำลายความสวยงามของประเทศ เมื่อปี 2012 เขากล่าวว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือเรื่องที่จีนอุปโลกขึ้นมา

ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัด! สั่งเบรก ‘พลังงานลม’ แต่คนในประเทศอาจไม่เห็นด้วย...?

นอกจากนี้ ยังพูดอีกว่ากังหันลมทำร้ายนกอพยพ (ซึ่งเป็นเรื่องจริง) แต่นักวิทยาศาสตร์ออกมาโต้แย้งว่า หากเทียบจำนวนแล้ว จำนวนนกถือว่ามีแค่เศษเสี้ยวเดียว เมื่อเทียบกับนกที่บินชนตึกสูงใจกลางเมืองของทรัมป์

น่าสนใจว่าบรรดารัฐที่กาชื่อทรัมป์ลงหีบ ยกตัวอย่างเช่น ‘ไอโอวา’ ซึ่งไฟฟ้ากว่า 60% มาจากพลังงานลม จะมีความคิดเห็นอย่างไรในมูฟเมนต์นี้ของทรัมป์ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายรัฐที่พึ่งพาพลังงานลม และโหวตให้กับทรัมป์เช่นกัน

Source : Spring News