1 เมษายน 2024 บริษัทสาธารณูปโภคด้านพลังงาน Helen ได้ยุติการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารี (Salmisaari) ในเฮลซิงกิอย่างเป็นทางการ ทำให้ในปัจจุบัน “ถ่านหิน” เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของฟินแลนด์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลพิษและเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานแล้ว บริษัทยังระบุว่าการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินยังช่วยลดค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคได้อีกด้วย

โอลลี่ เซิร์กก้า ซีอีโอของ Helen กล่าวว่า “เราสามารถดำเนินการได้อย่างมีกำไรมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกกว่าสำหรับลูกค้า ความสำเร็จของเราเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ยอดเยี่ยมว่าในกรณีที่ดีที่สุด การเปลี่ยนผ่านที่สะอาด ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และความมั่นคงด้านอุปทานของฟินแลนด์สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้”

นับจากนี้ Helen จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 Helen ประกาศลดราคาพลังงานให้แก่ลูกค้าไปแล้วสองครั้ง คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยรวมของระบบทำความร้อนในเขตพื้นที่สำหรับปี 2025 จะลดลงโดยเฉลี่ย 5.8% เมื่อเทียบกับปี 2024

ตั้งแต่ปี 2020 “พลังงานลม” เข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคพลังงานของฟินแลนด์ กำลังการผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จนกลายเป็น 25% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ  ขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลง 73% จาก 2.44 เทระวัตต์ชั่วโมงเหลือ 0.67 เทระวัตต์ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพลังงานทั้งหมด

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Salmisaari

Salmisaariโรงไฟฟ้าถ่านหิน แห่งสุดท้ายในฟินแลนด์
เครดิตภาพ: REUTERS

ในปี 2024 ฟินแลนด์มีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินเปิดใช้งานอยู่ 3 แห่ง โรงหนึ่งคือโรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารี ส่วนอีก 2 โรงเป็นโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน คือ วาสกีลูโอโต 2 ( Vaskiluoto 2) ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพียงประมาณ 30% 

ขณะที่มาร์ตินลาคโซ 2 (Martinlaakso 2) ใช้ถ่านหินและชีวมวลร่วมกัน และมีแผนจะยกเลิกใช้ถ่านหินในปี 2026 ซึ่งทั้งโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งผลิตพลังงานรวมกันได้เพียง 0.8% ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าเมริ-โปริ (Meri-Pori) ถูกใช้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินร้ายแรงจนถึงสิ้นปี 2026

ฟินแลนด์ร่วมใจงดใช้ถ่านหิน

รัฐมนตรีกระทรวงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของฟินแลนด์ ซารี มุลตาลา แสดงความยินดีกับ Helen และบริษัทพลังงานทั้งหมดในประเทศสำหรับความมุ่งมั่นในการยกเลิกใช้ถ่านหิน

“ในปี 2019 รัฐสภามีมติเห็นชอบกฎหมายห้ามใช้ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานภายใน 10 ปีอย่างเป็นเอกฉันท์ ในเวลานั้น เป้าหมายดูเหมือนจะท้าทาย แต่ตอนนี้ที่ทำได้เร็วกว่ากำหนด การผ่านกฎหมายนี้จึงดูเป็นการมองการณ์ไกลมาก” มุลตาลา กล่าว

เพื่อให้เป็นไปตามเป้า ฟินแลนด์ได้ออกนโยบายและแผนงานสนับสนุน รวมถึงการระดมทุนมูลค่า 22.8 ล้านยูโรในปี 2021 ที่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีและการลงทุนด้านพลังงานที่สร้างสรรค์ 

มุลตาลาระบุว่า พลังงานลมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟินแลนด์ ตามรายงานล่าสุดของสมาพันธ์อุตสาหกรรมฟินแลนด์ โดยคิดเป็นมูลค่า 26,000 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 44% ของอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

ก่อนหน้านี้ ฟินแลนด์ต้องพึ่งพาถ่านหินที่นำเข้าจากรัสเซียเป็นหลัก ดังนั้นการเลิกใช้ถ่านหินจึงทำให้ฟินแลนด์เป็นอิสระด้านพลังงานมากขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นคงของชาติด้วย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของฟินแลนด์ได้ 5% 

ซิริลล์ คอร์เมียร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของ Beyond Fossil Fuels ภาคการผลิตไฟฟ้าของยุโรปที่ใช้พลังงานหมุนเวียนกล่าวว่า ฟินแลนด์ได้แสดงให้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนสามารถเกิดขึ้นได้จริง หากภาคการเมืองมีความชัดเจน และมีการลงทุนอย่างรวดเร็ว

“พลังงานลมเพียงอย่างเดียวก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่ถ่านหินและพลังงานฟอสซิลได้มากเพียงพอแล้ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียนสามารถขยายขนาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนโยบายของรัฐบาลสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม” คอร์เมียร์กล่าว

นอกจากนี้ การรณรงค์ของกลุ่มภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารีปิดตัวลง หนึ่งในนั้นคือ Coal-Free Finland กลุ่มรณรงค์เรียกร้องให้ยุติการใช้พลังงานถ่านหินและเลิกใช้พลังงานถ่านหินมาโดยตลอด แต่กลุ่มผู้รณรงค์กล่าวว่าฟินแลนด์ยังสามารถทำได้มากกว่านี้ โดยชี้ให้เห็นถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอลคิลูโต 3 (Olkiluoto 3) ที่คืบหน้าล่าช้าไปมาก และต้องใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันฟินแลนด์กำลังก้าวไปสู่ระบบพลังงานที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพและปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้สูงสุดและรวดเร็ว” คอร์เมียร์กล่าว 

ในปี 2017 สหราชอาณาจักรและแคนาดาได้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรขับเคลื่อนการยุติใช้พลังงานถ่านหิน หรือ PPCA ซึ่งฟินแลนด์เป็นสมาชิกของ PPCA มาตั้งแต่ก่อตั้ง และปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 180 ประเทศทั่วโลก

“กรณีของฟินแลนด์ยืนยันว่าการเร่งเปลี่ยนจากถ่านหินไปเป็นพลังงานสะอาด จะยิ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังพิสูจน์ด้วยว่าการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิดได้มาก ด้วยความมุ่งมั่นที่กล้าหาญและการวางแผนเชิงรุกของรัฐบาล” จูเลีย สโครปสกา หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ PPCA กล่าว


ที่มา: Euro NewsReutersYLE
Source : กรุงเทพธุรกิจ

วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) และ ‘ศิลปะ’ เป็น 2 องค์ประกอบสำคัญที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคม ศิลปะไม่เพียงสะท้อนวัฒนธรรม อารมณ์ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ หากแต่ยังเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อสารแนวคิด ความรู้สึก และจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

นอกจากนี้ ศิลปะยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เยียวยาจิตใจ และปลุกกระแสการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาสังคม ส่งเสริมความเท่าเทียม หรือจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

ด้วยเหตุนี้ การสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์และการพัฒนาศิลปินให้สามารถสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์และศักยภาพสู่ระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการผลักดันจากหลายภาคส่วน ด้วยแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัล โดย ‘ปัญญ์ จิรกิติ’ ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งตระกูลจิราธิวัฒน์ จึงได้ร่วมก่อตั้ง ‘deCentral’ (ดีเซ็นทรัล) — โปรเจกต์วิสาหกิจเพื่อสังคมที่มุ่งมั่นพัฒนาศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้เติบโตและก้าวสู่เวทีระดับสากล ที่มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

ระบบนิเวศเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัญญ์ จิรกิติ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารร่วม (ฝ่ายกลยุทธ์) ดีเซ็นทรัล กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ‘deCentral’ ถือกำเนิดขึ้นจากความเชื่อมั่นในพลังของศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่เพียงในฐานะเครื่องมือแสดงออกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์ ค้นหา และตั้งคำถามต่อประเด็นทางสังคมในปัจจุบัน

“กลุ่มเซ็นทรัลได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยสามารถพัฒนาและทดลองแนวทางใหม่ๆ deCentral จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แสดงงาน แต่เป็นพื้นที่ใหม่ทางศิลปะที่จะเปิดโอกาสและเชื่อมโยงกลุ่มคนสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้ระบบนิเวศทางศิลปะของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

‘deCentral’ ต้องการท้าทายสมมติฐาน อะไรคือความหมายของการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง? การมาจากที่ใดที่หนึ่งหมายความว่าอย่างไร? เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่า ‘ศูนย์กลาง’ ของใครบางคนอาจเป็น ‘ชายขอบ’ ของอีกคนหนึ่ง?

แนวโน้มวงการศิลปะไทย

ปัญญ์ บอกว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยในปัจจุบันกำลังก้าวข้ามพรมแดนมากกว่าที่เคย ทั้งในเชิงรูปแบบ การเล่าเรื่อง และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายศิลปะระดับนานาชาติ เราเห็นศิลปินไทยจำนวนมากกำลังใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำรวจอัตลักษณ์ วิพากษ์สังคม และตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ บทบาทของศิลปินในฐานะนักคิดและผู้เคลื่อนไหว

“เราไม่เพียงเห็นงานศิลปะที่งดงามในเชิงเทคนิค แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายที่ลุ่มลึก ท้าทาย และเชื่อมโยงกับประเด็นระดับโลก ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลกระทบของโลกดิจิทัล”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือ การได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ การสนับสนุนด้านทุน การพัฒนาศักยภาพของศิลปินและบุคลากรทางศิลปะรุ่นใหม่ การขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ ตลอดจนการเผยแพร่สู่สาธารณชนในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

มอบทุนละ 1.5 แสนบาท วิพากษ์ประเด็นสังคม

เพื่อเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับวงการศิลปะไทย ‘deCentral’ จึงได้นำร่องเปิดตัวโครงการ “ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ” (Production Grant) ก่อนฮับเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

เพื่อสนับสนุนศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินที่มีประสบการณ์ แต่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยและวิพากษ์ประเด็นสังคม รวมถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งพัฒนาผลงานศิลป์ที่มีคุณค่าทางศิลปะและสังคมอย่างเต็มที่

โดยจะมอบทุนจำนวน 9 ทุน มูลค่าทุนละ 150,000 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ผลงานที่ได้รับทุนจะได้รับโอกาสนำเสนอในงานแสดงของ ‘deCentral’ เพื่อให้ผู้คนในแวดวงศิลปะ นักสะสม ภัณฑารักษ์ และผู้ชมจากทั่วโลกได้สัมผัสและชื่นชมผลงานอย่างใกล้ชิด

โครงการ ‘ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ’ เปิดรับสมัครศิลปินที่สนใจจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและวิธีการสมัครได้ทาง deCentralth.com หรือ กรอกใบสมัครผ่านทาง https://forms.gle/GHECnSRhTW18iB5YA

“เรามองหาศิลปินที่ไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ แต่ต้องสร้างเรื่องราวที่สะท้อนผู้คน สังคมในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดในกรอบเดิม เปิดรับความรู้ใหม่ พร้อมสร้างสรรค์งานด้วยวิธีการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนการมีส่วนร่วมข้ามอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้ศิลปะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง”

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์ เตรียมเปิด deCentral ฮับศิลปะเพื่อสังคม นำร่องให้ทุน

วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม

deCentral ที่กำลังจะเปิดในปี 2569 ตั้งอยู่ที่ซอยพานิชอนันต์ กรุงเทพมหานคร เป็นโครงการศิลปะที่ริเริ่มโดยกลุ่มเซ็นทรัลและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปสนับสนุนโปรแกรมของ deCentral อย่างต่อเนื่อง

“เรามุ่งหมายในการคัดสรรนิทรรศการ มอบทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ เสนอโปรแกรมการเรียนรู้ และพัฒนาความร่วมมือร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เราต้องการมอบโอกาสให้เหล่าผู้สร้างสรรค์ได้พัฒนาแแนวคิดที่นอกกรอบ โดยเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยถูกพิจารณามาก่อน นอกจากนั้น ยังมุ่งมั่นสร้างโปรแกรมศิลปะที่มีความเชื่อมโยงกัน นำเสนอศักยภาพของชุมชนศิลปะไทยที่มีความหลากหลาย และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระดับประเทศและระดับนานาชาติ”

นอกเหนือจากโครงการ deCentral แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนศิลปะผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ในปี 2024 (Venice Biennale 2024 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในโลกโดยนำผลงานของศิลปินไทยไปร่วมจัดแสดง รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย

งานศิลปะไม่ใช่เพียงวัตถุจัดแสดง

ปัญญ์ กล่าวด้วยว่า ศิลปะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่หลายคนคิด มันเป็นกระจกสะท้อนความจริง เป็นเสียงของผู้ที่ไม่มีเวที และเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจทางสังคม

‘deCentral’ สนับสนุนศิลปินที่ใช้ศิลปะเป็นกลไกในการวิพากษ์และสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือสภาพภูมิอากาศ งานศิลปะที่ได้รับการสนับสนุนจะไม่ใช่เพียงวัตถุจัดแสดง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและการเคลื่อนไหวทางสังคม 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

เริ่มต้นเดือน เม.ย. อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าขยับสูงขึ้นเกิน 3 หมื่นเมกะวัตต์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 29 มี.ค. 2568 เกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี 2568 ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ช่วงกลางคืนเวลา 20.33 น. มีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 33,658.3 เมกะวัตต์  แต่ยังต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศที่ระดับ 36,792.1 เมกะวัตต์ จับตาเดือน เม.ย. นี้ อาจเกิดพีคไฟฟ้าอีก ล่าสุด  (4 เม.ย. 2568) เพียงแค่ช่วงกลางวัน ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นถึง 31,019 เมกะวัตต์แล้ว โดยพีคไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเกิดช่วงกลางคืน พลังงานคาดการณ์ปี 2568 อาจเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดใกล้เคียงกับปี 2567 ได้อีก มั่นใจไฟฟ้ามีรองรับเพียงพอ      

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ยอดการใช้ไฟฟ้าของไทยกำลังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนในเดือน เม.ย. แม้จะมีบางพื้นที่เกิดฝนตก แต่สภาพอากาศก็ยังร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ประชาชนเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อคลายร้อน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่ 29 มี.ค. 2568 ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีคไฟฟ้า) ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2568 เมื่อเวลา 20.33 น. โดยมีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 33,658.3 เมกะวัตต์

ขณะที่เริ่มต้นเข้าสู่เดือน เม.ย. ยอดการใช้ไฟฟ้ายังขยับเพิ่มขึ้น โดยเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมาแตะระดับ 31,870.9 เมกะวัตต์ ในช่วงกลางคืนเวลา 19.30 น. และล่าสุด ณ วันนี้ (4 เม.ย. 2568) เวลา 14.25 น. ยอดใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นถึงระดับ 31,015.9 เมกะวัตต์แล้ว

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) พบว่าพีคไฟฟ้าของปี 2568 ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ยังต่ำกว่าพีคไฟฟ้าที่เป็นสถิติสูงสุดของไทยในระบบของ 3 การไฟฟ้าที่ 36,792.1 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2567 เวลา 22.24 น. โดยกระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าพีคไฟฟ้าปี 2568 มีโอกาสสูงใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา

สำหรับยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในแต่ละเดือน เป็นดังนี้

เดือน ม.ค. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 9  ม.ค. 2568 เวลา 12.25 น. ที่ระดับ 26,116.5 เมกะวัตต์

เดือน ก.พ. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 19.26 น. ที่ระดับ 30,857.7 เมกะวัตต์

เดือน มี.ค. 2568  ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 20.37 น. ที่ระดับ 32,882.3 เมกะวัตต์

เดือน เม.ย. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่  3 เม.ย. 2568 เวลา 20.37 น. ที่ระดับ  31,870.9 เมกะวัตต์  

อย่างไรก็ตามแม้ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของไทย (จากระบบไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า) ยังมีเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน โดยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ. 2567-2580 (ร่าง PDP 2024) ที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แต่มีข้อมูลระบุว่าการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2568 ยังใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ประมาณ 55,947 เมกะวัตต์ โดยเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2567 กระทรวงพลังงานระบุว่าไทยยังมีสำรองไฟฟ้าเหลืออยู่ 25.5% ดังนั้นจึงเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับไปในปี 2567 จะพบว่าตลอดปี 2567 ได้เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 11 ครั้ง เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในปรากฎการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมทั่วประเทศ โดยบางพื้นที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส โดยในเดือน เม.ย.- พ.ค. 2567 ได้เกิดพีคไฟฟ้าทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปถึง 4 ครั้ง โดยไปจบที่สถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2567 เวลา 2.24 น. ที่ระดับ 36,792.1 เมกะวัตต์ 

Source : Energy News Center

Motor Show 2025 เพียง 4 วันแรก ยอดจองรถส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ AION/HYPTEC แบรนด์ EV จีน สร้างปรากฏการณ์ยอดจองสูงสุด 1,248 คัน แซงหน้าเจ้าตลาดอย่าง Toyota

บรรยากาศภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 หรือ Motor Show 2025 กำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม

ยอดจองรถยนต์ Motor Show 2025 (สรุป 4 วันแรก 24-27 มี.ค. 68)

AION / HYPTEC : 1,248 คัน

Toyota : 1,177 คัน

DEEPAL / AVATR : 984 คัน

MG : 841 คัน

GWM : 779 คัน

Honda : 686 คัน

Nissan : 351 คัน

Isuzu : 313 คัน

ZEEKR : 260 คัน

Mitsubishi : 243 คัน

OMODA & JAECOO : 194 คัน

Mazda : 170 คัน

NETA : 103 คัน

Suzuki : 102 คัน

GEELY : 98 คัน

XPENG : 87 คัน

RIDDARA : 30 คัน

KIA : 29 คัน

Hyundai : 27 คัน

Lexus : 20 คัน

Juneyao : 11 คัน

* Aston Martin, Audi, BMW, Ford, Jeep, Maserati, Mercedes-Benz, MINI, Peugeot, Porsche, Rolls-Royce, Volvo แจ้งยอดจองวันสุดท้าย

** BYD / DENZA ไม่ประสงค์แจ้งยอดจองในงาน

ไฮไลท์สำคัญที่สร้างความประหลาดใจและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ไทย คือ การก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของแบรนด์ AION / HYPTEC จากประเทศจีน ที่สามารถทำยอดจองไปได้สูงถึง 1,248 คัน

ถือเป็นการโค่นแชมป์เก่าและเจ้าตลาดมายาวนานอย่าง Toyota ที่ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ด้วยยอดจอง 1,177 คัน

การผลัดเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกเหนือจากสองอันดับแรก ความร้อนแรงของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนยังคงปรากฏชัดเจน

โดย DEEPAL / AVATR รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดจอง 984 คัน, MG ตามมาในอันดับ 4 ที่ 841 คัน และ GWMอยู่ในอันดับ 5 ด้วยยอดจอง 779 คัน

ซึ่งการที่แบรนด์จีนสามารถครองถึง 4 ตำแหน่งใน Top 5 ยิ่งตอกย้ำถึงอิทธิพลและการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดประเทศไทย

ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ ที่เคยเป็นที่นิยม ต่างทำยอดจองตามมาในอันดับถัดๆ ไป อาทิ Honda อันดับ 6 (686 คัน), Nissan อันดับ 7 (351 คัน), Isuzu อันดับ 8 (313 คัน), และ Mitsubishi อันดับ 10 (243 คัน)

นอกจากนี้ แบรนด์ EV ที่น่าจับตามองอย่าง ZEEKR ก็สามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ใน 10 อันดับแรกได้สำเร็จในอันดับ 9 ด้วยยอดจอง 260 คัน

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของ AION และแบรนด์ EV จีนอื่นๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นทั้งด้านราคา เทคโนโลยี ดีไซน์ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

แต่ยังบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งผู้เล่นเดิมจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ยอดจองรถยนต์ 4 วันแรกของงาน Motor Show 2025 ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ AION ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงการรุกคืบอย่างหนักหน่วงของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดไทย และเป็นการท้าทายเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota โดยตรง

แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยเปิดใจรับเทคโนโลยี EV มากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แบรนด์จีนนำเสนอ ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเมื่อสิ้นสุดงาน

ยอดจองรวมและการจัดอันดับสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รถยนต์ไทย

ที่มา : autolifethailand
Source : Spring News

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะโลกร้อน การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ และมลพิษที่เพิ่มมากขึ้น การพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้คือ ตรา G-Green ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลิต บริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตรา G-Green คืออะไร?

ตรา G-Green เป็นตราสัญลักษณ์ที่ออกโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นภายใต้โครงการ “การส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า โครงการ G-Green โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทั้งผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตราสัญลักษณ์นี้มอบให้กับหน่วยงาน องค์กร หรือสถานประกอบการที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีระยะเวลาการรับรอง 3 ปี และแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  • ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) แสดงถึงความเป็นเลิศในการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ระดับดีมาก (G เงิน) แสดงถึงความมุ่งมั่นและผลการดำเนินงานที่ดี
  • ระดับดี (G ทองแดง) แสดงถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน

โครงการ G-Green ครอบคลุมอะไรบ้าง?

โครงการ G-Green ถูกออกแบบมาเพื่อให้ครอบคลุมหลากหลายภาคส่วน โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มผู้ผลิต (Green Production)
    มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ผลิต เช่น วิสาหกิจชุมชน กลุ่ม OTOP หรือโรงงานอุตสาหกรรม ให้พัฒนากระบวนการผลิตที่ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน การลดของเสีย และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
  2. กลุ่มผู้ให้บริการ
    • Green National Park อุทยานแห่งชาติที่จัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    • Green Airport สนามบินที่พัฒนาระบบการจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    • Green Hotel โรงแรมที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดขยะ
    • Green Restaurant ร้านอาหารที่คำนึงถึงการลดการใช้พลาสติกและการจัดการขยะ
  3. กลุ่มผู้บริโภค (Green Office)
    ส่งเสริมสำนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดการใช้กระดาษ ลดการใช้พลังงาน และส่งเสริมการคัดแยกขยะ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีโครงการย่อยอื่น ๆ เช่น Green Residence ที่มุ่งเน้นที่อยู่อาศัย และ Green Coffee Shop ที่สนับสนุนร้านกาแฟให้ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ประโยชน์ของตรา G-Green

การได้รับตราสัญลักษณ์ G-Green ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

  • ลดต้นทุน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างเช่น การประเมินผลจากโครงการ Green Office พบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 9.64 หรือเทียบเท่ากับหลายพันตันคาร์บอนไดออกไซด์
  • เพิ่มโอกาสทางการค้า ในยุคที่คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ การมีตราสัญลักษณ์ G-Green ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการส่งออกสินค้า
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของโครงการ

ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2556 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2568) มีสถานประกอบการและหน่วยงานทั่วประเทศไทยได้รับตราสัญลักษณ์ G-Green มากกว่า 2,000 แห่ง ครอบคลุม 76 จังหวัด โดยในปี 2567 เพียงปีเดียว มีผู้ได้รับรางวัลถึง 233 แห่ง ซึ่งแสดงถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัด เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยมถึง 61 แห่งในปี 2567 และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,005.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือกรณีของสำนักงานและโรงงานต่าง ๆ ที่ลดค่าใช้จ่ายได้ถึงแห่งละ 1.4 ล้านบาทจากการปรับปรุงการใช้พลังงาน

ก้าวต่อไปของ G-Green

ตรา G-Green ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลหรือสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบาย BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ด้วยการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงนวัตกรรม การสร้างความตระหนักรู้ หรือการพัฒนาต้นแบบผู้ประกอบการที่คำนึงถึงสังคมคาร์บอนต่ำ

ในอนาคต โครงการ G-Green มีแผนขยายขอบเขตไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ และเพิ่มความเข้มข้นของเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

การเข้าร่วมโครงการเพื่อขอรับตรา G-Green

หากต้องการเข้าร่วมโครงการ G-Green เพื่อรับตราสัญลักษณ์นี้ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกระบวนการที่ชัดเจนและสามารถทำได้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่ชุมชนทั่วไป ต่อไปนี้คือขั้นตอนคร่าว ๆ ที่ต้องปฏิบัติ

1. ศึกษาเกณฑ์และประเภทของตราสัญลักษณ์

  • ก่อนสมัคร ควรทำความเข้าใจว่าโครงการ G-Green มีหลายประเภท เช่น Green Office, Green Hotel, Green Production หรือ Green Restaurant เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเภทจะมีเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกัน
  • เกณฑ์หลักที่ใช้ประเมินจะเน้นเรื่อง
    • การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (น้ำ ไฟฟ้า กระดาษ)
    • การลดขยะและการจัดการของเสีย
    • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • การสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ระดับของตราที่จะได้รับ (ทอง เงิน ทองแดง) ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานตามเกณฑ์

2. เตรียมความพร้อมภายในองค์กร

  • จัดตั้งทีมงาน แต่งตั้งทีมหรือผู้รับผิดชอบโครงการภายในองค์กร เพื่อดูแลการดำเนินงานและเก็บข้อมูล
  • สำรวจและปรับปรุง ตรวจสอบการใช้ทรัพยากรและกระบวนการทำงานปัจจุบัน เช่น การใช้พลังงาน การจัดการขยะ หรือการลดการใช้พลาสติก แล้ววางแผนปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวทาง G-Green
  • เก็บข้อมูล บันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือขยะที่เกิดขึ้น เพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังปรับปรุง

3. สมัครเข้าร่วมโครงการ

  • ติดต่อ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ เช่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อขอรับเอกสารและคำแนะนำในการสมัคร
  • ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสมัครจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ (www.dcce.go.th) หรือสอบถามผ่านช่องทางที่ระบุ
  • ยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบ เช่น รายละเอียดองค์กร แผนการดำเนินงาน และผลการปรับปรุงเบื้องต้น (ถ้ามี)

4. ดำเนินการตามแผนและเก็บผลลัพธ์

  • หลังจากสมัคร องค์กรต้องดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เช่น ลดการใช้พลังงาน ติดตั้งระบบรีไซเคิล หรือจัดอบรมพนักงานเพื่อสร้างความตระหนัก
  • เก็บข้อมูลผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง เช่น ปริมาณพลังงานที่ลดลง หรือขยะที่จัดการได้ เพื่อใช้ในการประเมิน

5. เข้ารับการประเมิน

  • ทีมงานจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจะลงพื้นที่เพื่อตรวจประเมิน โดยพิจารณาจาก
    • ผลการดำเนินงานตามเกณฑ์
    • ความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการพัฒนา
    • หลักฐานและข้อมูลที่นำเสนอ
  • การประเมินอาจรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องและการตรวจสอบสถานที่จริง

6. รับตราสัญลักษณ์

  • หากผ่านเกณฑ์ องค์กรจะได้รับตราสัญลักษณ์ G-Green ในระดับที่เหมาะสม (ทอง เงิน หรือทองแดง) พร้อมใบรับรอง ซึ่งมีอายุ 3 ปี
  • หลังจากนั้น สามารถต่ออายุหรือยกระดับตราสัญลักษณ์ได้ โดยยื่นขอประเมินใหม่เมื่อครบกำหนด

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • ขอคำปรึกษา หากไม่แน่ใจในขั้นตอน สามารถติดต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ผ่านโทรศัพท์ (0-2278-8400-19) หรืออีเมล saraban@dcce.mail.go.th เพื่อขอคำแนะนำ
  • เริ่มจากเล็ก ๆ หากเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือชุมชน สามารถเริ่มจากโครงการย่อย เช่น Green Office หรือ Green Residence ซึ่งมีเกณฑ์ที่ไม่ซับซ้อน
  • ติดตามตัวอย่าง ศึกษาความสำเร็จจากหน่วยงานที่เคยได้รับตราสัญลักษณ์ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือโรงแรมที่เข้าร่วม เพื่อนำมาปรับใช้

บทสรุป

ตรา G-Green เป็นมากกว่าแค่เครื่องหมายรับรอง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การได้รับตราสัญลักษณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จในระดับองค์กร แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป หากทุกคนร่วมมือกัน ตรา G-Green จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่นำพาไทยไปสู่การเติบโตสีเขียวอย่างแท้จริง