ตราสัญลักษณ์ G-Green ของไทยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

รวมถึงการพัฒนาสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เช่น โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ สำนักงาน และผู้บริโภค หน่วยงานที่ผ่านการประเมินจะได้รับโล่ตราสัญลักษณ์ G-Green มีอายุการรับรอง 3 ปี แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

  • ระดับดีเยี่ยม (G ทอง)
  • ระดับดีมาก (G เงิน)
  • ระดับดี (G ทองแดง)

ล่าสุด วันที่ 26 มีนาคม 2568 ทส. โดยกรมลดโลกร้อน จัดพิธีมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับประเทศ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เชิดชูเกียรติ สถานประกอบการและหน่วยงาน ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปี 2567 ภายใต้ตราสัญลักษณ์ G-Green จำนวน 233 แห่ง

ผู้ประกอบการไทย 233 ราย คว้าตรา G-GREEN ต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ได้เปิดเผยว่าในปี 2567 กระทรวงฯ ผ่านกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดตัวโครงการ “Green Hotel Plus” ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของโรงแรมในไทย โดยได้รับการรับรองจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ระดับสากล สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของโลก

นอกจากจะช่วยยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมไทยแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการรับรองนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ร่วมมือกับมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนจังหวัดภูเก็ตและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการดำเนินโครงการ “Green Hotel Plus Phuket Sandbox” ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมโรงแรมและที่พักในจังหวัดภูเก็ตกว่า 600 แห่งให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Green Hotel Plus เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก หรือ GSTC 2026 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 31 มีนาคม – 4 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต การดำเนินโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศไทย และส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวไทยก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

นายจตุพร ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน เพื่อพัฒนาและปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถสำเร็จได้หากขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

“รางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ที่มอบให้ในวันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และความเป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลง พร้อมรับผิดชอบต่อสถานการณ์โลกและสังคม” นายจตุพรกล่าว “การได้รับรางวัลนี้ไม่เพียงแค่แสดงถึงความสำเร็จในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ขอให้ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลนี้รักษามาตรฐานที่สูงและร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว สร้างสรรค์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง”

สถานประกอบการ 233 แห่ง ได้สัญลักษณ์

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เผยถึงการดำเนินงานของกรมลดโลกร้อนที่มุ่งมั่นส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ “G-Green”

ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายหมวดหมู่ที่สำคัญ ได้แก่

  • Green Production การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • Green Hotel โรงแรมที่ยั่งยืน
  • Green National Park อุทยานแห่งชาติสีเขียว
  • Green Office สำนักงานสีเขียว
  • Green Restaurant ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • Green Residence ที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พร้อมทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ในหมวด “ECO Plus” และ “UPCYCLE Circular Economy” ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“วันนี้ได้มีการมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ให้แก่สถานประกอบการและหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 233 แห่ง โดยในนั้นมีสถานประกอบการที่ได้รับรางวัล G-Plus จำนวน 13 แห่ง ระดับดีเยี่ยม จำนวน 96 แห่ง, ระดับดีมาก จำนวน 86 แห่ง, ระดับดี จำนวน 32 แห่ง และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง G-Upcycle และ ECO Plus จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์” ดร.พิรุณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากเครือข่าย G-Green ที่ส่งเสริมการผลิตและบริการอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอตัวอย่างโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel Plus จากโรงแรมสุโขทัย และ Green Office จากองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นิรมาณ ไหลสาธิต กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงานสัมมนา “4th annual Sustainability Week Asia” ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สถาบันการเงินต่างๆ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดมั่นในกรอบแนวทางระดับโลกอย่างข้อตกลงปารีส และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลูกค้าในทุกภาคส่วนให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย

สถาบันการเงินได้พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่หลากหลายเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และข้อตกลงการซื้อพลังงาน (PPA) นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโครงการการเงินที่สนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero ของประเทศไทย โดยการระดมทุนสำหรับโครงการลดคาร์บอนในทุกอุตสาหกรรม

\'แบงก์กรุงเทพ\' ปั้นไทยสู่ Net-Zero! ลดคาร์บอน ดัน EV มากขึ้น

การสนับสนุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ โดยมีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ผลิต EV ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน EV เช่น สถานีชาร์จ และการลงทุนของผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการขนส่งที่สะอาด

อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สถาบันการเงินได้ให้สินเชื่อการเปลี่ยนผ่านแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน โดยยังคงรักษาความมั่นคงทางการเงิน

การสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมหนัก

สถาบันการเงินยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมหนัก โดยสนับสนุนการเกษตรที่ใช้น้ำต่ำและการใช้ระบบชลประทานที่ทันสมัย รวมถึงการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมที่ยากต่อการลดคาร์บอน เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดการปล่อยคาร์บอนโดยยังคงความสามารถในการแข่งขัน

สถาบันการเงินมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกทางจริยธรรม แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านไปสู่สีเขียว โดยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ สินเชื่อการเปลี่ยนผ่าน และโครงการเฉพาะอย่างโครงการการเงินที่สนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติตรึงราคาก๊าซ LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 3 เดือน ระหว่างเมษายน-มิถุนายน 2568 แม้จะมีข้อเสนอให้ปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม หรือเป็น 438 บาทต่อถัง แต่ กบง. ยังย้ำจุดยืนช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดติดลบ -58,428 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ต่ำกว่าปี 2565 เป็นครั้งแรก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 28 มีนาคม 2568 ระบุว่า กบง. ตัดสินใจตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม แม้มีตัวเลขเสนอให้ปรับเป็น 438 บาท แต่เลือกคงราคาเดิมเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน สอดคล้องกับนโยบายลดราคาพลังงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสามารถตรึงราคาก๊าซหุงต้มได้ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) ระบุ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2568 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ -58,428 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ -12,519 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ -45,909 ล้านบาท โดยเงินกองทุนเริ่มติดลบตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2564 ที่ -4,480 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกินแสนล้านบาทในปี 2566-2567 แต่ปี 2568 ตัวเลขติดลบลดลงเหลือ -58,428 ล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯ ในช่วงราคาน้ำมันโลกปรับลด โดยเรียกเก็บจากดีเซลและดีเซล B20 ที่ 2 บาทต่อลิตร ดีเซลพรีเมียม 3.50 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินออกเทน 95 เก็บ 10.21 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บ 3.37 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 เก็บ 1.69 บาทต่อลิตร และ E85 เก็บ 1.16 บาทต่อลิตร

ผลจากมาตรการนี้ทำให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้า 351 ล้านบาท แบ่งเป็นจากผู้ใช้น้ำมัน 331 ล้านบาท และโรงแยกก๊าซ 20 ล้านบาท รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 10,530 ล้านบาท หากราคาน้ำมันโลกทรงตัว คาดกองทุนฯ อาจพลิกเป็นบวกได้ในเดือนสิงหาคม 2568

ราคาน้ำมันโลก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 14.30 น. น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 72.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญสหรัฐฯ เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 69.15 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.21 เหรียญสหรัฐฯ และเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 73.47 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.16 เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนค่าการตลาดน้ำมันจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เบนซินออกเทน 95 อยู่ที่ 3.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 3.47 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.55 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.56 บาทต่อลิตร E85 อยู่ที่ 4.74 บาทต่อลิตร และดีเซล 1.78 บาทต่อลิตร เฉลี่ยค่าการตลาดเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ 2.43 บาทต่อลิตร (จากค่าที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

Source : Energy News Center

กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จัดประกวดแนวคิดเพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงานในสถาบันอุดมศึกษา ภายใต้โครงการ “ Young Change World Change : คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลก”

21 มีนาคม 2568 นายพิทักษ์ จรรยพงษ์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า “กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า มาตรา 97 (5) ประจำปีงบประมาณ 2567 ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินงานกิจกรรมเฟ้นหานวัตกรรมทางความคิดเพื่อการบริหารจัดการพลังงานในสถาบันอุดมศึกษา “โครงการ Young Change World Change : คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลก” เพื่อสร้างพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากแนวคิดสู่การนำไปใช้จริงในสถานศึกษาที่ตนเองศึกษาอยู่ และสามารถส่งต่อองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ยังต้องการสื่อสารบทบาทภารกิจของ กกพ. ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด ตามกรอบแนวทาง 4D1E ในแผนพลังงานแห่งชาติ รวมถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านพลังงานกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงพลังงานไฮโดรเจน

ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะสามารถปลุกพลังนิสิตนักศึกษาให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง แสดงศักยภาพแล้วลงมือทำเพื่อเปลี่ยนโลกนี้ไปด้วยกัน ก่อเกิดเป็นนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่สามารถส่งต่อไปในวงกว้าง อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สามารถต่อยอดหรือขยายผลไปในระดับภูมิภาคหรือระดับประเทศได้” นายพิทักษ์กล่าวทิ้งท้าย

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี ด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “โครงการ Young Change World Change : คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลก เปิดให้นิสิตนักศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ และส่งผลงานเข้าร่วมประกวดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา และจะปิดรับผลงานในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นี้ หลังจากนั้นจะคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Boot Camp และรับทุนพัฒนานวัตกรรมต้นแบบจำนวน 80,000 บาท/ทีม โดยทางโครงการจะให้เวลาในการพัฒนาแนวคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรม (Prototype) หลังจากนั้นจะมีการตัดสินหาผู้ชนะการแข่งขัน 5 ทีมสุดท้าย ซึ่งทีมที่ชนะเลิศอันดับที่ 1 – 3 จะต้องนำผลงานไปทดลองใช้งานในสถานศึกษาของตนเองเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยทีมที่นำนวัตกรรมของตนเองไปเผยแพร่ได้อย่างดีเด่น จะได้รับทุนเชิดชูความตั้งใจ 50,000 บาท รวมถึงสถานศึกษาจะได้รับถ้วยเกียรติยศ “การบริหารจัดการพลังงานในสถาบันการศึกษาดีเด่น” พร้อมเงินสนับสนุนสถานศึกษา จำนวน 50,000 บาท อีกด้วย”

โดยรางวัลชนะเลิศได้รับทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษา 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร”
หากนิสิตนักศึกษาสนใจส่งผลงานเข้าประกวด สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดการประกวด พร้อมแบบฟอร์มใบสมัครและข้อเสนอโครงการ ได้ที่https://drive.google.com/drive/folders/1AkiZaf2VTRUii8gniDxP66CJI2Q_dHq_?usp=sharing
หรือส่งใบสมัครและผลงานผ่าน Google Forms ทาง https://forms.gle/NXq3uH5iFhHjN8ur9
นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านพลังงานกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในรูปแบบของกิจกรรม Roadshow พร้อมนิทรรศการ ไปยังมหาวิทยาลัย 15 แห่งทั่วประเทศ และผ่านรายการสั้น ชื่อ “พลังงานเปลี่ยนโลก” ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 16.00 น. ทาง ช่องอมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 อีกด้วย

โลกเปลี่ยนไปทุกวัน นวัตกรรมต่าง ๆ ก็ต้องก้าวตามให้ทัน เราทุกคนจึงต้องร่วมมือกัน change
เพราะ เมื่อ Young Change ต้อง World Change สักวันหนึ่งอย่างแน่นอน

อบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
นางสาวกมลรัตน์ พาณิชย์เอกไพบูลย์ โทร. 06 3373 4569 / 09 3264 1463
E-mail : youngchangeworldchange@gmail.com
Line ID : youngchange
https://www.facebook.com/YoungChangeWorldChange

Source : บางกอกทูเดย์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง การปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้เป็นมิตรกับธรรมชาติไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับทุกองค์กร “ออฟฟิศสีเขียว” จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานระหว่างการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด และการสร้างพื้นที่ทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงาน

จากการศึกษาล่าสุดพบว่า องค์กรที่ปรับเปลี่ยนสู่ออฟฟิศสีเขียวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 30% แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้มากถึง 15% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งในแง่ธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ในประเทศไทย แนวคิดออฟฟิศสีเขียวกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่กำลังเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศและการจราจรที่แออัด บริษัทชั้นนำหลายแห่งเริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่เพียงเพื่อลดผลกระทบต่อโลก แต่ยังเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

บทความนี้จะพาคุณสำรวจแนวคิด ประโยชน์ และวิธีการปรับเปลี่ยนออฟฟิศธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่ไม่เพียงช่วยโลก แต่ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพ และความสุขของทุกคนในองค์กร เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน

ออฟฟิศสีเขียวคืออะไร?

ออฟฟิศสีเขียว หมายถึง สถานที่ทำงานที่ออกแบบและบริหารจัดการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การมีต้นไม้ในสำนักงาน แต่ครอบคลุมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ในความหมายที่กว้างขึ้น ออฟฟิศสีเขียวยังรวมถึงนโยบายและวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการเดินทางที่ลดการปล่อยคาร์บอน การทำงานทางไกลเพื่อลดการเดินทาง และการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

องค์ประกอบสำคัญของออฟฟิศสีเขียวยังรวมถึงการใช้แสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ระบบปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน การแยกขยะและการรีไซเคิล ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ปลอดสารพิษ แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมโดยองค์กรระดับโลกอย่าง WWF ผ่านโครงการ Green Office Certification ที่มอบการรับรองให้กับสำนักงานที่มีการดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนด

ในประเทศไทย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ริเริ่มโครงการ “สำนักงานสีเขียว” (Green Office) เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในสำนักงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมีการมอบตราสัญลักษณ์เพื่อรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีในสำนักงาน ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กร แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

ออฟฟิศสีเขียวจึงเป็นมากกว่าเทรนด์การออกแบบ แต่เป็นปรัชญาการทำงานที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความสำเร็จทางธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการลงทุนระยะยาวที่จะสร้างผลตอบแทนทั้งในรูปแบบของการประหยัดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและโลกของเรา

ออฟฟิศสีเขียวประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

1. เพิ่มพืชในร่ม

การนำพืชสีเขียวเข้ามาในพื้นที่ทำงานไม่เพียงแต่สร้างความสดชื่นให้กับสภาพแวดล้อม แต่ยังมีประโยชน์มากมายที่มักถูกมองข้าม ต้นไม้ในร่มทำหน้าที่เป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติ ดูดซับสารพิษและปล่อยออกซิเจนบริสุทธิ์ ช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองและสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ที่ปล่อยออกมาจากเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงาน การศึกษาจาก NASA พบว่าพืชในร่มบางชนิด เช่น เศรษฐีเรือนใน สปาธิฟิลลัม และไผ่กวนอิม สามารถกำจัดสารพิษในอากาศได้ถึง 87% ภายใน 24 ชั่วโมง

นอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพ พืชในร่มยังช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ลดอาการระคายเคืองตาและผิวหนังที่มักเกิดในสำนักงานที่ใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ในแง่จิตวิทยา การมองเห็นสีเขียวช่วยลดความเครียด เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และปรับปรุงสมาธิได้ถึง 15% ตามการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์

สำหรับออฟฟิศที่มีพื้นที่จำกัด สามารถเลือกใช้ “ผนังสีเขียว” (Green Wall) หรือสวนแนวตั้งที่ประหยัดพื้นที่แต่ให้ประโยชน์เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้หลายต้น หรือเลือกพืชที่ดูแลง่าย เช่น แคคตัส ว่านหางจระเข้ หรือพืชอวบน้ำที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในออฟฟิศได้ดี การลงทุนกับพืชในร่มจึงเป็นก้าวแรกที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุดในการสร้างออฟฟิศสีเขียว

2. ใช้แสงธรรมชาติ

การรวมแสงธรรมชาติเข้ากับพื้นที่ทำงานเป็นหัวใจสำคัญของออฟฟิศสีเขียวที่มีประสิทธิภาพ แสงธรรมชาติไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานในหลายมิติ การศึกษาจาก Cornell University พบว่า พนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีแสงธรรมชาติเพียงพอมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ และความเหนื่อยล้าลดลงถึง 84% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงานภายใต้แสงไฟฟ้าตลอดทั้งวัน

การออกแบบอาคารสำนักงานที่เน้นการใช้แสงธรรมชาติสามารถทำได้หลายวิธี เริ่มตั้งแต่การติดตั้งหน้าต่างขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การใช้กระจกที่ควบคุมความร้อนแต่ยอมให้แสงผ่านได้ดี หรือการติดตั้งช่องแสงบนหลังคา (Skylight) เพื่อนำแสงเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของอาคาร สำหรับอาคารเก่าที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง เทคโนโลยี “ท่อนำแสง” (Light Tube) หรือ “อุโมงค์แสง” (Solar Tube) สามารถช่วยนำแสงธรรมชาติจากหลังคาลงมาสู่พื้นที่ภายในที่ไม่มีหน้าต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การจัดวางเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่ทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางของแสงธรรมชาติก็มีความสำคัญไม่น้อย หลักการ “การออกแบบแสงสว่างเชิงลึก” (Daylighting Design) แนะนำให้จัดวางโต๊ะทำงานในแนวตั้งฉากกับหน้าต่าง เพื่อให้แสงกระจายทั่วถึงและลดแสงสะท้อนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขณะที่พื้นที่ที่ต้องการสมาธิสูง เช่น ห้องประชุม อาจอยู่ลึกเข้าไปในอาคารเพื่อควบคุมแสงได้ดีกว่า

เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างระบบควบคุมแสงอัตโนมัติ (Automated Lighting Control) สามารถปรับความเข้มของไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบแสงสว่างแบบดั้งเดิม บริษัท Interface ผู้ผลิตพรมรายใหญ่ของโลกรายงานว่า หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหญ่ในแอตแลนต้าให้เน้นการใช้แสงธรรมชาติ พวกเขาสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ 70% ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้น 15%

ที่สำคัญ แสงธรรมชาติยังช่วยปรับสมดุลของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย (Circadian Rhythm) ซึ่งควบคุมวงจรการหลับตื่นและการผลิตฮอร์โมนต่างๆ การได้รับแสงธรรมชาติที่เพียงพอระหว่างวันช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าและภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในสำนักงานสมัยใหม่

การลงทุนในระบบแสงธรรมชาติอาจมีค่าใช้จ่ายสูงในระยะแรก แต่ผลตอบแทนในระยะยาวทั้งในแง่ของการประหยัดพลังงาน การเพิ่มผลิตภาพ และการส่งเสริมสุขภาพของพนักงานทำให้การลงทุนนี้คุ้มค่าอย่างยิ่ง ออฟฟิศสีเขียวที่ประสบความสำเร็จจึงมักให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เน้นการใช้แสงธรรมชาติอย่างชาญฉลาดเป็นอันดับแรก

3. ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างออฟฟิศสีเขียวที่แท้จริง วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสุขภาพดีสำหรับพนักงาน ในปี 2025 นี้ มีทางเลือกมากมายสำหรับวัสดุที่ยั่งยืนซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตกแต่งและปรับปรุงออฟฟิศ

เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณาเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือไม้ที่ได้รับการรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าและของเสีย สนับสนุนความพยายามในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเฟอร์นิเจอร์สำนักงานรวมถึงอลูมิเนียมรีไซเคิล เหล็กรีไซเคิล และพลาสติกชีวภาพ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอย่าง Forest Stewardship Council (FSC) ช่วยให้มั่นใจได้ว่าวัสดุถูกเก็บเกี่ยวอย่างรับผิดชอบ

พื้นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม้ไผ่ ไม้ก๊อก และกระเบื้องที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม วัสดุเหล่านี้ทนทาน หมุนเวียนได้ และให้ความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์แก่สภาพแวดล้อมในสำนักงาน ไม้ไผ่โดยเฉพาะเป็นวัสดุที่น่าสนใจเนื่องจากเติบโตเร็วกว่าไม้แข็งทั่วไปมาก โดยสามารถเติบโตเต็มที่ในเพียง 3-5 ปี เทียบกับไม้แข็งทั่วไปที่ใช้เวลาหลายทศวรรษ ไม้ไผ่ยังแข็งแรงและสวยงาม เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการสัญจรสูงและทนต่อความชื้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับออฟฟิศที่อาจมีการหกเลอะจากพวกน้ำ และอาหาร

ผนังและฝ้าเพดาน ไม้ก๊อกเป็นวัสดุที่ยอดเยี่ยมสำหรับผนังเนื่องจากมีคุณสมบัติในการดูดซับเสียง ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เงียบสงบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเก็บเกี่ยวไม้ก๊อกไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ ช่วยรักษาระบบนิเวศของป่า นอกจากนี้ ไม้ที่นำกลับมาใช้ใหม่จากอาคารเก่าสามารถนำมาใช้ใหม่ในโครงสร้างใหม่ เพิ่มลักษณะและความอบอุ่นให้กับพื้นที่

ฉนวนกันความร้อน ฉนวนแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและทดแทนได้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับฉนวนแบบดั้งเดิม นอกจากจะช่วยควบคุมอุณหภูมิได้ดีแล้ว ยังช่วยลดการใช้พลังงานในการทำความร้อนและทำความเย็น ส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ฉนวนเซลลูโลสที่ทำจากกระดาษรีไซเคิลก็เป็นอีกทางเลือกที่ให้ประสิทธิภาพความร้อนที่ยอดเยี่ยม ทนไฟเมื่อผ่านการบำบัด และช่วยลดขยะในหลุมฝังกลบ

สิ่งทอและวัสดุตกแต่ง สำหรับเบาะและสิ่งทอในออฟฟิศ ควรเลือกผ้าธรรมชาติหรือยั่งยืน เช่น โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล ผ้าฝ้ายออร์แกนิก เฮมพ์ ขนสัตว์ และสิ่งทอจากวัสดุรีไซเคิล วัสดุเหล่านี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าและมักจะปลอดสารพิษมากกว่า ทำให้คุณภาพอากาศภายในออฟฟิศดีขึ้น

สีทาภายในและสารเคลือบ การเลือกสีที่มีสารระเหยอินทรีย์ (VOC) ต่ำหรือไม่มีเลยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณภาพอากาศภายในออฟฟิศ สีเหล่านี้ปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายน้อยกว่าและช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกว่าสำหรับพนักงาน

การเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถเพิ่มความสวยงามและความสบายของพื้นที่ทำงานได้อีกด้วย วัสดุเหล่านี้มักจะทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนบ่อยๆ และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว การลงทุนในวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรต่อความยั่งยืน ซึ่งสามารถช่วยดึงดูดและรักษาพนักงานที่ให้ความสำคัญกับค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อม

4. เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ LED

การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างออฟฟิศสีเขียว หลอดไฟ LED (Light Emitting Diode) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมแสงสว่าง ปฏิวัติการใช้พลังงานและมีส่วนสำคัญต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ในออฟฟิศไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ยังมีประโยชน์มากมายต่อสิ่งแวดล้อมและพนักงาน

หลอดไฟ LED มีประสิทธิภาพด้านพลังงานที่โดดเด่น โดยใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไฟแบบดั้งเดิมถึง 80% ในการให้แสงสว่างในระดับเดียวกัน ประสิทธิภาพนี้เกิดจากวิธีการทำงานของ LED ที่เปลี่ยนพลังงานเกือบทั้งหมดที่ใช้ให้เป็นแสง โดยมีการผลิตความร้อนน้อยมาก เมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบดั้งเดิม หลอดไฟ LED ที่ได้รับการรับรอง ENERGY STAR ใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 75% และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถึง 25 เท่า

ในแง่ของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED มีประโยชน์มากมาย เนื่องจากการผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ การลดการใช้พลังงานจึงส่งผลโดยตรงต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานที่น้อยลงหมายถึงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่น้อยลง และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอันตรายอื่นๆ สู่ชั้นบรรยากาศที่น้อยลง นอกจากนี้ หลอดไฟ LED ยังไม่มีสารพิษอย่างปรอทที่พบในหลอดฟลูออเรสเซนต์ ทำให้การกำจัดทิ้งปลอดภัยกว่าและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

อายุการใช้งานที่ยาวนานของหลอดไฟ LED เป็นอีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญ โดยมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 50,000 ถึง 100,000 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานกว่าแหล่งกำเนิดแสงแบบดั้งเดิมถึง 20 เท่าหรือมากกว่า อายุการใช้งานที่ยาวนานนี้ไม่เพียงลดความถี่ในการเปลี่ยนหลอดไฟ แต่ยังลดปริมาณขยะที่เกิดจากหลอดไฟที่ทิ้งแล้วอีกด้วย ในสำนักงานที่มีเพดานสูงและระบบแสงสว่างขนาดใหญ่ ข้อดีนี้จะช่วยลดการหยุดชะงักและกระบวนการที่ต้องใช้แรงงานในการเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยๆ

คุณภาพของแสงสว่างในสำนักงานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน หลอดไฟ LED ให้แสงสว่างที่สม่ำเสมอซึ่งช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ลดแสงจ้า และเพิ่มทัศนวิสัย ในสภาพแวดล้อมสำนักงาน แสงสว่างที่ดีขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มสมาธิ ผลิตภาพ และความพึงพอใจในงานโดยรวม นอกจากนี้ หลอดไฟ LED ยังปล่อยความร้อนน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดภาระในการทำความเย็นของสำนักงานมากนัก นำไปสู่การประหยัดพลังงานเพิ่มเติมในการปรับอากาศ

ระบบไฟ LED สมัยใหม่หลายระบบสามารถทำงานร่วมกับระบบควบคุมอัจฉริยะ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากขึ้น คุณสมบัติต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ความสามารถในการหรี่ไฟ และการตั้งเวลาแสงสว่างที่ตั้งโปรแกรมได้ ช่วยลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพในขณะที่ให้การควบคุมสภาพแสงสว่างได้มากขึ้น ระบบควบคุมแสงอัตโนมัติสามารถปรับความเข้มของไฟให้สอดคล้องกับปริมาณแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 40% เมื่อเทียบกับระบบแสงสว่างแบบดั้งเดิม

ในปี 2025 นี้ การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มอบประโยชน์ในระยะยาวสำหรับออฟฟิศ จากประสิทธิภาพด้านพลังงานและการประหยัดค่าใช้จ่ายไปจนถึงความปลอดภัยในที่ทำงานที่เพิ่มขึ้นและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ข้อดีของการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED นั้นปฏิเสธไม่ได้ การคาดการณ์สำหรับอนาคตอันใกล้นี้แสดงให้เห็นว่า ส่วนใหญ่ของการติดตั้งแสงสว่างจะใช้พลังงานจากเทคโนโลยี LED ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เป็นก้าวสำคัญในการสร้างออฟฟิศสีเขียวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

5. ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเดินทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมการเดินทางที่ยั่งยืนในสำนักงานจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม

ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

หนึ่งในวิธีที่สำนักงานสามารถทำได้คือการให้พนักงานลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยอาจจัดหาสิ่งจูงใจ เช่น การให้ส่วนลดหรือเงินสนับสนุนสำหรับผู้ที่เลือกเดินทางด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน หรือการเดินเท้า นอกจากนี้ การจัดตั้งนโยบาย “วันปลอดรถยนต์” (Car-Free Day) สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้พนักงานตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้ยานพาหนะส่วนตัว และลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ

สำนักงานสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานขนส่งท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงาน เช่น การจัดหาตั๋วเดินทางราคาพิเศษ หรือบัตรโดยสารรายเดือนในราคาลดพิเศษสำหรับพนักงาน การติดตั้งป้ายข้อมูลตารางเดินรถ หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยวางแผนการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะบริเวณสำนักงาน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้พนักงานเลือกใช้บริการเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

สร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยาน

การส่งเสริมให้พนักงานปั่นจักรยานมาทำงานเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ สำนักงานสามารถติดตั้งที่จอดจักรยานที่ปลอดภัย มีหลังคาคลุมกันแดดกันฝน และอาจเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องอาบน้ำหรือตู้ล็อกเกอร์สำหรับผู้ที่ปั่นจักรยานมา นอกจากนี้ การจัดตั้ง “กองทุนจักรยาน” เพื่อช่วยพนักงานซื้อจักรยานในราคาถูก หรือให้ยืมจักรยานฟรีสำหรับการเดินทางระยะสั้น ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจ

โปรแกรม Carpool และการทำงานระยะไกล

สำหรับพนักงานที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ การจัดโปรแกรม Carpool หรือการใช้รถร่วมกัน จะช่วยลดจำนวนยานพาหนะบนท้องถนน และลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานอาจสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อจับคู่พนักงานที่มีเส้นทางใกล้เคียงกัน รวมถึงให้สิทธิพิเศษ เช่น ที่จอดรถสำหรับกลุ่มที่ใช้ Carpool นอกจากนี้ การสนับสนุนการทำงานจากระยะไกล (Work from Home) ในบางวัน ยังช่วยลดการเดินทางโดยสิ้นเชิง ซึ่งนอกจากจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้พนักงานอีกด้วย

การรณรงค์และสร้างจิตสำนึก

การส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคน สำนักงานควรจัดแคมเปญรณรงค์ เช่น การแข่งขันเก็บแต้มสำหรับผู้ที่เลือกเดินทางแบบยั่งยืน หรือการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเดินทางต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืนจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Office สีเขียว

การส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่เพียงช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนของสำนักงาน แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของพนักงานและภาพลักษณ์ขององค์กรในสายตาสาธารณชน เมื่อทุกคนในสำนักงานร่วมมือกัน ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่สำนักงานที่ยั่งยืน แต่ยังเป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกของเราด้วย

6. ส่งเสริมออฟฟิศที่ไร้กระดาษ

การเปลี่ยนสำนักงานให้เป็น “ออฟฟิศที่ไร้กระดาษ” (Paperless Office) ไม่เพียงช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนในระยะยาว การส่งเสริมแนวคิดนี้ในสำนักงานสีเขียวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการที่ยั่งยืน

เปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นดิจิทัล

ขั้นตอนแรกสู่การเป็นออฟฟิศไร้กระดาษคือการแปลงเอกสารทั้งหมดให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล การใช้ซอฟต์แวร์จัดการเอกสาร เช่น Google Drive, Microsoft OneDrive หรือระบบคลาวด์อื่น ๆ ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึง แก้ไข และแชร์ไฟล์ได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา สำนักงานควรลงทุนในเครื่องสแกนที่มีประสิทธิภาพเพื่อแปลงเอกสารเก่าให้เป็นไฟล์ดิจิทัล และกำหนดนโยบายให้ทุกฝ่ายใช้ระบบออนไลน์เป็นหลักในการทำงาน

ลดการพิมพ์และใช้กระดาษรีไซเคิล

ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้กระดาษ เช่น การพิมพ์เอกสารสำหรับการประชุมสำคัญ สำนักงานควรกำหนดนโยบายให้พิมพ์เฉพาะเมื่อจำเป็น และใช้การพิมพ์สองหน้า (Double-Sided Printing) เพื่อลดปริมาณกระดาษลงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ การเลือกใช้กระดาษรีไซเคิล 100% แทนกระดาษใหม่จะช่วยลดการตัดไม้และการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตกระดาษได้อย่างมาก

ส่งเสริมการใช้ลายเซ็นดิจิทัล

เอกสารที่ต้องมีการลงนาม เช่น สัญญาหรือบันทึกข้อตกลง มักเป็นเหตุผลที่สำนักงานยังคงพึ่งพากระดาษอยู่ การนำระบบลายเซ็นดิจิทัล (E-Signature) มาใช้ เช่น Adobe Sign หรือ DocuSign จะช่วยให้การลงนามเป็นไปได้โดยไม่ต้องพิมพ์เอกสาร สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตามกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะลดการใช้กระดาษแล้ว ยังลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการจัดการเอกสารด้วย

อบรมและให้เครื่องมือที่เหมาะสมแก่พนักงาน

การเปลี่ยนผ่านสู่ออฟฟิศไร้กระดาษต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงานทุกคน สำนักงานควรจัดอบรมให้พนักงานเข้าใจวิธีการใช้ซอฟต์แวร์และเครื่องมือดิจิทัล รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น แท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊ก เพื่อให้พนักงานสามารถจดบันทึกหรือทำงานในรูปแบบดิจิทัลได้สะดวกยิ่งขึ้น การสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีจะช่วยลดการพึ่งพากระดาษในชีวิตประจำวันของพนักงาน

รณรงค์และติดตามผล

เพื่อให้การเป็นออฟฟิศไร้กระดาษประสบความสำเร็จ สำนักงานควรรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เช่น การตั้งเป้าหมายลดการใช้กระดาษรายเดือน และให้รางวัลแก่ทีมที่สามารถลดการใช้กระดาษได้มากที่สุด การติดตามผลด้วยการวัดปริมาณกระดาษที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลา และนำเสนอข้อมูลให้พนักงานเห็น จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดนี้ และมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

ประโยชน์ที่มากกว่าการลดกระดาษ

การเป็นออฟฟิศไร้กระดาษไม่เพียงช่วยลดการตัดไม้และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตกระดาษ แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษ หมึกพิมพ์ และเครื่องพิมพ์ รวมถึงเพิ่มพื้นที่ในสำนักงานจากการลดการจัดเก็บเอกสารกระดาษ นอกจากนี้ ระบบดิจิทัลยังช่วยให้การค้นหาข้อมูลรวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับองค์กร

การส่งเสริมออฟฟิศที่ไร้กระดาษเป็นมากกว่าการลดการใช้กระดาษ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เมื่อทุกคนในสำนักงานร่วมมือกัน ออฟฟิศสีเขียวที่ยั่งยืนจะไม่ใช่แค่แนวคิด แต่กลายเป็นความจริงที่สัมผัสได้ในทุกวัน

ข้อดีของ Green Office

Green Office หรือสำนักงานสีเขียว เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสำนักงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อโลก แต่ยังนำมาซึ่งประโยชน์มากมายทั้งต่อองค์กร พนักงาน และสังคมโดยรวม ดังนี้

1. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Green Office ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ไฟฟ้า และกระดาษ รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานและการเดินทาง การจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและการรีไซเคิลยังช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด ส่งผลดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

2. ประหยัดต้นทุนในระยะยาว

การนำแนวคิดสีเขียวมาใช้ เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น หลอด LED หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน) การลดการพิมพ์กระดาษ และการส่งเสริมการเดินทางแบบยั่งยืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและวัสดุสิ้นเปลือง แม้จะต้องลงทุนในช่วงแรก แต่ผลตอบแทนในระยะยาวคุ้มค่าและยั่งยืน

3. ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

สำนักงานสีเขียวที่คำนึงถึงการใช้แสงธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ และการลดมลพิษภายในอาคาร (เช่น การใช้สีหรือวัสดุที่ปลอดสารพิษ) ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกายและใจของพนักงาน การส่งเสริมการเดินหรือปั่นจักรยานยังช่วยให้พนักงานมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

4. เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร

การดำเนินงานแบบ Green Office แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ชื่นชมจากลูกค้า คู่ค้า และสาธารณชน องค์กรที่มีนโยบายสีเขียวมักได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัยและมีวิสัยทัศน์ สามารถดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพและลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

5. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในสำนักงานไร้กระดาษ หรือการจัดระเบียบสถานที่ทำงานให้สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้พนักงานทำงานได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การเข้าถึงเอกสารออนไลน์แทนการค้นหาในกองกระดาษ ส่งผลให้กระบวนการทำงานคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงาน

การรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมสีเขียว เช่น การลดใช้พลาสติก การแยกขยะ หรือการร่วมโปรแกรม Carpool ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ พนักงานจะรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กรที่ใส่ใจโลก และมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น

7. สอดคล้องกับเทรนด์โลกและกฎระเบียบ

ในปัจจุบัน หลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนความยั่งยืนและออกกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การปรับตัวสู่ Green Office ทำให้องค์กรสอดคล้องกับเทรนด์โลกและพร้อมรับมือกับข้อกำหนดทางกฎหมายในอนาคต เช่น การลดการปล่อยคาร์บอนหรือการจัดการขยะ

บทสรุป

Green Office หรือสำนักงานสีเขียว เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการทำงานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างออฟฟิศไร้กระดาษ หรือการลดใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมอบข้อดีมากมายให้กับองค์กร ทั้งการประหยัดต้นทุน การยกระดับภาพลักษณ์ และการส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน การนำแนวทาง Green Office มาใช้เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น เมื่อทุกคนในสำนักงานร่วมมือกัน Green Office จะกลายเป็นมากกว่าแค่แนวคิด แต่เป็นวิถีที่นำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

Photo : freepik