กําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 15.1% ในปี 2568 ถึง 4,448 กิกะวัตต์ (GW) ทั่วโลก มีการเพิ่มพลังงานเพิ่มอีก 585 กิกะวัตต์ ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ตัวเลขที่เผยแพร่โดยสํานักงานพลังงานทดแทนระหว่างประเทศ (IRENA)

แต่ถึงแม้จะมีการขยายกําลังการผลิตประจําปีในระดับสูงครั้งใหม่ แต่การเติบโตก็ยังไม่ถึงระดับที่จําเป็นในการบรรลุเป้าหมายระดับโลกในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เป็นสามเท่าภายในปี 2573 IRENA เตือน สิ่งนี้จะต้องเพิ่มกําลังการผลิตที่ 16.6% ในแต่ละปีจนถึงปี 2573

“การเติบโตอย่างต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียนที่เห็นในแต่ละปีเป็นหลักฐานว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและปรับใช้ได้ง่าย” Francesco La Camera อธิบดี IRENA กล่าว “ในแต่ละปีทําลายสถิติการขยายตัวของตนเอง แต่ยังเผชิญกับความท้าทายเดียวกันของความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคและนาฬิกาที่ฟ้องเมื่อกําหนดเวลาปี 2573 ใกล้เข้ามา”

โลกที่ไม่สม่ำเสมอ

ความเหลื่อมล้ำในระดับภูมิภาคที่ La Camera พาดพิงถึงมาอย่างยาวนาน ในปี 2568 เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นมาระยะหนึ่ง เอเชียมีส่วนสนับสนุนมากที่สุด  มากกว่าสองในสาม  ของการเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยจีน ปัจจุบันเอเชียเป็นที่ตั้งของกําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก

อเมริกากลางและแคริบเบียนอยู่อีกด้านหนึ่งของมาตราส่วน โดยมีส่วนร่วมเพียง 3.2% ของการเติบโต

ยุโรปขยายกําลังการผลิต 70.1 GW (9%) ส่วนใหญ่เกิดจากการเติบโตอย่างมีนัยสําคัญในเยอรมนี อเมริกาเหนือเติบโต 45.9 GW (8.7%) ด้วยการติดตั้งใหม่จํานวนมาก

ประเทศ G7 และ G20 เป็นผู้นํา 14.3% และ 90.3% ของการเติบโตของกําลังการผลิตใหม่ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่าภายในสิ้นปีนี้ G7 (ไม่รวมสหภาพยุโรป) ประกอบด้วยเพียงหนึ่งในสี่ของส่วนแบ่งกําลังการผลิตทั่วโลก และ G20 (ไม่รวมสหภาพยุโรปและสหภาพแอฟริกา) คิดเป็นสี่ในห้า

ในขณะเดียวกัน Small Island Developing States (SIDS) รับผิดชอบเพียง 0.2% ของส่วนแบ่งกําลังการผลิตทั่วโลก โดยเพิ่มกําลังการผลิตใหม่ในปีที่แล้วน้อยกว่าในปี 2566 กําลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่จากประเทศเหล่านี้เกิดจากการขยายตัวในสาธารณรัฐโดมินิกันและสิงคโปร์

จุดเด่นของเทคโนโลยีหมุนเวียน

กว่าสามในสี่ของกําลังการผลิตหมุนเวียนใหม่ลดลงเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสามตลอดทั้งปี จีน อินเดีย และเกาหลีใต้เป็นผู้นําที่นี่

ลมคิดเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ซึ่งขับเคลื่อนโดยจีนและสหรัฐอเมริกา การเติบโตลดลงในปี 2566 กําลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ําสูงถึง 1,283 GW ในปี 2567 ซึ่งขับเคลื่อนโดยจีนอีกครั้ง นอกจากนี้ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย เนปาล ปากีสถาน แทนซาเนีย และเวียดนามยังเพิ่มมากกว่า 0.5 GW ต่อชิ้น

จีนและฝรั่งเศสช่วยให้กําลังการผลิตพลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้น 4.6 GW ในขณะที่โครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในนิวซีแลนด์มีส่วนทําให้พลังงานจากแหล่งนี้เติบโตโดยรวม 0.4 GW

บรรลุเป้าหมายการเติบโตด้านพลังงานหมุนเวียน

แม้จะมีการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นประวัติการณ์ในปี 2567 แต่อัตราการเติบโตในปัจจุบันบ่งชี้ว่าโลกไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่จะติดตั้งกําลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าเป็น 11 TW ภายในปี 2573 หรือบรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส

หากรักษาอัตราการเติบโตที่เห็นในปี 2567 จะยังคงต่eกว่าเป้าหมาย 7.2% ตามแนวโน้มการเติบโตห้าปีตั้งแต่ปี 2561 จะทําให้ขาด 27.9%

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพในปี 2567 เน้นย้ำว่าความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นกําลังขัดขวางการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและการทดสอบความมั่นคงด้านพลังงานอย่างไร เป็นเกณฑ์มาตรฐาน 120 ประเทศเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบพลังงานในปัจจุบัน และความพร้อมและการเปิดใช้งานในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นี่คือเด็กหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรทั่วโลก แม้ตอนนั้นจะมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

ชื่อของ ‘โบยาน สลาต’ (Boyan Slat) ได้กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลมีเดีย หลังชีวประวัติของเขาได้ถูกเล่าผ่านโพสต์บน X ของพอล บัลซัม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและที่ปรึกษาของบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าทึ่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกับ ‘หุ่นยนต์กินขยะ’ ของเขา

โบยาน สลาต นักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวดัตช์ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1994 คือหนึ่งในเด็กหนุ่มไม่กี่คนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก ปัจจุบันเขาคือผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหากำไรที่อุทิศตนเพื่อสร้างและขยายเทคโนโลยีที่จะกำจัดพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก

โบยาน สลาต ผู้สร้าง \'หุ่นยนต์กินขยะ\'
โบยาน สลาต ผู้สร้าง \’หุ่นยนต์กินขยะ\’

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่สลาตมีอายุได้ 16 ปี และกำลังพักร้อนที่กรีซ เขาได้ไปดำน้ำและสังเกตเห็นว่าบริเวณนั้นกลับมีถุงพลาสติกมากกว่าปลาในทะเล ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ทำไมเราไม่ทำความสะอาดขยะพวกนี้?”

หลังจากนั้นเขาเริ่มทำการวิจัยในประเด็น ‘มลภาวะพลาสติกในมหาสมุทรและแนวทางแก้ไขด้วยเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ’ ทั้งยังทุ่มเทเวลาให้กับการทำโปรเจคต่างๆ ของโรงเรียนที่นำมาต่อยอดในการพัฒนาแนวคิดของเขาได้ 

จนกระทั่งปี 2012 เมื่อเขาอายุ 18 ปี สลาตได้นำเสนอแนวคิดของเขาผ่านเวทีของงาน TEDx Conference พร้อมเปิดตัว The Ocean Cleanup อย่างเป็นทางการ

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

สลาตจบการศึกษาสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ด้วยเงินเก็บเพียง 300 ยูโร และเริ่มพัฒนาโครงการในฝันของเขา แม้จะประสบปัญหาในหลายด้าน แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปภายในไม่กี่เดือน หลังสำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอแนวคิดของสลาตจากเวที TEDx จนได้รับความสนใจจากทั่วโลก ทำให้เขาสามารถรวบรวมเงินทุนและทีมงานเพพื่อดำเนินโครงการต่อไป

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

ในปี 2021 The Ocean Cleanup ก็แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการหยุดยั้งไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่มหาสมุทร โดยการติดตั้งเครื่องสกัดกั้นในแม่น้ำที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลกหลายแห่ง และกำลังดำเนินการทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch หรือ ‘แพขยะที่ใหญ่ที่สุดในแปซิฟิก’ อีกด้วย

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสร้าง “หุ่นยนต์กินขยะ” เป็นเรือใบสองลำตัวขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะลาดตระเวนในมหาสมุทรแปซิฟิกกับแม่น้ำสายหลัก ซึ่งสามารถเก็บขยะได้มากถึง 5 หมื่นกิโลกรัมต่อวัน และมันช่วยกำจัดพลาสติกได้มากกว่า 11 ล้านกิโลกรัมภายในปี 2024 เพียงปีเดียว

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

ปัจจุบัน The Ocean Cleanup มีพนักงานมากกว่า 120 คนจาก 30 ประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองรอตเทอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสลาตยังคงมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการวิจัยทางววิทยาศาสตร์และพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัท โดยตั้งเป้าจะกำจัดขยะออกจากมหาสมุทรทั่วโลกให้ได้อย่างน้อย 90% ภายในปี 2040

รู้จัก \'โบยาน สลาต\' ผู้สร้างหุ่นยนต์กินขยะทำความสะอาดมหาสมุทร

Source : Spring News

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV ใหม่ในเครือ HIMA ชูเทคโนโลยี EREV อัจฉริยะ วิ่งไกลสุด 1,673 กม. ชาร์จไว 15 นาที มีอะไรน่าสนใจบ้างมาดูไปพร้อมๆกัน

Huawei ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากจีน และ Chery ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดในตระกูล Luxeed R7 มาพร้อม 2 รุ่นย่อย Max และ Ultra

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

รถยนต์รุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร Harmony Intelligent Mobility Alliance (HIMA) และถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยาวนานยิ่งขึ้น

Luxeed R7 มีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและลู่ลม ด้วยมิติตัวถัง ยาว 4,956 มม., กว้าง 1,981 มม., และสูง 1,634 มม. ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ต่ำเพียง 0.247Cd ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

นอกจากนี้ยังมีแพ็คเกจเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการรูปลักษณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยดิฟฟิวเซอร์ท้ายและสปอยเลอร์หลัง

ภายใต้รูปลักษณ์ที่สวยงาม Luxeed R7 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Tuling ของ Huawei มาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) และด้านหลังแบบอิสระ มัลติลิงก์ (Multi-link) เสริมด้วยระบบควบคุมการหน่วงแบบแปรผันต่อเนื่อง (Continuous Variable Damping) ช่วยปรับการขับขี่ให้นุ่มนวลและควบคุมได้ดีเยี่ยม

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

สเปค Luxeed R7

Luxeed R7 รุ่น Max ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน : 360 กม. (CLTC), ระยะทางวิ่งรวม : 1,673 กม. (CLTC), มอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 227 kW (304 แรงม้า), อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.4 วินาที

Luxeed R7 รุ่น Ultra ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน : 331 กม. (CLTC), ระยะทางวิ่งรวม : 1,551 กม. (CLTC), มอเตอร์หน้า 155 kW + มอเตอร์หลัง 227 kW, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.9 วินาที

จุดเด่นสำคัญคือเทคโนโลยี EREV (Extended-Range Electric Vehicle) แบบ “intelligent silent” ใหม่ล่าสุดจาก Huawei ระบบนี้ทำหน้าที่จัดการเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ (Range Extender)

โดย Huawei เคลมว่าสามารถลดแรงสั่นสะเทือนขณะสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ได้ถึง 90% ทั้งสองรุ่นย่อยใหม่มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 67 ลิตร เพื่อรองรับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

ทั้งรุ่น Max และ Ultra ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary (NMC) ขนาด 53.4 kWh ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Giant Whale 400V ของ Huawei รองรับการชาร์จเร็วจาก 20% ถึง 80% ในเวลาเพียง 15 นาที

Huawei จับมือ Chery เปิดตัว Luxeed R7 EREV วิ่งไกลสุด 1,673 กม.

ภายในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4 ของ Huawei มอบประสบการณ์ที่ทันสมัยและใช้งานง่าย ผ่านหน้าจอควบคุมกลางขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว และแผงหน้าปัด LCD ขนาด 12.3 นิ้ว

ฟีเจอร์มาตรฐานที่น่าสนใจได้แก่ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ, เบาะนั่งพร้อมระบบระบายอากาศ, ระบบทำความร้อนและระบบนวด เบาะคู่หน้ายังมีตัวเลือก “zero-gravity” ปรับไฟฟ้า 18 ทิศทาง, ระบบนวด 10 จุด และที่พักขาพร้อมระบบทำความร้อนยาว 340 มม. เพื่อความสบายสูงสุด

ราคา Luxeed R7 

Luxeed R7 Max : ราคา 299,800 หยวน (ประมาณ 1.46 ล้านบาท)

Luxeed R7 Ultra : ราคา 319,800 หยวน (ประมาณ 1.56 ล้านบาท)

ที่มา : CarNewsChina
Source : Spring News

21 เมษายน 68 กทม.นำร่อง 6 เขต ทดลองมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม และจะเริ่มเก็บจริงเดือนตุลาคม 2568 นี้

เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 68 นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เผยว่า เร็ว ๆ นี้จะมีการเตรียมความพร้อมจัดเก็บขยะเศษอาหาร ใน 6 พื้นที่เขตนำร่อง โดยจะทดลองจัดเก็บขยะเศษอาหารในกทม.ตามเส้นทางบ้านเรือนประชาชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม ทางแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay เพื่อรองรับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอัตราขยะใหม่ที่จะบังคับใช้จริงในเดือนตุลาคม 2568 

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะใหม่นี้ มีขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ช่วยลดปริมาณขยะที่กทม.ต้องนำเข้าสู่ระบบกำจัด โดยกำหนดนำร่องใน 6 เขต ประกอบด้วย เขตบางพลัด เขตบางคอแหลม เขตลาดพร้าว เขตพญาไท เขตธนบุรี และเขตลาดกระบัง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการจัดเก็บในวันที่ 21 เมษายน 2568

โดยสำนักสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับสำนักงานเขตจัดเก็บข้อมูล ติดตาม และประเมินผล เพื่อนำมาวิเคราะห์ พร้อมถอดบทเรียน จัดทำเป็นแนวทางเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการดำเนินงานไปให้ครบ 50 เขตต่อไป

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ

ประชาชนบ้านใดสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม : แยกขยะลดค่าธรรมเนียม สามารถสมัครได้ทางแอปพลิเคชัน BKK Waste Pay ซึ่งจะมีให้ส่งพิกัดบ้านที่จะเข้าร่วมโครงการและได้มีการคัดแยกขยะ ซึ่งกำหนดให้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก อาทิ ขยะเศษอาหาร ขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย 

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

สำนักงานเขตพื้นที่จะจัดทำแผนและเตรียมแนวทางการจัดเก็บขยะเศษอาหารแบ่งตามเส้นทางและความเหมาะสมของพื้นที่ ติดสติ๊กเกอร์ที่บ้าน พร้อมแจกถุงเขียวเพื่อใส่เศษอาหารสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะจัดเก็บเส้นทางละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ตามความเหมาะสม

กทม.เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมทิ้งขยะ ตุลาคม 2568 นี้! ไม่แยก = จ่ายแพง

นายพรพรหมเสริมว่า กทม.จะนำขยะเศษอาหารไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เช่น นำไปเป็นอาหารสัตว์หรือรวบรวมส่งให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก โดยใช้ถังหมักรักษ์โลก ซึ่งสำนักงานเขต จะมีการลงพื้นที่เพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชน รวมถึงจะนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้ขยะต้นทางลดลงให้ได้มากที่สุด

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สำนักสิ่งแวดล้อม โทร.02 203 2929

Source : Spring News

หน้าร้อนในประเทศไทยที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนแทบละลาย ทำให้แอร์กลายเป็นเพื่อนรักของทุกบ้าน แต่ค่าไฟที่ตามมาอาจทำให้ใจสั่นได้ บทความนี้รวบรวม 10 วิธีใช้แอร์ให้ประหยัดไฟ ที่ทั้งง่ายและได้ผลจริง ตั้งแต่การตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม ดูแลรักษาเครื่อง ไปจนถึงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้คุณเย็นฉ่ำโดยไม่ต้องกังวลบิลค่าไฟแพงๆ มาดูกันว่าทำอย่างไรให้แอร์ทำงานอย่างชาญฉลาดและประหยัดพลังงาน

1. ตั้งอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสม เย็นสบายไม่เปลืองไฟ

การตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนแรกที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตั้งแอร์ไว้ที่ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะเป็นระดับที่ร่างกายรู้สึกเย็นสบายโดยไม่ทำให้แอร์ทำงานหนักเกินไป ถ้าตั้งต่ำเกิน เช่น 18-20 องศา คอมเพรสเซอร์จะต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อรักษาความเย็น ซึ่งส่งผลให้ค่าไฟพุ่งพรวด ลองใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นในห้อง เพราะจะทำให้อากาศไหลเวียนดีขึ้น คุณจะรู้สึกเย็นโดยไม่ต้องลดอุณหภูมิลงมาก วิธีนี้ช่วยลดภาระของแอร์และประหยัดไฟได้ถึง 10-15% ต่อเดือน

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการปรับอุณหภูมิขึ้นลงบ่อยๆ เพราะแอร์จะต้องเริ่มรอบการทำงานใหม่ ซึ่งกินไฟมากกว่าการรักษาอุณหภูมิคงที่ การตั้งค่าให้สมดุลไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ แต่ยังทำให้แอร์มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นด้วย

2. ปิดช่องว่างในห้อง ล็อกความเย็นไว้ในบ้าน

ความร้อนจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาเป็นตัวการที่ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น เริ่มจากตรวจสอบประตูและหน้าต่างว่าปิดสนิทดีหรือไม่ มีรอยรั่วตรงขอบหรือช่องว่างไหม ถ้ามีให้ใช้ยางกันลมหรือเทปปิดรอยรั่วเพื่อป้องกันอากาศร้อนไหลเข้า

แสงแดดที่ส่องผ่านกระจกก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความร้อนในห้อง ลองติดฟิล์มกันความร้อนที่กระจก หรือใช้ผ้าม่านทึบแสงเพื่อกรองแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่แดดแรงสุด ผ้าม่านแบบหนาจะช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ 2-3 องศา
ถ้าบ้านของคุณมีช่องระบายอากาศ อาจต้องปิดบางส่วนขณะเปิดแอร์ เพื่อไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกไป วิธีนี้ทำให้แอร์ทำงานน้อยลง และคุณจะรู้สึกเย็นเร็วขึ้นโดยใช้พลังงานน้อยลง

3. ทำความสะอาดและบำรุงรักษาแอร์ สะอาดดี ประหยัดไฟด้วย

แอร์ที่เต็มไปด้วยฝุ่น โดยเฉพาะแผ่นกรองอากาศ จะทำให้การไหลเวียนของอากาศติดขัด ส่งผลให้เครื่องต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อให้ห้องเย็น ควรล้างแผ่นกรองทุก 1-2 เดือน โดยถอดออกมาล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วตากให้แห้งก่อนใส่กลับ

นอกจากนี้ การจ้างช่างมาล้างแอร์ทั้งระบบอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งจะช่วยกำจัดฝุ่นในท่อและคอยล์เย็น ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของแอร์ลง คุณเคยสังเกตไหมว่าแอร์ที่ไม่ได้ล้างนานๆ มักเย็นช้าและมีกลิ่นอับ? นั่นคือสัญญาณว่าต้องลงมือทำความสะอาด แอร์ที่สะอาดไม่เพียงช่วยประหยัดไฟถึง 20% แต่ยังทำให้อากาศในห้องบริสุทธิ์ และยืดอายุเครื่องไปในตัว การดูแลรักษาแอร์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

4. ใช้โหมดประหยัดพลังงาน ช่วยลดค่าไฟ

แอร์รุ่นใหม่มักมี Energy Saving Mode ซึ่งปรับการทำงานของคอมเพรสเซอร์ให้เหมาะกับอุณหภูมิห้อง ลดการใช้ไฟโดยยังคงความเย็นไว้ ลองเช็คคู่มือแอร์ของคุณว่ามีฟังก์ชันนี้หรือไม่ แล้วเปิดใช้งานในช่วงที่อากาศร้อนจัด

ถ้าแอร์ของคุณเป็นแบบ Inverter จะยิ่งช่วยประหยัดไฟ เพราะเทคโนโลยีนี้ปรับรอบการทำงานอัตโนมัติ แทนการเปิด-ปิดเครื่องบ่อยๆ เหมือนแอร์รุ่นเก่า ซึ่งอาจลดการใช้ไฟได้ถึง 30-50% โหมดประหยัดพลังงานเหมาะมากในหน้าร้อน เพราะช่วยให้แอร์ทำงานอย่างชาญฉลาด คุณจะได้ทั้งความเย็นสบายและบิลค่าไฟที่ไม่ทำให้ตกใจ

5. ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน และตั้งเวลาอย่างฉลาด

การเปิดแอร์ทิ้งไว้ทั้งวันหรือลืมปิดตอนออกจากห้องเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟพุ่ง วิธีแก้คือปิดแอร์ทุกครั้งที่ไม่อยู่ในห้องนานกว่า 30 นาที และใช้ตัวตั้งเวลาของแอร์ให้เป็นประโยชน์

ตัวอย่างเช่น ตั้งแอร์ให้ปิดอัตโนมัติตอน 02:00 น. หลังจากคุณหลับสนิท เพราะร่างกายไม่ต้องการความเย็นมากในช่วงนั้น หรือตั้งเวลาเปิดแอร์ล่วงหน้า 15 นาทีก่อนกลับถึงบ้าน เพื่อให้ห้องเย็นพอดีโดยไม่ต้องเปิดทิ้งไว้นาน วิธีนี้ช่วยลดชั่วโมงการทำงานของแอร์ และป้องกันการลืมปิดเครื่องในวันที่วุ่นวาย คุณจะประหลาดใจว่าการตั้งเวลาแค่ไม่กี่นาทีช่วยลดค่าไฟได้มากแค่ไหน

6. เลือกแอร์ที่มีขนาด BTU เหมาะกับห้อง

การเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU ไม่เหมาะสมอาจทำให้สิ้นเปลืองไฟโดยไม่รู้ตัว ถ้าห้องใหญ่แต่ใช้แอร์ตัวเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักเพื่อให้เย็นทั่วถึง ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ในทางกลับกัน แอร์ตัวใหญ่เกินไปในห้องเล็กก็ทำให้เสียพลังงานส่วนเกิน

ตัวอย่างเช่น ห้องนอน 12-15 ตารางเมตร ควรใช้แอร์ 9,000-12,000 BTU ส่วนห้องขนาด 20-25 ตารางเมตร อาจต้องใช้ 18,000 BTU ก่อนซื้อ ควรคำนวณขนาดห้องและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การเลือกแอร์ที่เหมาะสมช่วยให้เครื่องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะได้ทั้งความเย็นที่พอดีและค่าไฟที่ไม่บานปลาย

7. ใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่ ที่สามารถกันความร้อนได้

ผ้าม่านหรือมู่ลี่ไม่เพียงเพิ่มความสวยงามให้บ้าน แต่ยังช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้ดี ในหน้าร้อนควรเลือกผ้าม่านทึบแสงหรือมู่ลี่ที่สะท้อนความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้ห้องร้อนจัดในช่วงกลางวัน ลองปิดม่านในช่วงที่แดดแรง เช่น 10:00-16:00 น. เพราะจะช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้ 3-5 องศา ทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ถ้าบ้านมีกระจกเยอะ การติดฟิล์มกันร้อนควบคู่ไปด้วยจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ

วิธีนี้เป็นการป้องกันความร้อนตั้งแต่ต้นทาง คุณจะรู้สึกเย็นสบายขึ้นโดยใช้พลังงานน้อยลง และยังช่วยประหยัดงบในระยะยาว

8. ปรับพฤติกรรมการใช้แอร์

บางครั้งการประหยัดไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับแอร์อย่างเดียว แต่เป็นพฤติกรรมของเราด้วย เช่น หลีกเลี่ยงการเปิดประตูบ่อยๆ ขณะแอร์ทำงาน เพราะจะทำให้อากาศเย็นรั่วไหลออกไป และอากาศร้อนเข้ามาแทน

อีกวิธีคือใส่เสื้อผ้าที่บางเบาในบ้าน เช่น เสื้อยืดผ้าฝ้าย เพื่อให้ร่างกายรู้สึกเย็นโดยไม่ต้องพึ่งแอร์มากเกินไป ลองดื่มน้ำเย็นหรือน้ำผลไม้เพื่อลดความร้อนในร่างกายด้วย การปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ รวมกันแล้วช่วยลดการใช้ไฟจากแอร์ได้มาก และยังทำให้คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์พลังงาน

9. ใช้แอร์ร่วมกับเครื่องลดความชื้น เย็นเร็วขึ้น

ในหน้าร้อนที่อากาศชื้น ความชื้นในห้องอาจทำให้รู้สึกร้อนและเหนียวตัว แม้ว่าแอร์จะทำงานเต็มที่ ลองใช้เครื่องลดความชื้นควบคู่ไปด้วย เพื่อลดระดับความชื้นให้อยู่ในช่วง 40-50% ซึ่งเป็นระดับที่สบายตัว เมื่อความชื้นลดลง คุณจะรู้สึกเย็นเร็วขึ้นโดยไม่ต้องตั้งแอร์ที่อุณหภูมิต่ำเกินไป วิธีนี้ช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลง และประหยัดไฟได้ในระยะยาว ถ้าไม่มีเครื่องลดความชื้น การเปิดแอร์ในโหมด Dry (ลดความชื้น) ก็เป็นทางเลือกที่ดีในวันที่มีความชื้นสูง

10. อัปเกรดแอร์เป็นรุ่นประหยัดพลังงาน ลงทุนเพื่ออนาคต

ถ้าแอร์ของคุณเก่ากว่า 10 ปี อาจถึงเวลาพิจารณาเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แอร์รุ่นใหม่ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือแอร์ Inverter ใช้ไฟน้อยกว่าแอร์รุ่นเก่าถึง 30-50% ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายตอนซื้อใหม่ แต่ในระยะยาวคุณจะประหยัดค่าไฟได้มาก จนคุ้มกับการลงทุน ลองเลือกแอร์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ระบบควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อตั้งค่าได้สะดวกยิ่งขึ้น การอัปเกรดแอร์เป็นเหมือนการลงทุนเพื่อความสบายและประหยัดในอนาคต คุณจะได้ทั้งห้องที่เย็นฉ่ำและบิลค่าไฟที่เป็นมิตร

การใช้แอร์ให้ประหยัดไฟในหน้าร้อนไม่ใช่เรื่องยาก แค่ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะ ดูแลรักษาแอร์ ปิดช่องว่าง ใช้โหมดประหยัดพลังงาน และปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ คุณก็สามารถลดค่าไฟได้อย่างเห็นผล พร้อมช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลองนำทั้ง 10 วิธีนี้ไปใช้ แล้วหน้าร้อนนี้จะกลายเป็นช่วงเวลาที่เย็นสบายทั้งกายและใจ

Photo : freepik