ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนแสดงความแข็งแกร่งในตลาดยุโรป ยอดขายเติบโตแม้เผชิญกำแพงภาษีหนัก งัดกลยุทธ์รอบด้าน เร่งตั้งโรงงานผลิตในยุโรปเพื่อรับมือระยะยาว

แม้สหภาพยุโรป (EU) จะตั้งกำแพงภาษีรถ EV จีนสูง แต่ดูเหมือนว่ามาตรการนี้ยังไม่สามารถสกัดการเติบโตของค่ายรถจีนในยุโรปได้

Dataforce เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์จากผู้ผลิตสัญชาติจีนในยุโรปกลับพุ่งสูงขึ้นถึง ‘64%’ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 38,902 คัน

ดันส่วนแบ่งการตลาดจาก 2.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% อย่างน่าประทับใจ การเติบโตนี้เกิดขึ้นสวนทางกับความท้าทายจากกำแพงภาษีที่ EU กำหนดใช้เป็นเวลา 5 ปี

กำแพงภาษีส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ที่นำเข้าจากจีน ทำให้ยอดขายกลุ่มนี้ลดลง 3.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ สวนทางกับตลาด EV ยุโรปโดยรวมที่โต 26% แต่ผู้ผลิตจีนก็ปรับตัวอย่างรวดเร็ว หันไปเน้นทำตลาดกลุ่มอื่นแทน

กลยุทธ์เด่นคือการส่งออกรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งมียอดขายพุ่งสูงถึง 321% ในเดือนเดียวกัน รุ่นที่ได้รับความนิยมคือ BYD Seal U PHEV, MG HS PHEV และ Chery Jaecoo 7 PHEV

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

CREDIT : CarNewsChina
CREDIT : CarNewsChina

นอกจากนี้ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จากแบรนด์จีนอย่าง Jaecoo และ Omoda ของค่าย Chery ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

CREDIT : CHERY
CREDIT : CHERY

ยักษ์ใหญ่ EV จีนอย่าง BYD เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเติบโต แม้จะเผชิญแรงกดดัน ในเดือนมกราคม BYD มียอดขายเติบโตในสหราชอาณาจักร สเปน และโปรตุเกสสูงถึง 551%, 734% และ 207% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเติบโตที่เหนือกว่าคู่แข่งสำคัญอย่าง Tesla ในตลาดดังกล่าว

CREDIT : BYD Europe @ Fully Charged Live UK
CREDIT : BYD Europe @ Fully Charged Live UK

นอกจากการปรับเปลี่ยนประเภทรถยนต์ที่ทำตลาดแล้ว ค่ายรถจีนยังใช้สองกลยุทธ์หลักเพื่อเจาะตลาดยุโรประยะยาว 

บริษัทอย่าง Changan Automobile สร้างความฮือฮาในงานเปิดตัวที่มิวนิก ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบจอดรถอัตโนมัติสั่งงานด้วยเสียง และการปรับเปลี่ยนรถเป็นโหมดแคมป์ปิ้ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับดีลเลอร์และสื่อยุโรปอย่างมาก

CREDIT : CHANGAN
CREDIT : CHANGAN

ขณะที่ XPeng ซึ่งกำลังขยายตลาดไปยังยุโรปกลางและตะวันออก (โปแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, เช็ก, สโลวาเกีย) ก็ประกาศชัดเจนว่าจะเน้นสร้างความแตกต่างด้วยเทคโนโลยีมากกว่าการแข่งขันด้านราคา โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดขายต่างประเทศเป็นสองเท่าในปี 2568

CREDIT : XPENG
CREDIT : XPENG

‘เร่งปักฐานการผลิตในยุโรป’ นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและสร้างการยอมรับในระยะยาว

Chery : จับมือกับ EV Motors ของสเปน ตั้งโรงงานในบาร์เซโลนา ผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Ebro ของสเปน นับเป็นค่ายรถจีนรายแรกที่ผลิตรถยนต์ในยุโรป

BYD : ลงทุนสร้างโรงงานของตนเองในฮังการี (คาดเริ่มผลิตปลายปีนี้ กำลังผลิต 350,000 คัน/ปี) และตุรกี

Leapmotor : ร่วมมือกับ Stellantis Group (เจ้าของแบรนด์ Peugeot, Citroën, Fiat) ผลิตรถรุ่น T03 ในโปแลนด์ และมีแผนผลิตรุ่น B10 ในสเปนปี 2569

XPeng และ GAC : จะเริ่มประกอบรถยนต์แบบนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ ที่โรงงาน Magna ในออสเตรีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Ji Xuehong จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีจีนเหนือ ชี้ว่า การผลิตในท้องถิ่นจะเป็นเส้นทางหลักของค่ายรถจีนในยุโรป เหมือนกับที่ค่ายรถญี่ปุ่นเคยทำในอดีต เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและเข้าใจความต้องการของตลาดท้องถิ่นได้ดีขึ้น

ตลาดยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนราว 17-18% ของตลาดรถยนต์โลก ยังคงเป็นสมรภูมิที่สำคัญ และการเดินเกมของผู้ผลิตจีนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาปักธงในตลาดพรีเมียมนี้ให้ได้

แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายด้านกฎระเบียบก็ตาม ต้องจับตาดูต่อไปว่ากลยุทธ์ของค่ายรถจีนเหล่านี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปในระยะยาวอย่างไรบ้าง

ที่มา : China Automotive News
Source : Spring News

กรุงเทพมหานครเป็นแหล่งกำเนิดขยะมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีปริมาณขยะเฉลี่ยประมาณ 10,000 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี ในการจัดการขยะนี้ ต้องใช้งบประมาณเกินกว่า 7,000 ล้านบาทต่อ ซึ่งคิดเป็น 15-16% ของงบประมาณทั้งหมด

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการกำหนด ‘ยุทธศาสตร์การกำจัดขยะ’ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565–2570) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดปริมาณขยะและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ แต่การคัดแยกขยะเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันประชาชนบางครัวเรือนเริ่มมีการคัดแยกขยะแล้ว แต่ประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่รองรับการทิ้งขยะคัดแยกจากครัวเรือน

NIA เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ธุรกิจจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง จึงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพฯ (Bangkok City Lab) นำร่องติดตั้งสถานีจัดการขยะอัจฉริยะ “ฉลาดทิ้ง” (Waste Wise Station) ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี ในพื้นที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ซึ่งรวม 5 นวัตกรรมตู้รับขยะอัจฉริยะ สำหรับรับขยะ 5 ประเภท ได้แก่

  • ตู้ True รับขยะอิเล็กทรอนิกส์ E-Waste
  • ตู้ Oklin รับขยะประเภทเศษอาหาร
  • ตู้ Circular รับขยะประเภทเสื้อผ้า
  • ตู้ Refun รับขยะประเภทขวดพลาสติก
  • ตู้ Recycoex รับและขยะประเภทน้ำมันเก่า
ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่เอื้อต่อการจัดการขยะจากต้นทาง โดยเฉพาะการคัดแยกขยะจากครัวเรือนอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ NIA จึงจับมือกับเครือข่ายพันธมิตร ร่วมกันออกแบบและพัฒนาโครงการ “ฉลาดทิ้ง : สถานีจัดการขยะอัจฉริยะ” หรือ Waste Wise Station บนพื้นที่ของทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งย่านปุณณวิถี เป็นพื้นที่นำร่อง

พื้นที่นี้ที่เรียกว่า ‘ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี’ เป็นพื้นที่ที่ NIA ได้ร่วมกันพัฒนาและทำงานมาเป็นเวลาประมาณ 7–8 ปีแล้ว เดิมทีเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นเรื่อง Cyber Technology และการพัฒนา Startup ให้พื้นที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางสำหรับเทคโนโลยีและ Startup รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมใหม่

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว เราได้เห็น Startup และเทคโนโลยีมากมายมารวมตัวกันภายในอาคาร True Digital Park ซึ่งได้สร้างกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปคือการขยายผลออกไปไกลกว่าแค่พื้นที่ปุณณวิถี โดยจะครอบคลุมถึงย่านสุขุมวิทตอนใต้ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับ Creative Industry และ Service Industry รองรับ Soft Power ทั้ง 14 อุตสาหกรรม เช่น Gaming และแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีบทบาทเป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ในหลายเรื่องอีกด้วย

ขาดโครงสร้างพื้นฐานจัดการขยะต้นทาง

ดร.กริชผกา กล่าวด้วยว่า NIA วางตัวเองในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) ที่มุ่งสร้างความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมให้กับประเทศไทย และเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการใช้ระบบนวัตกรรมในเชิงพื้นที่ จึงเชิญชวนและประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ธุรกิจ Startup หลายรายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะ เช่น การเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ย หรือการนำเสื้อผ้าเก่ามาแปรรูปเป็นเส้นใยใหม่สำหรับผลิตเสื้อผ้าหรือชุดยูนิฟอร์ม เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าขยะสามารถสร้างมูลค่าและตอบโจทย์เป้าหมายด้าน SDG, ESG และ Circular Economy ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการขยะในอนาคตจะมีคุณค่า หากเรามีระบบที่เหมาะสม เช่น การคัดแยกขยะ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ต่างประเทศให้ความสำคัญมาก แต่ในประเทศไทยยังต้องการการผลักดันในสองรูปแบบ คือ การบังคับใช้ (Enforcement) และการสร้างความตระหนักรู้ในใจของประชาชน เชื่อว่าเยาวชนและคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

NIA ยังคงสนับสนุน Startup และความร่วมมือกับพันธมิตรจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ และกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ขยะจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค Green Transformation และการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

เศรษฐกิจหมุนเวียน

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ให้เหลือศูนย์ในหลุมฝังกลบ (Zero e-Waste to landfill) ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ย่านนวัตกรรมปุณณวิถีมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานีจัดการขยะอัจฉริยะ รวมถึงกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งใน Startup Hub ที่ใหญ่และดีที่สุดในประเทศไทยและกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นจุดรวมของคนรุ่นใหม่และบริษัท Startup ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่ร่วมกับโลกอย่างมีคุณภาพและคุณค่า

“True Corporation ในฐานะ Tech Company ของไทย เราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในด้าน ESG โดยวันนี้เราได้เน้นมิติของสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในระดับศูนย์ เราได้ดำเนินการในด้านนี้มานานกว่า 10 ปี ผ่านโครงการที่สนับสนุนการเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยการจัดกล่องรับคืนขยะตาม True Shop รวมถึงสถานศึกษากว่า 197 แห่ง และตั้งเป้าหมายที่จะขยายให้ครบ 400 แห่งภายในปีนี้

นอกจากนี้ เราได้พัฒนาตู้รับขยะอัจฉริยะภายใต้ชื่อ ‘True E-Waste Vending Machine’ เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ ซึ่งได้เริ่มทดลองติดตั้งที่ True Digital Park เราเชื่อว่าที่นี่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมปุณณวิถี และเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อสนับสนุนการแยกขยะอย่างถูกต้องสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่และทุกประเภท”

สอดรับกับเป้า SDGs

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ขยะเป็นมลภาวะที่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ดังนั้น เป้าหมายของ สจล. คือการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดมูลค่า ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

“เรานำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคนี้คือ การจัดการขยะ ที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างรอบด้านและแนวคิดใหม่ที่ยั่งยืน

ในครั้งนี้ เราได้ทำการวิจัยเพื่อจัดการขยะหลัก 5 ประเภท โดยมีเป้าหมายเพื่อรีไซเคิลขยะและเพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด โครงการนี้ยังเกี่ยวข้องกับการผลักดันแนวทาง Zero Waste ในสถาบันการศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงการเผาหรือทำลายขยะที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรามุ่งหวังให้ขยะพลาสติกถูกนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดมลภาวะ

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

อีกด้านหนึ่ง เราได้ร่วมมือกับชุมชนในเขตลาดกระบัง เพื่อจัดการอบรมและส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์ เช่น การประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และพัฒนาตลาดเพื่อสนับสนุนชุมชน การช่วยสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการรีไซเคิลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการวิจัยหลายครั้งที่ประสบความสำเร็จในกระบวนการวิจัยนั้นกลับขาดโอกาสในการนำไปต่อยอดในตลาด”

โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งลดปริมาณขยะในเขตเมือง แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรม ส่งเสริมจิตสำนึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตโลกร้อน ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่อง 5 ธุรกิจนวัตกรรม

1. TRUE: E-Waste เครื่องรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะจากกลุ่มทรู มาพร้อมนวัตกรรมที่สามารถเก็บข้อมูลแบบ real-time ได้แก่ ชนิด/หมวดหมู่ของ e-Waste แจ้งน้ำหนัก พร้อมคำนวณค่า Carbon Reduction ระบบ Notification และ ระบบสะสมแต้มให้กับสมาชิก ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ มั่นใจได้ 100% E-Waste จะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี

2. OKLIN : Food Waste เครื่องกำจัดขยะเศษอาหารที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการย่อยสลายขยะเศษอาหารเป็นปุ๋ย ช่วยลดปริมาณขยะเศษอาหารได้ถึง 90% ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นสารบำรุงดิน เร่งใบ เร่งผล ในการทำพืชสวนทางการเกษตรหรือใช้บำรุงต้นไม้

3. CIRCULAR : Used Clothes นำของเสียจากอุตสหากรรมสิ่งทอมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ของเสียจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมแฟชั่น หรือ เศษผ้าจากการตัดเย็บ และ ขยะสิ่งทอแฟชั่น เสื้อผ้าใช้แล้วต่างๆ มาคัดแยกสิ่งทอ/เสื้อผ้า ตามเฉดสี และ นำมาแปรสภาพเป็นผ้าหลากสี หรือ เสื้อผ้าใหม่ โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อนำกลับมาใช้เป็นสินค้าที่ยั่งยืน

4. REFUN : Plastic Waste หรือ ‘ตู้รีฟัน’ คือตู้รับคืนขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ เปลี่ยนขยะรีไซเคิลเป็นคะแนนสะสมในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ใช้สามารถนำขวด PET พลาสติกใส มาหยอดที่ตู้ เพื่อให้เครื่องตรวจสอบคิดเป็นสะสมเป็นแต้ม เพื่อนำไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆตามที่แคมเปญจัดขึ้น

5. RECYCOEX : Waste Cooking Oil ตู้รับน้ำมันพืชที่ใช้เเล้ว เพื่อผลิตเป็นน้ำมันเครื่องบิน Sustainable Aviation Fuel (SAF) นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยลดโลกร้อน ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบินลงได้ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมการบินวางเเผนจะก้าวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รายงานฉบับใหม่จากกลุ่มสถาบันวิจัยด้านพลังงาน Ember ระบุว่าในปี 2024 การผลิตไฟฟ้าของโลกมากกว่า 40% มาจาก “พลังงานหมุนเวียน” แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการที่ทำให้ “โลกร้อน” กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งทำให้ความต้องการพลังงานโดยรวมมากขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” เพิ่มมากขึ้น

พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุด โดยปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ฟิล แมคโดนัลด์ กรรมการผู้จัดการของ Ember กล่าวว่า

“พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก เมื่อจับคู่กับระบบกักเก็บแบตเตอรี่แล้ว พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นพลังที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” 

ก่อนหน้านี้ Ember คาดการณ์ว่าปี 2023 จะเป็นปีที่การปล่อยมลพิษจากไฟฟ้าถึงจุดสูงสุด หลังจากที่คงที่ในช่วงครึ่งแรกของปี และหลังจากนั้นการปล่อยมลพิษจะเริ่มลดลง แต่กลับผิดคาด เนื่องจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 1.4% ในปีนั้น 

ความต้องการไฟฟ้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมาก ข้อมูลจาก สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป หรือ C3S ระบุว่าเดือนมีนาคม 2025 เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์

พลังงานหมุนเวียนเติบโตขึ้น

โซลาร์เซลล์” เป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกและติดตั้งง่าย ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 20 ตามข้อมูลของ Ember พบว่า ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ๆ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2012

จีนยังคงครองส่วนแบ่งการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด ด้วยสัดส่วนถึง 53% ของทั้งโลก โดยตลอดปี 2024 จีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 834 TWh

ส่วนกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2023-2024

ขณะที่ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 7 ประเทศติดอันดับ 15 ประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากสุดในโลก โดยในปี 2024 เยอรมนีผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 71 TWh ซึ่งอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ส่วนฮังการีขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดในโลกที่ 25%

แม้ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อดูในภาพรวมแล้ว พลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็นส่วนเล็ก ๆ ของการผลิตพลังงานทั่วโลก เพราะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 7% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งเท่ากับการจ่ายไฟให้กับประเทศอินเดียทั้งประเทศ

ขณะที่ พลังงานลมคิดเป็น 8% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ส่วนพลังงานนิวเคลียร์คิดเป็น 9% ด้านพลังงานน้ำมีส่วนสนับสนุน 14% ถือเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุด แต่ทั้งพลังงานน้ำและพลังงานนิวเคลียร์เติบโตช้ากว่าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มาก

เมื่อรวมกันแล้ว แหล่งพลังงานสะอาดทุกประเภทสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่โลกได้มากกว่า 40.9% ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุค 1940 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าน้อยกว่าปัจจุบันประมาณ 50 เท่า โดยพลังงานน้ำเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และคิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของไฟฟ้าทั่วโลกในช่วงดังกล่าว

ในปี 2024 การผลิตพลังงานไฟฟ้าในสหภาพยุโรป 71% มาจากแหล่งพลังงานสะอาดทุกประเภท ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก และเป็นปีแรกที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แซงหน้าถ่านหิน ด้วยสัดส่วน 11% ซึ่งเป็นผลมาจากส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์ตามบ้าน จนสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น 

หลายประเทศในยุโรปทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้น้อยที่สุด ขณะที่สหราชอาณาจักรเลิกใช้ถ่านหินอย่างถาวร ซึ่งการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนนี้จะช่วยให้ยุโรปมีความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาถ่านหินจากรัสเซีย

แม้ว่า พลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็น แต่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมายังไม่เริ่มลดลง เพราะความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นยังคงแซงหน้าการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน 

ตามรายงานพบว่าในปี 2024 ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นในปีที่อากาศร้อนเป็นพิเศษ อีกทั้งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเอเชียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอินเดียและจีน ทำให้ต้องเร่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2024 การผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 1.4% โดยคิดเป็นถ่านหิน 34% และก๊าซอีก 22% ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14,600 ล้านตัน เพิ่มจากปีก่อน 1.6%

อย่างไรก็ตาม แมคโดนัลด์กล่าวว่า สำหรับปี 2025 คลื่นความร้อนไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ยานยนต์ไฟฟ้า และปั๊มความร้อน จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า เทคโนโลยีเหล่านี้รวมกันทำให้ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.7% ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อ 5 ปีก่อน


ที่มา: BBCEuro NewsThe Guardian
Source : กรุงเทพธุรกิจ

สวัสดีครับ ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ครับ ทั้งความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ในแง่การทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านภาคการผลิตและการส่งออก

เรากำลังจะมีอีกหนึ่งมาตรการที่ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจนั่นคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเชิงนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่หนทาง Net Zero ตามที่ได้วาดหวังไว้

ที่ผ่านมาเราได้เห็นพัฒนาการสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการลดคาร์บอนหลายด้าน ทั้งแนวคิดเรื่อง Emission Trading System (ETS) หรือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ขณะที่มาตรการด้านภาษีคาร์บอนจะเข้ามาเป็นอีกกลไกที่สนับสนุนประเทศไทยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจหรือผู้ที่ปล่อยคาร์บอนตระหนักว่าทุกการกระทำล้วนมี “ราคาที่ต้องจ่าย” โดยทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกบรรจุอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … (พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่กำลังอยู่ในกระบวนการออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป

เมื่อพูดถึงภาษี สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญใน พ.ศ. 2569 สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเก็บส่วนต่างราคาคาร์บอนจากสินค้าที่นำเข้า 6 ประเภท ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน ไฟฟ้า หากบ้านเราเริ่ม “ขยับตัว” ให้ทันกับแนวทางดังกล่าว เช่น เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง อาจช่วยให้เราสามารถเจรจาเพื่อหักลบภาษีกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีหลักการสนับสนุนที่หนักแน่น

สำหรับประเทศไทย ในเบื้องต้นเราจะผนวกการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตเดิม ในปี พ.ศ. 2568 นี้ โดยจะแยกชั้นภาษีให้เห็นชัดเจน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะภาษีดังกล่าวมุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องต้นทุนของคาร์บอน โดยไม่ได้ทำให้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นและไม่ได้มีผลกับราคาน้ำมันแต่ประการใด เมื่อ พ.ร.บ. โลกร้อนมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

ในต่างประเทศ สวีเดนที่ถือเป็น “ผู้บุกเบิก” ระบบภาษีคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ได้เก็บภาษีคาร์บอนอยู่ที่ 134 ยูโรต่อ 1 ตัน (ประมาณ 4,900 บาท) ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ได้มีการบังคับใช้ “Singapore Carbon Pricing Act “ หรือกฎหมายด้านการจัดเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อปี พ.ศ. 2562  โดยจะเก็บภาษีกับโรงงานที่ปล่อยคาร์บอนซึ่งเทียบเท่าหรือมากกว่า 25,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน (ประมาณ 125 บาท) และอาจเพิ่มสูงสุดได้ถึง 80 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน (ประมาณ 2,000 บาท) จากข้อมูลล่าสุดประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งราคานี้เองจะถูกนำมาคำนวณค่าภาษีคาร์บอนต่อไป

ในมุมการทำธุรกิจ แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปด้วยในแง่บัญชีคือต้นทุนด้านคาร์บอนที่ต้องคำนวณเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น (Carbon Intensive Industry) ธุรกิจต่างๆ จึงควรหันมาใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ด้านการเงินและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานที่อาจสามารถลดภาระด้านภาษีและต้นทุน รวมถึงหาแนวทางการจัดการการปล่อยคาร์บอนเชิงรุกให้สอดคล้องกับความคาดหวังด้าน ESG ของนักลงทุนครับ

ในแง่ของสถาบันการเงินและนักลงทุน การคำนึงถึงมิติด้านภาษีคาร์บอนเข้ากับกลยุทธ์ดำเนินงานและการลงทุนควรเข้ามาเป็นหนึ่งใน “สมการ” ด้านการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย โดยในช่วงแรก ภาษีคาร์บอนอาจดูเหมือนความท้าทาย แต่หากมองให้ดีเปรียบเสมือน “โอกาส” ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว รวมถึงกลับไปพิจารณา (Revisit) เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ คำถามที่น่าสนใจอาจจะไม่ใช่ว่าภาษีคาร์บอนจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่ แต่อาจเป็นคำถามว่าเราจะปรับตัวอย่างไรในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เตรียมพร้อมวันนี้ เพื่อความได้เปรียบในวันหน้านั่นเองครับ

\'พลิกเกมธุรกิจ\' ขานรับภาษีคาร์บอน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

หน้าร้อนในประเทศไทยมักมาพร้อมอากาศร้อนระอุ ส่งผลให้ ค่าไฟแพง จนหลายคนกังวล แต่ไม่ต้องหงุดหงิดไป เพราะเรามี วิธีลดค่าไฟ ที่ทั้งง่ายและได้ผลจริงมาแนะนำ ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องปรับอากาศบ่อยแค่ไหน หรืออยากหาวิธีประหยัดพลังงานในบ้าน บทความนี้จะช่วยให้คุณ ประหยัดค่าไฟ ได้โดยไม่ต้องทนร้อนอบอ้าว ลดภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋า และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ต่อไปนี้คือ 8 วิธีลดค่าไฟหน้าร้อน ที่คุณสามารถเริ่มทำได้ทันที ไม่ต้องรอให้บิลค่าไฟฉบับต่อไปมาถึง มาดูกันเลยว่ามี เคล็ดลับประหยัดไฟ อะไรบ้างที่เหมาะกับบ้านของคุณ!

1. ปรับอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมเพื่อลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ

เครื่องปรับอากาศเป็นตัวกินไฟอันดับต้นๆ ในบ้าน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่เราเปิดกันแทบทั้งวัน การตั้งอุณหภูมิที่ 25-26 องศาเซลเซียส ถือเป็นจุดสมดุลที่ทั้งเย็นสบายและช่วย ลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ ได้จริง เพราะทุก 1 องศาที่คุณลดลงจากนี้ จะเพิ่มการใช้ไฟถึง 10% โดยไม่จำเป็น ลองเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ลมเย็นกระจายทั่วถึง คุณจะรู้สึกสบายโดยไม่ต้องกดรีโมทให้แอร์เย็นจัดเกินไป วิธีนี้เป็น เคล็ดลับประหยัดไฟ ที่หลายคนพิสูจน์แล้วว่าได้ผล นอกจากนี้ ควรตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์ในบางช่วง เช่น กลางคืน เพื่อให้เครื่องได้พักบ้าง ช่วยยืดอายุการใช้งานและ ประหยัดค่าไฟ ไปในตัว ถ้าปรับตามนี้รับรองบิลค่าไฟลดลงแน่นอน!

2. ดูแลแอร์สม่ำเสมอ ตัวช่วยลดค่าไฟบ้าน

แอร์ที่ไม่ได้ล้างหรือดูแลอย่างดี จะทำงานหนักและกินไฟมากขึ้นโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว การล้างฟิลเตอร์ทุก 1-2 เดือน เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และ ลดค่าไฟบ้าน ได้ทันตาเห็น เพราะฝุ่นที่สะสมในฟิลเตอร์จะขัดขวางการไหลของอากาศ ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องใช้พลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ ควรเรียกช่างมาตรวจเช็คระบบอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อดูว่าน้ำยาแอร์เพียงพอหรือมีจุดรั่วซึมหรือไม่ ถ้าแอร์สะอาดและอยู่ในสภาพดี คุณจะสัมผัสได้ถึงลมเย็นที่เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าไฟเพิ่ม วิธีนี้เป็น วิธีลดค่าไฟ ที่ลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์คุ้มค่า ลองทำตามดู แล้วบ้านของคุณจะเย็นสบายโดยไม่ต้องจ่ายแพงเกินจำเป็น

3. ใช้ผ้าม่านหรือฟิล์มกรองแสง ลดค่าไฟหน้าร้อน

แสงแดดที่ส่องเข้ามาในบ้านช่วงหน้าร้อน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้น การติดผ้าม่านทึบแสงหรือฟิล์มกรองแสงที่หน้าต่าง จึงเป็น วิธีลดค่าไฟหน้าร้อน ที่ได้ผลดีเยี่ยม เพราะช่วยลดความร้อนจากภายนอกได้ถึง 30-50% โดยเฉพาะบ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้ ซึ่งมักเจอแดดแรงจัด ผ้าม่านสีเข้มหรือฟิล์มที่สะท้อนรังสี UV จะทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป คุณอาจลงทุนซื้อครั้งเดียว แต่ช่วย ประหยัดค่าไฟ ได้ในระยะยาว แถมยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้บ้านอีกด้วย ลองเลือกแบบที่เข้ากับสไตล์บ้านคุณ แล้วจะเห็นว่า ลดค่าไฟ ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมาก

4. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้สนิท ประหยัดค่าไฟทุกวัน

หลายคนไม่รู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์ หรือที่ชาร์จโทรศัพท์ ยังคงกินไฟในโหมดสแตนด์บาย แม้จะปิดสวิตช์ไปแล้ว การดึงปลั๊กออกทุกครั้งหลังใช้งาน จึงเป็น เคล็ดลับประหยัดไฟ ที่ช่วย ลดค่าไฟ ได้จริง ลองนึกดูว่าในบ้านมีกี่เครื่องที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ทั้งวัน ถ้าตัดไฟที่ไม่จำเป็นออกหมด คุณอาจประหยัดได้หลายสิบถึงร้อยบาทต่อเดือน โดยเฉพาะบ้านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้น วิธีนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่เปลี่ยนนิสัยนิดหน่อยก็เห็นผลทันที นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรด้วย ถ้าอยากให้ ประหยัดค่าไฟ มากขึ้น ลองใช้ปลั๊กพ่วงที่มีสวิตช์แยก เพื่อปิดไฟได้สะดวกขึ้น

5. ใช้พัดลมช่วยระบายอากาศ ลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ

ในวันที่อากาศไม่ร้อนจัดจนเกินไป ลองเปลี่ยนมาใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศดูบ้าง เพราะพัดลมกินไฟน้อยกว่าหลายเท่า และยังช่วย ลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ ได้เยอะ หรือถ้าต้องเปิดแอร์จริงๆ ให้ใช้พัดลมควบคู่กันเพื่อกระจายความเย็นให้ทั่วห้อง คุณจะรู้สึกสบายโดยไม่ต้องลดอุณหภูมิแอร์ลงมาก วิธีนี้เหมาะกับบ้านที่มีอากาศถ่ายเทดีอยู่แล้ว เพียงแค่เปิดพัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศ ความชื้นในห้องก็ลดลง ทำให้รู้สึกเย็นขึ้นทันที ลองเลือกพัดลมที่มีโหมดประหยัดพลังงาน เพื่อให้ ประหยัดค่าไฟ ได้มากกว่าเดิม เป็น วิธีลดค่าไฟ ที่ทั้งถูกและง่าย เริ่มใช้ได้เลยตั้งแต่วันนี้

6. ปรับพฤติกรรมในบ้าน วิธีลดค่าไฟที่เริ่มได้ทันที

การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถช่วย ลดค่าไฟบ้าน ได้มากกว่าที่คุณคิด เริ่มจากเลี่ยงการใช้เครื่องอบผ้าในวันที่แดดดี เพราะการตากผ้าด้วยแสงแดดทั้ง ประหยัดค่าไฟ และฆ่าเชื้อโรคได้ฟรี หรือย้ายการทำอาหารไปช่วงเย็น แทนการใช้เตาตอนกลางวัน ซึ่งความร้อนจากเตาจะสะสมในบ้าน ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น อีกอย่างคือปิดประตูและหน้าต่างให้สนิทขณะเปิดแอร์ เพื่อป้องกันความเย็นรั่วไหลออกไป วิธีนี้เป็น เคล็ดลับประหยัดไฟ ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่ใส่ใจมากขึ้นนิดหน่อย นอกจากนี้ ลองลดการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นในหน้าร้อน เพราะน้ำเย็นก็เพียงพอแล้ว ทำตามนี้รับรองค่าไฟลดลงแน่นอน

7. ปลูกต้นไม้รอบบ้าน ลดค่าไฟหน้าร้อนแบบยั่งยืน

การปลูกต้นไม้ใหญ่หรือไม้เลื้อยรอบบ้าน เป็นวิธีที่ช่วยบังแดดและลดอุณหภูมิรอบตัวบ้านได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะทิศที่รับแดดแรงอย่างทิศตะวันตก แม้จะใช้เวลากว่าจะโต แต่เป็น วิธีลดค่าไฟหน้าร้อน ที่ยั่งยืนที่สุด ต้นไม้เช่น มะม่วง ชมพู่ หรือไม้เลื้อยอย่างเถาวัลย์ จะสร้างร่มเงาให้บ้านเย็นขึ้นตามธรรมชาติ แถมยังช่วยกรองฝุ่นและเพิ่มออกซิเจนในอากาศด้วย คุณอาจเริ่มจากกระถางเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยย้ายลงดินเมื่อพร้อม วิธีนี้ลงทุนไม่มาก แต่ช่วย ประหยัดค่าไฟ ได้ในระยะยาว ลองวางแผนปลูกตั้งแต่วันนี้ แล้วบ้านคุณจะเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งแอร์มากเกินไป

8. ตรวจฉนวนกันความร้อน ตัวช่วยลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ

ฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดานหรือผนังบ้าน ถือเป็นเกราะป้องกันความร้อนจากภายนอกชั้นดี ถ้าฉนวนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะช่วย ลดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ ได้มาก เพราะแอร์ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อรักษาความเย็นในห้อง ลองตรวจดูว่าบ้านคุณมีฉนวนหรือยัง ถ้าเก่าหรือชำรุด อาจถึงเวลาซ่อมแซมหรือติดตั้งใหม่ โดยเฉพาะบ้านที่ตากแดดทั้งวัน ฉนวนที่ดีจะลดการถ่ายเทความร้อนได้ถึง 20-30% ทำให้บ้านเย็นนานขึ้น คุณอาจปรึกษาช่างเพื่อเลือกวัสดุที่เหมาะสม เช่น โฟมหรือใยแก้ว วิธีนี้ลงทุนครั้งเดียว แต่ช่วย ประหยัดค่าไฟ ได้หลายปี เป็น วิธีลดค่าไฟ ที่คุ้มค่าสำหรับบ้านทุกหลัง

บทสรุป

หน้าร้อนไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับบิล ค่าไฟแพง ที่น่าตกใจอีกต่อไป ด้วย 8 วิธีลดค่าไฟหน้าร้อน ที่เราแนะนำ คุณสามารถเปลี่ยนบ้านให้เย็นสบายและ ประหยัดค่าไฟ ได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับแอร์ให้เหมาะสม ใช้ผ้าม่านกันแดด หรือปลูกต้นไม้รอบบ้าน ทุกวิธีล้วนเป็น เคล็ดลับประหยัดไฟ ที่เริ่มได้ทันทีโดยไม่ยุ่งยาก การลงมือทำตั้งแต่วันนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนทั้งต่อกระเป๋าเงินและสิ่งแวดล้อม ถ้าทำครบทุกข้อ คุณอาจประหยัดได้ถึง 20-40% หรือ 400-800 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว ลองเลือกวิธีที่เหมาะกับบ้านคุณ แล้วสัมผัสความแตกต่างที่ทั้งเย็นกายและสบายใจ หน้าร้อนนี้จะกลายเป็นฤดูที่คุณจัดการได้อย่างชาญฉลาด!

Photo : freepik