ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความพยายามของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) และ “คาร์บอนเป็นศูนย์” (Net Zero) เครื่องมืออย่าง “คาร์บอนเครดิต” จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ณ วันที่ 30 เมษายน 2568 สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยมีการสรุปสถิติการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ตลาดคาร์บอน ครอบคลุมปีงบประมาณ 2563 – 2568 ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสะสมรวมทั้งสิ้น 3,358,208 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นมูลค่ารวม 320,102,590 บาทแบ่งเป็น ดังนี้

แนวโน้มการซื้อขายย้อนหลัง

  • ปี 2563 : 169,806 tCO2e มูลค่า 4.37 ล้านบาท
  • ปี 2564 : 286,580 tCO2e มูลค่า 9.71 ล้านบาท
  • ปี 2565 : 1,187,327 tCO2e มูลค่า 128.49 ล้านบาท
  • ปี 2566 : 857,102 tCO2e มูลค่า 68.32 ล้านบาท
  • ปี 2567 : 686,079 tCO2e มูลค่า 85.79 ล้านบาท
  • ปี 2568 (ข้อมูลถึง 30 เม.ย.) : 171,314 tCO2e มูลค่า 23.41 ล้านบาท

จากตัวเลขจะเห็นว่าช่วงปี 2563–2565 ตลาดของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด อันเป็นผลจากกระแส COP26 การประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายขึ้นของประเทศ และการเตรียมเปิดศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ผู้ประกอบการซื้อกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากราคายังถูกมาก ขณะที่ปี 2567 แม้ปริมาณซื้อขายลดลง แต่มูลค่าต่อหน่วยกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการซื้อขายที่ “มีคุณภาพ” มากขึ้น

ปี 2568 สัญญาณฟื้นตัว

มาปี 2568 นี้ เริ่มแสดงสัญญาณฟื้นตัว โดยเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ความต้องการคาร์บอนเครดิตที่แตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรม
  • ข้อกำหนดหรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร
  • ราคาคาร์บอนเครดิตที่เปลี่ยนแปลง
  • นโยบายจากภาครัฐ

การซื้อขายในปี 2568 สะท้อนความต้องการที่ “แท้จริง” ของผู้ซื้อ ที่ต้องการนำคาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง มากกว่าการเร่งกักตุนเพื่อเก็งกำไรแบบที่เกิดขึ้นในปี 2565

ประเภทโครงการที่โดดเด่นในปี 2568

ตามปริมาณการซื้อขาย (tCO2e)

  • ชีวมวล : 132,095 tCO₂e
  • พลังงานแสงอาทิตย์ : 18,598 tCO₂e
  • ป่าไม้ : 12,496 tCO₂e

ตามด้านมูลค่าซื้อขาย

  • ป่าไม้ : 8.97 ล้านบาท
  • P-REDD+ (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ) : 7.33 ล้านบาท
  • ชีวมวล : 5.30 ล้านบาท

3 อันดับโครงการที่มีราคาต่อหน่วยสูงสุด

  • ป่าไม้ : 2,076.30 บาท/tCO₂e
  • P-REDD+ : 2,000 บาท/tCO₂e
  • เกษตรยืนต้น : 1,000 บาท/tCO₂e

ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดคาร์บอน

ตลาดคาร์บอนเครดิตเคลื่อนไหวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน เช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

– อุปสงค์ (Demand)

  • ความต้องการชดเชยคาร์บอนขององค์กร (Net Zero / Carbon Neutrality)
  • กระแส ESG จากนักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจ
  • ความตระหนักของบุคคลทั่วไปต่อสิ่งแวดล้อม

– อุปทาน (Supply)

  • จำนวนโครงการที่ขึ้นทะเบียนในปี 2568 คือ 52 โครงการ คาดว่าจะลด/กักเก็บ GHG ได้รวม 409,292 tCO₂e/ปี
  • โครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต คือ 33 โครงการ ปริมาณที่ได้รับการรับรอง 1,631,710 tCO₂e/ปี โดยมากกว่า 98% เป็น Carbon Reduction Credit เช่น พลังงานทดแทน การจัดการของเสีย และการขนส่ง ส่วน Carbon Removal เช่น ป่าไม้ มีสัดส่วนยังน้อยมาก

การไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ที่ต้องการเครดิตแบบ Removal และอุปทานที่เน้น Reduction จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายและระดับราคา

สถิติล่าสุด ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ปี 2568 เปลี่ยนทิศ ชดเชยจริง ไม่ใช่เกมลงทุน

แนวโน้มระยะสั้นและระยะยาว

แม้จะมีการชะลอตัวในช่วงปี 2566–2567 แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะสั้นที่ยังอยู่ในช่วงภาคสมัครใจ (Voluntary) ก่อนเข้าสู่ตลาดภาคบังคับ (Compliance) ปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่

  • เป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศ
  • นโยบายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFO) และภาษีคาร์บอน
  • แรงกดดันจากผู้ลงทุนต่างชาติและพันธมิตรทางการค้าด้าน ESG
  • นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันให้ไทยเป็น “Carbon Trading Hub” ของภูมิภาค
  • การออก Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 และ 2
  • การเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Source: กรุงเทพธุรกิจ

อบก. จับมือพันธมิตรเปิดตัว “นวัตกรรมการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้” ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ และ AI ยกระดับความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในตลาดคาร์บอน

พามาดูการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ของไทย ที่ล้ำสมัยไปอีก เมื่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) จัดงาน “เปิดตัวนวัตกรรมสำหรับโครงการ T-VER ภาคป่าไม้” ในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีเป้าหมายเพื่อประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการรับรองแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับใช้ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับงานครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง อบก. กับหน่วยงานชั้นนำด้านเทคโนโลยีของประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THAICOM ร่วมด้วยภาคเอกชนรายใหญ่อย่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดตัว “แพลตฟอร์มการประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ด้วย Remote Sensing และ AI

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ที่มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยภายในงานเป็นการเปิดตัว 4 แพลตฟอร์มแรกที่ผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์การพิจารณาของ อบก. ได้แก่

  • แพลตฟอร์ม Carbon Atlas โดย GISTDA
  • แพลตฟอร์ม CarbonWatch โดย THAICOM
  • แพลตฟอร์ม CERT+ โดย บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)  
  • แพลตฟอร์ม Smart Forest โดย บริษัท วรุณา (ประเทศไทย) จำกัด ในกลุ่ม บ.ปตท.
ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ.อบก. กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Remote Sensing และ AI มาใช้ในโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนเครดิตมีความแม่นยำเท่านั้นแต่ยังช่วยลดต้นทุนในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พัฒนาโครงการและผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions)”

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า “เทคโนโลยี LiDAR เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม เมื่อนำมาบูรณาการร่วมกับข้อมูล Remote sensing และแบบจำลอง Machine learning จะช่วยให้การประเมินคาร์บอนในภาคป่าไม้มีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ บนแพลตฟอร์ม Carbon Atlas มีข้อมูลบริการครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 90 % ของพื้นที่ป่าที่ได้รับรองจาก อบก. แล้วคือ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลน และสวนยางพารา สำหรับเกษตรกรรายเล็กที่มีพื้นที่ปลูกไม่มาก สามารถรวมกลุ่มกัน ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ T-VER ด้วยการเข้าใช้แพลตฟอร์ม Carbon Atlas ได้เช่นกัน”

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

คุณปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำธุรกิจด้าน Space tech  ไทยคมมีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีด้านอวกาศ มาคิดค้นการบริการที่สามารถตอบโจทย์ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม CarbonWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ที่ได้รับการรับรองจาก อบก. เป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อช่วยให้การประเมินคาร์บอนในพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ แม่นยำ รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และคุ้มค่ากว่าวิธีดั้งเดิม อีกทั้งยังนำมาซึ่งความยั่งยืนและช่วยขับเคลื่อนให้เกิดเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในประเทศอีกด้วย”

คุณมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปตท. ให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย PTT Net zero emissions 2050 มีหนึ่งกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญคือการฟื้นฟูป่า ซึ่งนอกเหนือจากการร่วมฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมทั่วประเทศแล้ว ยังส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ผ่านการบูรณาการร่วมกับบริษัทในกลุ่ม โดย ปตท. และวรุณา ได้ร่วมกันพัฒนาโมเดลประเมินการดูดซับ CO2 ของป่าไม้ ซึ่งผ่านการรับรองจาก อบก.แล้ววันนี้จำนวน 3 โมเดล ได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าผสมผลัดใบ และสวนยางพารา นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ภายใต้มาตรฐานของประทศไทย”

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

คุณสุรเชษฐ์ ชโลธร Director of Manufacturing Technology and Digital บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์(SCGC) กล่าวว่า “SCGC มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดย ‘CERT+’ ถือเป็น ‘รายแรกของประเทศ’ ที่ริเริ่มนำเทคโนโลยี Remote Sensing และ AI ขั้นสูงมาใช้ในการประเมินคาร์บอนเครดิต  เพื่อยกระดับการประเมินคาร์บอนเครดิตให้แม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และเกษตรกรรม ซึ่งได้ที่ริเริ่มใช้กับไม้ยูคาลิปตัสและขยายสู่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นอย่างต่อเนื่อง ระบบดังกล่าวยังสามารถติดตามการเจริญเติบโตของพืช วิเคราะห์ความเสี่ยงในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

นอกจากนี้ ในงานจะมีการจัดเสวนาเจาะลึกถึงรายละเอียดทางเทคนิคและข้อจำกัดการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “การประกันภัยคาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเงินที่จะเข้ามาสนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิต สร้างความน่าเชื่อถือ และลดความเสี่ยงให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้

ล้ำมาก! ใช้ AI-เทคโนโลยีอวกาศ ประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไทย

Source : Spring News

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมตินำเงินกองทุนน้ำมันฯ กลับมาชดเชยราคาดีเซล 35 สตางค์ต่อลิตร เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน หลังราคาน้ำมันโลกยังพุ่งไม่หยุดจากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน หวังตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร เป็นรอบที่ 4 ของสัปดาห์

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลลงอีก 65 สตางค์ต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการให้กับประชาชน และลดผลกระทบจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับปัจจุบัน ปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันในตลาดโลกมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 76.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซล ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง อยู่ที่ 97.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 88.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

ทั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์ ที่ กบน.มีมติปรับลดอัตราเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ให้กับประชาชน ตั้งแต่วันที่ 16–17 มิ.ย.2568 และ 19 -20 มิ.ย.2568 โดยใช้เงินช่วยพยุงราคาน้ำมันดีเซล เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้ปรับขึ้น ซึ่งจากมาตรการล่าสุด ส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซล ปัจจุบันกลับมาติดลบ อยู่ที่วันละ 20.73 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากกลุ่มน้ำมันเบนซิน ยังคงอยู่ที่ประมาณวันละ 72.88 ล้านบาทเท่าเดิม 

นายพรชัย กล่าวว่า “แม้กองทุนน้ำมันฯ จะต้องมีสภาพคล่องน้อยลง จนรายรับจากน้ำมันดีเซลกลับมาติดลบ แต่ กบน.ยังคงเดินหน้าพยุงราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน โดยใช้อัตราการเก็บเงินของกองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกสำคัญในการดูแลด้านราคาให้กับประชาชน ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ทั้งนี้ กบน.ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรอบด้าน”

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า การลดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องกลับมาชดเชยราคาดีเซล 35 สตางค์ต่อลิตร และเป็นการกลับมาชดเชยราคาดีเซลเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา

Source : Energy News Center

กกพ.เร่งชงบอร์ดอนุมัติเกณฑ์โครงข่ายไฟฟ้าบุคคลที่สาม (TPA) 2,000 เมกะวัตต์ ป้อนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ คาด ต.ค.นี้เริ่มได้ ตีกรอบจ่ายไฟฟ้าตรง ไม่วนกลับมาขายรัฐ พร้อมบรรจุในแผนพีดีพี ขณะที่ บี.กริมเปิดตัวลุยดาต้าเซ็นเตอร์ 24,520 ล้าน ปักธง EEC ใช้ก่อน 100 เมกะวัตต์ เร่งรัฐหาไฟสีเขียวป้อนโดยด่วน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมาตรการการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) ว่า กกพ.ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อเตรียมการภายใน ทั้งข้อกำหนด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการพิจารณาเรื่องปริมาณความพร้อมของสายส่ง ความต้องการของผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวว่าอยู่บริเวณไหนบ้าง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการหารือเพิ่มเติม เพราะแต่ละรายมีเงื่อนไขเฉพาะที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ กกพ.ได้เตรียมนำเสนอบอร์ดเร็ว ๆ นี้เพื่อพิจารณาข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code : TPA Code) ต่าง ๆ ด้วย ส่วนหลักเกณฑ์ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด ที่ระบุว่าต้องเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งการเปิดใช้ระบบจำเป็นต้องดูถึงพื้นที่ตั้งและปริมาณสายไฟที่สามารถรองรับได้ รวมถึงต้องดูศักยภาพและความมุ่งมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามา เพื่อให้เกิดความมั่นใจด้วยการผ่านการตรวจสอบกับบีโอไอ ซึ่งทาง กกพ. ยังคงพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่ คาดว่าเกณฑ์ทุกอย่างจะแล้วเสร็จได้ภายในปี 2568 นี้

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Direct PPA ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access, TPA) โดยกำหนดเป้าหมายไว้เบื้องต้น ประกอบด้วย

1.กลุ่มเป้าหมายของโครงการนำร่อง จะต้องเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในด้าน Data Center ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นการลงทุนใหม่

2.เป็นการดำเนินการในรูปแบบของการขายพลังงานไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านการขอใช้บริการ TPA และไม่มีการขายพลังงานไฟฟ้ากลับมาให้ภาครัฐ

3.มีกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2,000 MW ซึ่งได้ถูกบรรจุลงในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP2024 (Power Development Plan 2024) และหากการดำเนินการไม่ครบตามเป้าหมาย 2,000 MW ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปรวมในร่างแผน PDP2024 ที่จะกำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบของประเทศในรูปแบบปกติต่อไป

4.การจัดทำข้อกำหนดการเปิดใช้ TPA Code และอัตราค่าบริการ TPA จะต้องพิจารณาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงจะต้องสอดรับกับข้อเสนออัตราค่าบริการ UGT ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการด้วย

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า BGRIM และ Digital Edge ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ Digital Edge B.Grimm (TH) Holding Pte. Ltd เพื่อพัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์เกลและรองรับปัญญาประดิษฐ์ มูลค่าโครงการ 24,520 ล้านบาท โดยจะเริ่มด้วยโครงการเรือธงขนาด 100 เมกะวัตต์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับผู้ให้บริการ AI และคลาวด์ที่ต้องการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้ได้มีส่วนสำคัญในการวางแผนเจรจาหารือร่วมกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดความพร้อมการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน ที่เราพยายามให้เกิด Third Party Access ขึ้นมา รวมถึง Direct PPA ที่ดึงพลังงานนอก Grid ให้เข้ามาสู่ใน Grid มากขึ้น ซึ่งก็เป็นการร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี (CFO) บี.กริม กล่าวว่า ตอนนี้เราซื้อจาก กฟภ.ไปก่อน ถ้า Direct PPA มาเร็ว เราก็จะซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้มีการพูดคุยและเร่งรัดรัฐบาล เพราะลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการพลังงานสีเขียว เราอยากได้มาก่อนสัก 30-40% ถ้าภาครัฐพร้อม เอกชนก็พร้อมเดิน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่บีโอไอให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม เป็นกิจการที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง บีโอไอจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในการลงทุนที่ค่อนข้างมาก เช่น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการประหยัดน้ำประหยัดไฟ ระบุแหล่งพลังงาน ซึ่งทุกโครงการบีโอไอได้หารือกับ กฟภ.ทุกครั้ง เพื่อให้มีการรับรองว่าไฟฟ้าเพียงพอ เนื่องจากมีบางรายระบุความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงเป็นที่มาของ Direct PPA ที่มีการจัดสรร 2,000 เมกะวัตต์แรกให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเกณฑ์ของ กกพ. คาดว่าจะประกาศภายในเดือนตุลาคม 2568 นี้ พร้อมกับหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมในการใช้สายส่งของการไฟฟ้า

Source : ประชาชาติธุรกิจ

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกำลังมาแรง แบตเตอรี่กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดอนาคตของวงการนี้ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 Huawei บริษัทเทคโนโลยีชื่อดังจากจีน สร้างความตื่นเต้นด้วยการยื่นจดนวัตกรรมแบตเตอรี่ Solid-state ที่สุดยอดเกินคาด สามารถพารถยนต์วิ่งได้ไกลถึง 3000 กิโลเมตร และชาร์จเต็มในเวลาแค่ 5 นาที นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแสดงถึงความมุ่งมั่นของ Huawei ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงาน แต่ยังจุดประกายการแข่งขันครั้งใหญ่ในวงการแบตเตอรี่ Solid-state ทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกนวัตกรรมสุดล้ำของ Huawei เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่อื่นๆ และสำรวจความก้าวหน้าของคู่แข่งในวงการ

แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei สุดยอดแค่ไหน

แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei เป็นนวัตกรรมที่อาจเปลี่ยนอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้สารซัลไฟด์เป็นตัวนำไฟฟ้า (electrolyte) ซึ่งมีจุดเด่นที่ทำให้ทุกคนต้องตื่นเต้น ดังนี้

  • ความจุพลังงานสูงสุดในวงการ แบตเตอรี่นี้มีความจุพลังงานสูงถึง 400-500 Wh/kg มากกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าถึง 2-3 เท่า โดยทั่วไป แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความจุพลังงานราว 150-200 Wh/kg ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ประมาณ 400-600 กิโลเมตร แต่แบตเตอรี่ของ Huawei สามารถพารถวิ่งได้ไกลถึง 3000 กิโลเมตรต่อการชาร์จครั้งเดียว ลองนึกภาพรถที่ขับจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่และกลับมาได้หลายรอบโดยไม่ต้องชาร์จ นี่คือก้าวใหญ่ที่ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหมดกังวลเรื่องระยะทาง
  • ชาร์จเร็วสุดล้ำ แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei ชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 5 นาที เร็วกว่าเทคโนโลยีชาร์จเร็วในปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 20-40 นาที ความเร็วนี้เกิดจากการออกแบบภายในที่ช่วยให้พลังงานไหลผ่านได้ง่ายขึ้นและลดความต้านทาน การชาร์จเร็วขนาดนี้ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสะดวกเหมือนเติมน้ำมันในรถยนต์ทั่วไป หมดปัญหาการรอนานที่สถานีชาร์จ
  • ปลอดภัยและทนทานยาวนาน Huawei ใช้เทคนิคพิเศษด้วยการเติมไนโตรเจนในสารนำไฟฟ้าซัลไฟด์ เพื่อแก้ปัญหาการเสื่อมสภาพที่จุดเชื่อมต่อกับลิเธียม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ของแบตเตอรี่ Solid-state รุ่นก่อนๆ เทคนิคนี้ช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ปลอดภัยมากขึ้นโดยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลหรือลัดวงจร ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปที่อาจเสื่อมสภาพหลังชาร์จซ้ำหลายร้อยครั้ง แบตเตอรี่ของ Huawei จึงใช้งานได้นานกว่าและมั่นใจได้มากกว่า
  • พัฒนาวัตถุดิบสำคัญ Huawei ไม่ได้แค่สร้างแบตเตอรี่ แต่ยังมุ่งพัฒนาวัตถุดิบสำคัญอย่างสารนำไฟฟ้าซัลไฟด์ ซึ่งเป็นหัวใจของแบตเตอรี่ Solid-state ในต้นปี 2568 Huawei ยื่นจดนวัตกรรมวิธีผลิตสารซัลไฟด์ที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน สารนี้มีราคาแพงมาก บางครั้งแพงกว่าทองคำ แต่ Huawei หวังลดต้นทุนเพื่อให้แบตเตอรี่ Solid-state ราคาถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายในอนาคต การพัฒนานี้แสดงถึงวิสัยทัศน์ของ Huawei ที่ต้องการควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
  • ใช้งานได้หลากหลาย แม้ว่า Huawei จะไม่ใช่ผู้ผลิตแบตเตอรี่โดยตรง แต่บริษัทมีแผนนำเทคโนโลยี Solid-state ไปใช้ในหลายวงการ ไม่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต นาฬิกาอัจฉริยะ และอุปกรณ์ IoT ลองนึกภาพสมาร์ทโฟนที่ชาร์จเต็มใน 5 นาทีและใช้งานได้หลายวัน หรือนาฬิกาอัจฉริยะที่แทบไม่ต้องชาร์จบ่อย นอกจากนี้ Huawei ยังมองถึงการใช้แบตเตอรี่นี้ในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้านหรือโรงงาน เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์
  • โครงสร้างทันสมัย แบตเตอรี่ของ Huawei มีการออกแบบภายในที่ช่วยให้พลังงานไหลผ่านได้ดีขึ้นและลดความร้อนขณะใช้งาน ซึ่งเป็นปัญหาของแบตเตอรี่ Solid-state รุ่นเก่า การออกแบบนี้ทำให้แบตเตอรี่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนหรือเย็น เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยที่มีทั้งแดดร้อนและฝนชุก ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะทำงานได้ดีไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน
  • ใส่ใจสิ่งแวดล้อม Huawei มุ่งสร้างแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัตถุดิบที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติและพัฒนากระบวนการผลิตที่สะอาดขึ้น แบตเตอรี่ Solid-state มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารเคมีน้อยกว่าแบตเตอรี่แบบของเหลว ทำให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนยังช่วยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
  • ก้าวต่อไปของ Huawei ขณะนี้ แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาและทดสอบในห้องปฏิบัติการ แต่ Huawei มีแผนทำงานร่วมกับพันธมิตรในวงการยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำเทคโนโลยีนี้สู่การใช้งานจริง บริษัทตั้งเป้าว่าจะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ภายใน 5-10 ปี ซึ่งอาจเปลี่ยนวิถีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปตลอดกาล Huawei ยังวางแผนทดสอบแบตเตอรี่ในสภาพการใช้งานจริง เช่น การขับรถในเมืองหรือทางไกล เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ทำงานได้ดีในทุกสถานการณ์

ความท้าทายที่ Huawei ต้องฝ่าฟัน

ถึงแม้ว่าแบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei จะสุดยอดแค่ไหน แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไข ดังนี้

  • ต้นทุนยังสูง การผลิตแบตเตอรี่ Solid-state มีราคาแพงมาก อยู่ที่ราว 8000-10000 หยวนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 40000-50000 บาท) ซึ่งสูงเกินกว่าที่จะใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปได้ในตอนนี้ Huawei ต้องหาวิธีลดต้นทุนให้ถูกลงเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป
  • สถานีชาร์จต้องทันสมัย การชาร์จเร็วใน 5 นาทีต้องใช้สถานีชาร์จพลังงานสูง ซึ่งยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ต้องมีการลงทุนพัฒนาสถานีชาร์จควบคู่ไปด้วย
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพ สารนำไฟฟ้าในแบตเตอรี่ Solid-state ยังนำพลังงานได้ช้ากว่าแบบของเหลวในบางกรณี และมีปัญหาเรื่องความต้านทานภายในที่ต้องปรับปรุง Huawei กำลังหาวิธีแก้ไขเพื่อให้แบตเตอรี่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่อื่นๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei เหนือกว่าอย่างไร มาดูการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่อื่นๆ ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion)
    แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นเทคโนโลยีที่พบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ เช่น Tesla หรือ BYD มีความจุพลังงานราว 150-200 Wh/kg ทำให้รถวิ่งได้ 400-600 กิโลเมตรต่อการชาร์จ และใช้เวลาชาร์จเร็วประมาณ 20-40 นาที ข้อดีคือมีต้นทุนผลิตที่ค่อนข้างต่ำและผลิตได้ในปริมาณมาก แต่ข้อเสียคือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การลัดวงจรหรือไฟไหม้หากได้รับความเสียหาย และอายุการใช้งานจะลดลงหลังชาร์จซ้ำหลายร้อยครั้ง
  • แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP)
    แบตเตอรี่ LFP ได้รับความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด เช่น MG หรือ BYD รุ่นเริ่มต้น เพราะมีต้นทุนต่ำและปลอดภัยกว่าลิเธียมไอออนทั่วไป โดยมีความเสี่ยงไฟไหม้น้อยกว่าและทนต่อการชาร์จซ้ำได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ความจุพลังงานของ LFP อยู่ที่ราว 100-160 Wh/kg ซึ่งต่ำกว่าลิเธียมไอออน ทำให้รถวิ่งได้ระยะสั้นกว่า (ประมาณ 300-500 กิโลเมตร) และชาร์จช้ากว่าเล็กน้อย
  • แบตเตอรี่กึ่ง Solid-state (Semi-Solid-state)
    แบตเตอรี่กึ่ง Solid-state ผสมผสานระหว่างสารนำไฟฟ้าแบบของเหลวและแบบแข็ง เพื่อลดข้อจำกัดของ Solid-state เต็มรูปแบบ เช่น การนำพลังงานที่ช้ากว่าและต้นทุนที่สูง ปัจจุบัน บริษัทอย่าง Beijing WeLion และ Farasis Energy พัฒนาแบตเตอรี่กึ่ง Solid-state ที่มีความจุพลังงาน 280-360 Wh/kg และวิ่งได้ไกลถึง 1000 กิโลเมตรในรถยนต์อย่าง NIO ET7 การชาร์จใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ข้อดีคือผลิตได้ง่ายกว่า Solid-state เต็มรูปแบบและมีต้นทุนต่ำกว่า
  • แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei
    เมื่อเทียบกับทั้งสามเทคโนโลยี แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei โดดเด่นด้วยความจุพลังงาน 400-500 Wh/kg ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกลถึง 3000 กิโลเมตรและชาร์จใน 5 นาที ความปลอดภัยก็เหนือกว่าเพราะใช้สารนำไฟฟ้าแบบแข็งที่ไม่ติดไฟง่าย และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าด้วยเทคนิคเติมไนโตรเจน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดคือต้นทุนที่สูงและความซับซ้อนในการผลิต ซึ่ง Huawei กำลังแก้ไขด้วยการพัฒนาวัตถุดิบสำคัญอย่างสารซัลไฟด์

ตารางต่อไปนี้สรุปความแตกต่างของเทคโนโลยีแบตเตอรี่แต่ละประเภทให้เห็นภาพชัดเจน

ประเภทแบตเตอรี่ความจุพลังงาน (Wh/kg)ระยะทาง (กม.)เวลาชาร์จความปลอดภัยต้นทุน
Solid-state (Huawei)400-50030005 นาทีสูงมากสูงมาก
ลิเธียมไอออน (Lithium-ion)150-200400-60020-40 นาทีปานกลางต่ำ
ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP)100-160300-50030-50 นาทีสูงต่ำมาก
กึ่ง Solid-state280-360800-100010-15 นาทีสูงปานกลาง

ตารางนี้แสดงว่าแบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei เหนือกว่าในแง่ประสิทธิภาพทั้งความจุพลังงาน ระยะทาง และความเร็วชาร์จ แต่การนำไปใช้จริงต้องรอการพัฒนาด้านต้นทุนและสถานีชาร์จ ในขณะที่ลิเธียมไอออนและ LFP ครองตลาดด้วยราคาที่เข้าถึงได้ และกึ่ง Solid-state เป็นตัวเลือกที่สมดุลในช่วงเปลี่ยนผ่าน

คู่แข่งในวงการแบตเตอรี่ Solid-state มีใครบ้าง

Huawei ไม่ใช่รายเดียวที่พัฒนาแบตเตอรี่ Solid-state บริษัทอื่นๆ ทั่วโลกก็กำลังแข่งขันในสนามนี้ มาดูกันว่ามีใครบ้างและก้าวหน้าแค่ไหน

  • Toyota บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำในวงการนี้มานาน ในปี 2566 Toyota เปิดตัวแบตเตอรี่ Solid-state ต้นแบบที่วิ่งได้ 1200 กิโลเมตร และชาร์จเต็มใน 10 นาที ความจุพลังงานราว 350-400 Wh/kg Toyota วางแผนผลิตในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2571 แม้ว่าระยะทางและความเร็วชาร์จจะยังสู้ Huawei ไม่ได้ แต่ Toyota มีประสบการณ์และความพร้อมด้านการผลิตรถยนต์
  • CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของจีนมีแผนเริ่มผลิตแบตเตอรี่ Solid-state แบบผสมในปี 2570 ความจุพลังงานอยู่ที่ 300-350 Wh/kg CATL เน้นลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันในตลาดได้ แม้จะยังตามหลัง Huawei ในเรื่องระยะทาง แต่ CATL มีโรงงานและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง
  • Beijing WeLion บริษัทจีนอีกแห่งที่ก้าวหน้าในวงการนี้ เริ่มผลิตแบตเตอรี่ Solid-state ขนาด 50 แอมป์ชั่วโมงแล้ว ความจุพลังงานราว 360 Wh/kg เน้นใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม แม้ระยะทางและความเร็วชาร์จจะยังไม่เท่า Huawei แต่ WeLion มีความพร้อมในการผลิตจริง
  • Samsung บริษัทเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้พัฒนาแบตเตอรี่ Solid-state ที่ใช้สารซัลไฟด์เช่นกัน คาดว่าจะวิ่งได้ 1000-1200 กิโลเมตร และชาร์จใน 15 นาที ความจุพลังงานราว 350 Wh/kg Samsung เน้นลดต้นทุนและเพิ่มความทนทาน
  • Xiaomi บริษัทเทคโนโลยีจีนยื่นจดนวัตกรรมในปี 2568 เกี่ยวกับโครงสร้างขั้วไฟฟ้าแบบผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความจุพลังงานคาดว่าอยู่ที่ 300-400 Wh/kg แม้ยังไม่มีตัวเลขระยะทางหรือความเร็วชาร์จที่ชัดเจน แต่ Xiaomi แสดงให้เห็นถึงความสนใจในวงการนี้

การแข่งขันระดับโลกและอนาคตของวงการ

นวัตกรรมแบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei และคู่แข่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในวงการพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า จีนกลายเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยยื่นจดสิทธิบัตรแบตเตอรี่ Solid-state มากถึง 36.7% ของทั้งโลกในแต่ละปี ความก้าวหน้าของจีนสร้างความกังวลให้คู่แข่งจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเคยครองตำแหน่งผู้นำในอดีต

เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพเปลี่ยนเกมวงการยานยนต์ไฟฟ้า ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือเวลาชาร์จอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการลดต้นทุนและพัฒนาสถานีชาร์จให้ทันสมัย หาก Huawei และคู่แข่งทำได้ แบตเตอรี่ Solid-state อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภคทั่วโลก

สรุป

แบตเตอรี่ Solid-state ของ Huawei ที่ชาร์จเร็ว 5 นาทีและวิ่งได้ไกล 3000 กิโลเมตร เป็นนวัตกรรมที่อาจพลิกโฉมวงการยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยความจุพลังงานสูงถึง 400-500 Wh/kg ความปลอดภัยที่เหนือกว่า และการออกแบบที่ทันสมัย Huawei กำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำในวงการนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP และกึ่ง Solid-state เทคโนโลยีของ Huawei โดดเด่นกว่าในแง่ประสิทธิภาพทั้งระยะทาง ความเร็วชาร์จ และความปลอดภัย ถึงแม้จะมีคู่แข่งอย่าง Toyota CATL Beijing WeLion Samsung และ Xiaomi ที่พัฒนาเทคโนโลยี Solid-state เช่นกัน การแข่งขันนี้จะผลักดันให้วงการแบตเตอรี่ก้าวหน้าต่อไป และนำมาซึ่งอนาคตที่สะอาดและสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

Photo : carnewchina