สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีนกำลังจะก้าวสู่หมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปภาคพลังงานครั้งใหญ่ ด้วยการเตรียมเปิดตัว

“ตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ” (National Power Trading Market) แบบครบวงจร ภายในสิ้นปี 2568 นี้ ซึ่งจะเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ จะเป็นการเปิดประตูให้ พลังงานสะอาด เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าของจีนมากขึ้น

รวมถึงดึงดูด การลงทุนจากต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนในภาคพลังงานของจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

นายผาง เสี่ยวกัง ประธานบริษัท สเตท กริด คอร์ปอเรชั่น ออฟ ไชน่า (State Grid) ยักษ์ใหญ่ด้านโครงข่ายไฟฟ้าของจีนซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80% ของประเทศ

ได้ประกาศความเชื่อมั่นในเวทีประชุมเศรษฐกิจโลก “Summer Davos” ที่นครเทียนจินว่า แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติจะพร้อมใช้งานได้ตามกำหนดภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน

จีนจ่อเปิด \"ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ\" ซื้อขายไฟได้ Real Time ทั่วประเทศ

ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติพลิกโฉมพลังงานแดนมังกร

ปัจจุบัน State Grid กำลังเร่งมือออกแบบกลไกของ “ตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ” ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน จะเปรียบเสมือน “กระดานเทรดไฟฟ้า” ขนาดยักษ์

ที่เชื่อมโยงทุกมณฑลเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ตามความต้องการที่แท้จริง 

ที่สำคัญที่สุดคือ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ที่มีต้นทุนถูกลงเรื่อยๆ สามารถป้อนเข้าสู่ระบบได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จีนจ่อเปิด \"ตลาดไฟฟ้าแห่งชาติ\" ซื้อขายไฟได้ Real Time ทั่วประเทศ

พลังงานสะอาดมาแรงในจีน

เดิมทีจีนตั้งเป้าหมายนี้ไว้ในปี 2568 แต่ต้องเร่งแผนให้เร็วขึ้นหลังจากเผชิญบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตไฟดับเป็นวงกว้างในปี 2565 ซึ่งมีสาเหตุจากกลไกราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น 

รัฐบาลจีนจึงเดินหน้าเต็มกำลัง โดยมีนโยบายสำคัญคือการบังคับให้โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดต้องเข้ามาขายไฟฟ้าในตลาดเปิดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ยอดการติดตั้งแผงโซลาร์และกังหันลมในเดือนพฤษภาคมพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยข้อมูลจากนายผางระบุว่า ตลอด 5 เดือนแรกของปีนี้ พลังงานสะอาดทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของจีนเลยทีเดียว

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของพลังงานสะอาดในจีนยังเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

โดยบริษัท เอซีดับเบิลยูเอ พาวเวอร์ (ACWA Power) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและน้ำจากซาอุดีอาระเบีย ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในแผ่นดินใหญ่

บริษัท ACWA เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการแยกเกลือออกจากน้ำ (desalination) ที่พัฒนาจนสมบูรณ์แบบแล้ว เล็งเห็นถึงโอกาสในการลงทุนในประเทศจีน

ด้วยความสำเร็จอันโดดเด่นในการลดต้นทุนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลได้ถึง 85% ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ACWA มั่นใจว่าเทคโนโลยีของพวกเขาสามารถตอบสนองความต้องการน้ำของจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

Source : โพสต์ทูเดย์

แต่นวัตกรจะคิดตรงกันข้าม เขาเห็นวิกฤติเป็นโอกาส ลองคิดดูว่าถ้าในบรรยากาศมีคาร์บอนจำนวนมาก หมายความว่ามีแหล่งวัตถุดิบชั้นดีใกล้ตัว ถ้าเราสามารถนำคาร์บอนกลับมาเป็นเชื้อเพลิงได้ใหม่ หาวิธีดักเก็บ และหาส่วนผสมที่ใช่ประกอบร่างเข้าไป น่าจะเป็นนํ้ามันเบนซิน หรือดีเซล ที่เราผลิตเองได้จากอากาศ และยังแก้ปัญหาโลกเดือดได้ด้วย

โจทย์ก็คือ 1. สารสังเคราะห์อะไรที่ต้องเติมเข้าไปเพื่อให้คาร์บอนทำปฏิกิริยากลับด้านประกอบร่างกลับไปเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม และ 2. เราจะพัฒนาเครื่องดักจับคาร์บอนรอบ ๆ ตัวเราได้อย่างไร ปกติตอนนี้มีผู้คิดค้นเครื่องดักจับคาร์บอนกันแล้ว แต่เป็นขนาดใหญ่ มีราคาแพง และคาร์บอนที่ดักจับได้ส่วนใหญ่ก็ส่งกลับไปฝังใต้ดิน เหมือนที่เราขุดมา ไม่ได้สร้างมูลค่าอะไร

มีบริษัท Aircela เป็น สตาร์ทอัพ ที่มหานครนิวยอร์ก ได้ทดลองคิดค้น เครื่องดักจับคาร์บอนขนาดเล็ก ขนาดพอ ๆ กับตู้เย็นขนาดใหญ่เท่านั้นเอง มีราคาประหยัด ในอนาคตอาจจะเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี เขาทดลองติดตั้งบนดาดฟ้าของอาคารในแมนฮัตตัน เครื่องนี้นอกจากดูดคาร์บอนในบรรยากาศเข้าไปในเครื่องแล้ว ยังสังเคราะห์นํ้าและสารเคมีที่มีประจุไฟฟ้า เพื่อมาทำปฏิกิริยาย้อนกลับร่วมกับคาร์บอนที่ดักเก็บมาได้ แปรรูปเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่มีสูตรใกล้เคียงกับนํ้ามันที่เราใช้ในยานพาหนะทั่วไป

      นี่อาจจะเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่ จากความคิดของนวัตกรที่เห็นวิกฤติเป็นโอกาส เห็นของที่ไร้ค่าสร้างแต่ปัญหา เป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าที่มีอยู่รอบ ๆ  ตัวเรา เป็นวิธีคิดแบบ Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียนแบบไม่รู้จบ ถ้านวัตกรรมนี้ถูกปรับปรุงพัฒนาจนวางขายได้ในห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี และเราอาจจะไม่ต้องพึ่งพาปั๊มนํ้ามันอีกต่อไป คนที่ใช้รถ EV อาจจะหวนกลับมาใช้รถเครื่องสันดาปแบบโบราณ แล้วก็รักษ์โลกด้วย ก็เป็นไปได้.

Source : เดลินิวส์

กบง. ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อเนื่อง 423 บาทต่อถังขนาด 15 กก. ถึง 30 ก.ย. 2568  ในขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชี LPG ติดลบ 44,403 ล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาLPG อย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (27 มิถุนายน 2568)  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพิจารณาทบทวนการกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG หน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งนี้เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มสำหรับ ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 423 บาท  โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2568  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) บริหารจัดการเงินกองทุนให้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลราคาก๊าซ LPG ต่อไป

สำหรับฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แยกออกเป็นบัญชีน้ำมันและบัญชี LPG นั้น ล่าสุด ณ วันที่ 22 มิ.ย.2568 ปรากฏว่าในส่วนของบัญชี LPG ติดลบ 44,403 ล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาLPG ให้ต่ำกว่าต้นทุนที่เป็นจริง ส่วนบัญชีน้ำมัน มีฐานะเป็นบวกอยู่ที่ 8,995 ล้านบาท ทำให้ฐานะกองทุนโดยรวมติดลบ 35,408 ล้านบาท

Source : Energy News Center

“กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ” หัวเรือใหญ่ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางแผนเคลื่อน ESG เต็มรูปแบบ เตรียมเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนเครดิต รองรับกฎหมาย Climate Change หวังปูทางการลงทุนยั่งยืน รับมือกติกาโลกใหม่

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมในโลกธุรกิจและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคตลาดทุน

ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) ในการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ เองแล้ว ยังมุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ควบคู่ไปด้วย

โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการนำเสนอบริการด้านความรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรอบรม สัมมนา คู่มือ แนวปฏิบัติ การประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG คลังความรู้ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกในประเด็นต่างๆ ด้าน ESG เพื่อสนับสนุนให้ บจ. มีความรู้ความเข้าใจ สามารถพัฒนาผลการดำเนินงานด้าน ESG ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน (Sustainable Investment) ในกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ประกอบวิชาชีพในสถาบันตัวกลาง ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย เช่น ดัชนีด้านความยั่งยืน SETTHSI ข้อมูลด้าน ESG เพื่อการตัดสินใจลงทุน หลักสูตรอบรมและสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในระยะยาว

“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเสริมสร้างรากฐานอันเข้มแข็งให้แก่ภาคตลาดทุน และส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างสมดุลและยั่งยืน”

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์มองว่า ESG เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจเลี่ยงได้ ต้องสร้างความน่าสนใจ ขับเคลื่อน สร้างให้เกิดความยั่งยืน แม้ประธานาธิบดี ทรัมป์จะไม่ให้ความสนใจต่อเรื่องของความยั่งยืนเท่าไหร่นัก แต่บจ. ไทยต้องไม่หยุดนิ่ง

ต้องสร้างความน่าสนใจและขับเคลื่อนบริษัทไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เริ่มจากฝึกอบรม ESG และใช้ ESG Data Platform ที่ร่วมกับฟุตซี่ รัสเซล (FTSE Russell) ในอนาคต ทั้งนี้ บจ. ในปัจจุบันมีเพียง 50% เท่านั้นจากทั้งหมดกว่า 800 บริษัท หรือคิดเป็นราว 400 กว่าบริษัทที่ให้น้ำหนักเรื่องของความยั่งยืน ส่วนตัวยังไม่พอใจกับตัวเลขนี้นักและอยากให้ความสำคัญในจุดนี้เพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมาทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เข้ามาร่วมหารือกับภาครัฐในการช่วยสนับสนุนเรื่อง ESG ให้กับภาคเอกชน จะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้เอกชนเห็นถึงความสำคัญเรื่องของ ESG หรือความยั่งยืน ซึ่งเบื้องต้นก็มีแนวคิดในการปล่อยเงินกู้ให้กับภาคเอกชนเพื่อลงทุนในด้าน ESG โดยให้ดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของเอกชนให้ลดลง

ในอนาคตสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจอยากเป็นตัวกลาง คือ ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด ในด้าน ESG ก็มีความตั้งใจว่าจะทำให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)

โดยไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียน หรือ บริษัทนอดเหนือจากนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือแม้กระทั่งการออกบอนด์โดยใช้แพลตฟอร์มของ SET เป็นต้น

“ในระยะถัดไป ธุรกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตามข้อบังคับและกติกาการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากผู้บริโภคและคู่ค้าที่ใส่ใจความยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนได้”

ในขณะนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องการศึกษาและวางระบบแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแล้ว เหลือเพียงรอให้ภาครัฐที่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) ถูกอนุมัติออกมาอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เบื้องต้นคาดการณ์ว่าอาจยังไม่ได้เห็นตวามชัดเจนของ พ.ร.บ. Climate Change ในปี 2568 นี้ แต่เชื่อว่าภาครัฐจะเร่งให้เห็นความชัดเจนได้ภายในปี 2569 เนื่องจากมองว่าเรื่องการสร้างความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ภาครัฐอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ได้กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับการเดินทางที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน แบตเตอรี่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนยานพาหนะเหล่านี้ โดยมีบทบาทกำหนดระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้ ความเร็วในการชาร์จ อายุการใช้งาน ความปลอดภัย และต้นทุนโดยรวมของรถ การทำความเข้าใจประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยให้ผู้ใช้งานตัดสินใจเลือกซื้อและดูแลรักษารถได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ครอบคลุมคุณสมบัติเด่น ข้อจำกัด การใช้งาน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การดูแลรักษา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและข้อมูลที่ครบถ้วน

ความสำคัญของแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า

แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้ามีหน้าที่หลักในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าและส่งต่อไปยังมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อนยานพาหนะ คุณภาพของแบตเตอรี่ส่งผลต่อหลายด้านของสมรรถนะรถ ตั้งแต่ระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ไปจนถึงความเร็วในการชาร์จและความทนทานในระยะยาว นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังมีบทบาทสำคัญในด้านความปลอดภัย เนื่องจากแบตเตอรี่บางประเภทอาจมีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้หรือการระเบิดหากได้รับความเสียหายหรือจัดการไม่ถูกต้อง แบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงในรถยนต์ไฟฟ้า โดยอาจสูงถึง 30-40% ของราคารถ ดังนั้น การเลือกประเภทแบตเตอรี่ที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้งานต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า

แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ามีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์แบตเตอรี่แต่ละประเภทอย่างละเอียด

1. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery)

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน เนื่องจากมีความหนาแน่นของพลังงานสูง ซึ่งอยู่ในช่วง 150-250 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม (Wh/kg) ความหนาแน่นนี้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ในระยะทางที่ยาวนาน โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 300-500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง น้ำหนักที่เบาของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับความจุพลังงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และลดน้ำหนักโดยรวมของรถ ทำให้เหมาะสำหรับการออกแบบยานพาหนะที่ต้องการสมรรถนะสูง แบตเตอรี่ประเภทนี้ยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว ซึ่งสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ภายในเวลา 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จและระบบจัดการแบตเตอรี่

ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ ต้นทุนการผลิตยังคงสูง เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบที่มีราคาแพง เช่น โคบอลต์และนิกเกิล ซึ่งไม่เพียงเพิ่มราคาของรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังมีปัญหาด้านจริยธรรมจากการขุดเหมืองในบางพื้นที่ ความไวต่ออุณหภูมิเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด โดยประสิทธิภาพของแบตเตอรี่อาจลดลงในสภาพอากาศที่ร้อนจัด (เกิน 40°C) หรือเย็นจัด (ต่ำกว่า 0°C) ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะทางและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ความปลอดภัยเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ เนื่องจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอาจลุกไหม้หรือระเบิดได้หากได้รับความเสียหายหรือระบบจัดการความร้อนทำงานล้มเหลว

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการสมรรถนะสูงและระยะทางยาวนาน การออกแบบแบตเตอรี่ประเภทนี้ช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถปรับแต่งสมรรถนะให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในเมืองไปจนถึงรถ SUV ไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานสูง สูตรเคมีที่ใช้ เช่น NMC (Nickel-Manganese-Cobalt) หรือ NCA (Nickel-Cobalt-Aluminum) ช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างความหนาแน่นพลังงาน ความทนทาน และต้นทุน ทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้เป็นตัวเลือกหลักในรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้าน การใช้แคโทดที่มีปริมาณนิกเกิลสูงช่วยเพิ่มความหนาแน่นพลังงาน ในขณะที่การพัฒนาอิเล็กโทรไลต์ที่มีความเสถียรช่วยเพิ่มความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน ระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System หรือ BMS) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิ ป้องกันการชาร์จเกิน และตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยให้แบตเตอรี่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทนทานต่อการชาร์จซ้ำในช่วง 500-1,500 รอบ

2. แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ (Nickel-Metal Hydride Battery)

แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์เคยเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในรถยนต์ไฮบริด และยังคงมีการใช้งานในบางกรณีในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก่า คุณสมบัติที่โดดเด่นของแบตเตอรี่ประเภทนี้คือความทนทานต่อการชาร์จซ้ำ ซึ่งสามารถรองรับได้ถึง 1,000-2,000 รอบการชาร์จ ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความน่าเชื่อถือในระยะยาว ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เนื่องจากแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับลิเธียมไอออน และใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบางแง่มุม

ข้อจำกัดที่สำคัญของแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์คือความหนาแน่นพลังงานที่ต่ำ อยู่ในช่วง 60-120 Wh/kg ซึ่งจำกัดระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้าให้อยู่ที่ประมาณ 100-200 กิโลเมตรต่อการชาร์จ น้ำหนักที่มากของแบตเตอรี่เมื่อเทียบกับความจุพลังงานเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการความคล่องตัว ผลกระทบจาก “memory effect” เป็นปัญหาที่ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ลดลงหากไม่มีการชาร์จและคายประจุอย่างเต็มที่เป็นประจำ ซึ่งอาจสร้างความไม่สะดวกให้กับผู้ใช้งาน

แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความประหยัดและความทนทานมากกว่าสมรรถนะสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กหรือยานพาหนะที่ใช้ในงานเฉพาะด้าน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านความหนาแน่นพลังงาน การใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ (BEV) ได้ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน และถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ลิเธียมไอออนหรือลิเธียมเหล็กฟอสเฟต

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์มีการพัฒนาน้อยลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ผลิตหันไปมุ่งเน้นที่แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบระบายความร้อนและการจัดการพลังงานยังคงมีความสำคัญ เพื่อป้องกันการสะสมความร้อนที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ การพัฒนาวัสดุที่ใช้ในแคโทดและแอโนดในอดีตช่วยเพิ่มความทนทานและลดผลกระทบจาก memory effect ได้ในระดับหนึ่ง

3. แบตเตอรี่โซลิดสเตท (Solid-State Battery)

แบตเตอรี่โซลิดสเตทได้รับการจับตามองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีความหนาแน่นพลังงานที่สูงมาก คาดการณ์ว่าอยู่ในช่วง 300-500 Wh/kg ซึ่งช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลถึง 700-1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จ การใช้อิเล็กโทรไลต์แบบแข็ง (solid electrolyte) แทนของเหลวเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลหรือการลุกไหม้ได้อย่างมาก แบตเตอรี่ประเภทนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทนต่อการชาร์จซ้ำได้มากกว่า 2,000 รอบ และมีขนาดกะทัดรัด ช่วยประหยัดพื้นที่ในตัวรถ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการออกแบบยานพาหนะ

ข้อจำกัดหลักของแบตเตอรี่โซลิดสเตทคือต้นทุนการผลิตที่สูงมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา ทำให้ยังไม่พร้อมสำหรับการผลิตในปริมาณมาก การพัฒนาอิเล็กโทรไลต์แบบแข็งที่สามารถนำไฟฟ้าไอออนได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพการใช้งานจริงยังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในด้านความต้านทานภายในและความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ นอกจากนี้ เวลาในการชาร์จอาจช้ากว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในบางกรณี ซึ่งขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

แบตเตอรี่โซลิดสเตทมีศักยภาพในการใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้าทุกระดับ ตั้งแต่รถยนต์ขนาดเล็กไปจนถึงรถยนต์สมรรถนะสูง ความหนาแน่นพลังงานที่สูงและความปลอดภัยที่เหนือกว่าทำให้เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการระยะทางยาวนานและความน่าเชื่อถือในสภาพการใช้งานที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้งานในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่การทดสอบในห้องปฏิบัติการและต้นแบบ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นการใช้งานเชิงพาณิชย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่โซลิดสเตทรวมถึงการพัฒนาวัสดุอิเล็กโทรไลต์แบบแข็ง เช่น เซรามิกหรือโพลิเมอร์ ที่สามารถนำไฟฟ้าไอออนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยในปัจจุบันมุ่งเน้นที่การลดความต้านทานภายในของแบตเตอรี่และเพิ่มความทนทานต่อการชาร์จซ้ำ การพัฒนาระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพเป็นอีกหนึ่งด้านที่สำคัญ เพื่อให้แบตเตอรี่โซลิดสเตทสามารถทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การรวมเทคโนโลยีนี้เข้ากับระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ

4. แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate Battery – LFP)

แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงและต้นทุนต่ำ ความเสถียรทางความร้อนเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่น ซึ่งทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้ทนต่ออุณหภูมิสูงและความเสียหายทางกายภาพได้ดี โดยมีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้น้อยมากเมื่อเทียบกับลิเธียมไอออนทั่วไป อายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น โดยสามารถชาร์จซ้ำได้ถึง 2,000-3,000 รอบ ซึ่งมากกว่าลิเธียมไอออนทั่วไป การใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เช่น เหล็กและฟอสเฟต ช่วยลดต้นทุนการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุดเหมือง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้น

ข้อจำกัดหลักของแบตเตอรี่ LFP คือความหนาแน่นพลังงานที่ต่ำกว่า อยู่ในช่วง 90-160 Wh/kg ซึ่งจำกัดระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้าให้อยู่ที่ประมาณ 200-400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ น้ำหนักที่มากกว่าเมื่อเทียบกับลิเธียมไอออนเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องการความคล่องตัวหรือสมรรถนะสูง อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการออกแบบกำลังช่วยลดช่องว่างนี้ ทำให้แบตเตอรี่ LFP มีความน่าสนใจมากขึ้น

แบตเตอรี่ LFP เหมาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นความประหยัดและความปลอดภัย เช่น รถยนต์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในเมืองหรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด ความทนทานและความปลอดภัยทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้เป็นตัวเลือกยอดนิยมในภูมิภาคที่มีสภาพอากาศร้อนหรือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ยังไม่สมบูรณ์ การออกแบบที่เน้นความยั่งยืนยังทำให้แบตเตอรี่ LFP ได้รับความสนใจจากผู้ผลิตที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ LFP รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างเซลล์แบตเตอรี่แบบใหม่ เช่น การออกแบบแบบ “Cell-to-Pack” ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นพลังงานและลดน้ำหนักโดยรวมของแบตเตอรี่ การปรับปรุงอิเล็กโทรไลต์และแคโทดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จและคายประจุ ระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ทันสมัยมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่และควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้แบตเตอรี่ LFP สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพการใช้งานที่หลากหลาย

เปรียบเทียบประเภทแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ตารางต่อไปนี้สรุปคุณสมบัติของแบตเตอรี่แต่ละประเภทเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

ประเภทแบตเตอรี่ความหนาแน่นพลังงาน (Wh/kg)อายุการใช้งาน (รอบ)ความปลอดภัยต้นทุนการใช้งานหลัก
ลิเธียมไอออน150-250500-1,500ปานกลางสูงรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป
นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์60-1201,000-2,000สูงปานกลางรถยนต์ไฮบริด
โซลิดสเตท300-500 (คาดการณ์)2,000+สูงมากสูงมากอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า
ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP)90-1602,000-3,000สูงมากต่ำรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด

การดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

การดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้า การรักษาระดับแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 20-80% จะช่วยลดการสึกหรอของเซลล์แบตเตอรี่ การชาร์จในสภาพอากาศที่เหมาะสม เช่น หลีกเลี่ยงอุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จะช่วยรักษาความจุและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ การใช้สถานีชาร์จที่ได้มาตรฐานและมีระบบควบคุมกระแสไฟที่เสถียรจะช่วยป้องกันความเสียหายจากไฟกระชาก การตรวจสอบระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าระบบควบคุมความร้อนและการชาร์จทำงานได้อย่างปกติ การจอดรถในที่ร่มหรือพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดีจะช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากความร้อนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งาน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรีไซเคิล

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีทั้งข้อดีและความท้าทายในด้านสิ่งแวดล้อม ข้อดีที่สำคัญคือการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม การผลิตแบตเตอรี่ โดยเฉพาะลิเธียมไอออน ต้องใช้ทรัพยากร เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ซึ่งการขุดเหมืองอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่น การรีไซเคิลแบตเตอรี่เป็นทางออกที่สำคัญในการลดผลกระทบนี้ โดยเทคโนโลยีรีไซเคิลในปัจจุบันสามารถนำวัสดุในแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 95% ตัวอย่างเช่น บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสามารถแยกและนำวัสดุ เช่น ลิเธียมและโคบอลต์ กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่ ผู้ใช้งานสามารถมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเลือกซื้อรถยนต์จากผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการรีไซเคิล

การเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งาน

การเลือกประเภทแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของผู้ใช้งาน สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางยาวนานและสมรรถนะสูง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีสูตรเคมี NMC หรือ NCA เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากให้ความสมดุลระหว่างระยะทางและประสิทธิภาพ ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและต้นทุนที่ต่ำลงอาจพิจารณาแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองหรือการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง แบตเตอรี่นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์อาจเหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะด้านที่ไม่ต้องการระยะทางมาก แต่มีข้อจำกัดในรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่วนแบตเตอรี่โซลิดสเตทเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองสำหรับอนาคต โดยคาดว่าจะนำเสนอทั้งระยะทางที่ยาวนานและความปลอดภัยที่เหนือกว่าเมื่อพร้อมใช้งานในเชิงพาณิชย์

สรุป

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืน การรู้จักประเภทของแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็นลิเธียมไอออน นิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ โซลิดสเตท หรือลิเธียมเหล็กฟอสเฟต จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจคุณสมบัติ ข้อจำกัด และการใช้งานที่เหมาะสม การดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีและการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวสู่ยุคที่ทั้งประหยัด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น

Photo : freepik.com