พาส่องมาตรการประหยัดพลังงานของแบรนด์ชั้นนำในศูนย์การค้าเซ็นทรัล รวมพลังลดโลกร้อนไปกับเซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าสู่ Net Zero 2025

ในยุคที่ภาวะโลกร้อนเป็นวิกฤตระดับโลกที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ การเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการประหยัดพลังงานในครัวเรือนหรือห้างร้าน ก็สามารถนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่สามารถอาศัยการเปลี่ยนแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งได้ แต่ต้องเกิดจากพลังแห่งความร่วมใจของทุกคน

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้บริหารพื้นที่ศูนย์การค้าซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงได้จัดโครงการ “Central Pattana Green Partnership รวมพลังพันธมิตรลดโลกร้อน” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการร้านค้าและผู้บริโภค ให้ลดการใช้พลังงาน และคัดแยกขยะ เพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งกระบวนการ โดยเริ่มต้นจากการผนึกกำลังกับแบรนด์พันธมิตร รวมถึงคู่ค้าในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหลากหลายแบรนด์ ร่วมจับมือกันเพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ไปด้วยกัน

หลังดำเนินโครงการมาเข้าสู่ปีที่  3  ในปี 2568 เซ็นทรัลพัฒนาขอชวนมาสำรวจมาตรการที่น่าสนใจของแบรนด์ต่างๆ ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในปี 2567 ที่ผ่านมา ผ่านรางวัล Green Partnership Reward 2024 โดยแบรนด์ต่างๆ มีแนวทางในการจัดการภายในร้านค้าที่สามารถลดการใช้พลังงานได้จริง และยังสามารถเป็นแนวทางในการประหยัดพลังงานให้กับองค์กร และประชาชนทั่วไปได้อีกด้วย

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

Major Cineplex – มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านกลยุทธ์ ‘Green Cinema’

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไม่ได้แค่เสิร์ฟความบันเทิง แต่ยังเสิร์ฟความยั่งยืนด้วยแนวคิด Green Cinema ที่เปลี่ยนเครื่องฉายภาพยนต์ทุกสาขาเป็น Laser Projector ที่ประหยัดไฟกว่าระบบเดิม แถมยังติดตั้ง ระบบปรับอากาศอัจฉริยะ ที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิและการหมุนเวียนของอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

UNIQLO – ยั่งยืนแบบเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ยูนิโคล่ให้ความสำคัญกับการลดโลกร้อน ด้วยการเปลี่ยนร้านทั้งร้านให้ประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ หลอดไฟ LED ไปจนถึงปรับปรุงจุดชำระเงิน ที่ใช้ iPad แทนคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังให้บริการ ซ่อมแซมเสื้อผ้า เพื่อยืดอายุการใช้งานของสินค้า รวมถึงโครงการ RE.UNIQLO ที่ตั้งกล่องรับบริจาคในทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้ประสบภัยและกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมการหมุนเวียนเสื้อผ้าอย่างยั่งยืน

MK Restaurants – รักษ์พลังงานแบบมืออาชีพ

ด้วยมาตรการรักษ์โลกอย่างเป็นระบบ จึงมีการตรวจสอบการใช้พลังงานทุกจุดอย่างละเอียดภายในร้าน และปรับปรุงอุปกรณ์รวมถึงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด อีกทั้งยังปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกให้พนักงานทุกระดับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริการอีกด้วย

JASPAL Group พร้อมด้วยแบรนด์ CC Double O, LYN แบรนด์แฟชั่นที่ใส่ใจโลก

ยัสปาล กรุ๊ป และแบรนด์แฟชั่นในเครืออย่าง CC DOUBLE O และ LYN ดำเนินธุรกิจแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด The Power of Sustainability โดยให้ความสำคัญในทุกกระบวนการตั้งแต่ การผลิตเสื้อผ้า Sustainable Collection การใช้ รถ EV Truck สำหรับขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ลดการปล่อยมลพิษ ไปจนถึงการบริหารจัดการหน้าร้านให้ใช้พลังงานอย่างประหยัดและลดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยัง รณรงค์การใช้ถุงกระดาษรีไซเคิล ให้ลูกค้าร่วมด้วยช่วยกันเพื่อลดการใช้พลาสติก

Saemaeul – ปิ้งย่างเกาหลีแบบรักษ์โลก

ส่งมอบความอร่อยพร้อมใส่ใจพลังงาน ด้วยการ ติดตั้งระบบ Timer ควบคุมระบบไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า และ ตรวจสอบบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และระบบดูดอากาศอย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการ ปรับกระบวนการทำงาน เช่น การจัดวางวัตถุดิบในตู้เย็นให้เหมาะสม เพื่อลดการเปิด-ปิดที่ไม่จำเป็น

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

โครงการ “Central Pattana Green Partnership รวมพลังพันธมิตรลดโลกร้อน” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเซ็นทรัลพัฒนา ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงผ่านพลังของพันธมิตร นอกจากการมอบรางวัลเพื่อส่งเสริมให้พันธมิตรร้านค้าร่วมกันดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เซ็นทรัลพัฒนายังสนับสนุนการสำรวจพลังงานให้แก่ร้านค้านำร่องพร้อมสร้างแผนกลยุทธ์ 3 ปี ในการลดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบจากผู้เชี่ยวชาญ ให้กับแบรนด์ วัตสัน บาร์บีคิวพลาซ่า และยัสปาล ที่มีความมุ่งมั่นในเรื่องนี้ เพื่อร่วมกันก้าวเข้าสู่ยุค Energy Transition และพร้อมเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

โดยในปี 2567 มีแบรนด์พันธมิตรเข้าร่วมแล้วกว่า 165 แบรนด์ รวม 2,656 สาขาทั่วประเทศ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 4.3 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 217,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e)

ส่องแบรนด์ชั้นนำ ออกมาตรการประหยัดพลังงาน รวมพลังลดโลกร้อน

Source : Spring News

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ร่วมกับ คณะวิศว กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ) ภายใต้กำกับดูแลของ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าสานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Climate Change Adaptation: โลกเปลี่ยน เราปรับ”

โดยเพื่อเชิญชวนนักเรียนมัธยมปลายจากทั่วประเทศ ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพในการเป็นนักคิดและนักสร้างสรรค์ รับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับงานดังกล่าว จัดขึ้น ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรและแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและมอบความรู้ที่เป็นประโยชน์ ภายในงาน นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้บรรยายพิเศษเพื่อแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

นับเป็นการปูพื้นฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์สำหรับน้อง ๆ ในการคิดค้นนวัตกรรมต่อไป นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ คือ น้องไทย-ชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง BUS บอยแบนด์ชื่อดัง ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษ์โลก และจุดประกายพลังให้กับน้อง ๆ ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับการแข่งขันรอบ Fast Track ที่จัดขึ้นในงานแถลงข่าว ผลปรากฏว่า นายเจษฎากร นาคดิลกจากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ และนายภูรินท์ อินทุภูติ จากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา เป็น 2 คนที่ได้รับคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp 4 วัน 3 คืน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี

โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงภายใต้โจทย์ที่กำหนด เพื่อตอบสนองต่อบริบทของโลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งหมดกว่า 100,000 บาท

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า กลุ่มบริษัทกัลฟ์ยินดีที่ได้ร่วมสานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF เป็นปีที่ 2 เป็นเวทีที่น้อง ๆ จะได้แสดงออกถึงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทางกัลฟ์พร้อมสนับสนุนและผลักดันแนวคิดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับโลก

ทั้งนี้ กัลฟ์เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของเยาวชนทุกคนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต โครงการนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของกัลฟ์เรื่องการจัดการสภาพภูมิอากาศ เรามุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

รวมไปถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดคล้องกับแผนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับโลก

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติในปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมรับมือจึงต้องเกิดจากความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชนและเชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ศาตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อน (เดือด) ไม่ได้รอให้เราปรับตัว แต่เรียกร้องให้เรานำการเปลี่ยนแปลง — Green Mission คือโครงการที่จะนำพาความรู้และนวัตกรรมออกจากห้องเรียน ไปสู่ชุมชน และกลับเข้าหาหัวใจของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจเพื่อสังคม

ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกคนที่มาร่วมงานและโครงการนี้จะได้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำมาสู่แนวคิดในการสร้างนวัตกรรมลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ชุมชนของตนเอง และนี่คือวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการในการบูรณาการความรู้และการจัดการ เพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากความร่วมมือของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถานีวิทยุจุฬาฯ ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานวิทยทรัพยากร และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผสานพลังร่วมกันจัดโครงการและไม่ว่าทุกคนจะอยู่ในบทบาทไหน หน้าที่อะไร ก็สามารถที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้” 

นายชญานนท์ ภาคฐิน สมาชิกวง BUS กล่าวว่า วันนี้ไทยดีใจมากที่ได้มาร่วมเปิดงานโครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 2 ต้องขอบคุณ GULF ที่ชวนไทยมางานนี้ และให้โอกาสพี่ได้เจอกับน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกของเรา ทุกการทดลอง ทุกความคิดสร้างสรรค์คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

“ขอร่วมส่งพลังแห่งกำลังใจ และอยากบอกอีกว่าดีใจมากๆ ที่ได้เห็นพลังคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมกันระดมความคิดไอเดียสุดเจ๋งเพื่อโลกของเรา เพราะทุกคนคือพลังของวันพรุ่งนี้ ขอบคุณทาง GULF และจุฬาฯ ที่จัดโครงการนี้เป็นพื้นที่ Sandbox ให้น้องๆ มีโอกาสได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ”

\'จุฬาฯ-กัลฟ์\' สานต่อ \'Green Mission ปี 2\' ปั้นนวัตกรรมรับโลกเปลี่ยน

สำหรับนักเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Green Mission by Chula x GULF โดยกรอกใบสมัครผ่าน Google Form ได้ที่ https://bit.ly/4kt9j8T ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฎาคม 2568

ศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://curadio.chula.ac.th/v2022/activity/detail/?1374 หรือสอบถามที่เบอร์ 091-864-5923 ติดตามภาพกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ GULF Spark: https://www.facebook.com/GULFSPARK.TH/  และช่องทาง Tiktok https://www.tiktok.com/@GULFspark 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ราคา LPG โลกลดลง ส่งผลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG เหลือ 2.21 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมลดเก็บเงินโรงแยกก๊าซฯ ที่ผลิต LPG ส่งเข้ากองทุนฯ เหลือ 6.2250  บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาจำหน่าย LPG ยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ สำหรับบัญชี LPG มีเงินไหลเข้าประมาณ 589 ล้านบาทต่อเดือน แต่ภาพรวมบัญชี LPG ยังติดลบรวม -44,624 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงินและบัญชี และในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ลงนามเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ประกาศ “การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)” โดยกำหนดเปลี่ยนแปลงเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในบัญชี LPG ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2568 เป็นต้นไป

สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ผลิตในประเทศเพื่อจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง ในอัตรา 6.2250 บาทต่อกิโลกรัม โดยปรับลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 6.5307 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวมถึง LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร และ LPG ที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) อ.กงไกรลาศ จ. สุโขทัย

 อย่างไรก็ตามให้ บริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 4.5167 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 4.8224  บาทต่อกิโลกรัม

พร้อมกันนี้ยังได้ปรับลดเงินชดเชยราคา LPG ลงเป็น 2.2161  บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมชดเชยอยู่ 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ไม่รวม LPG จากการแยกก๊าซฯ ที่ซื้อหรือได้จากรัฐ ผู้รับสัมปทาน หรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) โดยโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ.สยาม จำกัด โดยราคาขายปลีก LPG ยังคงเท่าเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึง 30 มิ.ย. 2568 หลังจากนั้นต้องรอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป

รวมทั้งกำหนดเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับ LPG ที่ซื้อหรือได้มาจากโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท. สผ. สยาม จำกัด ในอัตราเดิม 4.6876 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนกรณี LPG ที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และได้รับเงินชดเชยจากกองทุนฯ แล้ว ให้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุนฯ  2.2161 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากเดิมที่กำหนดให้ส่งเข้า 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับปัจจุบันบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยภาพรวมยังติดลบอยู่ -44,624 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กำหนดกรอบวงเงินสำหรับอุดหนุนราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าจาก LPG จำนวน 19.65 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 589 ล้านบาทต่อเดือน) จากเดิมมีรายได้เข้า 21 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 657 ล้านบาทต่อเดือน) ขณะที่ราคา LPG โลกเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 585 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ลดลงจากเดือน พ.ค. 2568 ที่เคยอยู่ในระดับ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน  

สำหรับประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดนโยบายให้ กบน. บริหารกองทุนฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงดังนี้

1.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้นทุนการจัดหาจากโรงแยกก๊าซฯ ,ต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และต้นทุนโรงแยกก๊าซฯ ของบริษัท ยูเอซี โกลบอลฯ มีราคาสูงกว่านำเข้า 2.มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคา LPG ของตลาดโลกเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน 3. มีเหตุการณ์ที่ให้ราคา LPG  ในประเทศเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ รวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม  และ 4. มีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาขายปลีก LPG ในประเทศสูงขึ้นในระดับเกินกว่า 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนหรือชะลอการขาดแคลนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

Source : Energy News Center

Neta V ทุบราคาช็อก! เหลือ 2.99 แสน “ต่ำกว่าทุน” ถูกกว่าเดิมเกือบครึ่ง ดีลเลอร์เหลือ 3 แห่งทั่วไทย ลูกค้าผวาหนัก หวั่นบริษัทแม่ในจีนสั่งปิดกิจการ

สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า NETA ในประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤตหนัก ล่าสุดมีการปรับลดราคา NETA V ลงอีกเหลือเพียง 299,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ระบุว่า “ต่ำกว่าทุน” และถูกกว่าราคาเปิดตัว NETA V II รุ่นเริ่มต้น (549,000 บาท) เกือบครึ่งหนึ่ง

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

การดิ่งลงของราคาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวร้ายที่ถาโถมเข้าใส่แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนดีลเลอร์ที่ลดฮวบเหลือเพียง 3 แห่งทั่วประเทศ และปัญหาการเงินรุนแรงของบริษัทแม่ในจีน

ดีลเลอร์เหลือเพียง 3 แห่ง – อนาคตลูกค้าแขวนบนเส้นด้าย

จากเดิมที่มีโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันตัวแทนจำหน่าย NETA ในประเทศไทยเหลือเพียง 3 แห่งเท่านั้น (กรุงเทพฯ 1 แห่ง และต่างจังหวัด 2 แห่ง)

สร้างความกังวลอย่างหนักให้แก่ลูกค้าปัจจุบันในเรื่องการบริการหลังการขายและการเคลมประกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ดีลเลอร์บางรายได้นำ NETA V II มาลดล้างสต็อกในราคา 319,000 บาท โดยระบุว่าเป็นล็อตสุดท้ายก่อนปิดตัว

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ความไม่แน่นอนนี้สอดคล้องกับความพยายามของผู้บริหารชาวจีนของเนต้า ไทยแลนด์ ที่พยายามเสนอขายกิจการให้กับกลุ่มทุนไทยด้วยมูลค่าราว 1,200-2,000 ล้านบาท

แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าแบรนด์มีความเสี่ยงสูงและยากที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว

ปรากฏการณ์ “อู่นอกช่วยขาย” และสัญญาณความไม่แน่นอน

ล่าสุด ดีลเลอร์ NETA รายหนึ่งได้ประกาศลดราคา NETA V II เหลือ 319,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง โดยอาศัย “กิ๊งกือ ช็อป” อู่ซ่อมรถชื่อดังช่วยประชาสัมพันธ์และจำหน่าย

ซึ่งทางเพจของ กิ๊งกือ ช็อป ระบุว่าเป็นรถล็อตสุดท้ายของศูนย์ดังกล่าว หากขายหมดก็จะปิดตัวลงเช่นกัน นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการต้องพึ่งพาอู่นอกในการระบายสต็อกสินค้า

Neta V ลดราคา 2.99 แสน ล้างสต็อก ต่ำกว่าทุน ศูนย์บริการเหลือ 3 แห่ง

ความกังวลยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานว่า สำนักงานใหญ่ของเนต้า ออโต้ ประเทศไทย ที่อาคาร RSU Tower สุขุมวิท ได้ต่อสัญญาเช่าเพียงระยะสั้นเท่านั้น

ประกอบกับประเด็นปัญหาภายในที่พนักงานบริษัทรายหนึ่งเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกให้เซ็นเป็นกรรมการคนเดียวของบริษัท และพนักงานจำนวนไม่น้อยทยอยลาออก โดยมีผลสิ้นสุดการทำงานในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่เนต้าแห่งใหม่ บนถนนเพชรเกษม ซึ่งบริหารจัดการโดย บริษัท นครชัยศรี ออโตโมบิล จำกัด ก็เริ่มแสดงความไม่มั่นใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายนี้เช่นกัน

บริษัทแม่ในจีนขาดทุนยับ – ปิดตัวแล้วในหลายประเทศ

ปัญหาใหญ่มาจากบริษัทแม่ Hozon New Energy Automobile Co., Ltd. ในประเทศจีน ที่ประสบภาวะขาดทุนสะสมมหาศาลสูงถึง 100,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 400,000 ล้านบาท

จนต้องยุติกิจการในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้เกิดคำถามว่าชะตากรรมของ NETA ในไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ยอดขายดิ่ง – ปัญหาภายในรุมเร้า

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อดูจากยอดขาย โดย 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) NETA มียอดจดทะเบียนเพียง 1,067 คัน ลดลงถึง 37.3% สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมที่เติบโตขึ้น 22.35%

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาภายในบริษัท เมื่อ นางสาวสรินยา ศรีไทย พนักงานตำแหน่ง Sale Operation Specialist ได้เข้าลงบันทึกประจำวันที่ สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568

หลังพบว่าตนมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเพียงคนเดียว ทั้งที่ตกลงว่าต้องมี 2 คน ซึ่งทางเนต้า ไทยแลนด์ ชี้แจงว่ากำลังแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 12 มิถุนายน 2568

ผู้ใช้งาน NETA หลายรายยังได้ร้องเรียนเรื่องบริการหลังการขายที่ล่าช้า ปัญหาการรออะไหล่นาน ดีลเลอร์บางแห่งปฏิเสธการซ่อม และบริษัทประกันภัยบางแห่งไม่รับทำประกันรถยนต์ให้กับ NETA แล้ว

Source : Spring News

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle EV) กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานสะอาด แบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะทำหน้าที่เก็บพลังงานเพื่อขับเคลื่อนยานพาหนะ ปัจจุบัน ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การขยายการผลิต และนโยบายสนับสนุนจากทั่วโลก บทความนี้จะสำรวจประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า การเปรียบเทียบราคา สาเหตุที่ราคาถูกลง แนวโน้มในอนาคต รวมถึงการคาดการณ์ราคาในปี 2025-2026 และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและทั่วโลก โดยรวมข้อมูลล่าสุดที่ระบุว่าราคาแบตเตอรี่ EV ทั่วโลกลดลง 20% ในปี 2024

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง

แบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้ามีหลายประเภท แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery)
    • ลักษณะ แบตเตอรี่ที่นิยมที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า มีความหนาแน่นพลังงานสูง น้ำหนักเบา และชาร์จซ้ำได้หลายครั้ง
    • ข้อดี วิ่งได้ระยะไกล เหมาะกับรถระดับพรีเมียม เช่น Tesla Model 3 หรือ BYD Atto 3
    • ข้อจำกัด ใช้วัตถุดิบราคาแพง เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ และอาจมีปัญหาด้านความปลอดภัยหากจัดการไม่ดี
    • ตัวอย่างการใช้งาน Tesla, BYD, MG
  2. แบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate LFP)
    • ลักษณะ เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ฟอสเฟตเป็นแคโทด แทนการใช้นิกเกิลและโคบอลต์
    • ข้อดี ปลอดภัย ราคาถูก และอายุการใช้งานยาวนาน (ชาร์จได้มากกว่า 2000 รอบ)
    • ข้อจำกัด ความหนาแน่นพลังงานต่ำกว่า ทำให้ระยะทางต่อการชาร์จสั้นกว่าเล็กน้อย
    • ตัวอย่างการใช้งาน BYD Dolphin, MG4, Geely EX5
  3. แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-ion Battery)
    • ลักษณะ ใช้โซเดียมแทนลิเธียม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่อยู่ระหว่างพัฒนา
    • ข้อดี วัตถุดิบหาง่าย ราคาถูก เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด
    • ข้อจำกัด ความหนาแน่นพลังงานต่ำ คาดว่าจะเริ่มผลิตจำนวนมากในปี 2025
    • ตัวอย่างการใช้งาน ยังไม่มีการใช้งานทั่วไป แต่มีการทดสอบในจีน
  4. แบตเตอรี่โซลิดสเตด (Solid State Battery)
    • ลักษณะ ใช้ตัวนำไฟฟ้าแบบแข็งแทนของเหลว ทำให้กะทัดรัดและปลอดภัย
    • ข้อดี ชาร์จเร็ว (เต็มใน 10-15 นาที) และวิ่งได้ไกลกว่า
    • ข้อจำกัด ยังอยู่ในช่วงพัฒนา ต้นทุนสูง คาดว่าจะเริ่มใช้งานในปี 2025
    • ตัวอย่างการใช้งาน Toyota, Nissan (อยู่ในขั้นตอนทดสอบ)

การเปรียบเทียบราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นอยู่กับประเภทและความจุ ในปี 2024 ราคาแบตเตอรี่ทั่วโลกลดลง 20% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ปี และคาดว่าราคาจะลดลงต่อเนื่องในปี 2025-2026 เนื่องจากการขยายการผลิตและเทคโนโลยีใหม่ ตารางด้านล่างสรุปราคาและลักษณะของแบตเตอรี่แต่ละประเภท

ประเภทแบตเตอรี่ราคาต่อ kWh (2024)ราคาต่อ kWh (คาดการณ์ 2025-2026)ตัวอย่างราคา (แบตเตอรี่ทั้งชุด 2024)สัดส่วนต้นทุนในรถ
ลิเธียมไอออน (NMC)$110 (3850 บาท)$90-100 (3150-3500 บาท)Tesla Model 3 (75 kWh) 288000-360000 บาท40-57%
ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP)$72-88 (2520-3080 บาท)$60-75 (2100-2625 บาท)BYD Dolphin (44.9 kWh) 112000-144000 บาท30-40%
โซเดียมไอออน$50-70 (1750-2450 บาท) คาดการณ์$40-60 (1400-2100 บาท)ยังไม่มีข้อมูลในท้องตลาด10-20% (คาดการณ์)
โซลิดสเตด>$200 (7000 บาท)$150-180 (5250-6300 บาท)ยังไม่มีในท้องตลาดสูงในช่วงแรก

หมายเหตุ

  • ราคาคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
  • ราคาลิเธียมไอออนและ LFP ในปี 2024 ลดลง 20% จากปี 2021 (จาก $137 และ $90-110 ตามลำดับ) และคาดว่าจะลดลงอีก 10-15% ในปี 2025-2026 เนื่องจากการประหยัดจากขนาดและนวัตกรรม
  • ราคาโซเดียมไอออนคาดการณ์จากศักยภาพการผลิตจำนวนมากในปี 2025-2026 ซึ่งจะลดต้นทุนลงอีก 10-20%
  • ราคาโซลิดสเตดยังสูง แต่คาดว่าจะลดลงเมื่อเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2026
  • การเปลี่ยนแบตเตอรี่ในประเทศไทยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าบริการและภาษีมูลค่าเพิ่ม

แบตเตอรี่ LFP มีราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด โซเดียมไอออนจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในปี 2025-2026 ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ส่วนโซลิดสเตดจะเริ่มมีบทบาทในรถยนต์ไฟฟ้าระดับสูง

ทำไมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าถึงมีราคาสูงในอดีต

ในอดีต แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูงเพราะต้องใช้แร่ธาตุราคาแพง เช่น ลิเธียม นิกเกิล โคบอลต์ กระบวนการผลิตมีความซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และกินพลังงานมาก นอกจากนี้ ต้นทุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยก็เป็นปัจจัยสำคัญ

ในปี 2010 ราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสูงถึง $1100 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แต่ในปี 2021 ลดลงเหลือ $137 ต่อ kWh และในปี 2024 ลดลงอีก 20% เหลือประมาณ $110 ต่อ kWh คาดว่าในปี 2025-2026 ราคาจะลดลงต่อเนื่องเหลือ $90-100 ต่อ kWh สำหรับลิเธียมไอออน และ $60-75 ต่อ kWh สำหรับ LFP แม้ราคาจะลดลง แต่แบตเตอรี่ยังเป็นส่วนประกอบที่มีสัดส่วนต้นทุนสูงสุดในรถยนต์ไฟฟ้า คิดเป็น 30-57% ของราคารถทั้งคัน

สาเหตุที่ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าถูกลง

1. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

นวัตกรรมในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ช่วยลดต้นทุน บริษัทชั้นนำ เช่น CATL และ BYD พัฒนาแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงและปลอดภัยโดยใช้วัตถุดิบใหม่ ตัวอย่างเช่น

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ใช้ฟอสเฟตแทนนิกเกิลและโคบอลต์ ราคาถูกกว่าแบตเตอรี่ NMC เกือบ 30% ต่อ kWh ในปี 2024 LFP ครองส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดแบตเตอรี่ EV ทั่วโลก โดยจีนใช้งานถึง 75% คาดว่าในปี 2025-2026 LFP จะมีราคาลดลงเหลือ $60-75 ต่อ kWh ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • แบตเตอรี่โซเดียมไอออน ใช้โซเดียมที่หาง่ายและถูกกว่า คาดว่าจะเริ่มผลิตจำนวนมากในเดือนธันวาคม 2025 ด้วยราคา $40-60 ต่อ kWh ในปี 2026
  • แบตเตอรี่โซลิดสเตด ใช้ตัวนำไฟฟ้าแบบแข็ง ชาร์จเร็วและปลอดภัย คาดว่าจะใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2025 โดยในปี 2026 ราคาจะลดลงเหลือ $150-180 ต่อ kWh

เทคโนโลยีชาร์จเร็ว เช่น แบตเตอรี่ Freevoy Dual Power จาก CATL ที่วิ่งได้ 1500 กม. และชาร์จ 10 นาทีวิ่งได้ 520 กม. ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของรถยนต์ไฟฟ้า

2. การขยายการผลิต

การขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะในจีน สร้างการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ในปี 2024 จีนผลิตเซลล์แบตเตอรี่ถึง 80% ของโลก และควบคุม 85% ของวัสดุแคโทดและ 90% ของวัสดุแอโนด (แกรไฟต์) บริษัทอย่าง CATL ผลิตแบตเตอรี่ 242700 MWh ในปี 2023 ลดต้นทุนต่อหน่วยลงอย่างมาก คาดว่าในปี 2025-2026 การขยายโรงงานในจีนและภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป จะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงอีก 10-15% การลงทุนในโรงงานใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน

3. การแข่งขันในตลาด

การแข่งขันที่รุนแรงในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุด บังคับให้ผู้ผลิตลดราคา เช่น BYD ลดราคารถยนต์ไฟฟ้าลงหลายแสนบาทในเวลาไม่กี่เดือน เนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่ถูกลง การแข่งขันในจีนทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลง 30% เทียบกับ 10-15% ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา คาดว่าในปี 2025-2026 การแข่งขันจะยิ่งเข้มข้นเมื่อผู้ผลิตใหม่ เช่น บริษัทในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาในตลาด

4. การลดลงของราคาวัตถุดิบ

ราคาลิเธียมลดลงเกือบ 20% ในปี 2024 แม้ว่าความต้องการลิเธียมจะสูงกว่าปี 2015 ถึง 6 เท่า การลดลงนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลก คาดว่าในปี 2025-2026 ราคาลิเธียมอาจทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย หากมีการลงทุนในเหมืองแร่เพิ่มขึ้น แต่ IEA เตือนว่าราคาแร่ธาตุที่ต่ำอาจลดการลงทุนในเหมืองแร่ ส่งผลให้ขาดแคลนลิเธียมและนิกเกิลภายในปี 2030

5. นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ

หลายประเทศสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์และแบตเตอรี่ หรือให้เงินอุดหนุน ในประเทศไทย นโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 ช่วยลดต้นทุนให้ผู้บริโภคและกระตุ้นความต้องการในตลาด คาดว่าในปี 2025-2026 นโยบายสนับสนุนในหลายประเทศจะขยายวงกว้างขึ้น เช่น การให้เงินอุดหนุนสำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในท้องถิ่น

แนวโน้มราคาแบตเตอรี่ในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงต่ำกว่า $100 ต่อ kWh ภายในปี 2025 และอาจลดลงอีก 20% ภายในปี 2027 เหลือประมาณ $80 ต่อ kWh (2800 บาท) สำหรับลิเธียมไอออน และ $60 ต่อ kWh สำหรับ LFP ในปี 2025-2026 คาดว่าราคาโซเดียมไอออนจะอยู่ที่ $40-60 ต่อ kWh และโซลิดสเตดจะลดลงเหลือ $150-180 ต่อ kWh เมื่อเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันด้านราคากับรถยนต์น้ำมันได้ดีขึ้น ผลกระทบที่คาดการณ์ได้คือ

  • รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลง รถยนต์ไฟฟ้าราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท เช่น BYD Dolphin, MG4, Geely EX5 จะมีตัวเลือกมากขึ้น โดยในปี 2026 รถยนต์ไฟฟ้าราคา 500000-700000 บาทอาจกลายเป็นเรื่องปกติ
  • ต้นทุนการเปลี่ยนแบตเตอรี่ถูกลง การเปลี่ยนแบตเตอรี่จะมีราคาเข้าถึงได้ และอาจมีตัวเลือกแบตเตอรี่มือสองหรือแบตเตอรี่เทียบ โดยในปี 2025-2026 แบตเตอรี่ขนาด 50 kWh อาจมีราคาเพียง 100000-150000 บาท
  • เทคโนโลยีใหม่ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนและโซลิดสเตดจะลดการพึ่งพาแร่ลิเธียมที่แพงและหายาก โดยโซเดียมไอออนอาจครองส่วนแบ่ง 10-15% ของตลาดในปี 2026

CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับ 1 ของโลก ลดต้นทุนการผลิตลง 50% ในปี 2024 ทำให้แบตเตอรี่ 60 kWh ราคาเพียง 122000 บาท และคาดว่าภายในปี 2026 ราคาจะลดลงอีก 20% เหลือประมาณ 98000 บาทสำหรับความจุเดียวกัน

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ในประเทศไทย ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ยอดจดทะเบียนเพิ่มจาก 20.52% ในปี 2022 เป็น 41.39% ในปี 2023 แบรนด์จีน เช่น BYD, NETA, MG, ORA ครองส่วนแบ่งตลาด 93.37% เพราะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าราคาแข่งขันได้ การที่ราคาแบตเตอรี่ถูกลงส่งผลให้

  • ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น รถยนต์ไฟฟ้าราคา 600000-1000000 บาท เช่น BYD Atto 3, MG S5 EV, Geely EX5 ได้รับความนิยมมากขึ้น คาดว่าในปี 2025-2026 รถยนต์ไฟฟ้าราคาต่ำกว่า 600000 บาทจะเริ่มปรากฏในตลาด
  • โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกลงช่วยให้สถานีชาร์จและระบบกักเก็บพลังงานมีราคาลดลง ส่งผลให้สถานีชาร์จในประเทศไทยขยายมากขึ้น โดยในปี 2026 อาจมีสถานีชาร์จครอบคลุมทุกจังหวัด
  • การผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น บริษัทอย่าง Nuovo Plus ในกลุ่มอรุณ พลัส มีเป้าหมายผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย คาดว่าในปี 2025-2026 โรงงานในประเทศจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ LFP และโซเดียมไอออน ลดการพึ่งพาการนำเข้าและสนับสนุนนโยบายคาร์บอนต่ำ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย การใช้แบตเตอรี่ LFP สูงถึง 50% ในปี 2024 ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้ารถยนต์จากจีน เช่น BYD คาดว่าในปี 2026 การใช้ LFP จะเพิ่มเป็น 60% และโซเดียมไอออนจะเริ่มเข้ามามีบทบาท

สรุป

ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกลง โดยเฉพาะการลดลง 20% ในปี 2024 และคาดการณ์การลดลงต่อเนื่องในปี 2025-2026 เป็นผลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การขยายการผลิต การแข่งขันในตลาด การลดลงของราคาวัตถุดิบ และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ จีนครองความเป็นผู้นำด้วยสัดส่วนการผลิต 80% ของโลกและเทคโนโลยี LFP ที่ราคาถูกและมีประสิทธิภาพ แนวโน้มนี้ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเข้าถึงได้มากขึ้น และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในประเทศไทยและทั่วโลก

ในอนาคต ด้วยนวัตกรรมอย่างแบตเตอรี่โซเดียมไอออนและโซลิดสเตด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับทุกคน โดยในปี 2026 รถยนต์ไฟฟ้าจะกลายเป็นทางเลือกหลักในหลายตลาด รวมถึงประเทศไทย

Photo : freepik