ญี่ปุ่น” ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อปกป้องพนักงานจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป บริษัทต่าง ๆ จะต้องเสียค่าปรับหากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่เหมาะสม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถือเป็นนโยบายด้านความปลอดภัยจากความร้อน สำหรับพนักงานที่ไม่ค่อยมีประเทศไหนให้ความสำคัญ

กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ปี 2024 อากาศร้อนอบอ้าวในที่ทำงานทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30 รายและบาดเจ็บจนต้องหยุดงานไปมากกว่า 4 วันประมาณ 1,200 ราย เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีโดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคก่อสร้างหรือการผลิต ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น

โรคลมแดด” สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เกิดจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น จนส่งผลให้อวัยวะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าระหว่างปี 2000-2019 มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเกือบ 500,000 คนต่อปี 

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของคนงานอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากคลื่นความร้อนที่มีต่อเศรษฐกิจ

จากการศึกษาวิจัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี 2019 พบว่าคนงานที่ทำงานหนักปานกลางจะสูญเสียความสามารถในการทำงานไปครึ่งหนึ่ง เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 33-34 องศาเซลเซียส นอกจากนี้รายงานยังประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความเครียดจากความร้อนภายในปี 2030 อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2024 เป็นครั้งแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส และคาดว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ตามข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก

กฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้จ้างงานต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือคนงานที่ป่วยเป็นโรคลมแดดอย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้บริษัทใช้ระบบบัดดี้ในสถานที่ทำงาน แจกจ่ายอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามพนักงาน และจัดหาบริการขนส่งฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลหรือคลินิก

นายจ้างควรตรวจสอบดัชนีอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ หรือ WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) ซึ่งใช้สำหรับประเมินผลกระทบของร่างกายจากการได้รับความร้อนสะสมระหว่างทำงาน รวมถึงความร้อนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและความชื้น และต้องมีมาตรการเฉพาะสำหรับสถานที่ทำงานที่มีค่าดัชนีเกิน 28 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิบรรยากาศ 31 องศาเซลเซียสนานกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือรวมกันแล้วมากกว่า 4 ชั่วโมงภายในหนึ่งวัน

ขณะนี้บริษัทต่าง ๆ ในญี่ปุ่นกำลังปรับปรุงมาตรการเกี่ยวกับโรคลมแดดอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นบริษัท Shimizu Corp. ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่มีพนักงานมากกว่า 20,000 คน กำลังดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ เช่น การพักเบรกตามดัชนีความร้อนและการวัดอุณหภูมิร่างกายภายในโดยใช้เครื่องมือสวมใส่ อย่างเคร่งครัด

ขณะที่บริษัท Yamato Transport ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุ มีเตรียมแจกเสื้อกั๊กติดพัดลม 75,000 ตัวให้กับคนงาน รวมถึงผู้ที่ใช้รถเข็นและจักรยานในการส่งพัสดุ อีกทั้งติดตั้งอุปกรณ์สำหรับวัดค่า WBGT จำนวน 3,000 ตัวในสถานที่ประกอบการเพื่อติดตามสภาพการทำงานได้ดีขึ้น 

ยูริ โฮโซกาวะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพอย่างมากในการลดการเสียชีวิตจากโรคลมแดดที่เกิดจากการทำงานและการออกกำลังกาย

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว รัฐแคลิฟอร์เนียและวอชิงตันของสหรัฐ ก็มีการออกกฎระเบียบที่คล้ายคลึงกันเพื่อคุ้มครองคนงาน และสำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐเสนอให้กำหนดมาตรฐานระดับรัฐบาลกลาง เพื่อแก้ปัญหาแรงงานเสียชีวิตจากความร้อน ตามข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ระหว่างปี 2011- 2020 มีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 40 รายต่อปี จากความร้อนในสิ่งแวดล้อม


ที่มา: BloombergBusiness StandardThe Japan Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เวทีสัมมนา “Siemens Data Center Conference 2025” ภายใต้แนวคิด “Redefining Data Center Infrastructure – นิยามใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์” จัดโดย Siemens (ซีเมนส์) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และ กรุงเทพธุรกิจ สื่อเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศไทย

เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ กับเทรนด์การใช้ดาต้าเซนเตอร์ในอนาคต โดยผู้ร่วมรับฟังสัมมนายังได้รับชมการสาธิตแนวทางออกแบบ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์ให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด อาทิ Liquid Cooling สำหรับดาต้าเซนเตอร์, Skid Solutions เร่งการติดตั้งแบบยั่งยืน, ระบบป้องกันอัคคีภัยที่มีแม่นยำสูงด้วยเซนเซอร์ตรวจจับควันแบบสุ่มอากาศชนิด Dual Wavelength, การออกแบบที่ใช้โมดูลาร์ : ระบบจ่ายพลังงานที่สามารถปรับขยายได้ เป็นต้น

ระบบไฟฟ้าคือหัวใจสำคัญ

เกศสุดา เพิ่มผลไพบูลย์ Technical Expert – Power Distribution System, Electrification & Automation จาก Siemens Thailand หนึ่งในวิทยากรบนเวทีสัมมนา “Siemens Data Center Conference 2025” กล่าวในหัวข้อ Accelerating Datacenter Deployment and Sustainability Projects with Skid Solutions ว่า ในยุคที่ Data Center และภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบไฟฟ้าคือ หัวใจสำคัญที่ไม่อาจขาดได้

ซีเมนส์ตระหนักถึงความท้าทายนี้ และได้นำเสนอโซลูชัน Power Solution ที่ปฏิวัติวงการอย่าง ‘E-house’ (อี-เฮาส์) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว ประหยัด และยืดหยุ่น

E-house คืออะไร

E-house คือ สถานีไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากสถานีไฟฟ้าแบบเดิมซึ่งมักเป็นอาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาในลักษณะของตู้คอนเทนเนอร์หรือโครงสร้างสำเร็จรูป โดยอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบต่างๆ ถูกประกอบ และติดตั้งเสร็จสมบูรณ์มาจากโรงงาน ผนัง และโครงสร้างที่เป็นเหล็กทำให้กระบวนการประกอบรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก

ภายใน E-house ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นอย่างครบครัน อาทิ UPS (Uninterruptible Power Supply), หม้อแปลงไฟฟ้า (Power Transformer / Distribution Transformer), สวิตช์เกียร์แรงดันปานกลาง (Medium Voltage Switch Gear), Bus Duck หรือ Bus Bar Trunking System, และ สวิตช์เกียร์แรงดันต่ำ (Low Voltage Switch Gear) นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับบุคคลและเทคโนโลยีอาคาร (Building Technology / Building Control) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

3 คุณสมบัติเด่นของ E-house

ซีเมนส์ชู 3 คุณสมบัติหลักที่ทำให้ E-house เหนือกว่าสถานีไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ได้แก่

1. ความรวดเร็วในการส่งมอบ และติดตั้ง : E-house สามารถผลิต และทดสอบเสร็จสมบูรณ์จากโรงงาน ทำให้สามารถนำมาวางบนฐานรากที่สร้างเสร็จแล้ว และเชื่อมต่อสายไฟ (plug and play) ได้ทันที ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการส่งมอบ และติดตั้งงานได้เร็วขึ้นถึง 50% ในขณะที่การสร้างสถานีไฟฟ้าแบบเดิมต้องใช้คนทำงานหน้างานจำนวนมาก รวมถึงเครน และการก่อสร้างที่ใช้เวลานาน

2. ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน : E-house มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือเทคโนโลยีได้สูงถึง 100% ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตของระบบไฟฟ้า หรือการอัปเกรดเทคโนโลยีในอนาคต นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญเมื่อเทียบกับสถานีไฟฟ้าแบบคอนกรีต

3. ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม : โซลูชันนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมของโครงการลงได้ถึง 27% ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้พื้นที่ (สามารถใช้พื้นที่ที่ไม่เกิดประโยชน์มาสร้างได้), ค่าบริหารจัดการโครงการ, และค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรบุคคล

“นอกจากนี้ E-house ยังเป็นโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (Sustainability) โครงสร้างเหล็กทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางของเจ้าหน้าที่ไปยังไซต์งาน เนื่องจากอุปกรณ์ทั้งหมดถูกประกอบ และทดสอบจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว”

นวัตกรรมจัดการพลังงานแบบดิจิทัล

เกศสุดา กล่าวด้วยว่า ซีเมนส์ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางในการออกแบบและบริหารจัดการ E-house เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด คือ

  • SIMARIS : ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • E-house layout app : แอปพลิเคชันสำหรับการออกแบบ ‘e-house’ ในรูปแบบ 3D ซึ่งสามารถสร้างเอกสาร 2D หรือเอกสารสำหรับงานประมูลได้
  • E-house app : ใช้สำหรับคำนวณปริมาณเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับขนาดของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน E-house

เพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด E-house ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ Electrical Power Management System (EPMS) และ IoT Application เพื่อการตรวจสอบ และควบคุมระบบไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ ซีเมนส์ยังให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) โดยเฉพาะในส่วนของ Operational Technology (OT) เพื่อปกป้องระบบจากการโจมตีทางไซเบอร์

แนวคิด Digital Twin (ดิจิทัล ทวิน) ยังช่วยให้สามารถทดลอง และวางแผนการตั้งค่าหรือการอัปเกรดระบบได้เสมือนจริง ลดเวลา และทรัพยากรที่ใช้ในการทดสอบจริง การนำ IoT Application มาใช้ยังตอบโจทย์ด้านธุรกิจ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (เช่น ลด Carbon Footprint) และที่สำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของบุคลากร โดยสามารถมอนิเตอร์สภาพอุปกรณ์เพื่อลดความเสี่ยงจากการระเบิดหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ประเภทของ E-house

E-house มีหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • S-type E-house : โครงสร้างแบบเปิดที่ไม่มีผนัง เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในอาคารขนาดใหญ่ เช่น Data Center
  • E-house substation : สถานีไฟฟ้าที่มีผนัง และโครงสร้างป้องกันแสงแดดและฝน เหมาะสำหรับการติดตั้งภายนอกอาคารหรือสถานีไฟฟ้าย่อย
  • Mobile E-house : ‘e-house’ ที่ติดตั้งอยู่บนล้อ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เหมาะสำหรับสถานีไฟฟ้าชั่วคราว

E-house ขยายไปทั่วโลก

เกศสุดา บอกว่า ซีเมนส์มีประสบการณ์ในการส่งมอบโซลูชัน E-house ให้กับลูกค้าทั่วโลก ตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการในอุตสาหกรรมเคมีที่มี 7 ‘E-house’ (รวม 90 transport modules) ซึ่งถูกส่งมอบอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 เดือน หรือโครงการเหมืองแร่ในตุรกีที่มี 25 ‘E-house’ (26 transport units) ที่ต้องส่งมอบภายใน 2 ปี ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย

ในประเทศไทยเอง ซีเมนส์ก็ประสบความสำเร็จในการส่งมอบโซลูชัน E-house ไปแล้วกว่า 50 transport units ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมประสบการณ์เสมือนจริงของ E-house แต่ละประเภทได้ผ่าน VR Application หรือบนเว็บไซต์ของซีเมนส์ เพื่อทำความเข้าใจถึงนวัตกรรม และประโยชน์ที่ได้รับอย่างแท้จริง ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของซีเมนส์ในการเป็นผู้นำด้าน Power Solution ที่ตอบโจทย์ความท้าทายด้านพลังงานในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน เตรียมพิจารณาราคา LPG ระยะยาว ก่อนสิ้นสุดตรึงราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ ชี้มีหลากหลายแนวทางให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณา เพื่อช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบันติดลบกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากการตรึงราคา LPG โดยตรง ระบุในอดีตเคยทยอยปรับขึ้นราคา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน รวมถึงการช่วยเหลือราคา LPG เฉพาะกลุ่มมาแล้ว  ปัจจุบันกองทุนฯ ใช้เงินตรึงราคา LPG อยู่ 2.5 บาทต่อกิโลกรัม 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในประเทศระยะยาว เนื่องจากภาครัฐได้ดูแลราคา LPG มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับตั้งแต่ปี 2565 และเริ่มตรึงราคาที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 ส่งผลให้ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปพยุงราคาจนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 44,737 ล้านบาท (ภายใต้กรอบวงเงินชดเชยราคาได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท)  

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้กำหนดให้ตรึงราคา LPG ไว้ที่  423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 นี้ ดังนั้นภายในเดือน มิ.ย. นี้  กบง. ก็จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่าจะตรึงราคาต่อ หรือจะขยับราคาขึ้นเพื่อช่วยลดภาระเงินกองทุนน้ำมันฯ ลง

สำหรับภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังติดลบถึง -40,103 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มิ.ย. 2568) มาจากการนำเงินไปตรึงราคา LPG ทั้งสิ้น 44,737 ล้านบาท ขณะที่กองทุนฯ ได้ยกเลิกการพยุงราคาน้ำมันทุกชนิดไปตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ทำให้มีเงินไหลเข้าจากผู้ใช้น้ำมันถึงวันละ 294 ล้านบาท หรือ 8,820 ล้านบาทต่อเดือน เท่ากับปัจจุบันกองทุนฯ มีรายได้มาจากผู้ใช้น้ำมันเท่านั้น เพื่อนำเงินมาพยุงราคา LPG ไว้ ส่งผลให้กระทรวงพลังงานต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการดูแลราคา LPG ในอนาคต

ปัจจุบันกองทุนฯ ชดเชยราคา LPG อยู่ 2.5218 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้ กบง. อาจพิจารณาทั้งข้อดีข้อเสียของการทยอยปรับขึ้นราคา LPG โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศและประชาชนเป็นหลัก รวมทั้งยังต้องพิจารณาถึงการตรึงราคา LPG ต่อไปอีกด้วย เนื่องจากกองทุนฯ ยังมีรายรับเพียงพอที่จะดูแลราคา LPG ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ กบง. ที่จะพิจารณาราคา LPG ในเดือน มิ.ย. 2568 นี้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีหลากหลายแนวทางที่กระทรวงพลังงานเคยใช้ดูแลราคา LPG มาแล้ว เช่น การปรับขึ้นราคา LPG ในอัตรา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน  รวมถึงการช่วยเหลือราคา LPG เฉพาะกลุ่มแทนการช่วยเหลือทั้งประเทศ ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลให้ราคา LPG มีความแตกต่างกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งและภาคครัวเรือน ซึ่งต้องระมัดระวังการลักลอบซื้อขาย LPG ข้ามประเภทด้วย  

ส่วนราคา LPG โลกในเดือน มิ.ย. 2568 ปรับลดลงเหลือประมาณ 585 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากเดือน พ.ค. 2568 ที่ราคาอยู่ที่ประมาณ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน โดยในอดีตราคา LPG จะอยู่ประมาณ 300-400 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แต่ได้ปรับฐานราคาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2566 โดยบางปีราคาพุ่งไปถึง 800 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ทั้งนี้ตามปกติราคา LPG จะปรับขึ้นในช่วงปลายปี เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ทั่วโลกต้องเร่งจัดหา LPG เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสร้างความอบอุ่น จึงส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมากองทุนฯ ได้เริ่มพยุงราคา LPG ที่ 333 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ในเดือน เม.ย. 2565 และเริ่มทยอยปรับขึ้นราคา 1 บาทต่อกิโลกรัมต่อเดือน รวม 5 ครั้ง จนราคาขึ้นมาอยู่ที่ 408 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม และตรึงราคาที่ 408 บาทไป 6 เดือน จากนั้นขยับราคาขึ้นอีกทีเป็น 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่ มี.ค. 2566 มาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีกว่า 

Source : Energy News Center

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับศูนย์เชี่ยวชาญเทคโนโลยีพลาสมา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “Workshop on DLC Tech Solutions for Industry 2025” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชร Diamond-Like Carbon (DLC) สู่ภาคอุตสาหกรรมไทย เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างเครือข่ายนวัตกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมโชว์ต้นแบบการเคลือบฟิล์ม DLC บนบรรจุภัณฑ์อาหารสมัยใหม่ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการรับรู้และเข้าใจเทคโนโลยีฟิล์ม DLCซึ่งเป็นวัสดุเคลือบผิวที่มีคุณสมบัติโดดเด่นด้านความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกหรอ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญ และร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี DLC ในระดับประเทศ ภายในงาน ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร และ ดร.พินิจ กิจขุนทดหัวหน้าฝ่ายวิจัยและประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอน

พร้อมด้วยคณะนักวิจัยของสถาบันฯ และผู้เชี่ยวชาญด้าน DLC ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งแนวทางการประยุกต์ใช้ฟิล์ม DLC ในภาคอุตสาหกรรมจริง

ผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยแสงซินโครตรอน และห้องปฏิบัติการเทคนิคและวิศวกรรมของสถาบันฯ เพื่อเรียนรู้กระบวนการวิจัยและพัฒนาอย่างใกล้ชิด หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการนำเสนอความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาเครื่องต้นแบบสำหรับการเคลือบฟิล์ม DLC บนบรรจุภัณฑ์อาหารสมัยใหม่ ซึ่งมีศักยภาพในการยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ การจัดเวิร์กชอปยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม นักวิจัย และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี DLC ให้เกิดการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศในอนาคต

Source : MGROnline

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ นวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มความยั่งยืนในการอยู่อาศัยจึงได้รับความสนใจอย่างมาก หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองคือ “ฟิล์มอัจฉริยะ” ผลงานวิจัยต้นแบบจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความร้อนภายในบ้าน แต่ยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในยุคใหม่ นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีการวิจัยและพัฒนาฟิล์มอัจฉริยะที่มีลักษณะคล้ายกันในหลายประเทศทั่วโลก โดยผสานเทคโนโลยีอิเล็กโทรโครมิกและเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อสร้างโซลูชันที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ฟิล์มอัจฉริยะคืออะไร

ฟิล์มอัจฉริยะ หรือชื่อเต็มว่า “ฟิล์มจัดการพลังงานปรับความสว่างภายในอาคารที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง” เป็นนวัตกรรมที่ผสานสองเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าด้วยกัน ได้แก่

  1. ฟิล์มอิเล็กโครมิก (Electrochromic Film) ฟิล์มที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสได้โดยอัตโนมัติตามความสว่างของแสงในห้อง ทำงานโดยใช้ไฟฟ้าไปกระตุ้นการจัดเรียงโครงสร้างผลึกในวัสดุ ทำให้ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาได้อย่างแม่นยำ
  2. เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ถูกฝังอยู่ในฟิล์มเพื่อแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า ใช้หล่อเลี้ยงระบบของฟิล์มและจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น หลอดไฟ LED

ด้วยการผสานเทคโนโลยีทั้งสอง ฟิล์มอัจฉริยะไม่เพียงช่วยควบคุมแสงและความร้อน แต่ยังผลิตพลังงานเพื่อใช้งานในตัวเอง ทำให้เป็นโซลูชันที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ฟิล์มอิเล็กโครมิกคืออะไร

ฟิล์มอิเล็กโครมิก (Electrochromic Film) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างกระจกหรือฟิล์มอัจฉริยะที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสหรือสีได้เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กระจกหน้าต่างในอาคาร ยานยนต์ หรือแม้แต่แว่นตาอัจฉริยะ โดยฟิล์มอิเล็กโครมิกในฟิล์มอัจฉริยะจาก มจธ. มีบทบาทสำคัญในการควบคุมแสงและความร้อนที่เข้ามาในอาคาร

การทำงานของฟิล์มอิเล็กโครมิก

ฟิล์มอิเล็กโครมิกประกอบด้วยชั้นวัสดุหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน ดังนี้

  • ชั้นอิเล็กโทรดโปร่งใส ทำหน้าที่นำไฟฟ้าเข้าไปในฟิล์ม โดยทั่วไปใช้วัสดุเช่น อินเดียมทินออกไซด์ (ITO) ซึ่งมีความโปร่งใสและนำไฟฟ้าได้ดี
  • ชั้นวัสดุอิเล็กโครโครมิก เป็นชั้นที่เปลี่ยนสีหรือความโปร่งใสเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า วัสดุที่ใช้ เช่น ทังสเตนออกไซด์ (WO3) ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากโปร่งใสเป็นสีเข้มได้
  • ชั้นอิเล็กโทรไลต์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ไอออนเคลื่อนที่ระหว่างชั้นอิเล็กโครโครมิกและชั้นเก็บไอออน
  • ชั้นเก็บไอออน เก็บไอออนที่เคลื่อนย้ายมาจากชั้นอิเล็กโครโครมิก เพื่อรักษาสมดุลของปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า
  • ชั้นอิเล็กโทรดโปร่งใสอบีกชั้น ปิดท้ายโครงสร้างเพื่อให้วงจรไฟฟ้าสมบูรณ์

เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกส่งผ่านฟิล์ม ไอออนจะเคลื่อนที่ระหว่างชั้นต่างๆ ทำให้โครงสร้างโมเลกุลในชั้นอิเล็กโครโครมิกเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ฟิล์มเปลี่ยนจากโปร่งใสเป็นทึบแสง หรือจากสีอ่อนเป็นสีเข้ม กระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยมาก และสามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำผ่านระบบเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับระดับแสงในห้อง

ในฟิล์มอัจฉริยะจาก มจธ. ฟิล์มอิเล็กโครมิกจะปรับความโปร่งใสอัตโนมัติตามระดับแสงในห้อง เช่น ในวันที่แดดจัด ฟิล์มจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มเพื่อลดแสงและความร้อนที่เข้ามา และในวันที่มีแสงน้อย ฟิล์มจะโปร่งใสมากขึ้นเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาในปริมาณที่เหมาะสม

จุดเด่นของฟิล์มอิเล็กโครมิก

ฟิล์มอิเล็กโครมิกมีคุณสมบัติที่ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในฟิล์มอัจฉริยะ ดังนี้

  • ควบคุมแสงและความร้อนได้อย่างแม่นยำ สามารถลดรังสีอินฟราเรดที่ทำให้บ้านร้อน และรังสียูวีที่ทำลายผิวหนังและเฟอร์นิเจอร์ได้ถึง 99% ช่วยประหยัดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ
  • ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อยมากในการเปลี่ยนสถานะความโปร่งใส และไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อรักษาสถานะนั้น (หน่วยความจำสถานะ)
  • เพิ่มความสะดวกสบาย การปรับแสงอัตโนมัติช่วยลดแสงจ้าและสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในห้อง โดยไม่ต้องใช้ม่านหรือบานเกล็ด
  • ความสวยงามและยืดหยุ่น ฟิล์มมีลักษณะบางและโปร่งใส สามารถติดตั้งบนกระจกที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่กระทบการออกแบบภายใน
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้พลังงานในอาคาร ซึ่งส่งผลดีต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ข้อจำกัดของฟิล์มอิเล็กโครมิก

ถึงแม้ว่าฟิล์มอิเล็กโครมิกจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ดังนี้

  • ต้นทุนการผลิตสูง วัสดุที่ใช้ เช่น อินเดียมทินออกไซด์ และกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนทำให้ฟิล์มมีราคาค่อนข้างสูงในปัจจุบัน
  • ความเร็วในการเปลี่ยนสถานะ การเปลี่ยนจากโปร่งใสเป็นทึบแสงหรือในทางกลับกันอาจใช้เวลาหลายวินาทีถึงนาที ซึ่งอาจไม่รวดเร็วพอสำหรับบางการใช้งาน
  • ความทนทาน ฟิล์มอาจเสื่อมสภาพเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับความชื้นหรืออุณหภูมิสูง ซึ่งอาจลดอายุการใช้งาน
  • การพึ่งพาไฟฟ้า แม้จะใช้ไฟฟ้าน้อย แต่ฟิล์มยังคงต้องพึ่งพาแหล่งจ่ายไฟ ซึ่งในกรณีของฟิล์มอัจฉริยะจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในตัว
  • ข้อจำกัดด้านสี ปัจจุบันฟิล์มอิเล็กโครมิกส่วนใหญ่เปลี่ยนได้เพียงสีจำกัด เช่น จากโปร่งใสเป็นสีน้ำเงินหรือเทา ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านการออกแบบในบางกรณี

ทีมวิจัยจาก มจธ. ได้พยายามแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้โดยการผสานเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าภายนอก และพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้ฟิล์มอัจฉริยะสามารถใช้งานได้จริงในระยะยาว

จุดเด่นของฟิล์มอัจฉริยะ

ฟิล์มอัจฉริยะถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานในอาคารอย่างครอบคลุม โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • ลดความร้อนและประหยัดพลังงาน ฟิล์มสามารถกรองรังสีอินฟราเรด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความร้อนในบ้าน ช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศ และยังป้องกันรังสียูวีที่ทำลายผิวหนังและเฟอร์นิเจอร์ได้ถึง 99%
  • ปรับแสงอัตโนมัติ ฟิล์มจะปรับความโปร่งใสให้เหมาะสมกับระดับแสงในห้อง ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากหลอดไฟ โดยปล่อยให้แสงธรรมชาติเข้ามาในปริมาณที่พอดี
  • ผลิตพลังงานในตัวเอง เซลล์แสงอาทิตย์ในฟิล์มสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในระบบของฟิล์มเอง และยังจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้
  • ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่าย จากการทดลองในแบบจำลองขนาด 1×2 ตารางเมตร ฟิล์มอัจฉริยะสามารถลดการใช้พลังงานในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี ช่วยลดค่าไฟและภาระของโครงข่ายไฟฟ้าส่วนกลาง
  • ติดตั้งง่าย ฟิล์มนี้สามารถติดตั้งบนกระจกบ้านหรืออาคารได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้าง ทำให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย

การผลิตพลังงานในตัวเอง หัวใจของฟิล์มอัจฉริยะ

หนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้ฟิล์มอัจฉริยะโดดเด่นคือความสามารถในการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านเซลล์แสงอาทิตย์ที่ฝังอยู่ในเนื้อฟิล์ม เทคโนโลยีนี้ทำงานโดย

  • การแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ เซลล์แสงอาทิตย์ในฟิล์มจะดูดซับแสงแดดและแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่แยกต่างหาก
  • การจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด พลังงานที่ผลิตได้จะถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนระบบอิเล็กโครมิกของฟิล์ม ทำให้ฟิล์มสามารถปรับความโปร่งใสได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งจ่ายไฟภายนอก
  • พลังงานส่วนเกินสำหรับการใช้งานอื่น หากพลังงานที่ผลิตได้มากกว่าที่ฟิล์มต้องการ ไฟฟ้าส่วนเกินสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น หลอดไฟ LED หรือเซ็นเซอร์ในบ้าน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้า
  • ประสิทธิภาพในสภาพแสงที่หลากหลาย เซลล์แสงอาทิตย์ในฟิล์มได้รับการออกแบบให้ทำงานได้ดีแม้ในสภาวะที่มีแสงแดดน้อย เช่น วันที่มีเมฆมาก ทำให้มั่นใจได้ถึงการผลิตพลังงานที่สม่ำเสมอ

จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ฟิล์มอัจฉริยะขนาด 1×2 ตารางเมตรสามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอสำหรับการทำงานของตัวเอง และยังมีพลังงานเหลือเพียงพอสำหรับจ่ายให้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนขนาดย่อมสำหรับครัวเรือน

การทดลองและผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

ทีมวิจัยจาก มจธ. ได้พัฒนาและทดสอบฟิล์มอัจฉริยะในแบบจำลองขนาดเล็ก โดยจำลองการใช้งานในพื้นที่บ้าน และคำนวณกำลังไฟฟ้าที่ฟิล์มสามารถผลิตได้ในหนึ่งปี ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่า

  • ฟิล์มสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามมาตรฐานของเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้
  • สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี
  • มีศักยภาพในการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น หลอดไฟ LED และช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน

ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ฟิล์มอัจฉริยะไม่เพียงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อเพื่อใช้งานในวงกว้าง เช่น ในอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม หรือโรงงานอุตสาหกรรม

การวิจัยและพัฒนาฟิล์มอัจฉริยะในต่างประเทศ

นอกจากประเทศไทย ฟิล์มอัจฉริยะที่ผสานเทคโนโลยีอิเล็กโครมิกและเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับความสนใจอย่างมากในหลายประเทศ โดยมีการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายการใช้งานในภาคส่วนต่างๆ เช่น อาคาร ยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปนี้คือตัวอย่างการวิจัยและพัฒนาที่สำคัญในต่างประเทศ

1. สหรัฐอเมริกา – การพัฒนา Photoelectrochromic Devices (PECDs)

ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยจาก National Renewable Energy Laboratory (NREL) และสถาบันอื่นๆ ได้พัฒนา Photoelectrochromic Devices (PECDs) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวมคุณสมบัติของเซลล์แสงอาทิตย์แบบไวแสง (Dye-Sensitized Solar Cell) เข้ากับฟิล์มอิเล็กโครมิก อุปกรณ์นี้สามารถเปลี่ยนสีโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับแสงแดด และผลิตพลังงานไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน โดย PECD สามารถให้การมอดูเลตแสงสูงถึง 70% และมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์สูงสุด 7% ใช้เวลาเปลี่ยนสถานะจากไม่กี่วินาทีถึงหลายนาที

  • จุดเด่น PECD สามารถทำงานโดยไม่ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟภายนอก เนื่องจากพลังงานที่ผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์เพียงพอสำหรับการควบคุมฟิล์มอิเล็กโครมิก เหมาะสำหรับใช้ในหน้าต่างอัจฉริยะของอาคารเพื่อควบคุมความร้อนและแสง
  • การใช้งาน มีศักยภาพในอาคารประหยัดพลังงาน ยานยนต์ (เช่น กระจกที่ปรับแสงอัตโนมัติ) และจอแสดงผลที่ใช้พลังงานต่ำ
  • ความท้าทาย การเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงพลังงานและลดต้นทุนการผลิตยังคงเป็นอุปสรรค รวมถึงการปรับปรุงความเร็วในการเปลี่ยนสถานะและความทนทานในระยะยาว
  • ที่มา Lessons learned from 25 years of development of photoelectrochromic devices, ScienceDirect

2. สหรัฐอเมริกา – Ultralight Fabric Solar Cells โดย MIT

นักวิจัยจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้พัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบางที่มีน้ำหนักเบามาก โดยสามารถติดตั้งบนพื้นผิวต่างๆ รวมถึงผ้า เซลล์แสงอาทิตย์นี้บางกว่าผมมนุษย์ มีน้ำหนักเพียง 1/100 ของแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไป แต่ให้กำลังไฟฟ้าต่อกิโลกรัมสูงกว่าถึง 18 เท่า แม้ว่าจะยังไม่มีการรวมฟิล์มอิเล็กโครมิกเข้ากับเทคโนโลยีนี้โดยตรง แต่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อเพื่อสร้างฟิล์มอัจฉริยะที่มีคุณสมบัติคล้ายกับของ มจธ.

  • จุดเด่น เซลล์แสงอาทิตย์นี้มีความยืดหยุ่นสูง ติดตั้งง่ายบนพื้นผิวที่โค้งงอหรือไม่สม่ำเสมอ เช่น หลังคารถยนต์ หรือสิ่งทอ เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการน้ำหนักเบาและพกพาสะดวก
  • การใช้งาน สามารถใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พลังงานนอกโครงข่าย หรือในยานพาหนะและอุปกรณ์พกพา
  • ความท้าทาย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่บางและทนทานเพื่อปกป้องเซลล์แสงอาทิตย์ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถขยายสเกลได้ในราคาที่เหมาะสม
  • ที่มา Paper-thin solar cell can turn any surface into a power source, MIT News

3. กรีซ – การวิเคราะห์วงจรชีวิตของกระจกอิเล็กโครมิก

นักวิจัยจาก University of Patras ในกรีซ ได้ศึกษา กระจกอิเล็กโครมิก (Electrochromic Glazing) โดยใช้การวิเคราะห์วงจรชีวิต (Life Cycle Analysis) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิต งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่วัสดุหลัก เช่น K-Glass, ทังสเตนออกไซด์ (WO3), และโพลีเมทิลเมทาคริเลต (PMMA) ซึ่งพบว่าการผลิตกระจกอิเล็กโครมิกมีพลังงานฝังตัว (Embodied Energy) ประมาณ 49 MJ ต่อหน่วย และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 810 กรัม แม้ว่าการวิจัยนี้ไม่ได้รวมเซลล์แสงอาทิตย์ในตัว แต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • จุดเด่น การวิเคราะห์วงจรชีวิตช่วยระบุจุดที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การใช้กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานน้อยลง
  • การใช้งาน เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการลดการใช้พลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศและแสงสว่าง
  • ความท้าทาย ต้นทุนการผลิตและพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตยังคงสูงเมื่อเทียบกับกระจกฉนวนทั่วไป
  • ที่มา Environmental assessment of electrochromic glazing production, ResearchGate

4. บราซิล – การศึกษาโอกาสของวัสดุอิเล็กโครมิกสำหรับการเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์

ในบราซิล นักวิจัยได้สำรวจศักยภาพของ วัสดุอิเล็กโครมิก ในการควบคุมการได้รับพลังงานแสงอาทิตย์แบบไดนามิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร การวิจัยนี้มุ่งเน้นที่การใช้ฟิล์มอิเล็กโครมิกที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เพื่อควบคุมปริมาณแสงและความร้อนที่เข้ามาในอาคาร นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับการรวมฟิล์มอิเล็กโครมิกกับเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เช่น การใช้ฟิล์มที่เคลือบด้วยวัสดุนาโนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแสง

  • จุดเด่น ฟิล์มอิเล็กโครมิกช่วยลดความจำเป็นในการใช้ระบบทำความเย็นในสภาพอากาศร้อนของบราซิล และมีศักยภาพในการรวมเข้ากับโครงสร้างอาคารที่มีอยู่
  • การใช้งาน ใช้ในอาคารพาณิชย์และที่อยู่อาศัยเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
  • ความท้าทาย ความทนทานของฟิล์มในสภาพอากาศร้อนชื้น และข้อจำกัดด้านสีของฟิล์มอิเล็กโครมิกยังคงเป็นปัญหา
  • ที่มา Study on the Potential Use of Electrochromic Materials for Solar Energy Harvest in Brazil Market, Academia.edu

5. ออสเตรเลีย – การพัฒนาฟิล์มบางสำหรับเซลล์แสงอาทิตย์และการใช้งานที่ยืดหยุ่น

ที่ Loughborough University ซึ่งมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียและแอฟริกา นักวิจัยได้พัฒนา เซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง โดยใช้กระบวนการสะสมที่ไม่เป็นพิษและต้นทุนต่ำ เช่น การสะสมสารละลายสำหรับเซลล์แสงอาทิตย์แบบ CIGS (Copper Indium Gallium Selenide) และ CZTS (Copper Zinc Tin Sulfide) เซลล์เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากกว่า 12% และมีความยืดหยุ่นสูง แม้ว่าจะยังไม่มีการรวมฟิล์มอิเล็กโครมิกโดยตรง แต่เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการพัฒนาต่อเพื่อสร้างฟิล์มอัจฉริยะที่รวมการผลิตพลังงานและการควบคุมแสง

  • จุดเด่น กระบวนการผลิตที่ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ ช่วยให้สามารถขยายการใช้งานไปยังพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานจำกัด
  • การใช้งาน เหมาะสำหรับการรวมเข้ากับอาคาร หรือใช้ในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการพลังงานหมุนเวียน
  • ความท้าทาย การเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์และการพัฒนาวัสดุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
  • ที่มา Solution-grown thin film solar cells, Loughborough University

การเปรียบเทียบฟิล์มอัจฉริยะของ มจธ. กับการวิจัยในต่างประเทศ

ฟิล์มอัจฉริยะจาก มจธ. มีความโดดเด่นในการผสานฟิล์มอิเล็กโครมิกและเซลล์แสงอาทิตย์ในอุปกรณ์ชิ้นเดียว ซึ่งคล้ายกับแนวคิดของ PECD ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

  • จุดเด่นของฟิล์ม มจธ. เน้นการใช้งานที่เรียบง่ายและติดตั้งง่ายบนกระจกที่มีอยู่ โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างอาคาร การรวมเซลล์แสงอาทิตย์ช่วยให้ฟิล์มทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าภายนอก และสามารถลดการใช้พลังงานในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี
  • ข้อจำกัดของฟิล์ม มจธ. ยังอยู่ในขั้นตอนต้นแบบ และอาจเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตและความทนทานในระยะยาว เช่นเดียวกับการวิจัยในต่างประเทศ
  • เปรียบเทียบกับต่างประเทศ การวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีแนวโน้มมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการวิเคราะห์วงจรชีวิต ในขณะที่การวิจัยในบราซิลและออสเตรเลียเน้นการใช้งานในสภาพอากาศที่หลากหลายและการลดต้นทุนการผลิต ฟิล์มของ มจธ. มีความได้เปรียบในแง่ของการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย แต่ยังต้องพัฒนาต่อเพื่อแข่งขันในระดับสากล

อนาคตของฟิล์มอัจฉริยะและการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

ฟิล์มอัจฉริยะเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่ตอบโจทย์แนวคิด Net Zero Energy ซึ่งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยคุณสมบัติที่ผสานความสวยงาม ความสะดวกสบาย และความยั่งยืน ฟิล์มนี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวิธีการออกแบบและใช้งานอาคารในอนาคต การวิจัยในต่างประเทศ เช่น PECD จากสหรัฐอเมริกา และการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่นจากออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการขยายขอบเขตการใช้งานของเทคโนโลยีนี้ไปสู่ยานพาหนะ อุปกรณ์พกพา และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ในอนาคต หากฟิล์มอัจฉริยะทั้งจาก มจธ. และการวิจัยในต่างประเทศได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนถูกลง อาจกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในบ้านและอาคารทั่วไป เช่นเดียวกับเครื่องปรับอากาศหรือหลอดไฟ LED ในปัจจุบัน การต่อยอดเทคโนโลยีนี้ไปสู่การใช้งานในยานพาหนะหรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

สรุป

“ฟิล์มอัจฉริยะ” จาก มจธ. เป็นนวัตกรรมที่ไม่เพียงแก้ปัญหาบ้านร้อนและลดค่าไฟ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชาญฉลาด ด้วยการผสานเทคโนโลยีอิเล็กโครมิกและเซลล์แสงอาทิตย์ ฟิล์มนี้ช่วยให้การอยู่อาศัยสะดวกสบาย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การวิจัยในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กรีซ บราซิล และออสเตรเลีย ยืนยันถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายการใช้งาน นี่คือก้าวสำคัญสู่การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ไม่เพียงตอบโจทย์วันนี้ แต่ยังปูทางสู่อนาคตที่ทุกบ้านสามารถผลิตพลังงานใช้เองได้