การไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ของไทยให้ได้ตามเป้าหมายนั้น ไม่อาจอาศัยเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเสริมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเสถียรภาพในการใช้พลังงาน

สองเทคโนโลยีที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีศักยภาพจะเข้ามาเปลี่ยนสมการพลังงานในอนาคต ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากสามารถผสานเข้ากับระบบพลังงานได้อย่างเหมาะสมจะกลายเป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืนของไทย

ในขณะเดียวกัน หากไม่เร่งบูรณาการ ESS และ EV เข้ากับระบบไฟฟ้า ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เมื่อสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงพลาดโอกาสดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เช่น Data Center

ESS: เทคโนโลยีเสริมเสถียรภาพพลังงานสะอาด 

ESS เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของการผลิตพลังงานสะอาดแบบไฮบริด (การใช้งาน ESS ร่วมกับพลังงานสะอาดมากกว่า 1 ประเภท) โดยมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ผ่านการกักเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่พลังงานสะอาดผลิตได้มาก และจ่ายกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการสูงหรือแหล่งผลิตไม่สามารถจ่ายไฟได้ นอกจากนี้ ESS ยังช่วยควบคุมความถี่ของระบบไฟฟ้า และลดภาระของระบบในช่วงพีค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระดับโลก ESS กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยในปี 2024 ตลาด ESS มีอัตราการขยายตัวกว่า 20% โดยเฉพาะในระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของหลายประเทศที่เริ่มกำหนดให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมต้องติดตั้ง ESS ควบคู่กัน เช่น จีนที่กำหนดสัดส่วนการติดตั้ง ESS ไว้ที่ 10-30% ของขนาดโครงการ 

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ราคาของแบตเตอรี่ที่ลดลงมากกว่า 7 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2025 โครงการพลังงานสะอาดที่รวม ESS จะเริ่มสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับพลังงานก๊าซได้ ทั้งในระดับโครงข่าย และระดับครัวเรือน 

ในทางกลับกัน ESS ในประเทศไทยยังมีบทบาทค่อนข้างจำกัด และยังไม่ถูกรวมเข้ากับระบบโครงข่ายหลัก แม้ในร่างแผน PDP2024 จะเริ่มกล่าวถึง ESS แต่กลับวางแผนใช้งานจริงในปี 2032 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับความจำเป็นเร่งด่วน และต้นทุนของระบบ ESS ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

หากไทยต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกินกว่า 50% ตามร่างแผน PDP 2024 อย่างมั่นคง ESS จะไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเสริม แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างหลัก” ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ 

EV: ภาคขนส่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 

ในระดับโลก ยอดขาย EV เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปี 2024 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภาคขนส่ง โดยเฉพาะประเทศผู้นำอย่างจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายสำคัญผ่านแผน “30@30” ที่ตั้งเป้าหมายให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็น EV ภายในปี 2030 พร้อมมาตรการสนับสนุนอย่าง EV 3.0 และ 3.5 ส่งผลให้ยอดการผลิต EV ในไทยเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 แสนคันในปี 2024

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ EV มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ต่อระบบไฟฟ้า ทั้งจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา และความเพียงพอของสถานีชาร์จ ดังนั้น ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสม EV อาจกลายเป็น “ภาระ” มากกว่า “ประโยชน์”

ที่สำคัญ หากพลังงานที่ใช้ชาร์จยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนมาใช้ EV ก็อาจไม่สามารถช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง หากมีการวางแผนใช้งานควบคู่กับเทคโนโลยีเสริม เช่น Smart Charging จะช่วยให้สามารถชาร์จ EV ในช่วงที่มีพลังงานสะอาดส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และในอนาคตนั้นเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ยังเปิดโอกาสให้ EV ทำหน้าที่เสมือน ESS เคลื่อนที่ที่สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบในช่วงพีค หรือยามฉุกเฉินได้

ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เพียงพอ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV อย่างครอบคลุม และการส่งเสริมเทคโนโลยีเสริมอย่าง Smart Charging และ V2G จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ EV กลายเป็นกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

โจทย์ใหญ่ของ PDP ฉบับใหม่: โอกาสสำคัญของอนาคตพลังงานสะอาดไทย? 

แม้การทบทวนแผน PDP2024 จะถูกมองว่าเป็นความล่าช้าในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ แต่อีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการ “รีเซ็ต” แนวทางการวางแผนพลังงานของไทย ให้สอดคล้องกับบริบทโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของ ESS และ EV ที่มีมากขึ้น 

ดังนั้น เพื่อให้การบูรณาการ ESS และ EV เกิดผลอย่างแท้จริง ไทยควรดำเนินการใน 2 ด้านหลัก คือ 

1. วางแผนพลังงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการใช้ไฟฟ้า: PDP ควรสะท้อนถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปจากการเข้ามาของพลังงานสะอาดควบคู่กับ ESS และ EV ในบริบทของ “ไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบไฮบริด” พร้อมเร่งบรรจุเป้าหมาย ESS ให้เร็วกว่าปี 2032

และพัฒนา Smart Grid เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว และ 2. ปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อเทคโนโลยีใหม่  เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานเทคโนโลยีอย่าง ESS EV และ V2G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การขับเคลื่อนอนาคตพลังงานสะอาดของประเทศไทย ไม่อาจอาศัยเพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ต้องมีกลไกสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้กับระบบโดยรวม โดยเฉพาะบทบาทของ ESS และ EV ที่ควรถูกยกระดับจาก “เทคโนโลยีเสริม” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานหลัก” ของระบบพลังงานแห่งอนาคต

การวางแผนและลงทุนอย่างเป็นระบบในทั้งสองเทคโนโลยีนี้ ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบระบบพลังงานที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง มีความมั่นคง และยั่งยืน

บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการหลักสูตรผู้นํานโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2567

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลง โดยปรับลดกลุ่มดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกเริ่มสูงขึ้น ที่ผ่านมา กบน. อนุมัติเงินกองทุนฯ ช่วยพยุงราคาดีเซล 5 วัน ช่วงสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ปัจจุบันไม่มีการชดเชยราคาน้ำมันแล้ว และเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาพรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ เหลือติดลบอยู่ -32,856 ล้านบาท มาจากการชดเชย LPG เป็นหลัก   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ให้ปรับลดการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง โดยปรับลดกลุ่มดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มเบนซินลง 30 สตางค์ต่อลิตร ทำให้เหลือการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ 0.90 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดพรีเมียม 2.40 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินลดเก็บเงินเฉพาะผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 , แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ E20 ลง  30 สตางค์ต่อลิตร เหลือเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 อยู่ 3 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ E20 เหลือเก็บอยู่ 1.90 บาทต่อลิตร

ส่วนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ยังเรียกเก็บเท่าเดิมที่ 9.60 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บเท่าเดิมที่ 3.60 บาทต่อลิตร

ขณะที่ภาพรวมเงินกองทุนน้ำมันฯ เหลือยอดเงินติดลบอยู่ -32,856 ล้านบาท ซึ่งมาจากการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ส่งผลให้บัญชี LPG  ติดลบรวม -44,130 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันมีรายรับมากขึ้นจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทำให้บัญชีน้ำมันมียอดเงินสะสม 11,274 ล้านบาท

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 9 ก.ค. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ ค่าการตลาดกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวระดับสูง โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.70 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.45 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.51 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.50 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4.40 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.93 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-9 ก.ค. 2568 อยู่ที่ 2.31 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 9 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 70.33 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 68.58 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.23 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 70.43 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.28 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปช่วยพยุงราคาดีเซลไว้ในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2568 เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลถึง 5 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือนที่ กบน. ต้องควักเงินกองทุนฯ มาพยุงราคาดีเซลไว้ไม่ให้ราคาจำหน่ายปลีกเกิน 33 บาทต่อลิตร โดยหลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มดีขึ้นช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2568 กองทุนฯ ก็กลับมาเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กบน. ได้คาดการณ์ว่า เงินกองทุนฯ มีแนวโน้มจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. 2568 นี้ หากสถานการณ์เงินไหลเข้ากองทุนฯ ยังอยู่ระดับประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกู้จากสถาบันการเงินที่กู้มารวม 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566  ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 55,277 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา กบน. คาดการณ์ว่าจะชำระหนี้เงินกู้หมดในปี 2571

Source : Energy News Center

เดินหน้าหนุนไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น สู่ Net Zero Hitachi Energy ตอกย้ำความแข็งแกร่งภายใต้ One Hitachi ขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์พลังงานยั่งยืน

ผู้นำเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้าระดับโลก มุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจพร้อมขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนบริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของประเทศไทย ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับอนาคตภายใต้ One Hitachi เพื่อขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน พร้อมด้วยเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอันล้ำสมัยที่มีดิจิทัลเป็นแกนหลัก ผสานศักยภาพเทคโนโลยีทั้งพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบอัตโนมัติ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบขนส่ง เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืน ปลอดภัย ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพเพื่อทุกคน ซึ่งสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593

ดร.วรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ที่ Hitachi Energy เราสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เรามุ่งมั่นที่จะรับมือกับความท้าทายระดับโลกเหล่านี้ ด้วยทีมงานนานาชาติที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและมุ่งมั่น นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในการดำเนินงานภายในปี 2573 และตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals)

Hitachi Energy เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันขีดจำกัดของนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อ Hitachi Energy และการดำเนินงานในประเทศไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เราหวังว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวไกลด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ในฐานะองค์กร เรามุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต, สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น, ส่งเสริมนวัตกรรม และเสริมสร้างความยั่งยืนในประเทศไทยไปพร้อมกัน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

การเป็นส่วนหนึ่งของ One Hitachi ทำให้เราก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสู่การเป็น ผู้บูรณาการระบบนิเวศ ที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน เรามองว่าตนเองเป็น ผู้ร่วมสร้าง อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทย ด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ซึ่งใช้ประโยชน์จาก AI, IoT และระบบอัตโนมัติในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด

การดำเนินงานภายใต้ One Hitachi ช่วยให้ Hitachi Energy สามารถเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญข้ามสาขาวิชา ครอบคลุมพลังงาน, เทคโนโลยีดิจิทัล, การขนส่ง, ระบบอัตโนมัติ, AI และข้อมูลขนาดใหญ่ ไปสู่โซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนฐานลูกค้าเท่ากันที่ 50:50″
วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศไทย

Hitachi Energy ส่งเสริมด้านความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร เพื่อแสวงหาโซลูชันในการแก้ไขความท้าทายระดับโลกของการสร้างอนาคตที่เป็นกลางทางคาร์บอนที่ครอบคลุมและเป็นธรรม บริษัทฯ กำลังเป็นผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานด้วยกระบวนการ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายหลักคือความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ดร.วรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีพันธกิจในการบรรลุวัตถุประสงค์ของเราในการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน”  เราขยายการลงทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในด้านเครือข่ายและบุคลากรทั่วโลก และยังคงบุกเบิกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบพลังงานของโลกมีความยั่งยืน ปลอดภัย ยืดหยุ่น และมีต้นทุนที่เข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้ไฟฟ้าเข้าถึงทุกคน และเสริมสร้างศักยภาพให้สังคมเจริญรุ่งเรือง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608″

ขยายการลงทุน จัดตั้งหน่วยธุรกิจ ยกระดับงานบริการหลังการขาย รองรับดีมานด์พลังงานสะอาด
Hitachi Energy จัดตั้งหน่วยงานธุรกิจบริการ (Service Business Unit) เสริมความแข็งแกร่งด้านความสามารถและพอร์ตโฟลิโองานบริการหลังการขายอย่างมีกลยุทธ์ ด้วยฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในด้านการส่งและการกระจายพลังงาน รวมถึงประสบการณ์หลายทศวรรษและความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้น Hitachi Energy เพิ่มความมุ่งมั่นในการสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรตลอดอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ด้วยการบูรณาการด้านพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และความต้องการที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบขนส่ง และการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรม ความจำเป็นในการวางแผนระยะยาวและการพัฒนาโซลูชันในระบบจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ผ่านแนวทางการบริหารแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งานจนถึงการยืดอายุของสินทรัพย์ โดยพอร์ตโฟลิโองานบริการหลังการขายที่ครอบคลุมของ Hitachi Energy สนับสนุนการบริการที่ครอบคลุมตลอดการใช้งานของสินทรัพย์ ตั้งแต่การวางแผน การติดตั้ง การทดสอบใช้งาน การขยายอายุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานอย่างยั่งยืน

ในประเทศไทย Hitachi Energy ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการขยายโรงงาน, เพิ่มจำนวนบุคลากร และพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นให้มีศักยภาพ ซึ่งจะบรรลุผลได้ด้วยการส่งเสริมระบบนิเวศที่แข็งแกร่งผ่านการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรภาคเอกชนเข้าไว้ด้วยกัน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

ทิศทางพลังงานสะอาดอาเซียน: มุ่งสู่โครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Grid)
ดร. วรวุฒิ เปิดเผยว่า “ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Grid) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเพื่อเชื่อมโยงระบบพลังงานสะอาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Hitachi Energy พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและประสิทธิภาพการดำเนินงาน

หนุนเทคโนโลยีดิจิทัล AI สร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ดันไทยสู่ Net Zero

การขับเคลื่อนครั้งสำคัญในปี 2568 และแนวโน้มพลังงานสะอาดหลังปี 2569
สำหรับแนวโน้มที่สำคัญในอนาคต ดร. วรวุฒิ ได้ระบุว่า

ภายในปี 2568:
•    การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Power)
•    การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จอย่างครบวงจร
•    การนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้สำหรับการบริหารจัดการระบบพลังงาน

หลังจากปี 2569:
•    แนวทางการลดคาร์บอน (Decarbonization Pathways) ทั่วทุกภาคส่วน
•    วิวัฒนาการของโครงข่ายดิจิทัล (Digital Grid Evolution) เพื่อระบบพลังงานที่ตอบสนองความต้องการได้แบบเรียลไทม์
•    การเกิดขึ้นของ เศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) ในฐานะแหล่งพลังงานทางเลือก
•    ไฟฟ้าจะกลายเป็นแกนหลักของระบบพลังงานทั้งหมด

มุ่งมั่นสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน
“Hitachi Energy มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะเดินเคียงข้างประเทศไทยบนเส้นทางสู่อนาคตพลังงานสะอาด ผ่าน แผนกลยุทธ์ Sustainability 2030 ซึ่งมุ่งเน้นการตอบสนองต่อความเร่งด่วนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก และได้กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนในด้าน โลก (Planet), ผู้คน (People) และ หลักการ (Principles) Hitachi Energy สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และโอกาสในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ชื่อแบรนด์นี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางตำแหน่งเทคโนโลยีและบริการที่เป็นผู้บุกเบิกต่อลูกค้าปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขยายโอกาสไปไกลกว่าโครงข่ายไฟฟ้าไปสู่ภาคส่วนต่างๆ เช่น การคมนาคมอย่างยั่งยืน และการใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Life) ด้วยการนำทางจากวัตถุประสงค์ของเราในการ “สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” เราไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นพันธมิตรระยะยาวในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน

Source : Spring News

คนไทยเฮ! ครม.อนุมัติติดโซลาร์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ผลงานกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ สมัย “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” นั่งอธิบดี ปูทางก่อนครม.อนุมัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาอนุมัติแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ 

1.การส่งเสริมการลงทุนและการปรับเปลี่ยนครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการทางภาษี โดยสามารถหักค่าใช้จ่าย/รายจ่ายในการซื้อ หรือการลงทุนในทรัพย์สินประเภทวัสอุปกรณ์ หรือเครื่องจักรที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ จำนวน 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง และ 2. การส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar rooftop) ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยสามารถนำเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ Solar rootop มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมตา ในวงเงินที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

ทั้งนี้ แนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษี ได้ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 สมัยที่ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ยังเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ (พพ.) กระทรวงพลังงาน โดยได้ส่งหนังสือไปหารือกรมสรรพากร เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุเพื่ออนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการภาษี 

ต่อมาได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างอธิบดี พพ. และอธิบดีกรมสรรพากร โดยเห็นชอบร่วมกันในแนวทางส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยมาตรการภาษี จนนำมาสู่การที่ ครม. อนุมัติในวันนี้

สรุปเรื่อง Solar rooftop ประชาชนลดหย่อนภาษี ดังนี้

  • 24 ก.ค. 66 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ (พพ.) ส่งหนังสือไปหากรมสรรพากร เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุเพื่ออนุรักษ์พลังงานด้วยมาตรการภาษี
  • 8 ส.ค. 66 ประชุมร่วมกันระหว่างอธิบดี พพ. และอธิบดีกรมสรรพากร โดยเห็นชอบร่วมกันในแนวทางส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ด้วยมาตรการภาษี
  • 22 ส.ค. 66 นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 
  • 1 ก.ย. 66 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เริ่มดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 
  • 11 ก.ย. 66 รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ดังนั้น จะเห็นได้ชัดว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์  เป็นผู้ริเริ่มมาตรการ Solar ประชาชนลดหย่อนภาษี มาตั้งแต่ 24 ก.ค. 66 ซึ่งเริ่มมาก่อนที่ นายพีระพันธุ์ จะเริ่มดำรงตำแหน่ง และก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบาย
 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โครงการและมาตรการต่างๆ จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่จับตามองคือ “การปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้” ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง แต่ยังสามารถสร้าง “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดคาร์บอน

บทความนี้จะเล่าถึงเรื่องของ “ปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต” ในประเทศไทย อัปเดตข้อมูลล่าสุดในปี 2025 โดยเน้นไปที่ขั้นตอน กระบวนการ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงความท้าทายที่อาจพบเจอ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เจ้าของที่ดิน หรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

คาร์บอนเครดิตคืออะไร เข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้น

ก่อนจะลงมือปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของ “คาร์บอนเครดิต” กันก่อน คาร์บอนเครดิตคือ ใบอนุญาตที่แสดงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หรือเทียบเท่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ออกสู่บรรยากาศในปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

วัตถุประสงค์หลักของคาร์บอนเครดิตคือ

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมให้องค์กรหรือประเทศที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถทำได้โดยการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซหรือเพิ่มการดูดซับก๊าซเหล่านั้น
  • สร้างกลไกทางการตลาด เพื่อให้เกิดการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

ประเภทของตลาดคาร์บอนเครดิต

โดยทั่วไป ตลาดคาร์บอนเครดิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  1. ตลาดภาคบังคับ (Compliance Market) เป็นตลาดที่เกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมายหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น พิธีสารเกียวโต หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องลดการปล่อยก๊าซหรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาหักลบ
  2. ตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market) เป็นตลาดที่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ซึ่งโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตมักจะอยู่ในตลาดประเภทนี้

ในประเทศไทย ตลาดคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของตลาดภาคสมัครใจ โดยมี “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)” เป็นกลไกหลักที่สำคัญ

T-VER คืออะไร มาตรฐานสำคัญในการขายคาร์บอนเครดิตป่าไม้

โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. T-VER มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ

คุณสมบัติเด่นของ T-VER ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า

  • ความยืดหยุ่นสูง สามารถดำเนินโครงการได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย การเกษตร และแน่นอน การปลูกป่าและการฟื้นฟูป่าไม้
  • สร้างความน่าเชื่อถือ T-VER มีกระบวนการตรวจสอบและรับรองที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ทำให้คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการ T-VER มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ
  • สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการ T-VER ยังส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต T-VER มีระเบียบวิธีที่เฉพาะเจาะจง (Methodology) สำหรับการคำนวณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ ซึ่งจะใช้ในการกำหนดปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะได้รับ

ขั้นตอนการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต อัปเดตล่าสุด 2025

การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่แค่การนำต้นไม้ลงดิน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการวางแผน การดำเนินการ และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การศึกษาและเตรียมความพร้อม (Feasibility Study & Preparation)

  • ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน T-VER โดยเฉพาะระเบียบวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า (AFOLU – Agriculture, Forestry, and Other Land Use) รวมถึงเกณฑ์คุณสมบัติของพื้นที่และชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม
  • สำรวจพื้นที่ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ที่ต้องการปลูกป่า เช่น ขนาดพื้นที่ ชนิดของดิน สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้
  • กำหนดชนิดพันธุ์ไม้ เลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้ดี โดยพิจารณาทั้งไม้พื้นเมืองและไม้เศรษฐกิจ (ที่ได้รับอนุญาต)
  • คำนวณศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเบื้องต้น ประเมินปริมาณคาร์บอนที่คาดว่าจะกักเก็บได้ในระยะเวลาโครงการ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ
  • จัดทำแผนการดำเนินโครงการ ระบุเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อขอคำแนะนำ

2. การขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration)

  • ยื่นข้อเสนอโครงการ (Project Idea Note – PIN) จัดทำเอกสารเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการและยื่นต่อ อบก. เพื่อขอรับการพิจารณาเบื้องต้น
  • จัดทำเอกสารประกอบโครงการ (Project Design Document – PDD) เป็นเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดของโครงการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานของโครงการ สถานที่ดำเนินการ ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ แผนการปลูกและบำรุงรักษา วิธีการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (ตามระเบียบวิธี T-VER ที่เลือกใช้) แผนการเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบ รวมถึงการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • ตรวจสอบและรับรองโครงการ (Validation) PDD ที่จัดทำขึ้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามมาตรฐาน T-VER

3. การดำเนินโครงการและเฝ้าระวัง (Implementation & Monitoring)

  • ปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ ดำเนินการปลูกต้นไม้ตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และการป้องกันศัตรูพืช เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  • เก็บข้อมูลและเฝ้าระวัง ติดตามและบันทึกข้อมูลที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัตราการรอดตายของต้นไม้ การเจริญเติบโตของต้นไม้ (ความสูง เส้นผ่าศูนย์กลาง) ข้อมูลสภาพอากาศ และกิจกรรมการบำรุงรักษาอื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต
  • จัดทำรายงานการติดตามผล (Monitoring Report) รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังและจัดทำเป็นรายงานตามที่ อบก. กำหนด

4. การทวนสอบและการออกคาร์บอนเครดิต (Verification & Issuance)

  • ทวนสอบ (Verification) รายงานการติดตามผลจะต้องได้รับการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. อีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและการคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอน
  • ยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิต หลังจากผ่านกระบวนการทวนสอบแล้ว โครงการจะยื่นคำขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตกับ อบก.
  • ออกคาร์บอนเครดิต เมื่อ อบก. ตรวจสอบและอนุมัติ จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER Credits) ให้แก่โครงการ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายได้

ตารางที่ 1 ภาพรวมขั้นตอนการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต

ขั้นตอนรายละเอียดสำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. ศึกษาและเตรียมความพร้อมสำรวจพื้นที่, เลือกชนิดไม้, จัดทำแผนโครงการ, คำนวณศักยภาพเบื้องต้น, ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอบก. (ข้อมูลระเบียบวิธี), ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษา
2. ขึ้นทะเบียนโครงการยื่นข้อเสนอ (PIN), จัดทำเอกสาร (PDD), ตรวจสอบรับรอง (Validation) โดยผู้ประเมินภายนอกอบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง
3. ดำเนินโครงการและเฝ้าระวังปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้, เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต, จัดทำรายงานการติดตามผลเจ้าของโครงการ/ผู้ดำเนินโครงการ
4. ทวนสอบและออกคาร์บอนเครดิตทวนสอบ (Verification) โดยผู้ประเมินภายนอก, ยื่นขอรับรอง, ออกคาร์บอนเครดิตอบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง

ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต ไม่ใช่แค่เงิน แต่ได้มากกว่า

การเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ในรูปตัวเงินจากการขายเครดิตเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ดังนี้

  1. ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • สร้างรายได้ เป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเจ้าของที่ดิน เกษตรกร หรือชุมชน จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้น
    • เพิ่มมูลค่าที่ดิน พื้นที่ที่มีการปลูกป่าอย่างยั่งยืนเพื่อคาร์บอนเครดิต อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
    • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน อาจมีการจ้างงานในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว (หากเป็นป่าเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาตให้ตัดได้หลังสิ้นสุดโครงการ)
    • เข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกอาจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ หรือองค์กรที่สนับสนุนการลงทุนสีเขียว
  2. ประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม
    • ลดก๊าซเรือนกระจก ต้นไม้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก ลดภาวะโลกร้อน
    • เพิ่มพื้นที่สีเขียว ขยายพื้นที่ป่าไม้ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
    • อนุรักษ์ดินและน้ำ รากต้นไม้ช่วยยึดเกาะหน้าดิน ป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน
    • ลดอุณหภูมิและมลพิษ ป่าไม้ช่วยลดอุณหภูมิบริเวณรอบข้าง และช่วยกรองอากาศ ดูดซับฝุ่นละออง
  3. ประโยชน์ทางสังคม
    • สร้างความตระหนัก ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการแก้ไข
    • พัฒนาชุมชน หากเป็นโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับชุมชน จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น
    • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับองค์กร การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

ความท้าทายและข้อควรพิจารณา

แม้ว่าการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ ดังนี้

  • ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนาน การปลูกป่าต้องใช้เวลานานกว่าต้นไม้จะเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมากพอที่จะสร้างรายได้ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี หรือหลายสิบปี ทำให้ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่ ค่ากล้าไม้ ค่าปลูก ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนโครงการ ค่าประเมิน และค่าทวนสอบ ซึ่งอาจสูงในระยะแรก
  • ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โครงการอาจได้รับผลกระทบจากไฟป่า ศัตรูพืช โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้เสียหายและส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้
  • ความผันผวนของราคาคาร์บอนเครดิต ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน
  • ความรู้ความเข้าใจ ผู้ดำเนินโครงการจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ กฎระเบียบ และการจัดการป่าไม้ที่ถูกต้อง
  • การถือครองที่ดิน ที่ดินที่ใช้ดำเนินโครงการต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องชัดเจน และต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบและติดตาม ต้องมีการตรวจสอบและติดตามผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามแผนและสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้อย่างถูกต้อง

อัปเดตล่าสุด 2025 แนวโน้มและโอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตป่าไม้ไทย

ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคป่าไม้ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ

  • นโยบายภาครัฐที่ชัดเจน รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ซึ่งส่งผลให้เกิดการสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภาคป่าไม้
  • ความตระหนักของภาคเอกชน บริษัทและองค์กรต่างๆ มีความตระหนักในเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) มากขึ้น และต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Carbon Offsetting) ซึ่งสร้างความต้องการในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ
  • การพัฒนามาตรฐานและแพลตฟอร์ม อบก. ยังคงพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน T-VER ให้มีความน่าเชื่อถือและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่สะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย การนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS), ภาพถ่ายดาวเทียม, และโดรน มาใช้ในการติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของป่าไม้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูล ทำให้การทำโครงการง่ายขึ้น
  • ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีการร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม

ตารางที่ 2 ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้ที่แนะนำสำหรับการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต (อ้างอิงจากข้อมูล อบก. และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง)

กลุ่มชนิดไม้ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้ลักษณะเด่น/ประโยชน์
ไม้โตเร็วสะเดา, ยูคาลิปตัส (ควรพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และผลกระทบ), กระถินณรงค์, กระถินเทพารักษ์โตเร็ว ดูดซับคาร์บอนได้เร็วในระยะแรก เหมาะสำหรับการสร้างมวลชีวภาพในเวลาอันสั้น
ไม้เศรษฐกิจ/ป่าฟื้นฟูสัก, พะยูง, ประดู่, แดง, มะค่าโมง, ยางนา, ตะเคียนทองมีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว (ไม้มีค่า), กักเก็บคาร์บอนได้ดีเมื่อโตเต็มที่, เหมาะสำหรับการฟื้นฟูป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม
ไม้ผล/ไม้ยืนต้นผสมผสานมะม่วง, ทุเรียน, ลำไย, เงาะ, มังคุด (หากเหมาะสมกับพื้นที่)สร้างรายได้จากผลผลิตควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอน, ส่งเสริมเกษตรวนเกษตร

ข้อควรเน้นย้ำ: การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ควรพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ดิน และสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก และควรเน้นไม้พื้นเมืองเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศดั้งเดิม

สรุป ปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน

การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ถือเป็นโอกาสทองในยุคปัจจุบันและอนาคต ที่จะผสานรวมประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว แม้จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ความตระหนักของภาคเอกชน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย ทำให้การเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นไปได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน เกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรต่างๆ การเริ่มต้นศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการวางแผนที่รอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การปลูกต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงทุนเพื่อสร้างรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลกใบนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน สร้างอากาศบริสุทธิ์ และสร้างเศรษฐกิจสีเขียวไปพร้อมกัน