“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แม่ทัพ ESG สหพัฒน์ ชี้ ความยั่งยืนจากนี้ไปต้อง Get Real ยอมรับความจริงและตรวจสอบได้ ไทยยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ปัจจุบันเรื่อง ESG ทุกองค์กรในภาคธุรกิจต้องทำ ถ้าไม่ทำคุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ดังนั้นจึงทำให้ทุกองค์กรแทบจะตื่นตัวกันหมดแล้วในตอนนี้ ล่าสุดมีเวทีสัมมนาที่น่าสนใจ และมีมุมมองเรื่อง ESG หลากหลายประเด็นที่ภาคธุรกิจไทยกำลังพูดถึง จัดโดย BRAND BUFFET เว็บไซต์ข่าวสารการตลาดและธุรกิจออนไลน์ ร่วมกับ SD Thailand จัดงานเสวนา ESGNIVERSE 2025 : Real – World of Sustainability จักรวาลแห่งความยั่งยืน เพื่อให้นักธุรกิจ นักการตลาด และผู้บริหารองค์กร ได้อัพเดทเทรนด์และความเคลื่อนไหวเรื่อง “ความยั่งยืน” ตามหลักของ ESG

มุมมองหนึ่งน่าสนใจจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะรองประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC มาร่วมแชร์แนวคิด ESG พร้อมระบุว่า เมื่อทุกคนเชื่อเรื่องความยั่งยืน ต้องการเห็นความยั่งยืน ความหวังนี้ถ้าจะสมหวังได้ต้องเริ่มที่ความจริงก่อน ต้องเปลี่ยน Mindset เปลี่ยนหลายอย่างเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนได้ สำหรับในประเทศไทยได้วางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ของสหประชาชาติ 42 เรื่อง ที่ต้องทำให้ได้ใน ปี 2030 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าประเทศไทยมี 1 เรื่องทำได้ตามเป้า คือ ปริมาณการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เหลือยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

‘ESG ไทย’ยังพัฒนาสู่ความยั่งยืนช้า ไม่ถึงเป้าหมายเท่าที่ควร

ส่วนตัวมองว่า ESG ไทย “ยังเร็วไม่พอ” เช่น การใช้พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ที่เพิ่มขึ้น 14% แต่หากต้องการทำให้ได้ตามเป้าหมายต้องเพิ่มขึ้น 24% “ยังยากที่จะทำตามเป้าหมาย”  เช่น การทำเกษตรที่ยังปล่อยคาร์บอนเข้าสู่อากาศ หากต้องการทำให้มีอาหารเพียงพอและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องเพิ่มประสิทธิภาพจากปัจจุบันอีก 10 เท่า

สิ่งที่ทำผิดจากการดำเนินการตามเป้าหมาย” มี 6 เรื่อง คือ หากต้องการเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ก็ต้องลดการใช้พลังงานเชื้อเพิลงจากฟอสซิล แต่ปีที่ผ่านมารัฐบาลทั่วโลกยังให้เงินอุดหนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งหมดนี้จึงเป็นตัวฟ้องว่าเรายังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตามจากการจัดอันดับขนาดเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยอยู่อันดับ 27 ขณะที่การจัดอันดับรายได้ต่อหัวอยู่อันดับกลางๆ  แต่เมื่อจัดอันดับความศักสิทธิ์ของกฎหมาย ระบบนิติรัฐ นิติธรรม (Rule of Law Index) ประเทศไทยกลับลดลง ปัจจุบันอยู่อันดับ 78 ส่วนเรื่องธรรมภิบาล (Corruption Perception Index) อันดับ 108

นี่คือโจทย์ ESG ของประเทศไทย สำหรับทุกคนที่ต้องเร่งมือ ESG สิ่งที่ต้องย้ำ คือหลายเรื่องในโลกกำลังจะทำบนกระดาษหรือกำลังทำบนความเป็นจริง เพราะหลายเรื่องแปะป้ายว่ายั่งยืน แต่ที่จริงไม่ได้มีการตรวจสอบ และเชื่อตามข้อมูลที่องค์กรบอกไว้

Source : Spring News

นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริด ในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ณ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี โดยโครงการดังกล่าวนี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2568 ที่เห็นชอบให้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริด ในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี วงเงินลงทุนรวม 255 ล้านบาท

นายพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) 

โครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริด ในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ใช้พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ เพื่อรองรับโครงสร้างแผงเซลล์แสงอาทิตย์ มีกำลังผลิตประมาณ 6MWp มีระบบกักเก็บพลังงาน ขนาด 2MW/2.5 MWh ระบบมอนิเตอร์ริ่งและระบบสื่อสาร งานปรับปรุงโรงไฟฟ้าดีเซลและปรับปรุงระบบจำหน่าย เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและสนับสนุนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของภาครัฐ โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable Energy) เพิ่มขีดความสามารถและความมั่นคงระบบไฟฟ้า สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนบนเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี มุ่งเน้นเป็น Green Island มุ่งสู่ RE100 ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด

โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะ ด้วยการนำพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากระบบหลักเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเป็นการทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ทำให้สามารถมีแหล่งพลังงานสำรองบนเกาะสีชังในช่วงไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟฟ้าดับเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อทำการแก้ไขให้ไฟฟ้ากลับมาใช้ได้ตามปกติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ยังลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยมลพิษ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เกาะสีชังจึงกลายเป็นตัวอย่างของ “เกาะสีเขียว” ที่สามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างแท้จริง

Source : Energy News Center

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดหลักเกณฑ์เงื่อนไขสำคัญที่หน่วยงานหรือองค์กรที่ขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนจะต้องรับทราบและดำเนินการให้ครบถ้วนตามเกณฑ์ เดินหน้าจัดสรรงบโครงการอนุรักษ์พลังงานภายใต้หลักเกณฑ์ชัดเจนและโปร่งใส ยกระดับเน้นผลสัมฤทธิ์และความยั่งยืน

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กองทุนฯ ประกาศเปิดรับข้อเสนอเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน หรือการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไปแล้ว งบประมาณรวม 2,750 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอ 2 เดือนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน – 18 สิงหาคม 2568

ซึ่งปีนี้กฎเกณฑ์จะแตกต่างไปจากที่ผ่านมาหลายประการ ประกอบกับกองทุนไม่ได้ให้การสนับสนุนจัดสรรงบตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพราะคณะกรรมการกองทุนมีข้อกังวลเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์เกี่ยวข้อง จึงปรับปรุงเงื่อนไขให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น และเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับการสนับสนุนได้เข้าใจหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการขอรับการจัดสรรให้ดียิ่งขึ้น ส.กทอ. ได้สรุปสาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ผู้ขอรับจัดสรรเงินทุนต้องรับทราบและมีให้ครบถ้วน ดังนี้

1. ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม

โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

2. ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

3. กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ www.enconfund.go.th 

4. ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

“ในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณจะนำข้อสังเกตและคำแนะนำของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแลโครงการให้มีความรัดกุม รอบคอบ โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ เพื่อให้โครงการบรรลุผลสัมฤทธิ์ และความยั่งยืนในระยะยาวต่อไป”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2025 (ASEW) ที่จัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น กระทรวงพลังงาน และสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) ระหว่างวันที่ 2–4 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้แนวคิด “Empowering Digital Transformation in Sustainable Energy Towards Net Zero” มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมพลังงานสะอาดของภูมิภาค

“สาร์รัฐ ประกอบชาติ” รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) หรือ Energy Policy and Planning Office (EPPO) ได้บรรยายในหัวข้อ Progress in Thailand’s Smart Grid Plan เผยภาพรวมของแผนสมาร์ทกริดของประเทศไทย และเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในการรองรับระบบพลังงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนและพลังงานกระจายตัว

ทำไมต้องสมาร์ทกริด?

“สาร์รัฐ” อธิบายว่า ความจำเป็นของสมาร์ทกริดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานหลายประการ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การผลิตไฟฟ้าจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่เสถียร นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปสู่แหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources) ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบจ่ายไฟฟ้าของประเทศ

ด้านความต้องการการใช้ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว และลักษณะการใช้ก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อบริหารจัดการความท้าทายด้านอุปทานและอุปสงค์เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาด

“แผนสมาร์ทกริดไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ที่จะวางรากฐานให้ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว”

เวที ASEW 2025 สนพ.เผย สมาร์ทกริดไทยคืบหน้า 5 ด้าน รับพลังงานหมุนเวียนแปรปรวน

กรอบดำเนินงาน 3 ด้าน

“สาร์รัฐ” กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการพัฒนาสมาร์ทกริดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “ความยืดหยุ่น” และ “ความมั่นคง” แก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลัก ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การสื่อสาร และดิจิทัล ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ
  • การออกแบบกลไกตลาดและการตั้งราคาที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมระบบพลังงานดิจิทัล พลังงานกระจาย และการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆ จำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจและโมเดลตลาดใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านนี้
  • การปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสมาร์ทกริดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

แผนแม่บทสมาร์ทกริด 4 ระยะ

ประเทศไทย ได้จัดทำแผนแม่บทสมาร์ทกริดระยะยาวตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2579 ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์หรือแผนภาพรวม (Blueprint) สำหรับการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดในระดับประเทศในระยะยาว โดยในแผนนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่

  • ระยะเตรียมการ (พ.ศ. 2558–2559) เป็นช่วงที่มุ่งเน้นการจัดทำนโยบายและแผนสนับสนุนเพื่อวางรากฐานให้พร้อมรองรับการพัฒนาสมาร์ทกริดในอนาคต
  • ระยะสั้น (พ.ศ. 2560–2564) เป็นช่วงที่มีการดำเนินงานแล้ว โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของระบบสมาร์ทกริด
  • ระยะกลาง (พ.ศ. 2565–2574) ซึ่งเป็นช่วงเวลาปัจจุบัน มีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบสมาร์ทกริดทั่วประเทศ เพื่อรองรับเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต
  • ระยะยาว (พ.ศ. 2575–2579) จะเป็นช่วงที่ขยายขอบเขตสู่การนำระบบสมาร์ทกริดไปใช้เต็มรูปแบบในระดับประเทศ

เปิดรายงานความคืบหน้าแผนระยะปัจจุบัน

“สาร์รัฐ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ระยะกลาง (ระยะปัจจุบัน) แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ระยะเตรียมการ เพื่อจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการบริหารจัดการระบบตอบสนองความต้องการไฟฟ้า (Demand Response: DR) ในระดับพาณิชย์ และระยะดำเนินการเต็มรูปแบบ เพื่อขยายผลและนำระบบ DR ไปสู่การใช้งานในระดับประเทศอย่างครบวงจร

ทั้งนี้ ภายใต้ระยะกลาง แผนแม่บทได้กำหนด 5 เสาหลักสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้

1. การตอบสนองความต้องการและระบบบริหารจัดการพลังงาน (Demand Response & EMS) มีเป้าหมายในการพัฒนาโครงการอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติที่สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความคืบหน้า: โครงการนำร่องประสบความสำเร็จในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2566 โดยการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง (กฟผ., กฟภ., กฟน.) โครงการนำร่องเหล่านี้มีผู้เข้าร่วม 76 ราย สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 38 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกอย่างมาก
  • ขั้นตอนต่อไป: สำรวจโครงการนำร่องเพิ่มเติมสำหรับโปรแกรมที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการ DR เข้ากับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย 1,000 MW ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับร่าง

2. ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecasting System) มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการพยากรณ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP), ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคบางส่วน

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ประสบความสำเร็จในการ จัดตั้งศูนย์พยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมในหมวด SPP กฟผ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพยากรณ์สำหรับ VSPP ด้วย
  • ขั้นตอนต่อไป: มุ่งเน้นการพัฒนาระบบพยากรณ์ให้ครอบคลุมผู้ผลิตทุกระดับ

3. การพัฒนาไมโครกริดและโปรซูเมอร์ (Microgrid and Prosumers) จัดตั้งระบบไมโครกริดสำหรับพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่ไม่มีโครงข่ายไฟฟ้า ขยายไปยังผู้ใช้เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

  • ความคืบหน้า: การไฟฟ้าทั้งสามแห่งได้ ดำเนินการโครงการนำร่องไมโครกริดแล้วสี่โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกโครงข่ายและบางพื้นที่เชิงพาณิชย์/ที่อยู่อาศัย

4. ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System – ESS) มีเป้าหมายในการติดตั้งระบบ ESS ทั้งในระดับสาธารณูปโภค และระดับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ

  • ความคืบหน้า: กฟผ. ได้ ติดตั้ง ESS ในสถานีไฟฟ้าเพื่อนำร่องการบริหารจัดการโครงข่าย กฟภ. และ กฟน. ก็ได้ติดตั้ง ESS เป็นโครงการนำร่องในสถานีไฟฟ้าของตนเองเช่นกัน
  • ขั้นตอนต่อไป: มีเป้าหมายเพื่อประเมินการใช้งาน ESS และขยายการนำไปใช้ในวงกว้าง แผนในอนาคตจะเร่งศักยภาพของธุรกิจ ESS ในประเทศไทยผ่านการศึกษา นโยบาย และการสนับสนุนโครงการ

5. การบูรณาการระบบรถยนต์ไฟฟ้า (EV Integration) สนับสนุนการใช้และการเชื่อมโยง EV เข้ากับโครงข่ายสมาร์ทกริดอย่างเป็นระบบ

  • ความคืบหน้า: สนพ. ได้ดำเนินการ ศึกษาการจัดการข้อมูล EV เสร็จสิ้นแล้ว กฟผ. ได้ทดสอบเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ในรูปแบบนำร่อง กฟน. กำลังศึกษาเพื่อพัฒนาระบบชาร์จ EV อัจฉริยะของตนเอง
  • ขั้นตอนต่อไป: โครงการนำร่องจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และความคุ้มค่า

ประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย

“สาร์รัฐ” ระบุว่า ในระยะกลางจะเน้นการตอบสนองด้านโหลด, การพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน, และ ESS มากขึ้น โดยมีแผนสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม โครงการนำร่อง และการสร้างรูปแบบธุรกิจสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ หากดำเนินการตามแผนอย่างประสบความสำเร็จ สมาร์ทกริดคาดว่าจะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทย เช่น

  • เพิ่มความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ปรับปรุงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสมาร์ทกริดรองรับและสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
  • สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจผู้รวบรวมโหลด (load aggregator) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบูรณาการ EV

“นี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในศตวรรษแห่งพลังงานสะอาด” สาร์รัฐกล่าวทิ้งท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ข้อมูลเกี่ยวกับ “ระยะทางขับขี่” กลายเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ แต่ความจริงแล้วตัวเลขระยะทางที่ผู้ผลิตแจ้งไว้นั้นไม่ได้วัดจากมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญ พร้อมอธิบายความแตกต่าง วิธีการวัด และแนวทางการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณสามารถเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมั่นใจ

ทำความเข้าใจกับ “ระยะทางขับขี่” ของรถยนต์ไฟฟ้า

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับมาตรฐานการวัดค่าต่างๆ เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่า “ระยะทางขับขี่” ของรถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร อธิบายง่ายๆ คือ เป็นการวัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปแล้วจะแสดงเป็นหน่วยกิโลเมตร (km) หรือไมล์ (miles)

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ระบุในสเปกของรถยนต์ไฟฟ้ามักเป็นค่าที่ได้จากการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม ซึ่งอาจแตกต่างจากระยะทางที่วิ่งได้จริงในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า

มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญ

ปัจจุบันมีมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่นิยมใช้กันอยู่หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ ซึ่งมาตรฐานหลักๆ ที่ควรรู้จักก็จะมีอยู่ด้วยกัน 4 มาตรฐานด้วยกัน คือ NEDC, WLTP , EPA และ CTLC ซึ่งในประเทศไทยนั้น จะนิยมใช้กันหลักๆ อยู่มาตัวคือ NEDC, WLTP และ CTLC เท่านั้น แต่ในอนาคตอาจจะมีเพิ่มมากกว่านี้ ทางทีมงานจะมาอัพเดตเพิ่มเติมให้อีกครั้งครับ ตอนนี้ไปดูรายละเอียดของมาตรฐานแต่ละอันกันก่อนว่ามีอะไรกันบ้าง

1. NEDC (New European Driving Cycle)

NEDC เป็นมาตรฐานเก่าที่เริ่มใช้ในยุโรปตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ออกแบบมาเพื่อวัดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษของรถยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก และถูกนำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าในภายหลัง ปัจจุบันยุโรปได้ยกเลิกการใช้มาตรฐานนี้แล้ว แต่ยังคงพบเห็นได้ในรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นที่ผลิตและจำหน่ายในบางภูมิภาค เช่น รถยนต์ไฟฟ้าจากค่าย GWM, MG และ NETA ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยบางรุ่นยังคงระบุระยะทางตามมาตรฐาน NEDC

การทดสอบ NEDC ทำในห้องปฏิบัติการ โดยจำลองการขับขี่ในเมืองและนอกเมืองในรูปแบบที่ค่อนข้างคงที่ มีความเร็วเฉลี่ยต่ำ (ประมาณ 34 กม./ชม.) และใช้เวลาทดสอบประมาณ 20 นาที ลักษณะการขับขี่ไม่ซับซ้อน ไม่มีการจำลองการเร่งหรือหยุดรถที่รุนแรง และไม่คำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ

เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่เก่าและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ค่าระยะทางที่ได้จาก NEDC มักจะ สูงเกินจริง เมื่อเทียบกับการใช้งานจริงค่อนข้างมาก ประมาณ 25-30% หรืออาจสูงกว่า EPA เกือบ 50% ทำให้ผู้ใช้งานอาจเกิดความคาดหวังที่ผิดพลาด

2. WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure)

WLTP เป็นมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อแทนที่ NEDC ในยุโรปตั้งแต่ปี 2017 และได้รับความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ถือเป็นมาตรฐานที่ให้ค่าระยะทางที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากขึ้น

การทดสอบ WLTP ทำในห้องปฏิบัติการเช่นกัน แต่มีความซับซ้อนและจำลองสภาพการขับขี่ที่หลากหลายกว่า NEDC มาก ทั้งในเมือง นอกเมือง และบนทางหลวง ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน (ต่ำ กลาง สูง และสูงมาก) มีการเร่งและลดความเร็วที่สมจริงมากขึ้น ระยะเวลาการทดสอบนานขึ้น (ประมาณ 30 นาที) และคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิเริ่มต้นของแบตเตอรี่ น้ำหนักของรถ และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ติดตั้งในรถ

สำหรับมาตรฐาน WLTP นี้ จะให้ค่าระยะทางที่ สมจริงกว่า NEDC อย่างมีนัยสำคัญ โดยทั่วไปจะสูงกว่าระยะทางที่ใช้งานจริงประมาณ 10-15% และเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

3. EPA (Environmental Protection Agency)

EPA เป็นมาตรฐานการทดสอบระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานที่ให้ค่าระยะทางที่ แม่นยำและใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่แทบจะไม่มีการระบุระยะทางตามมาตรฐาน EPA เลย หากคุณดูข้อมูลจำเพาะของรถ มักจะพบการระบุระยะทางด้วยมาตรฐานอื่นเป็นหลัก

การทดสอบ EPA มีความเข้มงวดและจำลองสภาพการขับขี่ที่หลากหลายที่สุด ทั้งการขับขี่ในเมือง การขับขี่บนทางหลวง และการขับขี่แบบผสมผสาน มีการเร่งความเร็ว การเบรก การหยุดนิ่ง และการขับขี่ที่ความเร็วสูง โดยมีรอบการขับขี่ที่ยาวนานกว่า และมีการคำนวณที่ซับซ้อนกว่า นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบในสภาวะที่ควบคุมอุณหภูมิ และมีการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% แล้วทิ้งไว้ 1 คืนก่อนเริ่มการทดสอบ เพื่อให้อุณหภูมิแบตเตอรี่เท่ากับอุณหภูมิห้อง

EPA เป็นมาตรฐานที่ให้ค่าระยะทางที่ น่าเชื่อถือที่สุด และใกล้เคียงกับระยะทางที่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมากที่สุด แม้ว่าจะไม่ค่อยพบในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจำหน่ายในประเทศไทย

4. CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle)

CLTC เป็นมาตรฐานการทดสอบระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาและใช้งานในประเทศจีนโดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในจีน รวมถึง Tesla ที่ผลิตในจีน ก็จะระบุระยะทางตามมาตรฐาน CLTC

CLTC ออกแบบมาเพื่อสะท้อนสภาพการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ในประเทศจีน โดยเน้นการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น มีการเร่งและลดความเร็วบ่อยครั้ง และมีช่วงความเร็วที่หลากหลาย แต่โดยรวมแล้วมีรอบการทดสอบที่ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับ WLTP และ EPA

เนื่องจากเน้นการขับขี่ในเมืองเป็นหลัก และมีรอบการทดสอบที่ค่อนข้างเอื้อต่อการทำระยะทางให้สูง ทำให้ค่าระยะทางที่ได้จาก CLTC มักจะ สูงกว่า WLTP และ EPA อย่างมีนัยสำคัญ (อาจสูงกว่า EPA ถึง 35%) จึงไม่ควรอ้างอิงค่า CLTC เป็นตัวเลขที่ใช้งานได้จริงในทุกสภาพแวดล้อม

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของแต่ละมาตรฐานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตารางสรุปนี้

มาตรฐานภูมิภาคที่ใช้หลักความแม่นยำ (เทียบกับการใช้งานจริง)ลักษณะการทดสอบจุดเด่นจุดสังเกต
NEDCอดีตยุโรป (ยังพบในบางรุ่น/ภูมิภาค)ต่ำ (สูงเกินจริงมาก)จำลองการขับขี่ในเมือง-นอกเมือง แบบคงที่ ความเร็วเฉลี่ยต่ำล้าสมัย ตัวเลขสูงเกินจริงมาก
WLTPยุโรป, ทั่วโลก (รวมไทย)ปานกลางถึงสูง (ใกล้เคียงจริง)จำลองการขับขี่หลากหลาย ความเร็วที่แตกต่าง มีปัจจัยแวดล้อมสมจริงกว่า NEDC ใช้แพร่หลายยังสูงกว่าใช้งานจริงเล็กน้อย
EPAสหรัฐอเมริกาสูง (ใกล้เคียงจริงที่สุด)เข้มงวด ซับซ้อน จำลองการขับขี่ทุกสภาพ เน้นการใช้งานจริงแม่นยำที่สุด น่าเชื่อถือไม่ค่อยพบในรถที่จำหน่ายในไทย
CLTCจีนต่ำถึงปานกลาง (สูงเกินจริงพอควร)เน้นการขับขี่ในเมือง สภาพจราจรหนาแน่นสะท้อนพฤติกรรมขับขี่ในจีนตัวเลขสูงกว่า WLTP และ EPA

จะเทียบระยะทางแต่ละแบบได้อย่างไร

การเปรียบเทียบตัวเลขระยะทางระหว่างมาตรฐานต่างๆ โดยตรงอาจทำให้เข้าใจผิดได้ เนื่องจากแต่ละมาตรฐานมีเงื่อนไขการทดสอบที่แตกต่างกันมาก ในประเทศไทย ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะพบการระบุระยะทางตามมาตรฐาน NEDC, WLTP หรือ CLTC ดังนั้น การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของค่าเหล่านี้จึงสำคัญ อย่างไรก็ตาม มีแนวทางคร่าวๆ ในการแปลงค่าเพื่อการเปรียบเทียบดังนี้

  • NEDC เป็นค่าตั้งต้นสำหรับตลาดไทย เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นในไทยยังคงระบุระยะทางตามมาตรฐาน NEDC และเป็นค่าที่ค่อนข้างสูงที่สุด จึงอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมิน
  • ความสัมพันธ์โดยประมาณ (จาก NEDC)
    • WLTP มักจะได้ตัวเลขระยะทางน้อยกว่า NEDC ประมาณ 15-25% (เฉลี่ยประมาณ 20%)
    • CLTC มักจะได้ตัวเลขระยะทางน้อยกว่า NEDC ประมาณ 5-15% (เฉลี่ยประมาณ 10%)
    • EPA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด แต่ไม่ค่อยพบในไทย มักจะได้ตัวเลขระยะทางน้อยกว่า NEDC ประมาณ 30-40% (เฉลี่ยประมาณ 35%)
  • สูตรการแปลง (โดยประมาณ):
    • ระยะทาง WLTP = ระยะทาง NEDC×0.75−0.85
    • ระยะทาง CLTC = ระยะทาง NEDC×0.85−0.95
    • ระยะทาง EPA = ระยะทาง NEDC×0.6−0.7

ตัวอย่าง: หากรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหนึ่งระบุระยะทาง 400 km ตามมาตรฐาน NEDC

  • ระยะทาง WLTP ที่คาดว่าจะได้จะอยู่ที่ประมาณ 400×0.75=300 km ถึง 400×0.85=340 km
  • ระยะทาง CLTC ที่คาดว่าจะได้จะอยู่ที่ประมาณ 400×0.85=340 km ถึง 400×0.95=380 km
  • ระยะทาง EPA ที่คาดว่าจะได้จะอยู่ที่ประมาณ 400×0.6=240 km ถึง 400×0.7=280 km

ข้อควรระวัง: การแปลงค่าเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณการเท่านั้น ตัวเลขจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นรถ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และปัจจัยอื่นๆ การใช้งานจริงมักจะได้ระยะทางน้อยกว่าค่าที่ระบุตามมาตรฐาน โดยเฉพาะ NEDC และ CLTC ทางที่ดีที่สุดคือพิจารณารีวิวจากผู้ใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน และวางแผนการเดินทางโดยเผื่อระยะทางไว้เสมอ

การประเมินระยะทางขับขี่จริงจากมาตรฐาน: ตัวคูณง่ายๆ ที่คุณควรรู้

เมื่อคุณดูสเปกรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย คุณจะพบตัวเลขระยะทางที่ระบุตามมาตรฐานต่างๆ เช่น NEDC, WLTP หรือ CLTC แต่ตัวเลขเหล่านี้มักสูงกว่าระยะทางที่คุณจะวิ่งได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณสามารถประเมิน “ระยะทางขับขี่จริง” ได้ใกล้เคียงที่สุด ลองใช้ “ตัวคูณ” เหล่านี้เป็นแนวทางง่ายๆ ครับ

โปรดจำไว้ว่าตัวคูณเหล่านี้เป็นค่าประมาณการเฉลี่ย และระยะทางจริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ ความเร็ว การใช้เครื่องปรับอากาศ และสภาพการจราจร

  • ถ้าสเปกระบุระยะทางแบบ WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure):
    • ประมาณระยะทางจริง ให้คูณด้วย 0.80 – 0.90 (หรือลดลงประมาณ 10-20%)
  • ถ้าสเปกระบุระยะทางแบบ CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle):
    • ประมาณระยะทางจริง ให้คูณด้วย 0.70 – 0.80 (หรือลดลงประมาณ 20-30%)
  • ถ้าสเปกระบุระยะทางแบบ NEDC (New European Driving Cycle):
    • ประมาณระยะทางจริง ให้คูณด้วย 0.60 – 0.70 (หรือลดลงประมาณ 30-40%)

ตัวอย่างการคำนวณแบบง่ายๆ:

สมมติรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่คุณสนใจระบุระยะทางไว้ 400 km

  • กรณีระบุ WLTP 400 km:
    • ระยะทางจริงที่คาดว่าจะวิ่งได้: 400×0.85≈340 km (ใช้ค่ากลางของช่วง)
  • กรณีระบุ CLTC 400 km:
    • ระยะทางจริงที่คาดว่าจะวิ่งได้: 400×0.75≈300 km (ใช้ค่ากลางของช่วง)
  • กรณีระบุ NEDC 400 km:
    • ระยะทางจริงที่คาดว่าจะวิ่งได้: 400×0.65≈260 km (ใช้ค่ากลางของช่วง)

การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากระยะทางขับขี่

เมื่อทราบถึงความแตกต่างของมาตรฐานและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อระยะทางแล้ว การเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณจะง่ายขึ้น

  • พิจารณาการใช้งานจริงของคุณ โดยเฉลี่ยแล้ว คุณขับรถวันละกี่กิโลเมตร มีเส้นทางประจำที่ยาวแค่ไหน? มีความจำเป็นต้องเดินทางไกลบ่อยแค่ไหน?
    • ขับขี่ในเมือง/ชานเมืองเป็นหลัก หากคุณขับรถวันละไม่เกิน 100-150 กิโลเมตร รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทาง 250-300 กิโลเมตร (WLTP) ก็เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน และอาจจะชาร์จแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
    • เดินทางไกลบ่อยครั้ง หากคุณต้องเดินทางข้ามเมืองบ่อยๆ หรือขับรถวันละ 200 กิโลเมตรขึ้นไป ควรเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทาง 400 กิโลเมตรขึ้นไป (WLTP) เพื่อความสบายใจ และควรวางแผนจุดชาร์จระหว่างทาง
  • อย่าเชื่อตัวเลขเดียว อย่าตัดสินใจจากตัวเลขระยะทางที่ระบุบนสเปกชีตเพียงอย่างเดียว ควรศึกษาว่าตัวเลขนั้นอ้างอิงจากมาตรฐานใด และพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระยะทางจริงร่วมด้วย
  • เปรียบเทียบมาตรฐานเดียวกัน หากเปรียบเทียบรถยนต์หลายรุ่น ควรเปรียบเทียบจากมาตรฐานการวัดเดียวกัน (เช่น เทียบ WLTP กับ WLTP หรือ CLTC กับ CLTC) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด เนื่องจากในตลาดไทยคุณจะพบตัวเลขระยะทางตามมาตรฐาน WLTP, CLTC หรือ NEDC เป็นหลัก
  • ศึกษาข้อมูลจากรีวิวการใช้งานจริง การดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับของคุณ จะช่วยให้เห็นภาพระยะทางที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น
  • พิจารณาความจุแบตเตอรี่ ความจุแบตเตอรี่ (หน่วยเป็น kWh) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ยิ่งมีความจุมาก ยิ่งเก็บพลังงานได้มากและวิ่งได้ไกลขึ้น (แต่ราคาก็สูงขึ้นและรถอาจมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย)
  • โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ แม้รถจะมีระยะทางไกล แต่หากโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จในพื้นที่ที่คุณใช้งานยังไม่ทั่วถึง อาจต้องพิจารณาความถี่ในการชาร์จและตำแหน่งสถานีชาร์จร่วมด้วย

อนาคตของมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า

ในอนาคต มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้มีความสมจริงและครอบคลุมปัจจัยต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น แบตเตอรี่โซลิดสเตท จะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ามีระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางทางลดลงไปมากจนแทบไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป และทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

การทำความเข้าใจมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดในการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องกังวลกับตัวเลขที่อาจสูงเกินจริง และสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมั่นใจในทุกๆ ครั้ง