ปตท.ย้ำ การก้าวสู่ Net Zero เทคโนโลยี-นโยบายภาครัฐสำคัญ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำช้าไม่ได้ ทำเร็วก็ไม่ดี องค์กรต้องแข่งขัน ชี้ภายในปี 2030 กลุ่มปตท.ต้องมีรายได้จากธุรกิจใหม่ 30%

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “Special Forum Innovation Keeping The World : Rethink Recover นวัตกรรมรักษ์โลก” หัวข้อ “Rethink Recover คิดใหม่เพื่อโลก : Innovation for Zero Carbon” จัดโดย “สปริงนิวส์” และ “เนชั่น กรุ๊ป” ว่า ปตท. เติบโตมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน โดยธุรกิจของปตท. ในอดีต เริ่มจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ระยะหลังเริ่มมีปิโตรเคมี

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลังงานถือว่ามีการปลดปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุดในสัดส่วนกว่า 60% ของประเทศไทย เมื่อสังคมโลกได้เริ่มบีบคั้นเกี่ยวกับคาร์บอน โดยเฉพาะประเทศทางยุโรป น้ำแข็งกำลังละลายและท่วมบ้าน ภูมิอากาศเปลี่ยนไป แม้แต่กระทั่งประเทศไทย จะเห็นว่าเมื่อช่วงเดือนเม.ย. ช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา อากาศเย็นมาก ถือเป็นโอกาสให้เห็นว่าการปลดปล่อยคาร์บอนมีผลกับสภาพอากาศ ที่เรียกว่าสภาวะเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ปตท. อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนว่าธุรกิจเดิมที่อยู่กับไฮโดรคาร์บอน มีบริษัทลูกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาทิ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าเซลล์ และพลังงานลม ปรับรูปแบบดำเนินธุรกิจขายน้ำมันผ่านบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเมื่อจะมุ่งสู่พลังความสะอาดพลังงาน หรือ Go Green คนมาเติมน้ำมันในปั๊มปตท. จะลดลงหรือไม่ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ EV Value Chain ปตท. ได้จัดตั้ง บริษัท อรุณพลัส เพื่อวัตถุประสงค์สนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนไป โดยการสร้างโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจต้องปรับตัว ในการทำธุรกิจกับต่างประเทศประเทศที่เขาให้ความสำคัญโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยุโรปหรืออเมริกาไม่ว่าองค์กรเดินเรือหรือการบินระหว่างประเทศคำนึงถึงปัญหาคาร์บอน ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีคำถามเรื่องเป้าหมายเน็ตซีโร่ หรือแม้แต่การจะกู้เงินเพื่อลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทใหญ่ ๆ จะถูกธนาคารถามเรื่องของเป้าหมายคาร์บอน หากไม่คำนึงอาจจะไม่ปล่อยเงินกู้หรือไม่ก็ดอกเบี้ยแพง เป็นต้น

ปตท. จากที่เคยทำน้ำมัน ก๊าซฯ ปิโตรเคมี เมื่อทุกคนให้ความสนใจมุ่งสู่ Go Green ดังนั้น ทุกอย่างต้องสะอาด รวมถึง Go Electric การผลิตไฟฟ้าจากเดิมที่เป็นน้ำมัน จะต้องเปลี่ยนไป ปตท. เป็นองค์กรขนาดใหญ่สำหรับประเทศไทยเกิดขึ้นจากที่ประเทศขาดแคลนน้ำมันปี 2521 ดำเนินธุรกิจรวม 44 ปี สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันปตท. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม พลังงานไม่ขาดแคลน มีไฟฟ้าใช้ตลอด แม้ราคาจะแพง เพราะนำเข้าน้ำมันกว่า 90% แต่การขาดแคลนไม่เกิดขึ้นเหมือนบางประเทศที่ต้องรอคิว และไม่มีเงินซื้อน้ำมันมาให้ประชาชนในประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป ปตท. จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดด้วย ไม่เช่นนั้นจะโดนบีบลงเรื่อย ๆ และอนาคตสัดส่วนของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สถานีบริการน้ำมันของโออาร์จึงเริ่มติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้า เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งาน

“ปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น จำนวน 50% เข้ามาเติมน้ำมัน ส่วนอีก 50% มาใช้บริการด้านอื่น ๆ ซึ่งทางโออาร์มีร้านกาแฟ สะดวกซื้อ ร้านอาหาร บริการต่าง ๆ อีกมากมาย”

นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 บนเวที COP26 นั้น การจะทำให้ทั้งประเทศเป็น Net Zero จะต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องคิดดี ๆ ดังนั้น ปตท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องมีความรับผิดชอบจะต้องช่วยประเทศไทยให้ดีขึ้น และบรรลุเป้าหมายที่นายกฯ ประกาศ ซึ่งจะต้องทำเป้าหมายให้สำเร็จก่อนเป้าหมายประเทศให้ได้

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินธุรกิจให้สำเร็จ สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยี ปตท.มีสถาบันวิจัยที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันนวัตกรรม มีทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ภายในธุรกิจเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุด จะเป็นการประหยัดงบประมาณได้ดี ปตท. อีกทั้งยังมีสถาบันวิทยสิริเมธีถือเป็นสถาบันการศึกษาทั้งชั้นนำตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เป็นสถาบันที่มีผลการวิจัยสำคัญต่อนักศึกษาและอาจารย์ โดยผลการวิจัยหลาย ๆ อย่างได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย

“ในอดีตเราเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2544 ได้พัฒนาและประสบความสำเร็จ มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศทั้งในยุโรป มีออฟฟิศอยู่ในลอนดอน และอเมริกา ทำการค้ากับหลายประเทศในเอเซีย จนต้นปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ powering life with future energy and beyond หรือ ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต ดังนั้น แผนธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินธุรกิจในอดีตจากน้ำมันและก๊าซฯ แต่ตอนนี้ ปตท.มีบริษัทลูกกว่า 400 บริษัท ทำให้กำไรจากปตท. ดำเนินการเองอยู่ที่ 10-15% และ ปตท.ได้ตั้งกำไรจากธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจยา อาหารและสุขภาพ ธุรกิจพลังงานสะอาดต่างๆ เป็นต้น ในปี 2030 ต้องได้กำไรอย่างน้อย 30% ในปี 2030

“การจะก้าวสู่ Net Zero หรือ Go Green หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน นโยบายภาครัฐสำคัญ ด้วยเทรนด์ของ Carbon Zero เป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ โดยเฉพาะสังคมระดับสากล ค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ใช่ของฟรีทำช้าคงไม่ได้ทำเร็วมากก็อาจจะไม่ดี ทุกคนต้องวิเคราะห์เพราะเป็นต้นทุนของเรา ต้องอย่าลืมว่าการทำธุรกิจสุดท้ายจะต้องแข่งขันได้ หากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วใส่เงินเข้าไปเยอะในเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันได้”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานภายใต้กรอบนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) ในวันนี้ มีเป้าหมายที่จะให้พลังงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านพลังงานให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกพ.เปิดรับฟังร่างหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด 5,203 เมกะวัตต์ โหมซื้อไฟจาก Solar+BESS และโซลาร์ฟาร์ม ภายในปี 2573 พร้อมด้วยพลังงานลม ก๊าซชีวภาพ ตั้งเป้าออกประกาศรับซื้อภายในสิ้นปี 2565 นี้ คาดก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท

0นายคมกฤช  ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน-6 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการสำคัญของร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. … เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุดไม่เกิน 90 โครงการต่อโครงการจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่บังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายรับซื้อหรือไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้าหรือ Non-Firm  และจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดรูปแบบการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าหรือ Partial-Firm ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุด มากกว่า 10 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ต่อโครงการ อายุสัญญา 20 – 25 ปี รวมกำลังผลิตทั้งหมด 5,203 เมกะวัตต์

ลุ้น กกพ.คลอดรับซื้อไฟ จ่อสะพัด 2 แสนล้านพลังงานสะอาด

มีการกำหนดปริมาณรับซื้อและวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผน PDP2018 Rev.1 ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยในปี 2567 จะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) ที่มีกำลังผลิตตามสัญญาตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ จะรับซื้อปริมาณ 100 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.8331 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสัญญา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 100 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2568-2570 และรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 200 เมกะวัตต์ ระหว่างปี 2571-2573 รวมปริมาณรับซื้อ 1,000 เมกะวัตต์

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มในปี 2567 ปริมาณ 190 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปีจนครบ 2,368 เมกะวัตต์ ในปี 2573

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยในแต่ละปีจะทยอยรับซื้อในปริมาณ 250 เมกะวัตต์ จนถึงปี 2573 รวมกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ อัตราค่าไฟฟ้า 3.1014 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี  ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย/ของเสีย กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มรับซื้อในปี 2569 เป็นต้นไป ปริมาณ 75 เมกะวัตต์ และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นอีกปีละ 70-40 เมกะวัตต์ จนครบกำลังผลิต 335 เมกะวัตต์ ในปี 2573 ในอัตราค่าไฟฟ้า 2.0724 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี 

ส่วนโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) จะได้รับอัตรา FiT Premium 0.5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุโครงการ

นายคมกฤช  กล่าวอีกว่า  การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญา Partial-Firm นั้น จะมีการกำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าไว้ โดยช่วงเวลา 9.00-16.00 น. จะต้องผลิตไฟฟ้าส่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณ 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ช่วงเวลา 18.01-06.00 น. มีความพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปริมาณพลังงานเท่ากับ 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

โดยที่การไฟฟ้ารับซื้อทั้งหมดและสามารถสั่งจ่ายกำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และช่วงเวลา 06.01-09.00 น. และ 16.01-18.00 น. ผลิตไฟฟ้าสั่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณไม่เกิน 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ทั้งนี้ หลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ทาง กกพ.จะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจจะมีบางประเด็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม และบางเรื่องอาจจะต้องขอมติ กพช.เพิ่มเติม ที่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็มีเป้าหมายที่จะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในสิ้นปี 2565 นี้

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า หากประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าออกมาแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะให้ความสนใจยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนราว 2 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมค่าที่ดิน)โดยประเมินจากเม็ดเงินลงทุนของ Solar+BESS อยู่ที่ 46 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์ม 24 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ พลังงานลม 50-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ 55-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

Source : ฐานเศรษฐกิจ

มีคำถามสำคัญในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่า บรรดาเทคโนโลยีขั้นสูงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิ๊กดาต้า (Big Data) วิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง (Advanced Robotics) บล็อกเชน (Blockchain) ฯลฯ เหล่านี้จะมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการประหยัดพลังงาน หรือทำให้การใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากกว่าเดิม จนกลายเป็นที่ถกเถียงอยู่ไม่น้อย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านพลังงานชั้นนำของประเทศไทย สานต่อภารกิจเพื่อความยั่งยืนของประเทศใน 3 มิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พาท่านสำรวจและตอบคำถามดังกล่าวข้างต้นว่า เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ ช่วยประหยัดพลังงานได้จริงหรือไม่ ถ้าช่วยได้ จะช่วยประหยัดพลังงานอย่างไร

เทคโนโลยีขั้นสูงถูกนำมาใช้กับพลังงานด้านใดบ้าง เครือข่ายไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า กริดไฟฟ้า หรือ Grid Electrical หรือที่มักจะเรียกสั้นๆ ว่า “กริด” เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันสำหรับการจ่ายไฟฟ้าจากผู้ผลิตต่างๆ ไปยังผู้บริโภค ประกอบไปด้วยสถานีผลิตพลังงานไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่นำส่งพลังงานจากแหล่งผลิตที่ห่างไกลให้กับศูนย์ที่ต้องการใช้ และสายกระจายแรงต่ำที่เชื่อมต่อลูกค้าแต่ละราย หรือแต่ละบ้านนั่นเอง

กริดเหล่านี้เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน ฉะนั้น การควบคุมหรือต้องการการตัดสินใจอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จะต้องทำด้วยความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ลองนึกถึงการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร ที่มีการแบ่งเป็นเขตย่อยๆ จำนวนมาก ทันทีที่มีเหตุหม้อแปลงระเบิด (สำเพ็งก็เพิ่งเกิดเหตุไปเมื่อไม่นานมานี้) การควบคุมกริดจำนวนมากที่รวมกันเป็นข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า จะต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ชั้นยอดที่ต่อมาพัฒนากลายเป็น AI ที่ใช้เพื่อการควบคุมแทนมนุษย์ AI ที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้จะควบคุมอัลกอริทึมของระบบกริด สามารถตอบสนอง วิเคราะห์ และจัดการกริดได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นประสิทธิภาพในการควบคุม ตัดระบบหรือโซนที่เกิดอุบัติเหตุ หรือควบคุมปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ส่งไปนั้น สามารถทำให้เราใช้พลังงานที่เหมาะสมได้

ในภาคพลังงานหมุนเวียน AI ยังสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์การใช้พลังงาน และช่วยในการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ของแหล่งพลังงานหมุนเวียน เราจึงได้เห็นแอปพลิเคชันด้านพลังงานหลายๆ แอปที่สามารถช่วยคาดการณ์ปริมาณพลังงานของกริด กำหนดราคาและดำเนินการซื้อขายได้ตามเวลาโดยอัตโนมัติ นวัตกรรมอย่าง AI จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว

นอกจาก AI แล้ว วิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูง (Advanced Robotics) อาทิ โดรน ยังถูกนำมาใช้ในควบคุมพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท ตัวอย่างที่ชัดเจนมากก็คือ การผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ที่ต้องอาศัยแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก และประสิทธิภาพสูงสุดจะเกิดขึ้นได้เมื่อแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากเหล่านั้นอยู่ในทิศทางที่เหมาะสม หุ่นยนต์ขั้นสูงจะเข้ามามีบทบาทในการปรับทิศทางอัตโนมัติเพื่อเพิ่มการแปลงพลังงานให้สูงสุด นอกจากนี้การทำงานอัตโนมัติ และการบำรุงรักษา (O&M) ที่ใช้หุ่นยนต์เป็นฐานรองรับการทำงานซ้ำๆ ที่เสี่ยงอันตรายจะช่วยปรับปรุงความปลอดภัยและประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่าการใช้แรงงานมนุษย์ เราจึงได้พลังงานทดแทนที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

อีกหนึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่ถูกนำมาใช้ในด้านพลังงานก็คือ การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อพัฒนาธุรกรรมที่เชื่อถือได้ในภาคพลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น สัญญาอัจฉริยะที่ถูกนำมาใช้ในการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านการวางแผนการผลิตพลังงานระยะยาว เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานที่พอเพียงและเหมาะสม

นอกจากนี้ บล็อกเชนยังถูกนำมาใช้ในการควบคุมความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ลองนึกถึงหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่วายร้ายพยายามแฮกระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อป่วนเมืองด้วยการทำให้ระบบไฟฟ้าในเมืองดับเพื่อก่อวินาศภัย) บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งใช้เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกริด และมีการตรวจสอบด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อน ทำให้การแฮกระบบทำได้ยากมากถึงมากที่สุด ที่สำคัญ บล็อกเชนยังช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางดิจิทัล โดยผู้ให้บริการพลังงานหมุนเวียนสามารถใช้บล็อกเชนเพื่อติดตามห่วงโซ่การดูแลวัสดุกริดในที่ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลสามารถเข้าถึงข้อมูล และควบคุมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะเห็นได้ว่า “เทคโนโลยีขั้นสูง” หลายๆ เทคโนโลยี แม้จะไม่ได้เข้ามาช่วยในการประหยัดพลังงานโดยตรง แต่เราสามารถนำมาใช้ในการช่วยควบคุมการใช้พลังงานให้เหมาะสม ก่อให้เกิดการเตรียมวางแผนการผลิตพลังงานที่เพียงพอให้เราใช้ได้ตลอดไป

Source : ไทยโพสต์

TPIPP กางแผนลงทุน 5 ปี ตั้งงบกว่า 1 หมื่นล้านบาท เลิกใช้ถ่านหิน ดันกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะ และโซลาร์ฟาร์ม ปี 2569 อยู่ที่ 606 เมกะวัตต์ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนฯได้ 12 ล้านตัน

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีนี้ (2565-2569) บริษัทมีแผนการใช้เงินที่แน่นอนแล้วประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะนำมาใช้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ประกอบด้วย  การปรับปรุงประสิทธิของหม้อต้มนํ้าของโรงไฟฟ้าโรงที่ 7 ขนาดกำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ ที่ยังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า เปลี่ยนมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟเป็นเชื้อเพลิงได้ โดยใช้เงินลงทุนราว 800 ล้านบาท ระยะแรกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปีนี้  และระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เปลี่ยนมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟ 100%

ภัคพล  เลี่ยวไพรัตน์

ภัคพล เลี่ยวไพรัตน์

อีกทั้ง จะลงทุนเปลี่ยนเชื้อเพลิงถ่านหินของโรงไฟฟ้าที่ 8 กำลังผลิตขนาด 150 เมกะวัตต์ มาเป็นขยะอาร์ดีเอฟ ใช้เงินลงทุนราว 3,000 ล้านบาท จะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการนี้ จะส่งผลให้โรงไฟฟ้าของบริษัทเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงขยะอาร์ดีเอฟทั้งหมด

ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนถ่านหินมาใช้เชื้อเพลิงขยะ ทำให้บริษัทต้องลงทุนในการจัดหาขยะอาร์ดีเอฟเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องสร้างโรงงานขยะอาร์ดีเอฟอีก 5 สายผลิต กำลังผลิต ประมาณ 4,500 ตันต่อวัน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนในส่วนนี้อีกราว 1,000 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2566

TPIPP กำหมื่นล้าน ลุยโรงไฟฟ้าขยะ-โซลาร์ฟาร์ม สู่ Net Zero ปี 69

บริษัทยังได้งานประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ จังหวัดสงขลา กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว จะก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2568 ใช้เงินลงราว 1,745 ล้านบาท รวมถึงงานประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จังหวัดนครราชสีมา กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนราว 1,830 ล้านบาท จะเริ่มก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2568 เช่นกัน 

นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์ฟาร์ม) ในจังหวัดสระบุรี ขนาดกำลังผลิต 42 เมกะวัตต์ ที่จะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ เพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือTPIPL ใช้ในกิจการในปี 2566 ใช้เงินลงทุนอีกราว 1,400 ล้านบาท

“ปัจจุบันบริษัทยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี จากโรงไฟฟ้ที่ใช้ถ่านหิน กำลังการผลิต 220 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะอีก 220 เมกะวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 7.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หักลบแล้วกับว่าบริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และเมื่อเปลี่ยนถ่านหินมาใช้ขยะอาร์ดีเอฟทั้งหมดแล้ว และกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ามา ที่มีเป้าหมายกำลังผลิตรวมทั้งหมดจะเพิ่มเป็น 606 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 12 ล้านตันต่อปี เท่ากับว่าการดำเนินงานของบริษัทบรรลุเป้าหมาย NetZero Carbon  ในปี 2569 แล้ว”

นายภัคพล กล่าวอีกว่า ส่วนการพัฒนาหรือลงทุนโครงการในอนาคตนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568-2569

ภายใต้มตินี้ บริษัท มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลอีก 8 โครงการ เป็นขนาดกำลังผลิต 8 เมกะวัตต์ 7 โครงการ และเป็นเอสพีพีอีก 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างรอการออกหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในช่วงเร็ว ๆ นี้

 อีกทั้ง กพช.เห็นชอบแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยมีกำลังผลิตตามสัญญาจากพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 9,996 เมกะวัตต์ เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม 3,368 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีความสนใจเข้าดำเนินงาน โดยได้มีการหารือกับทางพันธมิตรแล้ว เนื่องจากในกลุ่มของทีพีไอ มีพื้นที่ราว 1.5 หมื่นไร่ อยู่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ระยอง และสระบุรี รองรับการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มได้กว่า 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเร็วๆ คาดว่าจะสรุปแผนการลงทุนได้ว่าจะยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าได้ในปริมาณที่เท่าใด

รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม 200 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 1,500 เมกะวัต์ บริษัท ก็มีความสนใจเข้าไปลงทุน โดยอยู่ระหว่างขั้นการศึกษาในรายละเอียด

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนตั้งสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่จะเริ่มต้นจากการติดตั้งให้บริการกับรถบรรทุกในเหมือง ปูนซีเมนต์ของบริษัท TPIPL จำนวน 26 คันที่จะเปลี่ยนเป็นอีวีในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2568 รถที่อยู่ในเหมืองทั้งหมด ต้องเป็นอีวี ที่จะต้องลงทุนตั้งสถานีชาร์จรองรับไว้ 40 สถานี

Source : ฐานเศรษฐกิจ