“โครงการนำร่องการพัฒนาสมาร์ทกริดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน” ซึ่งเป็นโครงการตามแผนพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของประเทศไทยในระยะสั้น พ.ศ. 2560 – 2564 เพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาระบบไฟฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สต์ ในสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่าได้คิดหาวิธีสร้างไบโอฟิล์มหรือฟิล์มชีวภาพที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากการระเหยและแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ไบโอฟิล์มนี้จะมีศักยภาพที่จะปฏิวัติโลกของอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ หรือให้พลังงานกับเครื่องตรวจวัดเซ็นเซอร์ทางการแพทย์ส่วนบุคคล ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล
ทีมวิจัยระบุว่าไบโอฟิล์มที่คิดค้นใหม่นี้ ทำมาจากเซลล์แบคทีเรียแผ่นบางๆ ที่มีความหนาเทียบเท่ากระดาษ 1 แผ่น มาจากแบคทีเรียชื่อ จีโอแบคเตอร์ ซัลเฟอร์รีดิวเซนส์ (Geobacter sulfurreducens) เป็นแบคทีเรียแกรมลบ ที่เป็นที่รู้จักกันดีในการผลิตกระแสไฟฟ้าและเคยถูกใช้ในแบตเตอรี่จุลินทรีย์ เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไบโอฟิล์มชนิดใหม่นี้ จะสามารถจ่ายพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ทำงานได้และทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะแบคทีเรียตายแล้ว และเนื่องจากมันตายแล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้อาหาร
ทั้งนี้ ไบโอฟิล์มแบบเล็ก บาง ใส ที่ออกแบบมาใหม่นี้จะผลิตพลังงานจากความชื้นบนผิวร่างกายคนเรา ซึ่งก็คือเหงื่อที่ออกตลอดเวลา ไบโอฟิล์มจะทำหน้าที่เหมือนเสียบปลั๊กและเปลี่ยนพลังงานที่ถูกกักไว้ในการระเหยให้เป็นพลังงานที่เพียงพอสำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ขนาดเล็ก อย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ จะทำให้อุปกรณ์จำพวกนี้ชาร์จพลังงานได้ตลอด ในเวลาที่แบตเตอรี่หมด แถมยังลดความเทอะทะ หนัก อึดอัดได้ด้วย.
(ภาพประกอบ Credit : Liu et al., 10.1038/s41467-022-32105-6)
Source: ไทยรัฐ ออนไลน์
น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงช่วง 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2565) ว่า อยู่ที่ 152.14 ล้านลิตรต่อวันวัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.4% โดยการใช้กลุ่มดีเซลเพิ่มขึ้น 15.8% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 62.4% น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 20.1% แอลพีจีเพิ่มขึ้น 8.6% และการใช้เอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 3.2% ขณะที่การใช้กลุ่มเบนซินลดลง 0.1% และน้ำมันก๊าดลดลง 0.2% เมื่อพิจารณาภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากกิจกรรมการทางเศรษฐกิจที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผ่อนคลายการเดินทางเข้า-ออกประเทศ

น.ส.นันธิกา กล่าวว่า สำหรับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง 6 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1,028,314 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 12.1% มูลค่า 110,617 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 101.2% เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น โดยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 961,425 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 9.2% มูลค่า 104,775 ล้านบาทเดือน เพิ่มขึ้น 98.7% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ประกอบด้วย น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และแอลพีจี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 66,889 บาร์เรลต่อวัน มูลค่า 5,842 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 161% ด้านการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 6 เดือน ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และแอลพีจี ลดลงอยู่ที่ 173,566 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 4.9% มูลค่า 22,286 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 91.4%

Source : มติชนออนไลน์
บี.กริม เพาเวอร์ ลงนาม MOU บริษัท ผลิต-ไฟฟ้าลาว (มหาชน)ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้าภายในและต่างประเทศ (Domestic and International Energy Trading) เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดในเขตภูมิภาคอาเซียน
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ ท่านดวงสี พาละยก ผู้อำนวยการ บริษัท ผลิต-ไฟฟ้าลาว (มหาชน) หรือ EDL-Gen ซึ่งเป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricité Du Laos – EDL) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้าภายในและต่างประเทศ (Domestic and International Energy Trading) เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดในเขตภูมิภาคอาเซียน
โดย EDL-Gen เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ก่อตั้งในปี 2553 จากการแปรสภาพหน่วยผลิตไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลาวในปี 2560
ปัจจุบัน EDL-Gen มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,949 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 27 โครงการ กำลังการผลิตรวม 1,683 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ EDL-Gen เป็นเจ้าของ 100% จำนวน 10 โครงการ และโครงการร่วมภาคเอกชน (IPP) 16 โครงการ ซึ่งไทยถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อไฟฟ้าจาก EDL-Gen ในสัดส่วนสูงถึง 42% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมด
สำหรับแนวทางพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำต่อจากนี้ EDL-Gen มีนโยบายเปิดกว้างให้เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) ร่วมลงทุนพัฒนาโครงการเพื่อดึงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2572 EDL-Gen จะมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 42 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,435 เมกะวัตต์
ส่วน บี.กริม เพาเวอร์ ปัจจุบัน มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 56 โครงการ มีเป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7,200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 และ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยมองเห็นโอกาสในการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมถึงร่วมทุนกับพันธมิตรต่าง ๆ พร้อมก้าวสู่บริษัทผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก ส่วนเป้าหมายระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่สำคัญ คือ เป้าหมายการก้าวสู่องค์กรที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี พ.ศ. 2593
Source : Energy News Center
“เน็กซ์”เดินกำลังการผลิตเต็มสปีด ก่อนทยอยส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้าให้เอกชนผู้รับสัมปทานเดินรถเส้นทางกรุงเทพฯและปริมณฑล นำไปวิ่งบริการประชาชนเป็นรถร่วม ขสมก. แบบไร้มลพิษ
นายคณิสสร์ ศรีวัชรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดตัวโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เชิงพาณิชย์แบบครบวงจรแห่งแรกของคนไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด หรือ AAB อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ไปแล้วและวางแผนเดินหน้ากำลังในการผลิตสูงสุด 9,000 คันต่อปีนั้น ขณะนี้เน็กซ์ พอทย์ ได้เร่งกำลังการผลิตรถ EV ประเภทขนส่งสาธารณะ เพื่อเตรียมทยอยส่งมอบตามคำสั่งจองของลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ได้รับสัมปทานเดินรถจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)ในเส้นทางกรุงเทพฯและปริมณฑลในลักษณะร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
โดยที่ผ่านมารถบัสอีวีของเน็กซ์ พอยท์ ได้ส่งมอบให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานเดินรถเส้นทางกรุงเทพฯและปริมณฑลไปแล้ว 120 คัน ซึ่งนำไปวิ่งให้บริการประชาชนแล้วเป็นรถเมล์ไฟฟ้าสีน้ำเงินที่ไร้มลพิษ และในเดือน ส.ค.นี้จะมีการทยอยส่งมอบรถอย่างต่อเนื่อง โดยเน็กซ์ พอยท์ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ประกอบการเดินรถซึ่งขณะนี้มีออเดอร์อยู่ประมาณ เกือบ 4,000 คัน ดังนั้นบริษัทจึงได้ทยอยนำชิ้นส่วนเพื่อนำมาขึ้นรูปและประกอบ ก่อนจะทยอยส่งมอบให้ลูกค้าเฉลี่ยเดือนละประมาณ 600 คัน
อย่างไรก็ตาม การที่เรามีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยทำให้ได้เปรียบคู่แข่งในทุกประตู ซึ่งที่ผ่านมาถ้าเป็นรถเชิงพาณิชย์จะมีการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งคันและจะต้องเสียภาษีอยู่ระหว่าง 20- 40% ขึ้นอยู่กับประเภทของยานยนต์ ดังนั้นการที่เน็กซ์ พอยท์มีโรงงานตั้งอยู่ในเขตฟรีโซนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI จึงมีในส่วนของการใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบภายในประเทศหรือว่าเรียกว่า Local Content มากกว่า 40 % ขึ้นไปทำให้ไม่มีภาษีนำเข้า ขณะเดียวกันการได้รับการส่งเสริมจาก BOI ส่งผลให้สินค้าทุกชิ้นที่ขายออกไปมีกำไร หากเทียบกับคู่ต่อสู้ที่นำรถเข้ามาทั้งคันแล้วเรามองเห็นว่าได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว

นายคณิสสร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เรายังมีความร่วมมือกับ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ที่เป็นพันธมิตรของเน็กซ์ จึงนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทมาทำงานร่วมกัน โดยจุดแข็งของเน็กซ์ พอยท์ คือมีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการทำการตลาดในส่วนของรถเชิงพาณิชย์มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีขึ้นไป บุคลากรมีความเชี่ยวชาญและมีโครงข่ายในการทำบริการหลังการขายที่มีความชำนาญและสมบูรณ์แบบ ขณะที่ EA ชำนาญในส่วนของการผลิต charger และส่วนของแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันทาง EA ได้ติดตั้ง charger ไปแล้วกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ถือว่าเป็นบริษัทที่มีการติดตั้ง charger ที่เยอะที่สุดในประเทศไทย รวมถึงมีบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อรถจากเน็กซ์ พอยท์ ไม่ต้องกังวลกับบริการหลังการขาย

“ผมพูดได้เต็มปากว่า เน็กซ์ พอยท์ คือ ผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ที่มีการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมรายแรกในประเทศไทย และทำการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นแบรนด์แรกของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาคงได้ยินกันตลอดว่ามีกลุ่มบริษัทชั้นนำในประเทศไทย พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจของยานยนต์ไฟฟ้า แต่เอาเข้าจริงมีการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมแค่ 2 ค่ายหลักๆคือค่าย mercedes-benz และค่าย NEXPOINT ที่มีการลงทุนสายผลิตเพื่อรองรับการผลิตรถไฟฟ้าและมีผลิตภัณฑ์ที่ประกอบภายในประเทศ และส่งมอบรถให้ลูกค้าได้จริง ซึ่งในส่วนของ benz จะโฟกัสรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคล ส่วน NEX จะมุ่งเน้นรถเชิงพาณิชย์เป็นหลัก จึงนับได้ว่าเป็นรายแรกของประเทศไทยที่มีการลงทุนจริงๆ และมีการทยอยส่งมอบสินค้าจริงให้ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ซีอีโอเน็กซ์กล่าว


Source : มติชนออนไลน์





