กฟผ. หนุนโครงการ SolarPlus นำนวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading Platform เชื่อมการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ติดตั้ง Solar Rooftop เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยร่วมมือกับพันธมิตร 4 หน่วยงานได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด

ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ร่วมเปิดตัวโครงการ SolarPlus ติดตั้ง Solar Rooftop ให้แก่ประชาชน เพื่อผลิตและขายไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด โดย กฟผ. ได้นำแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น เพื่อใช้สำหรับเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในโครงการนำร่องที่หมู่บ้านศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ รังสิต คลอง 2 จ.ปทุมธานี พร้อมตั้งเป้าติดตั้ง 500,000 หลัง ทั่วประเทศภายใน 5 ปี คาดจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 2.3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับอีก 4 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด โดยมีการร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ณ ตึก KLOUD by KBank สยามสแควร์ ซอย 7 กรุงเทพฯ

กฟผ. นอกจากจะดำเนินภารกิจหลักในการผลิตและส่งไฟฟ้าแล้ว ยังได้มุ่งพัฒนา Solutions ใหม่ด้านนวัตกรรมพลังงาน ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคดิจิทัลควบคู่ไปด้วย โดยได้นำแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ที่พัฒนาขึ้นโดย กฟผ. มาเป็นสื่อกลางซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการ SolarPlus เพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียว หวังเป็นต้นแบบของโครงการซื้อขายพลังงานแบบ Peer-to-Peer Energy Trading ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมเดินหน้าการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของ กฟผ. ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065 ของประเทศ ตลอดจนเป็นผู้ให้บริการ Solutions ด้านพลังงานแบบครบวงจรในอนาคต

สำหรับแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Energy Trading ของ กฟผ. เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการ Prosumer หรือผู้ที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด นำไฟฟ้าส่วนที่เกินจากความต้องการใช้งาน มาเสนอซื้อ-ขายระหว่างกันได้โดยตรง (Peer-to-Peer) ซึ่งผ่านการทดลองใช้งานจริงในโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ระยะที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้ว โดยรองรับการตกลงซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาทวิภาคี (Bilateral Trading) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อไฟฟ้า ซึ่งผู้ใช้งานสามารถติดตามค่าการผลิตและการใช้พลังงานไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน รวมทั้งดูประวัติย้อนหลังได้ตลอดเวลา โดย กฟผ. อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถใช้งานได้ง่ายและเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น พร้อมเตรียมขยายผลสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคต่อไป

Source: Energy News Center

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100), คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, กรมสรรพสามิต

วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2565 เวลา 09.30 – 12.00 น.ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM

วัตถุประสงค์

จากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกกลุ่มธุรกิจต้องมีการปรับตัว ภาษีคาร์บอน Carbon TAX เป็นอีกกลไลหนึ่งที่ช่วยโลกให้ร้อนช้าลง หรือ เป็นเครื่องมือให้เกิดการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ…แล้วใครต้องจ่าย..จ่ายกับใคร…จ่ายเมื่อไร…ไม่จ่ายจะเกิดอะไรขึ้น หาคำตอบได้จากงานเสวนาครั้งนี้

หัวข้อเสวนา

  • ภาษีคาร์บอน…คือใคร แล้วทำไมต้องจ่าย…จ่ายเมื่อไร ยังมี TAX อื่นอีกมั๊ย
  • ภาษีคาร์บอน VS. คาร์บอนเครดิต ต่างกันตรงไหน
  • ใครในประเทศต้องเกี่ยวข้องกับ ภาษีคาร์บอน
  • กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้า…ที่ได้รับผลกระทบ ภาษีคาร์บอน EU และนอก EU เกี่ยวข้องหรือไม่
  • เตรียมรับมือกับ ภาษีคาร์บอน…อย่างไร
  • สถานการณ์…ตลาดคาร์บอนเครดิต ในประเทศไทย
  • Cap and Trade กลไกการซื้อขายในตลาดคาร์บอน เครดิต
  • ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ Mandatory VS. ภาคสมัครใจ Voluntary ต่างกันอย่างไร
  • การซื้อ-ขาย Trading Platform ในประเทศไทย
  • โครงสร้างภาษีและกฎระเบียบของกรมสรรพสามิต

ประธานงานเสวนา

คุณ พิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ผู้ร่วมเสวนา

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน
  2. คุณนที สิทธิประศาสน์ รองประธานกลุ่มพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  3. คุณสุวัฒน์ กมลพนัส รองประธานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  4. คุณณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กรมสรรพสามิต

ดำเนินรายการโดย

ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์ คณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

รวมไฟล์พรีเซนเทชั่น และเอกสาร งานเสวนา

ดาวน์โหลดคลิ้กที่นี่

รวมคำถามและคำตอบจากวิทยากร Version 1.0

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ศึกษาการวางแนวทางเพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และแผนการบริหารจัดการรถยนต์ที่ใช้น้ำมันด้วยพลังงานทดแทน ซึ่งแผนการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะ ตั้งเป้าหมายในปี 2565 จะมีรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้บริการไม่น้อยกว่า 1,000 คัน ทั้งในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รถร่วมบริการเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชน

รมว.คมนาคม กล่าวว่า วันที่ 20 ส.ค.นี้ จะเปิดนำร่อง (Kick Off) รถโดยสารไฟฟ้า (EV) หรือรถเมล์ไฟฟ้า สาย 2-38 (สาย 8 เดิม) เส้นทางแฮปปี้แลนด์-ท่าเรือสะพานพุทธ ตามใบอนุญาต เบื้องต้นจำนวนให้บริการ 20 คัน จากทั้งหมด 40 คัน ซึ่งเป็นไปตามแผนการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะมีเดินรถเมล์ไฟฟ้านำร่อง 150 คัน กระจายในหลายเส้นทาง

ทั้งนี้ ในภาพรวมรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า จะเป็นรถโดยสารของ ขสมก. 3,200 คัน ซึ่งจะใช้เวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 3 ปี นอกจากนี้ จะมีรถร่วมเอกชนประมาณ 4,000 คัน และรถบขส.อีกประมาณ 300 คัน

สำหรับรถเมล์สาย 8 เส้นทางแฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธนั้น เนื่องจากผู้ประกอบการเดิมที่เคยมีสัญญาสัมปทานกับ ขสมก. ไม่ผ่านคุณสมบัติตามแผนปฎิรูปเส้นทางเดินรถจำนวน 77 เส้นทางจากกรมการขนส่งทางบก ซึ่งมีการเปิดหาผู้ประกอบการใหม่เข้ามาดำเนินการ ภายใต้เงื่อนไขการจัดหารถเมล์ใหม่ และระบบการให้บริการตามมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยมีบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ได้รับใบอนุญาตเดินรถ และมีการเปลี่ยนชื่อจากสาย 8 เป็นสาย 2-38 ตามแผนปฎิรูปเส้นทางรถเมล์

Source : RYT9

โลจิสติกส์สายเรือผ่านช่องแคบไต้หวันสะเทือนพิษจีน-สหรัฐ “หอการค้าไทยในจีน-นักวิชาการ” เตือนรับมือวิกฤตต้นทุนพลังงานรอบใหม่ ดันต้นทุนขนส่ง-ประกันการเดินทางเรือพุ่ง สินค้ากลุ่มพลังงาน “น้ำมัน-LNG” ราคาขึ้น ด้าน กกพ.รับต้นทุนนำเข้า LNG พุ่ง กระทบค่าเอฟทีงวด 1 ปี’66

นายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกรณีที่จีนประกาศขยายระยะเวลาในการซ้อมรบต่อไปอีก 1 เดือน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2565 โดยเพิ่ม 2 พื้นที่ทางตอนเหนือของไต้หวัน คือ อ่าวป๋อไฮ่ และทะเลเหนือ คาบเกี่ยวกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่ไต้หวันก็ประกาศซ้อมรบด้วยเช่นเดียวกัน อาจกลายเป็นประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั้งการขนส่งทางเรือและทางอากาศทั่วโลก

ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

“จากที่ประเมินผลกระทบหลังจบการซ้อมรบในระลอกแรก หลัก ๆ จะกระทบเรื่องโลจิสติกส์ ทั้งทางเรือและทางอากาศ ซึ่งหากสิ้นสุดในวันที่ 7 ผลกระทบก็จะเป็นระยะสั้น แต่เมื่อขยายระยะเวลาไป ยาวนานขึ้นเป็นเดือนก็จะส่งผลกระทบขยายวงมากยิ่งขึ้น จากช่วงที่ผ่านมาที่ได้มีการยกเลิกการขนส่งผู้โดยสารทางด้านเซี่ยเหมินไปแล้ว

ตอนนี้ผลกระทบกับทางภาคธุรกิจ หากการขนย้ายสินค้าต้องอ้อม ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบไต้หวันได้ จะใช้เวลาเพิ่มขึ้น 3 วัน ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มประมาณ 10% โดยเฉพาะในเส้นทางเรือที่จะผ่านไปทางเซี่ยงไฮ้ ไต้หวันเป็นแนวเชื่อมกับกวางตุ้ง และช่องแคบไต้หวันเป็นเส้นทางเดินเรือเส้นทางทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และตะวันออกกลาง”

โดยสินค้าหลักที่จะกระทบมากที่สุด คือ พลังงาน ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สินค้าที่ต้องใช้เส้นทางเรือ และมีการสต๊อกในปริมาณที่จำกัด ซึ่งหากเปรียบเทียบกันแล้วกลุ่มพลังงานจะกระทบมากกว่าสินค้าเกษตร เพราะหากการส่งสินค้านี้ไม่สามารถผ่านไปได้สต๊อกเก่าหมด อาจทำให้เกิดวิกฤตพลังงานรอบใหม่

อีกด้านหนึ่งคือ ผลกระทบทางอากาศ เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปทางตอนเหนือของไต้หวันซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการบินเพิ่มขึ้น 20-30 นาที อาจจะสายเรือ หรือสายการบินประกาศเปลี่ยนตารางการเดินเรือ การบินหรือเลื่อนไฟลต์ไปก่อน ซึ่งจะกระทบต่อการส่งสินค้า

“หากเกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์รอบนี้ ในส่วนของไทย ซึ่งเพิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตค่าระวางเรือและการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์มาในปีนี้ ต้องจับตามองการซ้อมรบ ถ้าซ้อม 5-7 วัน ระยะสั้นแต่ถ้านานกว่านั้น 1 เดือน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาจะยาวนานกว่านั้น เพราะมีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ตามมา ค่าพลังงานตอนนี้ของไทยก็สูง หากต้องปรับราคาขึ้นไปอีกก็จะเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้า”

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้การขนส่งผ่านช่องแคบไต้หวันยังสามารถดำเนินการได้ปกติ เพราะจีนได้ยุติการซ้อมรบแล้วทำให้สถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ขนส่งในอนาคตแน่

ทั้งนี้ ขึ้นกับว่าสถานการณ์จากนี้ คือ นโยบายจากจีนแผ่นดินใหญ่ “One China Policy” จะมีความเข้มข้นแค่ไหน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ช่วงแรกอาจจะทำให้ต้นทุนการประกันความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มขึ้น เพราะนโยบายทางด้านทหารเปลี่ยนได้ตลอดเวลา การขนส่งทางเรือใช้เวลาหลายวัน ความเสี่ยงระหว่างการเดินทางสูง โดยเฉพาะ 4 ประเทศหลักที่ใช้เส้นทางนี้คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

“ปัจจุบันนี้สินค้าที่ขนส่งทางทะเลของโลกปีละ 12,000 ล้านตัน หรือ 25 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีการขนส่งผ่านช่องแคบไต้หวัน 240 ลำต่อวัน มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ 50% ผ่านเส้นทางช่องแคบนี้ และมูลค่าสินค้าที่ส่วนใหญ่ 80% เป็นสินค้าอุตสาหกรรม น้ำมันและก๊าซ เพราะเชื่อมการค้าระหว่างกันของ 4 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี เพื่อขนส่งไประหว่างยุโรปและเอเชีย ดังนั้นผลกระทบต่อต้นทุนสินค้ากลุ่มพลังงานมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นแน่”

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ในกรณีไต้หวันอาจจะส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลก อาจจะปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลต่อการนำเข้า LNG สัญญาจร หรือ LNG Spot ของไทย ที่จะต้องนำเข้ามาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา

เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าที่จะต้องนำมาคำนวณในสูตรค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) งวด 1 เดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากราคาที่เคยใช้คำนวณในการปรับค่าเอฟทีงวด 4 เดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM หนึ่งใน LNG Shipper ระบุว่า บริษัทมีแผนจะนำเข้า LNG เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุนก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะใช้สำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) เป็นหลัก ทั้งสำหรับโครงการโรงไฟฟ้า SPP ใหม่เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม และโรงไฟฟ้า SPP โรงอื่น หลังจากที่บริษัทได้ลงนามสัญญา Terminal Usage Agreement กับ PTT LNG เป็นที่เรียบร้อยแล้วในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา

 ดร.ฮาราลด์ ลิงค์

การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า SPP เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและประสิทธิภาพสูง การขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมค่าใช้จ่าย จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลือของปี และตลอดช่วง 12 เดือนข้างหน้าของบริษัท

“บริษัทยังได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นของค่าไฟฟ้าตามสูตร (ค่า Ft) ทุก ๆ 4 เดือน โดยในเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 กกพ.ได้ประกาศปรับขึ้นอีก 0.6866 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็น 0.9343 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มของราคาพลังงานโลก”

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ระบุว่า การปรับค่าไฟฟ้าเอฟทีไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ซึ่งคิดราคาขายตามเอฟทีของบริษัทนั้นมีสัดส่วนเพียง 2% หรือ 90 MWe เท่านั้น จากกำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่อง 5,656 MWe

Source : ประชาชาติธุรกิจ

โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศ​ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ​หรือแผน PDP2018 (Rev1)​ ฉบับล่าสุด หรือที่กำลังจะจัดทำใหม่เป็น PDP2022 นั้น ยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง

ในอดีตที่ผ่านมา เราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้าถึง 70 % แต่เมื่อดูแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ หรือ Gas Plan 2018 ในช่วงปลายแผนปี 2580 นั้นสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย จะลดเหลือเพียง 28% และสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มาทดแทนนั้นจะสูงถึง 68% นั่นหมายความว่า หากราคา LNG ขยับขึ้นสูงเกิน 50 เหรียญ​สหรัฐ​ต่อล้านบีทียู ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องเจอกับปัญหาต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ยังไม่นับรวมต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ( Energy Storage​ System​ )​ รวมทั้งจากพลังงานลม ชีวมวล และ ขยะ ที่มีการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในรูป Feed in Tariff หรือ FiT อีกด้วย

เรือขนส่ง LNG – ขอบคุณภาพจาก ปตท.

ทางออกในการแก้ปัญหาเชื้อเพลิงราคาแพงในระยะยาว ก็คือการหาแหล่งพลังงานในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าพลังงานให้ได้มากที่สุด

แล้วประเทศไทย​ยังเหลือแหล่งพลังงานในประเทศอะไรอีกบ้างที่พอมีศักยภาพ? คำตอบของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คือ พื้นที่ซึ่งกำลังเปิดให้ยื่นสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย รอบที่ 24 จำนวน 3 แปลง ซึ่งกรมเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะพบปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นอีก

ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง​ประเทศ​ไทย (กฟผ.)​ ให้ข้อมูลว่า ยังมีแหล่งถ่านหินลิกไนต์ที่แม่เมาะ ที่ยังไม่ได้เปิดเหมืองขุดถ่านขึ้นมาใช้อยู่อีกส่วนหนึ่งที่มีปริมาณสำรอง​มากพอสมควร แต่ต้องขึ้นกับนโยบายรัฐว่าจะให้ขุดขึ้นมาใช้หรือไม่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ – ขอบคุณภาพจาก กฟผ.

ในขณะที่ คมกฤช ตันตระ​วาณิชย์​ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า มองไปที่พื้นที่อ่าวไทยในส่วนที่ทับซ้อนกับกัมพูชา ว่าควรจะเร่งให้เกิดความชัดเจน ในการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจ​เฉพาะเพื่อให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับพื้นที่เจดีเอไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จ โดยจะเป็นทางออกที่สำคัญในระยะยาวของประเทศ​ในการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง

ที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเคยมีการประเมินศักยภาพตามโครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่เรียกชื่อกันใหม่ว่า เป็นเขตเศรษฐกิจ​พิเศษ​เฉพาะทางทะเล นั้น มีศักยภาพสูงเหมือนเช่นที่เราเคยสำรวจพบแหล่งก๊าซเอราวัณและบงกช ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไทยจะมีแหล่งก๊าซป้อนโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศ​ได้อีกหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม การที่จะได้ใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจ​เฉพาะทางทะเลไทย กัมพูชา นั้น หากเจรจาตกลงกันได้ในพิธีการและกระบวนการจัดทำข้อตกลงและกฏหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการเริ่มต้นเข้าไปสำรวจและผลิตนั้น น่าจะใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีที่นายกรัฐมนตรี​ของไทย พลเอกประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ มองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้แล้ว โดยมีการให้สัมภาษ​ณ์บอกสื่อมวลชนและอภิปรายชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร​ถึงความพยายาม​ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการในเรื่องนี้ เพียงแต่ไม่ได้ลง​รายละเอียด​และเปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบ

ค่าไฟฟ้าในบิลเดือน ก.ย.-ธ.ค.65 ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นนั้นกระทบภาระรายจ่ายของประชาชน และภาระที่ กฟผ. แบกรับไว้ก่อนแล้ว 8.7 หมื่นล้านบาทนั้นจะทำให้ค่าไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2566 ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับแผนระยะยาวที่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ในสัดส่วนที่สูง ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องช่วยผลักดันให้รัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในการสำรวจหาแหล่งพลังงานในประเทศ​เพิ่มเติม เพื่อหวังที่จะมีเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้าทดแทนเชื้อเพลิง​นำเข้าราคาแพงได้ตามศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่

Source : Energy News Center