สายการบินนานาชาติแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SWISS) และบริษัทแม่อย่าง Lufthansa Group เป็นหนึ่งในหลายองค์กรที่คำนึงถึงความสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอน จึงปฏิวัติวงการการบินด้วยการนำเชื้อเพลิงที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับเครื่องบินเป็นครั้งแรก

ปัญหาพลังงานขาดแคลน และการตะหนักถึงความขาดแคลนของทรัพยากรน้ำมัน ดูจะเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะมันคือปัญหาที่กำลังจะคืบคลานมาเล่นงานคนทั่วโลกในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม มีหลายๆธุรกิจ หลายๆภาคส่วน ที่พยายามคิดค้นหาวิธี หาแหล่งพลังงานทดแทน รวมถึงธุรกิจสายการบินด้วย

โดย สายการบินนานาชาติแห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์  (SWISS) และบริษัทแม่อย่าง Lufthansa Group เป็นหนึ่งในหลายองค์กรที่คำนึงถึงความสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอน จึงได้ออกมาประกาศจับมือกับสตาร์ทอัพอย่าง Synhelion SA ในการปฏิวัติวงการการบินด้วยการนำเชื้อเพลิงที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้กับเครื่องบินเป็นครั้งแรก  

SWISS AIR ประกาศเป็นสายการบินแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานแสงอาทิตย์

และหากสำเร็จแบบ 100 เปอร์เซนต์ จะทำให้ SWISS AIR จะเป็นสายการบินแรกในโลกที่ใช้เชื้อเพลิง sun-to-liquid (จากแสงแดดสู่ของเหลว)” ทันที  และนี่น่าจะเป็นเทรนด์แห่งโลกอนาคต และโลกที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

SWISS AIR ประกาศเป็นสายการบินแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานแสงอาทิตย์

กระบวนการในการผลิตเชื้อเพลิงเครื่องบินจากแสงอาทิตย์ นั้น เป็นการนำแสงแดดเข้มข้นมาผลิตเป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน Carbon neutrality 

โดย ฟิลิปเป้ ฟูร์เลอร์ Philippe Furler ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของ Synhelion ให้ความเห็นว่า

“น้ำมันสังเคราะห์จากแสงอาทิตย์ที่เป็นกลางทางคาร์บอนรุ่นต่อไปของเรา เป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย” 
 

โดย Synhelion วางแผนจะสร้างโรงผลิตเชื้อเพลิงพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของโลกในประเทศเยอรมนีในปีนี้  และสายการบิน SWISS จะกลายเป็นลูกค้ารายแรกและเป็นสายการบินแห่งแรกที่จะใช้น้ำมันสังเคราะห์พลังงานแสงอาทิตย์ในการทำการบินในปี 2023 

ทางทีมพัฒนา มีความต้องการที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงพลังงานแสงอาทิตย์ ไปสู่ระดับอุตสาหกรรม ภายในปี 2025 

ทั้งนี้ การจะนำเชื้อเพลิงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เชิงพาณิชย์ จะต้องมีกำลังการผลิตน้ำมันโซลาร์ก๊าซสังเคราะห์ (solar kerosene) ที่ประมาณ 10 ล้านลิตรต่อปี ทางบริษัทฯ จึงได้ตกลงที่จะร่วมมือกับ สวิส อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์ (Swiss International Air Lines) เพื่อเริ่มกระบวนการผลิตในปี 2023 ที่จะถึงนี้ และจะขยายไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคต

คอข่าว คงต้องจับตากันต่อว่า ประสิทธิภาพของน้ำมันสังเคราะห์พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นอย่างไร และจะมีสายการบินไหนออกมาประกาศใช้พลังงานทดแทนเพิ่มเติมอีกหรือไม่

โดยในโปรเจคนี้ ในอดีต เคยประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการทดลองบินเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 15 นาที เมื่อปี 2014 

SWISS AIR ประกาศเป็นสายการบินแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานแสงอาทิตย์

ขอขอบคุณ springnews /

Credit Youtube: Swiss International Air Lines

Source : Nation TV

“โลกไม่เคยเผชิญวิกฤติด้านพลังงานครั้งใหญ่ในแง่ของความลึกและซับซ้อนเช่นนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก และผมเชื่อว่าเราอาจยังไม่เคยได้พบเห็นความเลวร้ายเช่นนี้มาก่อน โดยฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนยุโรปในช่วงปลายปีนี้มันคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากๆ แน่นอน” นายฟาติห์ บิรอล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA กล่าวเตือนชาวโลกในระหว่างการประชุม Sydney Energy Forum ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสวนทางกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มค่อยๆ ปรับตัวลดลงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน จากความหวาดวิตกเรื่องภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากเงินเฟ้อและนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลายๆประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก

นายฟาติห์ บิรอล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA
นายฟาติห์ บิรอล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA

ะไรคือเหตุผลที่ IEA ต้องออกมาเตือนชาวโลกถึงวิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่กำลังใกล้จะมาถึงในปลายปีนี้กันแน่?

ตลาดพลังงานโลก ณ ปัจจุบัน มีราคาพุ่งสูงขึ้นเพราะอะไร :

“รัสเซีย” คือ ผู้ส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ลำดับต้นๆ ของโลก ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการประกาศคว่ำบาตรพลังงานจากรัสเซีย จึงทำให้อุปทานส่วนใหญ่หายไปจากตลาด

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจกับราคาน้ำมัน :

โดย IEA คาดการณ์ว่า แม้ว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ อาจเป็นแรงกดดันทำให้ “ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง” แต่ส่วนที่ลดลงจะได้รับการชดเชยจากอุปสงค์ของประเทศจีนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดโควิด-19 นอกจากนี้ ความพยายามครั้งใหม่ของตะวันตกในการหาทางจำกัดอำนาจทางการเงินของรัสเซีย โดยเฉพาะความพยายาม “กดราคา” สำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ อาจทำให้ตลาดเพิ่มความผันผวนมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

วิกฤติด้านพลังงานโลกจะรุนแรงขนาดไหน :

นายฟาติห์ บิรอล ให้เหตุผลว่า วิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้น บางทีอาจเลวร้ายกว่าในช่วงยุค 70 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ที่โลกอาหรับ นำโดย ซาอุดีอาระเบีย รวมตัวกันจำกัดการส่งออกน้ำมัน เพื่อกดดันโลกตะวันตกให้ยุติการสนับสนุนอิสราเอลในการใช้กำลังทหารเข้ารุกรานหลายชาติในตะวันออกกลาง จนกระทั่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากกว่า 300% เมื่อปี 1974 รวมถึงเหตุการณ์การปฏิวัติในอิหร่านเมื่อปี 1979 ที่ทำให้โลกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน และมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันครั้งใหญ่ จนกระทั่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปทั่วโลก นั่นเป็นเพราะในครั้งนั้น โลกเผชิญหน้าเพียงปัญหาน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น แต่สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทั้ง น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ หรือ ถ่านหิน ล้วนแล้วแต่มีราคาพุ่งสูงขึ้นทั้งสิ้น

โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นหลัก เป็นภูมิภาคที่น่ากังวลมากที่สุด หลังล่าสุด รัสเซียได้อ้างเหตุการซ่อมบำรุงท่อส่ง Nord Stream 1 และตัดการส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้กับหลายชาติในยุโรป จนกระทั่งทำให้เกิดความหวาดวิตกว่า การปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติในครั้งนี้อาจเป็นการปิดแบบถาวร และอาจทำให้ยุโรปเก็บสะสมพลังงานได้ไม่เพียงพอสำหรับการต่อสู้กับฤดูหนาวในช่วงปลายปีนี้ และอาจบีบคั้นให้ เยอรมนี และ อิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในสัดส่วนที่มากที่สุดเป็นลำดับต้นๆของยุโรปต้องไปใช้พลังงานจากถ่านหินมากขึ้น รวมถึงยุโรปอาจต้องมีการพิจารณาเรื่องการปันส่วนก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค หากรัสเซียตัดสินใจปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะในปัจจุบัน ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า ก่อนหน้าที่จะมีการปิดท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1 เพื่อทำการซ่อมบำรุง ยังมีราคาสูงกว่าที่ยุโรปเคยซื้อก่อนหน้าที่รัสเซียจะทำสงครามกับยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึง 3 เท่าแล้ว ฉะนั้นหาก รัสเซียตัดสินใจปิด Nord Stream 1 แบบถาวรขึ้นมาจริงๆ คงแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า “ราคาที่ยุโรปจะต้องจ่าย” เพื่อสู้กับความหนาวเย็นมันจะต้องแพงมากขึ้นขนาดไหน?

อย่างไรก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ยังคงมีความหวังว่า โลกอาจจะผ่านวิกฤติพลังงานครั้งนี้ไปได้ เนื่องจากในปัจจุบันมีปัจจัยบวกที่แตกต่างออกไปจากเมื่อครั้งวิกฤติพลังงานในยุค 70

พลังงานทดแทน :

ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ เชื่อมั่นว่า ความพร้อมเรื่องพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยอดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2022 ยังมีสัดส่วนที่สูงถึง 15% ซึ่งสูงกว่ายอดขายเมื่อปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2% อีกด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือวิกฤติพลังงานในยุค 70 ได้เคยกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ วิกฤติพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” อีกครั้ง สำหรับการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนถ่ายสู่พลังงานสะอาดให้รวดเร็วมากขึ้นก็เป็นได้

ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ :

หลังอุปทานน้ำมันจากรัสเซียหายไป ปัจจุบันมีเพียงซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เท่านั้น ที่มีปริมาณการผลิตสำรองที่มากเพียงพอ สำหรับการชดเชยการขาดแคลนในตลาดได้ หากแต่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส ยังคงไม่พยายามแสดงท่าทีเพื่อตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องจากชาติตะวันตกที่ให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเข้ามาชดเชยส่วนที่ขาดหายไปของรัสเซีย

โอเปกพลัส :

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับกลุ่มโอเปกพลัสได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย GDP ในช่วงไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง 9.9% ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มสูงว่า โอเปกพลัส ยังคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงระยะนี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องจับตาคือการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ออกเดินทางเยือนภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียในช่วงสัปดาห์นี้ เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นได้ หากผู้นำสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการล็อบบี้ซาอุดีอาระเบีย

Source : ไทยรัฐออนไลน์

EA จับมือพันธมิตรจีนลุยรถไฟ EV ล่าสุดหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าของบริษัท CRRC Dalian ผู้ผลิตรถไฟรายใหญ่ของจีน ส่งตรงมาถึงไทยแล้ว เตรียมทดสอบสับเปลี่ยนขบวนที่สถานีบางซื่อภายในปีนี้ เผยวิ่งได้ระยะ 150-200 กิโลเมตร สามารถประหยัดต้นทุนพลังงานได้กว่า 40% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถไฟดีเซล สอดรับยุทธศาสตร์ Asian Logistics Hub ของไทยและภูมิภาค

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัท CRRC Dalian ผู้ผลิตรถไฟรายใหญ่จากประเทศจีน ได้จัดส่งหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าหรือรถจักร EV มายังประเทศไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท เอเซีย เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด (AES) ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงรถไฟ เพื่อประกอบติดตั้งระบบแบตเตอรี่โดยหัวรถจักร EV คันนี้เป็นรถจักรคันแรกในการพัฒนารถไฟระบบ Battery Train ที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นรถจักรไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่

ทั้งนี้ EA ได้รับโอกาสจากกระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จากนโยบาย EV on Train และร่วมมือกับภาควิชาการ สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ มทร.อีสาน ในการเตรียมทดสอบระบบสับเปลี่ยนขบวน (Shunting) ที่สถานีบางซื่อภายในปีนี้ โดยหัวรถไฟ EV สามารถวิ่งได้ระยะ 150-200 กิโลเมตร สามารถประหยัดต้นทุนพลังงานได้ 40% เมื่อเปรียบเทียบกับหัวรถดีเซล

“ถือเป็นก้าวแรกของ EA ในการจับมือกับพันธมิตรในจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถไฟ ขณะที่ EA มีความพร้อมในออกแบบ และพัฒนานวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge สอดคล้องยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Asian Logistics Hub”

ทั้งนี้ EA ได้ออกแบบพัฒนา นวัตกรรมระบบชาร์จ Ultra Fast Charge ในเวลา 1 ชั่วโมง ในระยะแรก และ Battery Swapping Station เพื่อการสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ในเวลาไม่เกิน 10 นาที เพื่อลดเวลาการรอชาร์จ และนำมาขยายผลใช้งานในระบบขนส่งได้จริง สามารถขยายผลยกระดับการขนส่งโดยสารเมืองรอง สามารถรองรับการใช้งานทุกระดับ และนำไปพัฒนาระบบ Light Rail Transit (LRT) สำหรับขนส่งตัวเมือง

EA เล็งเห็นว่า Electritication ที่เป็นเทรนด์โลกในการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่ไฟฟ้า นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยที่ทัดเทียมกับนานาชาติได้อย่างก้าวกระโดด  EA หวังว่าหัวรถจักร EV จะกลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะช่วยสร้างอุตสาหกรรม และมูลค่าให้กับประเทศไทยบนพื้นฐานความยั่งยืน เพราะเป็นเทคโนโลยี Zero emission ไม่ก่อให้เกิด PM2.5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลด carbon footprint ที่เป็นพันธกิจของประเทศไทยในเวทีโลก COP26 นับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญนับตั้งแต่ศตวรรษที่19-20

ถึงไทยแล้ว! EA เผยหัวรถไฟ EV มาแล้ว ประหยัดพลังงาน 40%
ถึงไทยแล้ว! EA เผยหัวรถไฟ EV มาแล้ว ประหยัดพลังงาน 40%
ถึงไทยแล้ว! EA เผยหัวรถไฟ EV มาแล้ว ประหยัดพลังงาน 40%
ถึงไทยแล้ว! EA เผยหัวรถไฟ EV มาแล้ว ประหยัดพลังงาน 40%
ถึงไทยแล้ว! EA เผยหัวรถไฟ EV มาแล้ว ประหยัดพลังงาน 40%

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รอยเตอร์ รายงานว่าทางการจีนออกประกาศเตือนประชาชนว่าความแห้งแล้งอย่างรุนแรงตามแนวแม่น้ำแยงซีอาจคงอยู่นานจนถึงเดือนกันยายน เผยภาพแม่น้ำแยงซี ในเมืองฉงชิ่ง ที่แห้งขอดจนกระทั่งคนลงไปเดินสำรวจก้นแม่น้ำได้

สาเหตุสำคัญเกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้ประเทศจีนประสบภัยธรรมชาติรุนแรงทั้งเกิดน้ำท่วมในจังหวัดชิงไห่ทางตะวันตกของจีน คลื่นความร้อนที่ทำให้ระดับอุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส และประสบภัยแล้งจนระดับน้ำในแม่น้ำแยงซีแห้งขอดจนแทบเดินข้ามได้ ทั้งนี้แม่น้ำแยงซี หรือเรียกว่าแยงซีเกียง หรือฉางเจียง นับเป็นแม่น้ำยาวที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับที่ 3 ของโลก

หลิว จื้อหยู เจ้าหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ปริมาณน้ำปกติในภูมิภาคอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงสิ้นเดือนนี้ “พร้อมคาดว่าในเดือนกันยายน น้ำจะไหลเข้าในตอนกลางและตอนล่างของแม่น้ำแยงซียังอยู่ในระดับต่ำ และความแห้งแล้งในมณฑลอานฮุย หูเป่ย หูหนาน และเจียงซี สามารถพัฒนาต่อไปได้” หลิวกล่าว โดยกล่าวถึงสี่จังหวัดหลักบน กลางแม่น้ำ.

คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วแอ่งแม่น้ำแยงซี เกิดจากพื้นที่สูงกึ่งเขตร้อนในแปซิฟิกตะวันตกที่ใหญ่กว่าปกติ กินเวลานานกว่าสองเดือน ส่งผลให้แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำลดน้อยลง และทำให้พื้นที่ทำกินกว้างใหญ่แห้งแล้ง แม่น้ำรองรับประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ ปักกิ่งได้เตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสภาพอากาศสุดขั้วในจีนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักยังคงส่งผลกระทบในส่วนอื่นๆ ของประเทศ

เมืองฉงชิ่ง เป็นที่ตั้งของอ่างเก็บน้ำ Three Gorges ส่วนใหญ่ในแม่น้ำแยงซี กำลังพยายามรักษาพลังงานจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศเนื่องจากมีการปันส่วนเสบียงให้กับอุตสาหกรรม สื่อของรัฐรายงานว่ากริดแห่งรัฐของจีนยังให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อส่งพลังงานไปยังมณฑลเสฉวนที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งโดยปกติแล้วจะจ่ายไฟฟ้าพลังน้ำส่วนเกินจำนวนมากไปทางทิศตะวันออก แต่ขณะนี้มีการควบคุมการบริโภคที่เข้มงวด

บริษัทที่มีการดำเนินงานในเสฉวน รวมถึง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก และโตโยต้าของญี่ปุ่น ได้ระงับการผลิตในมณฑลนี้อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดดังกล่าว

สำหรับปริมาณน้ำฝนในลุ่มน้ำแยงซีลดลงจากปกติประมาณ 45% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และอุณหภูมิที่สูงน่าจะยังคงมีอยู่อย่างน้อยอีกหนึ่งสัปดาห์ ขณะเดียวกันระดับอุณหภูมิที่สูงยังคงเกิน 40 องศาเซลเซียส (104 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยพบบางพื้นที่ของฉงชิ่งพุ่งเกิน 44 องศาเซลเซียส

ชาวเมืองฉงชิ่ง ลงไปเดินสำรวจก้นแม่น้ำเจียหลิง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำแยงซี กำลังเข้าใกล้ระดับน้ำต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเมืองฉงชิ่ง เมื่อ 18 สิงหาคม 2022 เครดิตภาพ REUTERS/Thomas Peter
ชาวเมืองฉงชิ่ง ลงไปเดินสำรวจก้นแม่น้ำเจียหลิง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำแยงซี กำลังเข้าใกล้ระดับน้ำต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเมืองฉงชิ่ง เมื่อ 18 สิงหาคม 2022
เครดิตภาพ REUTERS/Thomas Peter
ทิวทัศน์ของแม่น้ำแยงซี ในวันที่อากาศร้อนในเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน  เมื่อ17 สิงหาคม 2022 เครดิตภาพ REUTERS
ทิวทัศน์ของแม่น้ำแยงซี ในวันที่อากาศร้อนในเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน เมื่อ17 สิงหาคม 2022
เครดิตภาพ REUTERS

Liu Weiping รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำกล่าวว่า ข้าวและพืชผลในฤดูใบไม้ร่วงอื่นๆ อยู่ใน “ช่วงเวลาวิกฤต” ทำให้พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 820,000 เฮกตาร์ (2 ล้านเอเคอร์) ทั่วลุ่มน้ำแยงซีได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อผู้คน 830,000 คน และปศุสัตว์ 160,000 ตัว

“ระดับน้ำตอนบนของแม่น้ำแยงซีและแอ่งน้ำท่วมของทะเลสาบตงถิงและโปหยาง ตอนนี้ตื้นกว่าปกติอย่างน้อย 4.85 เมตร (16 ฟุต) และต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลานี้”

สำนักความปลอดภัยทางทะเลของแยงซีออกคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับระดับน้ำต่ำ โดยสั่งให้เรือขนสินค้าเมื่อต้องผ่านส่วนที่ตื้นกว่าของแม่น้ำ ภัยแล้งดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดยักษ์ในการควบคุมกระแสน้ำในแม่น้ำแยงซี อ่างเก็บน้ำต้นน้ำขนาดใหญ่กำลังเปิดประตูเพื่อเติมเต็มระดับการจัดเก็บน้ำที่เขื่อน Three Gorges ซึ่งจะปล่อยน้ำทิ้ง 830 ล้านลูกบาศก์เมตรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ข้อมูลอ้างอิง https://www.reuters.com/world/china/china-warns-yangtze-drought-could-last-until-sept-it-races-protect-harvests-2022-08-18/

Source : MGROnline

กลุ่ม ปตท. ภายใต้แบรนด์ ออน- ไอออน (on-ion) ผนึกพันธมิตร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ขยายความร่วมมือให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (on-ion EV Charging Station) ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 37 สาขา ใน 18 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมกว่า 350 ช่องจอด นอกจากนี้ยังเสริมทัพด้วย บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด ร่วมขยายสถานีกว่า 50 ช่องจอด รวมเป็นกว่า 400 ช่องจอด ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อส่งเสริมไลฟ์สไตล์พลังงานสะอาด เดินหน้าพันธกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพื่อตอบรับเทรนด์ EV ที่คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น เราจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มธุรกิจพลังงานรายใหญ่ ร่วมขยายสถานีฯ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 37 สาขา ใน 18 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมกว่า 400 ช่องจอด ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งถือว่ามากที่สุดและเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มศูนย์การค้าของไทย โดยเฟสแรกคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ตอบรับการเดินทางในทุก ๆ วัน (short haul) หรือจะเดินทางแบบเมืองเชื่อมเมือง (long haul) ก็ได้ โดยจุดชาร์จครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้เกิด Worry-Free Journey หรือ การเดินทางแบบไร้กังวล ความสะดวกสบาย ชาร์จไฟกับรถยนต์ได้ทุกแบรนด์ ทุกค่าย   สถานที่และระบบชาร์จมีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง อีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลยังมีโครงการส่งเสริม Eco-lifestyle Marketing ทั้งโปรโมชั่น และส่วนลดต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้รถ EV ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย เป็นการร่วมกันดูแลโลกและสิ่งแวดล้อม พร้อมต่อยอดตามดีมานต์ของลูกค้าในอนาคต และขยายสู่ธุรกิจอื่น ๆ อาทิ ที่อยู่อาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงาน โดยคาดว่าจะมีส่วนช่วยในการลดการปลดปล่อยก๊าซ CO2 ให้ประเทศไทย ได้มากกว่า 5,250 ตันต่อปี  

นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. โดย บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ได้ขยายสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้     แบรนด์ ออน- ไอออน (on-ion EV Charging Station) บนทำเลศักยภาพร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำในอุตสาหกรรมศูนย์การค้าของไทยให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รองรับการเติบโตของตลาด EV ให้พลังงานทางเลือกอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด พร้อมสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบของ “Green Charging Network” ผ่าน on-ion mobile application การจับมือกับเซ็นทรัลพัฒนาในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านนวัตกรรมพลังงานอนาคต เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทชั้นนำของประเทศไทยในด้านพลังงานและด้านพัฒนาศูนย์การค้า สร้างความมั่นคงด้านพลังงานแห่งอนาคต และให้ผู้ใช้ EV เกิดความมั่นใจว่าสามารถเดินทางทั่วไทยได้อย่างไร้กังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง ซึ่งผู้ใช้ EV ที่ใช้บริการชาร์จไฟที่สถานีของ ออน-ไอออน จะมั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ด้วยการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ใช้บริการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย 

ปัจจุบัน กลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนธุรกิจด้าน EV Value Chain รองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งในด้านการผลิต จำหน่าย ระบบกักเก็บพลังงาน แพลตฟอร์มเช่ายานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงาน โดยพร้อมร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา ผลักดันการใช้พลังงานสะอาด ประสิทธิภาพสูง เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำให้กับประเทศไทยและคนไทยทุก ๆ คน ต่อไป

นายพูนพัฒน์ โลหารชุน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนาในครั้งนี้นับเป็นการร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและครอบคลุมมากขึ้น เข้าถึงสถานีชาร์จได้ง่ายขึ้น อีโวลท์ในฐานะผู้ให้บริการสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร มุ่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ At Home, At Work, At Play, At Travel ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาเป็นศูนย์การค้าชั้นนำที่มีโลเคชั่นใจกลางเมืองและจังหวัดหลักในแต่ละภูมิภาคที่ดี (Prime Location) โดยอีโวลท์ที่จะเข้ามาเสริมในส่วนของการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จในศูนย์การค้าเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน At Play โดยพร้อมเปิดให้ใช้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2565 ผ่าน EVolt Application ทั้งระบบ IOS และ Android

Source : Energy News Center